สรุป 4 ประเด็นที่คณะทูตนานาชาติได้เห็น-ได้ฟัง จากการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

คณะทูต

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่คณะทูตานุทูตและผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศลงพื้นที่สังเกตการณ์

คณะทูตต่างชาติและผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ พร้อมด้วยสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติ เดินทางลงพื้นที่ไปยัง จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่พลเรือนทั้งโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ สถานีบริการน้ำมัน และเยือนศูนย์พักพิงชั่วคราวของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

4 วันหลังจากไทยและกัมพูชามีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. เวลาเที่ยงคืน หลังทหาร 2 ฝ่ายเปิดฉากปะทะกันตั้งแต่ 24 ก.ค. เอกอัครราชทูต อุปทูตผู้แทน รวม 11 ประเทศ และผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ ได้รับการเชิญจากกระทรวงกลาโหมและกระทวงการต่างประเทศของไทย เพื่อลงพื้นที่สังเกตการณ์ผลกระทบที่เกิดกับฝ่ายไทยจากการปะทะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ว่าวัตถุประสงค์การพาไปดูพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เรื่องหลัก ๆ คือผลกระทบจากการใช้อาวุธทหารกัมพูชามาที่เป้าหมายพลเรือน ได้แก่โรงพยาบาล โรงเรียน ร้านสะดวกซื้อ สถานีบริการน้ำมัน และปิดท้ายที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวว่ามีประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบเพียงใด เอกอัคราชทูต อุปทูต ทูตทหาร และสื่อต่างประเทศจะได้เห็น ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่จะให้ผู้ที่ไปในวันนี้ได้สื่อสารไปในระดับสากล

"เป้าหมายหลักของเราเน้นเรื่องของข้อเท็จจริง เราอาจจะไม่เหมือนกับฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะสถานที่หรือจุดที่เราไปทั้งหมดนั้นเป็นจุดเกิดเหตุที่เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ละจุดเหล่านั้นค่อนข้างห่างจากพื้นที่การสู้รบเป็นหลายสิบกิโลเมตร"

การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลังจากที่ทางการกัมพูชาเปิดเกมรุกพาคณะผู้ช่วยทูตทหารนานาชาติลงพื้นที่สังเกตการณ์บริเวณพื้นที่พิพาทที่ด่านตรวจชายแดนแอนเซส (An Ses) จ.พระวิหาร ซึ่งฝ่ายไทยเรียกว่าเป็นบริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ท่ามกลางเสียงวิจารณ์บทบาทของฝ่ายไทยในการชิงพื้นที่สื่อ

บีบีซีไทยประมวลสถานการณ์ สาร และภาพที่คณะทูตนานาชาติได้เห็นได้ฟังจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ เทียบกับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อประเด็นต่าง ๆ

1. ลำดับเหตุการณ์สำคัญก่อน 24 ก.ค. 2568

ที่มณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี พ.อ.พัฒนา พันธุ์มงคล ผู้แทนกรมข่าวทหารบก เริ่มกล่าวสรุปลำดับเวลาเหตุการณ์สำคัญก่อนเกิดการปะทะไทย-กัมพูชาในวันที่ 24 ก.ค. ต่อที่ประชุม เขาเริ่มไล่เลียงเหตุการณ์ว่ามีการเริ่ม "ยั่วยุ" จากฝั่งกัมพูชาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 เป็นต้นมา โดยมีลำดับเหตุการณ์ดังนี้

