เปิดประเด็นที่ญาติยังติดใจ พลทหารเพชรรัตน์ เสียชีวิตปริศนาในเรือนจำทหาร-พบช้อนในกองอัฐิ

ที่มาของภาพ, family handout
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 20 นาที
การเสียชีวิตของพลทหารวัย 22 ปี ในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว นำไปสู่ความเคลือบแคลงใจของครอบครัวในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการที่เขามีท่าทีไม่อยากกลับค่ายทหาร เบาะแสการถูกทำร้ายในเรือนจำ และช้อนสั้นที่พบหลังพิธีฌาปนกิจเสร็จสิ้น
ผู้เสียชีวิต คือ พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ทหารกองเกินที่กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี
ทางหน่วยต้นสังกัดระบุว่าเขาเสียชีวิตในวันที่ 10 พ.ย. 2568 ผลจากการชันสูตรพลิกศพโดยแพทย์ รพ.ค่ายจักรพงษ์ ระบุว่าไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำหรือเลือดออกในสมอง
กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่าแพทย์ลงความเห็นว่าพลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติและอุดตัน
อย่างไรก็ดี ครอบครัวยืนยันว่าผู้เสียชีวิตมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัว
ล่าสุด วันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนจากส่วนกลาง และสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 ไปช่วยราชการที่กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 (บก.มทบ.12) หลังครอบครัวยังมีความไม่เข้าใจและกังวลใจ เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ครอบคลุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยต้นสังกัดหรือญาติผู้เสียชีวิต พร้อมกับยืนยันว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ
ทว่า โดยข้อเท็จจริงที่ทางครอบครัวบอกกับบีบีซีไทย พวกเขาเดินเรื่องสอบถามข้อเท็จจริงมาตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว แต่เพิ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางเมื่ออดีตผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคก้าวไกล นำเรื่องนี้ไปโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน
ญาติตั้งข้อสังเกต พลทหารเพชรรัตน์มีท่าทีไม่อยากกลับไปค่าย
นายก้องภพ ปานพูล อาของพลทหารเพชรรัตน์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
ในตอนนั้นพลทหารเพชรรัตน์ลากลับบ้าน แต่ลาเกินกำหนดที่ทางค่ายระบุไว้ และมีความกังวลไม่กล้าโทรแจ้งค่ายด้วยตัวเอง จนนายก้องภพต้องเป็นคนช่วยโทรประสานคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับบังคับให้หลานชายเดินทางกลับเข้าค่าย เพราะไม่ต้องการให้ลาเกินกำหนดมากไปกว่าเดิมอีก แม้ขณะนั้นพลทหารเพชรรัตน์มีท่าทีว่าไม่อยากกลับเข้าค่ายทหารก็ตาม
"ในตอนนั้นเราก็ไม่รู้สาเหตุว่าการที่เขาไม่อยากกลับค่าย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าภายในหรือเรื่องส่วนตัว" นายก้องภพ กล่าว
ผู้เป็นอาเล่าต่อว่า ในเวลาต่อมาพลทหารเพชรรัตน์ถูกสั่งขังที่กองกลางเป็นเวลา 3 วันจากความผิดดังกล่าว และเมื่อครบกำหนดขังที่กองกลาง ก็ถูกส่งตัวไปขังต่อที่เรือนจำ มทบ.12 เป็นเวลา 15 วัน