  • 13 ก.พ. ฝ่ายกัมพูชาพานักท่องเที่ยวร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท
  • 28 ก.พ. เกิดเหตุเผาศาลาตรีมุข บริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต
  • มี.ย. - เม.ย. ฝ่ายไทยระบุว่า กัมพูชาได้มีการดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารมาโดยตลอด
  • 28 พ.ค. ทหารไทยเข้าประชิดทหารกัมพูชาซึ่งทำการลักลอบขุดป้อมปราการในพื้นที่พิพาทช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทำให้เกิดการเผชิญหน้า และส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย
  • 29 พ.ค. – 5 มิ.ย. กองทัพกัมพูชาระดมกำลังทหาร และอาวุธหนักมาพื้นที่ชายแดนใกล้บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ทำให้ไทยต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
  • 18 มิ.ย. เสียงบทสนทนาระหว่างอดีตผู้นำกัมพูชา ฮุน เซน และนายกฯ ไทย นางสาวแพทองธาร ถูกปล่อยออกมา
  • 23 – 25 มิ.ย. มีการใช้นโยบายจำกัดการค้าและปิดพรมแดน
  • 16 – 23 ก.ค. ทหารไทยบาดเจ็บหลายนายและขาขาด 2 นาย จากการโดนทุ่นระเบิดที่ฝ่ายไทยระบุว่าถูกฝังใหม่โดยกัมพูชา โดยทางการไทยเรียกเหตุการณ์ทุ่นระเบิดครั้งนี้ว่าเป็น "การละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง"
ไทยอ้างหลักฐาน

ที่มาของภาพ, HAND OUT/กองทัพบก

คำบรรยายภาพ, ไทยอ้างหลักฐานว่ากำลังพลของกัมพูชาได้เริ่มประชิดพื้นที่พิพาทช่องบก ภาพซ้ายเป็นภาพในเดือน เม.ย. 2568 ส่วนภาพด้านขวาเป็นภาพในเดือน พ.ค. 2568

ระหว่างการแถลงถึงเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด สไลด์บรรยายบนหน้าจอได้แสดงภาพของนักข่าวกัมพูชาที่ถ่ายบริเวณปราสาทตาควายที่เผยแพร่ในช่วงสัปดาห์นี้ และปรากฏวัตถุสีเขียวบริเวณด้านข้าง โดยผู้แทนกรมข่าวทหารบกสื่อว่าเป็นทุ่นระเบิด

"ทว่าหลังจากเหตุการณ์ [ทุ่นระเบิด] ทางการกัมพูชาปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ แต่ยังมีหลักฐานที่ไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างที่คุณเห็นในภาพนี้ที่บันทึกการกระทำของพวกเขา" พ.อ.พัฒนา ผู้แทนกรมข่าวทหารบก ระบุ

พ.อ.พัฒนา กล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้นกัมพูชามีการส่งมวลชนและทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบมาจัดกิจกรรมยั่วยุในพื้นที่ปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือน ทำให้เกิดการปะทะกับคนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไทยจึงใช้มาตรการควบคุมชายแดน ล้อมรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันการบุกรุก แต่ฝ่ายกัมพูชากลับยกระดับการโจมตี

นักข่าวกัมพูชา โพสต์รูปที่ปราสาทตาเมือนธม

ที่มาของภาพ, HAND OUT/กองทัพบก

คำบรรยายภาพ, การบรรยายต่อคณะทูตของกองทัพไทย อ้างว่าในภาพดังกล่าวมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่ากัมพูชามีทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ในพื้นที่พิพาท ซึ่งในภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายที่ปราสาทตาควาย

ข้อมูลฝ่ายกัมพูชา

  • เหตุการณ์ปะทะที่ช่องบก 28 พ.ค.
  • เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด 16 ก.ค.

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยต่อกัมพูชาอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับเหตุทุ่นระเบิดที่หมู่บ้านเตโชรโกฏ จ.พระวิหาร เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ซึ่งทำให้กำลังของไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

พลโทหญิงมาลี บอกว่าทหารไทยละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2543 (MoU 2543) โดยลาดตระเวนออกนอกเส้นทางที่ตกลงกันไว้และกำหนดเส้นทางลาดตระเวนขึ้นมาเองใหม่

2. เหตุการณ์วันที่ 24 ก.ค. จนถึงการตกลงหยุดยิง

ทางการไทยได้ไล่เรียงสรุปเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงการปะทะวันที่ 24 ก.ค. จนถึงการตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ไว้ดังนี้

  • 24 ก.ค. 68 ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยก่อน บริเวณปราสาทตาเมือนธม และต่อมากัมพูชาก็ใช้ปืนใหญ่และจรวด BM-21 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยบริเวณ รพ.พนมดงรัก, ปั๊มน้ำมันบ้านผือ, ร้านสะดวกซื้อ, โรงเรียน และบ้านเรือนใน จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย เสียชีวิต 36 ราย รวมถึงเด็ก 1 คน และทำให้มีผู้ต้องอพยพมากกว่า 150,000 คน เป็นเหตุทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ "โดยมีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น" ฝ่ายไทยระบุด้วยว่ากัมพูชายิงจู่โจมมาจากเขตพลเรือนและใช้ประชาชนของตนเป็นโล่มนุษย์
  • 25 – 28 ก.ค. เกิดการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย ทำให้ประชาชนราว 300,000 คน จากทั้งสองประเทศต้องอพยพออกจากพื้นที่ โดยมีผู้เสียชีวิต 35 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย
  • 28 ก.ค. ไทยและกัมพูชาพบกันที่ประเทศมาเลเซีย และสองฝ่ายยอมรับข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขโดยทันที และการหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้เวลา 00.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)

ข้อมูลฝ่ายกัมพูชา

  • เหตุการณ์ปะทะเมื่อ 24 ก.ค.

พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า "กองทัพไทยได้เปิดการยิงโจมตีกองทัพกัมพูชาก่อน กองทัพกัมพูชาได้ใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของตนเองในการต่อต้านการคุกคามจากกองทัพไทยที่ละเมิดบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา"

3. ตอบโต้ข้อมูลที่ไทยระบุว่าเป็น "ข้อมูลเท็จ"

ในการบรรยายของผู้แทนจากกรมข่าวทหารบก ยังมีการตอบโต้ข้อมูลเท็จที่ฝ่ายไทยอ้างว่าฝ่ายกัมพูชาบิดเบือนในหลายประเด็น

  • ข้อกล่าวอ้าง: ไทยรุกรานกัมพูชา และละเมิดกติกาสหประชาชาติ อำนาจอธิปไตย และอาณาเขตรัฐ

พ.อ.พัฒนา ชี้แจงว่าประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักการไม่ใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นการป้องกันตนเองอย่างจำเป็นและได้สัดส่วน และมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทยโดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตี รพ.พนมดงรัก ซึ่งห่างจากชายแดน เกือบ 10 กม., ปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ ที่หากจากชายแดน 30 กม.

คำแถลงจากโฆษกกลาโหมกัมพูชาก่อนหน้านี้ ระบุว่า ทหารไทยเริ่มยิงใส่ทหารกัมพูชาก่อนบริเวณปราสาทตาเมือนธมเมื่อเวลา 08.46 น. ของวันที่ 24 ก.ค. ทำให้ทหารกัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากใช้สิทธิในการปกป้องอธิปไตยและดินแดน จึงต่อต้านการบุกรุกของทหารไทยที่ละเมิดต่อดินแดนกัมพูชา

การบรรยายต่อคณะทูตของกองทัพไทย กล่าวหาว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ในการโจมตีไทย

ที่มาของภาพ, HAND OUT/กองทัพบก

คำบรรยายภาพ, การบรรยายต่อคณะทูตของกองทัพไทย อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ในการโจมตีไทย โดยนำคลิปและภาพจากโซเชียลมีเดียกัมพูชามาเสนอต่อคณะทูตนานาชาติ
  • ข้อกล่าวอ้าง: การใช้ระเบิดเคมี

โซเชียลมีเดียกัมพูชาแชร์ภาพที่ระบุว่าไทยใช้อาวุธเคมี โดยนำภาพของเครื่องบินที่ไม่ทราบรุ่นกำลังโปรยสารเคมีสีชมพู ในภาพที่ถูกแชร์ปรากฏภาพธงชาติไทย และข้อความว่าไทยใช้ก๊าซพิษคร่าชีวิตพลเรือนกัมพูชา