หลังจากเข้าเรือนจำได้ 10 วัน ทางญาติได้รับการติดต่อจาก รพ.ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ว่าพลทหารเพชรรัตน์ป่วย หมดสติ และกำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก่อนจะแจ้งในเวลาต่อมาว่าเสียชีวิตแล้ว
ไทม์ไลน์การเสียชีวิต
จากข้อมูลของทางญาติผู้เสียชีวิต ระบุว่าวันที่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 18.12 น. พลทหารเพชรรัตน์เกิดอาการล้มลงชักเกร็ง และหมดสติ ขณะกำลังรายงานตัวเพื่อนับกำลังพลอยู่ในเรือนนอนของเรือนจำ
จากนั้น เพื่อนผู้ต้องขังช่วยกันปฐมพยาบาล จับถอดเสื้อเอาไปชุบน้ำมาเช็ดตัว กดตัวพลทหารเพชรรัตน์ไม่ให้ดิ้น นำแปรงลบกระดานมาช่วยกันงัดปากเพื่อนเพื่อไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง เนื่องจากไม่มีช้อน ต่อด้วยการทำซีพีอาร์ (CPR) และแจ้งไปยังผู้คุมเพื่อนำตัวส่ง รพ.ค่ายจักรพงษ์ เป็นการเร่งด่วน
จากนั้นเวลา 18.28 น. ทางทีมแพทย์ของโรงพยาบาลดังกล่าวแจ้งว่าพลทหารเพชรรัตน์ไม่มีชีพจรแล้ว เมื่อทางโรงพยาบาลต้องการติดต่อญาติ เจ้าหน้าที่เรือนจำก็ไม่มีใครให้ข้อมูลได้ ทางโรงพยาบาลจึงไปค้นประวัติการรักษาของพลทหารเพชรรัตน์จนเจอเบอร์โทรศัพท์ของนางมลิวรรณ กำลังยิ่ง อาของผู้ตาย ทางโรงพยาบาลจึงติดต่อไปยังนางมลิวรรณ
ในช่วงดึกของคืนนั้น มีการชันสูตรพลิกศพที่ รพ.ค่ายจักพงษ์ โดยมีทางอัยการ ปลัดอำเภอ กองพิสูจน์หลักฐาน ผู้การกรม นายทหารระดับสูง ผู้คุมเรือนจำ ร้อยเวร ผู้บังคับกองร้อย คณะแพทย์ และญาติเข้าร่วมการชันสูตรพลิกศพ
นายก้องภพบอกว่าผลชันสูตรเบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยทำร้ายร่างกาย แต่ญาติสงสัยในบางจุด เช่น ทำไมมีข้าวอยู่เต็มปาก ทำไมมีเลือดออกจากท่อช่วยหายใจ ผื่นแดงบริเวณแผ่นหลังเกิดจากอะไร
"ถัดจากนั้นก็มานั่งคุยตกลงกันว่าเราไม่ได้เจอร่องรอยการทำร้ายร่างกาย เลยขออนุญาตส่งผ่าชันสูตรที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อดูว่าอวัยวะภายในผิดปกติตรงไหน"

ที่มาของภาพ, family handout
ศพของพลทหารเพชรรัตน์ถูกผ่าชันสูตรในช่วงสายของวันที่ 11 พ.ย. 2568
ในรายการ "มีเรื่องต้องคุย" ทางช่อง 7HD ซึ่งออกอากาศไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ทาง นพ.กมล รัศมีหิรัญ กลุ่มงานนิติเวช รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และแพทย์ผู้ชันสูตรศพพลทหารเพชรรัตน์บอกว่า มีแพทย์หลายท่านเข้าร่วมการผ่าชันสูตร และมีทางญาติเข้าไปร่วมดูการชันสูตรพร้อมกันด้วย ทำให้ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกันในเรื่องนี้
ด้านนายก้องภพยืนยันว่า ไม่มีตัวแทนญาติคนใดอยู่ร่วมกับแพทย์เมื่อดำเนินการดังกล่าว
"หลังจากที่เราเอาศพไปโรงพยาบาล เราก็ยื่นเจตนาว่าขอเข้าร่วมการผ่าด้วย แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าให้มารับศพเลยทีเดียว ซึ่งเขาไม่ได้ปฏิเสธนะว่าไม่ให้เข้า เพียงแค่บอกว่าให้มารอรับศพเลยทีเดียวตอนบ่ายหนึ่ง ถ้ามานั่งรอตอนสิบโมงมันจะเสียเวลา แต่สุดท้ายไม่ใช่เราไม่ไปรอรับนะ 09.30 น. เราก็เดินทางออกจากบ้านแล้ว และไปเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นแหละ เพื่อรอ จริง ๆ ถ้าเขาให้เราเข้าก็คงเข้าได้ หลังจากผ่าเสร็จ เขาก็แค่เอาโทรศัพท์ถ่ายวิดีโอจากคอมพ์มาให้เราดูเฉย ๆ ในส่วนแค่หัวใจด้วย" นายก้องภพเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
ช้อนสั้นปริศนา

ที่มาของภาพ, family handout
นายก้องภพยอมรับว่าขณะดำเนินการพิธีการทางศาสนาเพื่อฌาปนกิจศพพลทหารเพชรรัตน์ ทางญาติพยายามทำใจและยังไม่ติดใจในสาเหตุการตาย แม้มีคำถามคาใจถึงความผิดปกติในบ้างจุด
ทุก ๆ วันที่จัดงานศพ ทางหน่วยต้นสังกัดก็ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมพิธีและให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามกระบวนการ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 15 พ.ย. และมาเก็บอัฐิในวันที่ 16 พ.ย. ก็พบช้อนสั้นในเถ้ากระดูก
"ช้อนทำให้สิ่งที่มันยังคาใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเคยคุยกันในครอบครัวตั้งแต่แรกเริ่มว่า เออ ไม่ได้ติดใจอะไรหรอก แต่มันยังมีค้าง ๆ คา ๆ คำถามในใจของญาติ ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พอมาเจอช้อนหลังเผา มันทำให้เรารวบรวมความรู้สึกของทุกคนในครอบครัวกลับขึ้นมาเป็นคำถามกลับไปว่าขอรายละเอียดทั้งหมดเลย ตั้งแต่ทำไมน้องไม่อยากกลับค่าย ไปจนถึงการเสียชีวิต เสียชีวิตจากโรคประจำตัวหรือการถูกทำร้ายร่างกาย เป็นคำถามที่จนถึงปัจจุบันก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้" นายก้องภพสะท้อนความค้างคาใจของครอบครัว
ภารกิจทวงถามความจริงที่กัดกินความรู้สึกคนในครอบครัว
นายก้องภพเล่าต่อว่า ญาตินำช้อนสั้นใส่กล่องและเดินทางไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของพลทหารเพชรรัตน์ เพื่อสอบถามว่าเหตุใดพวกเขาพบช้อนนี้ในเถ้ากระดูกของผู้ตาย
ก่อนจะเดินทางไป พวกเขาตรวจสอบกันเองในครอบครัวแล้วว่าไม่มีผู้ใดนำช้อนดังกล่าวใส่ลงไปในโลงศพหรือใส่ไว้ในชุดของผู้ตาย
ขณะเดียวกัน นายสิทธิพร หิรัญพูล สัปเหร่อของวัดหนองจิก อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อของไทยหลายสำนักว่าก่อนนำศพไปเผา ตนเองได้ดึงสำลีออกจากทวารทั้ง 5 ตามความเชื่อทางพิธีกรรม แต่พบว่ามีสำลียัดอยู่ในช่องปาก-ช่องคอ เป็นจำนวนมาก
สัปเหร่อพยายามดึงสำลีที่ถูกยัดในช่องคอออกมาให้หมด แต่ก็ไม่สามารถทำได้ แม้พยายามนำดอกไม้จันทร์ซึ่งก้านทำจากไม้ขนาดยาวล้วงลงไปเพื่อดึงสำลีขึ้นมา แต่ก็ไปกระทบกับของแข็งคล้ายกับโลหะ และเมื่อนำเถ้ากระดูกออกมาก็พบช้อนสั้นถูกเผาอยู่กับอัฐิของพลทหารเพชรรัตน์
จากบันทึกไทม์ไลน์การตายที่ญาติรวบรวมข้อมูลเขียนว่าด้วยเวลาการเผาศพที่กระชั้นชิดเข้ามา สัปเหร่อจึงแจ้งกับทางญาติว่า "ไม่รู้คืออะไร ช่างมัน เผาเสร็จเดี๋ยวก็รู้ว่าเป็นอะไร"
เมื่อเดินทางไปยังหน่วยต้นสังกัดวันที่ 17 พ.ย. 2568 พวกเขาพยายามถามหาฟิล์มเอ็กซเรย์ แต่ก็ไม่ได้รับหลักฐานดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
"ผมยังไม่ได้ต้องการจะเอาผิดใครเลย ผมแค่อยากดูว่ามันมีช้อนไหมตอนที่เอ็กซเรย์" นายก้องภพ กล่าว
สิ่งที่ญาติได้เห็นในวันนั้นคือวิดีโอสั้น ๆ จากกล้องวงจรปิดภายในเรือนจำ ซึ่งทางค่ายไม่ได้เปิดคลิปให้ลากดูยาว ๆ แต่เปิดให้ดูช่วงเหตุการณ์สั้น ๆ ตั้งแต่พลทหารเพชรรัตน์เดินจากหน้าเสาธงไปยังเรือนนอน และตอนที่ยืนเข้าแถวอยู่ในเรือนนอน
คลิปดังกล่าวถูกถ่ายมาจากหน้าจอ ไม่ใช่ไฟล์ต้นฉบับจากกล้อง
นายก้องภพบอกว่ามุมกล้องที่แพนสูงขึ้นทำให้เกิดจุดบอดใต้กล้องวงจรปิดและมองไม่เห็นพื้นที่เรือนนอนทั้งหมด ส่วนพลทหารเพชรรัตน์ยืนอยู่ใต้กล้องทำให้มองไม่เห็นเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
"ช่วงระหว่างที่เกิดเหตุ มันชุลมุน มันเกิดอะไรขึ้น น้องล้มป่วยจริงไหม หรือยังไง มันเกิดคำถามเฉย ๆ เราไม่ได้มองว่านักโทษด้วยกันรุมทำร้าย เราแค่อยากรู้ว่าไอ้มุมกล้องเนี่ย มันแพนเป็นมุมแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วใช่ไหม ผมขอย้อนกลับไปดูวันที่ 1 ของเดือนที่แล้วได้ไหม ผมเชื่อว่าเซิร์ฟเวอร์น่าจะบันทึกได้ 15 วันขึ้นไปหรือมากกว่านั้น เพื่อย้อนดูว่ากล้องมันอยู่มุมนี้ตลอดใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ ก็แสดงว่ามีการปรับเปลี่ยนมุมกล้อง" อาของผู้เสียชีวิต กล่าว
ด้วยสถานการณ์สู้รบแนวชายแดนที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ความล่าช้าของหน่วยงานต้นสังกัดเป็นสิ่งที่ญาติและครอบครัวเข้าใจได้ แต่คำถามที่เกิดขึ้นตลอดสามเดือนที่ผ่านมาคือ ทางหน่วยงานช่วยลดขั้นตอนนำเรียนผู้บังคับบัญชาได้หรือไม่ในเมื่อเป็นเรื่องด่วน "เป็นเรื่องความตายของพลทหารในสังกัด"

ที่มาของภาพ, family handout
เมื่อไม่ได้หลักฐานและข้อชี้แจงจากหน่วยงานต้นสังกัด นายก้องภพพยายามร้องเรียนไปยังสายด่วนผู้บัญชาการทหารบก สายด่วนสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม แต่โทรไปก็ไม่มีใครรับสาย หรือบางครั้งโทรไปติดหน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ชายฝั่งทะเล ฯลฯ
เมื่อเขาพยายามร้องเรียนกับทางสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ทำหนังสือและเดินทางไปยื่นหนังสือด้วยตนเองหรือส่งไปรษณีย์เท่านั้น
นายก้องภพตั้งคำถามว่าในยุคปัจจุบัน ทำไมไม่สามารถรับเรื่องผ่านการบันทึกเสียงหรือส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line) เพื่อความรวดเร็ว แล้วค่อยให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้ามาเก็บข้อมูล
"พอผมมาดำเนินการผ่านสื่อเป็นเรื่องเป็นราว ทุกสิ่งทุกอย่างทำไมมันดูง่ายขึ้น" นายก้องภพ กล่าว
"ความล่าช้าตรงนี้มันกัดกินความรู้สึกของครอบครัวเรา"
รายงานชันสูตรศพ ระบุชัดไม่มีช้อนสั้นภายในร่างกาย เสียชีวิตจากหัวใจวาย
ในรายการ "มีเรื่องต้องคุย" ทางช่อง 7 HD วานนี้ (23 ก.พ.) ทาง พ.อ.อิทธินันท์ โชติช่วง ผอ. รพ.ค่ายจักรพงษ์ เปิดเผยเอกสารรายงานผลการชันสูตรพลิกศพพลทหารเพชรรัตน์ พร้อมกับไฟล์ภาพเอ็กซเรย์ช่องปอดของผู้ตาย
นี่เป็นครั้งแรกที่ทางญาติได้เห็นเอกสารเหล่านี้ แม้พวกเขาพยายามทวงถามมาตลอด 3 เดือน
รายงานการชันสูตรพลิกศพโดยแพทย์ รพ.ค่ายจักรพงษ์ ระบุว่าสาเหตุการตายเกิดจากหัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจขยายผิดปกติ รายละเอียดดังนี้
- ไม่พบการฟกช้ำของหนังศีรษะด้านใน ไม่พบกะโหลกศีรษะแตก
- สมองหนัก 1,380 กรัม คั่งเลือด ไม่พบเลือดออกบริเวณเยื่อหุ้มสมอง
- ไม่พบการฟกช้ำของกล้ามเนื้อบริเวณลำคอและกระดูกลูกกระเดือก
- ไม่พบสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมและกล่องเสียง
- กระดูกสันหลังส่วนคอไม่พบการหักและเคลื่อน
- ไม่พบกระดูกซี่โครงหัก ไม่พบเลือดออก ลมรั่วในช่องอก
- หัวใจหนัก 320 กรัม กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ
- ปอดขวาหนัก 1,020 กรัม ปอดซ้ายหนัก 700 กรัม คั่งเลือดอย่างมาก บวมน้ำเล็กน้อย
- ไม่พบเลือดออกในช่องท้อง
- อวัยวะอื่นในช่องท้องไม่พบการบาดเจ็บและความผิดปกติ
- กระเพาะอาหารมีเศษอาหารย่อยแล้วประมาณ 1,000 มล.
ด้าน นพ.กมล แพทย์ผู้ชันสูตรศพ บอกว่ามีการผ่าศพตั้งแต่บริเวณลำคอจนถึงช่องท้องน้อย และตอนผ่าคอก็ล้วงเอาลิ้นและหลอดลมออกมาทั้งหมดจนเห็นกระดูกคอด้านหลัง
"เราสามารถบอกได้ว่าไม่มีช้อนอยู่ในบริเวณลำคอด้านหลังของหลอดลมครับ" นพ.กมล ระบุ
ทั้งนี้ ในวันนี้ (24 ก.พ.) ทางมณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ เชิญญาติเข้ามารับฟังคำชี้แจง และทางหัวหน้าเรือนจำยืนยันว่าไม่อนุญาตพลทหารพกช้อนเมื่ออยู่ในเรือนนอน

ที่มาของภาพ, รพ.ค่ายจักรพงษ์
ในรายการเดียวกัน ร.อ.สาธิตย์ รุ่งโรจน์ นักเทคนิครังสีผู้เอ็กซเรย์ช่องปอดของผู้ตายก็บอกด้วยว่าไฟล์เอ็กซเรย์ไม่สามารถแก้ไขรายละเอียดผู้ทำการเอ็กซเรย์ได้ และยืนยันว่าภาพที่นำมาเปิดเผยต่อสื่อคือไฟล์เอ็กซเรย์ของพลทหารเพชรรัตน์
เขากล่าวว่าจากไฟล์ดังกล่าวก็ไม่พบช้อนสั้นอยู่ในภาพ และเห็นท่อช่วยหายใจทอดยาวลงมาจากช่องคอจนถึงช่องท้อง เพราะฉะนั้นเห็นได้ว่าไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่บริเวณหลอดลมผู้ตาย
มีผู้แจ้งเบาะแสว่าพลทหารเพชรรัตน์ถูกทำร้ายในวันที่เสียชีวิต
แม้ผลการชันสูตรพลิกศพและผ่าชันสูตรศพระบุว่าเป็นการตายตามธรรมชาติ แต่ข้อมูลอีกด้านกลับตรงข้ามกัน
น.ส.นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล คือผู้ที่ทำให้กรณีการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์ได้รับความสนใจจากสื่อและสาธารณชน
เธอบอกว่าได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากครอบครัวของพลทหารเพชรรัตน์ว่ายังค้างคาใจในสาเหตุการเสียชีวิตของหลานชาย และยื่นเรื่องสอบถามไปหลายแห่งแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า
เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าเมื่อเผยแพร่เรื่องราวดังกล่าวออกไป ก็ได้รับข้อมูลที่ตรงกันอย่างน้อย 3 แหล่งที่ระบุว่าพลทหารเพชรรัตน์ถูกเตะอย่างรุนแรงบริเวณช่วงอก
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะกำลังอยู่ในท่าเตรียมดันพื้น จากนั้นโดนนาย บ. (ชื่อย่อ) เตะเข้าที่หน้าอกอย่างแรง
"ตอนแรกเขาตั้งใจเตะ 3 ที แต่เตะได้เพียง 2 ที พลทหารเพชรรัตน์ก็หมดสติไปเสียก่อน" น.ส.นิชนันท์ กล่าว
เพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว เธอบอกได้เพียงแค่ว่าผู้ให้ข้อมูลเธอเป็นผู้ที่อยู่ในเรือนจำในช่วงที่เกิดเหตุขึ้น
แหล่งข่าวของเธอบอกว่าสาเหตุการลงโทษเกิดจากพลทหารเพชรรัตน์เผลอหลับขณะเข้าเวร จึงถูกนาย บ. ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าห้องในเรือนจำลงโทษ
"มันไม่ใช่ตำแหน่งทางการ เป็นคนที่ติดอยู่ในเรือนจำทหารเหมือนกัน แล้วเขาจะมีหัวหน้าห้อง เหมือนกับหัวหน้าห้องเรียน ที่ไม่ได้มีสิทธิมีเสียงทางกฎหมาย แต่อาจเรียกได้ว่ามีสิทธิมีเสียงสั่งเรียกในทางวัฒนธรรมให้เรียกใครมาลงโทษได้" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, family handout
ทว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในมุมอับของกล้องวงจรปิด ทำให้ยังไม่มีหลักฐานมายืนยันข้อมูลนี้
ด้านนายก้องภพบอกกับบีบีซีไทยว่า ทางญาติติดต่อพูดคุยกับผู้ให้ข้อมูลแล้ว สามารถยืนยันได้ว่ามีตัวตนจริง แต่ในตอนนี้มีเพียงแต่ข้อมูล "เขาเล่าว่า" เท่านั้น เขาจึงเรียกร้องให้เกิดการตั้งกรรมการสอบสวนหาสาเหตุการตายอย่างเป็นทางการ โดยใส่ข้อสงสัยเรื่องเบาะแสเหตุทำร้ายร่างกายเข้าไปด้วย
น.ส.นิชนันท์ กล่าวเสริมว่าแม้จะมีแหล่งข่าวอย่างน้อย 3 คนที่ให้ข้อมูลยืนยันตรงกันเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายพลทหารเพชรรัตน์ แต่ทุกคนยังไม่ได้แสดงตนอย่างเป็นทางการว่าต้องการเป็นพยาน เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย
"สิ่งที่เรากังวลคือนี่ไม่ใช่เคสแรกที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร ความรุนแรงในค่ายหรือว่าวัฒนธรรมแดนสนธยาที่เราพูดกัน ความจริงคือมันไม่มีความเป็นอิสระเสรีที่คุณสามารถแสดงความเห็นหรือให้ข้อมูลแล้วคุณไม่เดือดร้อน ไม่โดนเพ่งเล็ง"
เธอกล่าวย้ำว่าทางกองทัพต้องจัดกระบวนการปกป้องคุ้มกันพยาน เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้กับพยานเหล่านี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นบุคคลเหล่านี้จะไม่กล้าเข้ามาเป็นพยานในคดีเลย และทำให้ปัญหาความรุนแรงในค่ายทหารไม่ถูกแก้ไข เหมือนเช่นคดีนี้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถโน้มน้าวให้ทั้ง 3 คนมาเป็นพยานได้หรือไม่
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าจะให้การรับประกันว่าจะคุ้มครองความปลอดภัยของพยาน หากมีบุคคลใดให้ข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคดีนี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางโฆษกกองทัพบกก็เคยออกมายืนยันว่าไม่มีการทะเลาะวิวาท หรือมีเพื่อนพลทหารที่อยู่ด้วยกันทำร้ายร่างกายพลทหารเพชรรัตน์แต่อย่างใด
ในวันที่ 24 ก.พ. ญาติและ น.ส.นิชนันท์ ได้รับอนุญาตให้เข้าสำรวจเรือนนอนซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ และทางหน่วยงานไล่ภาพกล้องวงจรปิดให้ดู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชี้แจงข้อเท็จจริงของหน่วยต้นสังกัด
พวกเขาพบว่าภาพในกล้องวงจรปิดฉายให้เห็นการตั้งแถวพลทหารออกเป็นแนวเรียงกระดาน และมีภาพพลทหารเพชรรัตน์เดินออกมาในลักษณะถูกเรียกให้มายืนอยู่ในตำแหน่งใต้กล้องวงจรปิดซึ่งเป็นมุมอับ
สักพักมีเพื่อนพลทหารอีกคนนำเสื้อออกไปชุบน้ำ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นช่วงที่พยายามปฐมพยาบาลพลทหารเพชรรัตน์ ขณะที่ทหารคนอื่น ๆ ยังคงยืนเรียงแถวเช่นเดิม ซึ่ง น.ส.นิชนันท์ ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นส่วนหนึ่งของการถูกทำโทษใช่หรือไม่
น.ส.นิชนันท์ บอกว่าจากนั้นราว 8 นาทีต่อมา จึงเกิดการเคาะระฆังเรียกผู้คุมให้เข้ามาดูเหตุการณ์ และปรากฏภาพร่างของพลทหารเพชรรัตน์ถูกอุ้มออกมาในสภาพหมดสติ ซึ่งจากข้อมูลของแพทย์ระบุว่าเขาไม่มีชีพจรแล้วเมื่อเดินทางมาถึง รพ.ค่ายจักรพงษ์ ทำให้ญาติรู้สึกติดใจว่าหากนำตัวหลานชายส่งโรงพยาบาลเร็วกว่านี้ พลทหารเพชรรัตน์อาจมีโอกาสรอดมากขึ้นก็เป็นได้
"ชัดเจนว่ามีการกระทำอะไรสักอย่างที่เป็นมูลเหตุทำให้เกิดหัวใจโตข้างหนึ่งและเลือดออกในปอด ในหัวใจทั้งหมด ทำให้หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต" น.ส.นิชนันท์ กล่าว

ที่มาของภาพ, นิชนันท์ วังคะฮาต/Handout
ด้าน น.ส.นิชนันท์ กล่าวเสริมว่าโครงสร้างภายในกองทัพยังคงสะท้อนวัฒนธรรมสายบังคับบัญชาและระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่ฝังรากลึก ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม รวมถึงการปกปิดความผิดของกันและกันอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ครูฝึกและผู้บังคับบัญชาบางส่วนยังมีทัศนคติที่มองว่าอำนาจและความรุนแรงคือหัวใจของการฝึก ทำให้พวกเขาใช้อำนาจอย่างเข้มงวดเพื่อกดดันให้พลทหารรู้สึกหวาดกลัวและยอมจำนนต่อคำสั่งทุกประการ
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ พลทหารจำนวนมากถูกคาดหวังให้เชื่อฟังคำสั่งอย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่มีเงื่อนไข แม้คำสั่งบางอย่างจะไม่สมเหตุสมผลหรือเกินกว่าเหตุ ซึ่งกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการลงโทษที่รุนแรงจนล้ำเส้นความเหมาะสม
นอกจากนี้ เธอยังแสดงความเห็นด้วยว่าวัฒนธรรม "ไม่ฟ้องนาย" ยังคงหยั่งรากลึกในหมู่ทหาร การเปิดเผยปัญหาหรือความผิดพลาดภายในถูกมองว่าเป็นการทรยศเพื่อนร่วมหน่วย ส่งผลให้ข้อเท็จจริงจำนวนมากถูกปิดกั้นอยู่ภายในระบบและไม่ถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเสนอว่าทางออกเดียวของคดีพลทหารเพชรรัตน์ คือ ทางกองทัพบกต้องตั้งกรรมการสอบสวนที่มีส่วนผสมระหว่างคนนอกที่เป็นอิสระ ไม่ใช่มีแต่คนในกองทัพเท่านั้น เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส เป็นอิสระ และช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพได้
ไม่ใช่กรณีแรกที่พลทหารเสียชีวิตในเรือนจำของทหาร
น.ส.พรพิมล มุกขุนทด ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวกับบีบีซีไทยว่ากรณีการเสียชีวิตของพลทหารระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำทหารนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และเมื่อย้อนกลับไปก็เห็นได้ว่าเคยเกิดเหตุเช่นนี้มาแล้ว
ยกตัวอย่าง กรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเสียชีวิตในปี 2554 จากการถูกครูฝึกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษที่เขาหลบหนีออกจากหน่วยฝึก กรณีนี้ใช้เวลานานราว 9 ปีกว่าเรื่องจะขึ้นสู่ศาลทหาร โดยญาติและครอบครัวถูกข่มขู่สารพัด
อีกกรณีหนึ่งคือการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ (เคยเป็นพลทหารแล้วสมัครเป็นนายสิบต่อ) ที่เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 และถูกผู้คุม 1 นาย และพลทหาร 3 นายรุมทำร้ายจนเสียชีวิต
เธอบอกว่าขณะนี้ญาติของพลทหารเพชรรัตน์กำลังแต่งตั้งให้ทนายจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าไปเป็นทนายความ เนื่องจากต้องการเข้าเป็นผู้ร้องร่วมกับอัยการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานที่อัยการรวบรวมไว้ หรือร้องขอให้ศาลเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาเบิกความได้
น.ส.พรพิมล กล่าวต่อว่าเคสร้องเรียนที่ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าไปให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและติดตามความคืบหน้า ส่วนใหญ่เป็นกรณีการเสียชีวิตหรือการถูกซ้อมทรมานภายในค่ายทหาร และในตอนนี้มีคดีที่ดำเนินอยู่ทั้งหมด 5 เคสด้วยกัน
จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทนายความของมูลนิธิฯ พบปัญหาซ้ำรอยในเกือบทุกเคสที่ทำให้การฟ้องร้องเป็นไปอย่างล่าช้า เช่น การเข้าไม่ถึงหลักฐานกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ และไม่สามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุได้โดยทันทีเนื่องจากเป็นเขตทหาร
ส่วนพยานในเหตุการณ์ส่วนใหญ่มักเป็นทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ทำให้พยานขาดความอิสระ ไม่กล้าพูดความจริง
"เราจะเข้าไม่ถึงพยานเลย ยกเว้นพยานออกมานอกค่าย แต่ถึงเราสามารถพูดคุยกับเขาได้ หลังจากที่เราคุยกับเขาเสร็จ แล้วเขากลับไปเข้าไป ก็ต้องโดนข่มขู่คุกคาม อันนี้เป็นสิ่งที่เราเจอมาโดยตลอด" เธอกล่าว
"ส่วนใหญ่ที่เราพบในภายหลังคือ เขาจะถูกซักซ้อม เตรียมข้อมูล สมมติว่าต้องมาให้การกับอัยการหรือศาล มันมีการตระเตรียม มีการซักซ้อมมาก่อนหน้า ซึ่งหมายความว่าเมื่อพยานอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกองทัพ เราไม่รู้เลยว่าถ้าเขากลับไปแล้ว เขาจะโดนอะไรบ้าง ถ้าหากไม่ให้การตามที่ผู้บังคับบัญชา มันขาดอิสระในการให้การ"
"พอไม่สามารถชี้ได้ว่าพยานเป็นใคร มีกล้อง หรือชี้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้นได้บ้าง มันก็ทำให้การสั่งฟ้องคดีล่าช้า" น.ส.พรพิมล กล่าว
ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบภายในที่ทางกองทัพทำคู่ขนานกันอยู่เสมอ เมื่อเกิดข้อร้องเรียนกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น ก็พบว่าเป็นคณะกรรมการที่มีแต่คนภายในกองทัพ แต่ทางกองทัพไม่เคยเปิดเผยผลการสอบสวนภายในของหน่วยงาน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้อาจมีรายละเอียดเกี่ยวกับความผิดทางวินัยหรือตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
เธอยังมองว่ากลไกการตรวจสอบและลงโทษภายในของกองทัพก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในค่ายทหารด้วยเช่นกัน เนื่องจากบ่อยครั้งที่กองทัพมักใช้การลงโทษทางวินัยภายใน เช่น กักขัง 7-15 วัน แล้วให้ผู้กระทำผิดกลับมาทำงานตามปกติ ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง และทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ถูกดำเนินการเพื่อรับโทษทางคดีอาญา
อีกหนึ่งอุปสรรคคือ เมื่อเกิดปัญหาในต่างจังหวัด ทางมูลนิธิฯ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่สามารถเข้าไปชี้แนะทางกฎหมายกับครอบครัวได้ทัน ทำให้ทางครอบครัวเจรจายอมความกับกองทัพและรับเงินตามที่ตกลงกันได้ สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้
"สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ปัญหาความรุนแรงในกองทัพมันทวีขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไข" น.ส.พรพิมล กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, family handout
ด้านนายก้องภพ อาของพลทหารเพชรรัตน์ บอกกับบีบีซีไทยว่าสำหรับเป้าหมายสำคัญที่สุดของครอบครัวคือการได้รับ "ความกระจ่าง" ในข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ยังค้างคา ตั้งแต่ข้อมูลทางการแพทย์ ภาพจากกล้องวงจรปิด ไปจนถึงที่มาของช้อนที่พบ ซึ่งนายก้องภพย้ำว่าหากได้รับคำอธิบายครบถ้วน ครอบครัวก็จะสามารถเดินหน้าต่อในชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องติดอยู่กับคำถามเดิม ๆ อีกต่อไป
"ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมารับผิดชอบโทษสูงสุด เช่น จะต้องมาติดคุกหรือออกราชการ เพียงแต่อยากให้ชี้แจงมาว่าสาเหตุข้อสงสัย หนึ่ง สอง สาม สี่ จนถึง สิบข้อ เรามาคุย มาอธิบายกันให้ชัดเจน"
"ในส่วนของช้อนที่ติดใจ หากข้อมูลมันหาไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ที่มาที่ไป ก็ตัดมันไป ทิ้งมันเป็นประเด็นสังคมไปเสียว่ามันเคยมีเคสหนึ่งที่เผาแล้วเจอช้อน แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน สิ่งที่ผมต้องการคือความกระจ่าง" นายก้องภพ กล่าว
ขณะเดียวกัน ในเรื่องเงินช่วยเหลือหรือสวัสดิการที่ยังตกค้าง ครอบครัวจะติดตามและจัดการด้วยตนเอง โดยแยกส่วนนั้นออกจากประเด็นการค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์
