ผู้แทนจากกรมข่าวทหารบกกล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่กัมพูชาระบุว่าไทยใช้อาวุธเคมีเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรง และไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention - CWC) และปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีหน่วยใดในกองทัพไทยที่ใช้อาวุธเคมี ทั้งในแง่ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ การกล่าวหาเช่นนี้เข้าข่าย war propaganda และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้าย กรณีภาพระเบิดเคมีที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ แท้จริงคือภาพภารกิจการดับไฟป่าที่สหรัฐอเมริกา

กรณีดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจากแผนกตรวจสอบข้อเท็จจริงของเอเอฟพี (AFP Factcheck) ระบุว่าภาพดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ โดยเป็นภาพเครื่องบินของสหรัฐฯ ปล่อยสารดับไฟป่าที่ย่านพาลิเสด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อ 12 ม.ค. ต้นปีที่ผ่านมา

  • ข้อกล่าวอ้าง: ไทยใช้ระเบิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนกัมพูชา

นายเฮง รัตนา หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการกำจัดทุ่นระเบิดของกัมพูชา (CMAC) กล่าวหาว่าฝ่ายไทยทิ้งระเบิด MK-84 ลงในกัมพูชา

พ.อ.พัฒนา บรรยายต่อคณะทูตว่าข้อกล่าวหานี้มีลักษณะชัดเจนของการบิดเบือนข้อมูล โดยอ้างภาพเก่าและสร้างการเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริง ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพวัตถุระเบิดที่กัมพูชาอ้างว่าเป็น MK-84 นั้น เป็นระเบิดเก่าจากยุคสงครามเวียดนาม และไม่เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์

ข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา

สำนักข่าวขแมร์ไทม์สของกัมพูชารายงานว่า หน่วย CMAC ยืนยันว่า ระเบิด MK-84 ที่ทิ้งโดยเครื่องบินขับไล่ของไทย ถูกใช้ในระหว่างการปะทะที่ชายแดนครั้งล่าสุดระหว่างกัมพูชากับไทย หลังจากการสอบสวนในพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ของกัมพูชา

หัวหน้าหน่วย CMAC ย้ำว่า ข้อค้นพบเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากฐานข้อมูลระเบิดที่ครอบคลุมของ CMAC ซึ่งพัฒนาขึ้นจากข้อมูลของสหรัฐอเมริกาที่ครอบคลุมถึงอาวุธที่ใช้ในระหว่างสงครามอินโดจีน

"ฐานข้อมูลนี้สามารถยืนยันได้ว่าไม่เคยมีการทิ้งระเบิดในพื้นที่นี้ในระหว่างสงครามดังกล่าว"

ระเบิด

ที่มาของภาพ, facebook/สำนักโฆษกสำนักคณะรัฐมนตรีกัมพูชา

4. การโจมตีพลเรือน

ในการบรรยายสรุปในประเด็นถัดมา ผู้แทนทหารไทยได้ไล่เรียงภาพเหตุการณ์และเวลาที่อาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชาถูกยิงเข้ามาฝั่งไทย ทั้งเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์, ปั๊ม ปตท.บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, ชุมชนบริเวณศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เป็นต้น พร้อมเผยภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 ก.ค. อาทิ ภาพของยายที่ประคองหลานที่แน่นิ่งจากการถูกอาวุธหนักโจมตีที่บ้านใน จ.สุรินทร์

หลังจากนั้นคณะทูตานุทูต ผู้ช่วยทูตทหาร และสื่อมวลชน ได้เดินทางไปยังปั๊ม ปตท.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดบรรยายสรุปพร้อมกับแผนที่ขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และกัมพูชา เขาไล่เรียงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับชาวศรีสะเกษในวันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเกิดความสูญเสียหลายชีวิต โดยเฉพาะที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันที่มีชาวศรีสะเกษเสียชีวิตรวม 8 คน

การบรรยายสรุปเป็นไปโดยมีล่ามแปลเป็นภาษาอังกฤษประโยคต่อประโยคผ่านลำโพงเคลื่อนที่

ต่อมา ญาติของผู้เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อจำนวนหนึ่งยืนถือภาพของคนในครอบครัวของพวกเขาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่อาวุธหนัก หรือจรวด BM-21 ตกบนร้านสะดวกซื้อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

"การสูญเสียครั้งนี้มันมากเกินไปสำหรับผม" คมสัน ประจัน สามีและพ่อของลูกที่เสียชีวิต กล่าวผ่านไมโครโฟน พร้อมกับถือกรอบรูปภาพของภรรยาและลูกรวม 3 คน ที่เสียชีวิต

ปตท บ้านผือ

ที่มาของภาพ, Reuters

หญิงอีกรายหนึ่งถือภาพของแม่เธอเอาไว้ และเล่าว่าวันเกิดเหตุวันนั้นเป็นวันเกิดของลูกสาวของเธอ เมื่อเด็ก ๆ ไปโรงเรียนแล้ว เธอไปเข้าสวนตามปกติ พอได้ยินข่าวว่าระเบิด ก็รีบขับรถมาเพื่อมารับแม่ พอกลับมาถึงใจกลางเมือง อ.กันทรลักษ์ ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าแม่โดนระเบิด "มันลงข้างตัวแม่แค่ก้าวเดียว"

" ไม่มีเค้าโครงเดิมของแม่เลย มองไปหลังห้องน้ำเซเว่น มีต้นยางพาราหัก 3 ต้น ตรงนั้นคือจุดเกิดเหตุที่แม่ตาย" เธอกล่าว และทิ้งท้ายว่าวันนี้เธออยากเรียกร้องความยุติธรรมให้แม่ โดยทุกประโยคถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยล่าม

หลังจากนั้นคณะทูตได้ร่วมสำรวจความเสียหายที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

"ถ้าวันนั้น เราและลูกน้องอยู่จะมีผู้เสียชีวิต วันนั้นเรายังปฏิบัติงานโดยที่ยังไม่มีแผนการเคลื่อนย้ายประชาชน คงมีการสูญเสียมากกว่านี้ การกระทำของฝั่งตรงข้าม ไร้ซึ่งมนุษยธรรม" ผู้อำนวยการ รพ.สต. แห่งนี้กล่าว

หลังจากนั้นคณะทูตจาก 23 ประเทศ ยังเดินทางไปเยี่ยมศูนย์พักพิงแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ด้วย

รพ สต ที่ ศรีสะเกษ

ที่มาของภาพ, thai news pix

สำหรับความสูญเสียของชีวิตพลเรือน ในการบรรยายต่อคณะทูตวันนี้ ผู้แทนกรมการข่าวทหารบก ระบุว่า มีพลเรือนชาวไทยเสียชีวิตรวม 15 ราย (ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย) และบาดเจ็บทั้งสิ้น 36 คนในช่วงห้าวันของเหตุปะทะ

ด้านตัวเลขการเสียชีวิตภาคพลเรือนกัมพูชา มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ค. จาก พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า มีพลเรือนกัมพูชาเสียชีวิต 8 ราย

ศูนย์อพยพ ศรีสะเกษ

ที่มาของภาพ, thai news pix

ในช่วงเย็นหลังจากพาคณะทูตลงพื้นที่สังเกตการณ์เสร็จสิ้นแล้ว นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยผ่านการแถลงประจำวันของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่าคณะทูตนานาชาติได้แสดงความขอบคุณ และจากการเดินทางมาในวันนี้ "เขาได้เห็นกับตาถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ไม่ใช่ทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวและเด็ก"

นายนิกรเดช เปิดเผยถึงความเห็นของหนึ่งในคณะทูตที่ขอไม่ระบุประเทศด้วยว่า ได้แสดงความเห็นใจต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

"เขาเห็นใจเราว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรที่คนเหล่านี้จะต้องเป็นเหยื่อของฝ่ายที่มีปัญหาระหว่างกัน เขาไม่เห็นว่าไทยจะเป็นผู้เริ่ม เป็นไปไม่ได้ เขามีความเห็นอกเห็นใจ และมีท่าทีในการสนับสนุนสิ่งที่ไทยทำ ชื่นชมในสิ่งที่ไทยดูแลคน ทั้งครอบครัวที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่ต้องย้ายบ้านไปอยู่ในศูนย์พักพิง" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว