สำรวจมาตรฐานการดูแลนักโทษ ทำไมคนยังกังขาราชทัณฑ์ เมื่อมีคนตายในเรือนจำ ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การเสียชีวิตของ ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "โจ้" อดีตผู้กำกับการ สภ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางคลองเปรม แม้กรมราชทัณฑ์จะออกมาเปิดเผยหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่า เขาฆ่าตัวตาย แต่คนในครอบครัวและสังคมบางส่วนยังคลางแคลงใจว่ามีเงื่อนงำอะไรอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตหรือไม่
บีบีซีไทย ประมวลสถานการณ์ภาพรวมการเสียชีวิตของผู้ต้องขังในไทย พร้อมพูดคุยกับ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุด ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการเสียชีวิตภายในเรือนจำ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งวิเคราะห์ว่า เพราะเหตุใด คนในสังคมบางส่วนจึงเลือกไม่เชื่อคำชี้แจงของราชทัณฑ์ เมื่อเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นที่ผ่านมา
หน่วยงานภายนอกตรวจสอบอะไรได้บ้าง เมื่อผู้ต้องขังเสียชีวิตภายในเรือนจำ ?
"ราชทัณฑ์ที่เราได้ยินเรื่องของความเป็น 'แดนสนธยา' เนี่ย เพราะว่าชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษ ตลอด 24 ชั่วโมงเลย การกินอยู่หลับนอน ทำงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้คุม" ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุด เปิดเผยกับ บีบีซีไทย
เขาระบุว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 หากมีการตายเกิดขึ้นระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งรวมถึงการเสียชีวิตภายในเรือนจำ จะต้องมี 4 ฝ่าย ได้แก่ อัยการ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และแพทย์ เข้าไป "ไต่สวนการตาย" โดย "อัยการ" จะเป็นหัวหน้าทีม เพื่อพิสูจน์สาเหตุของการเสียชีวิต รวมถึงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด หากพบว่าเป็นผู้ทำให้เกิดการเสียชีวิต
ส่วน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่เพิ่งบังคับใช้เมื่อปี 2565 ยังให้อำนาจเพิ่มเติมกับอัยการ ในการเข้าไปตรวจสอบ กำกับการสอบสวน และตรวจพื้นที่ในเรือนจำได้ หากมีการร้องเรียนว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดกระทำทรมาน หรือมีการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมต่อนักโทษโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 5 และ มาตรา 6
แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าไปตรวจสอบในเรือนจำภายหลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ยังมีข้อจำกัดในการแสวงหาและพิสูจน์พยานหลักฐาน
"คือพยาน ถามว่านักโทษคนไหนจะกล้าเป็นพยานให้ร้ายผู้คุม โอเค อาจจะเล่นงานผู้คุมคนนี้ไปได้ แต่ผู้คุมคนอื่นก็จ้องเล่นงานนักโทษคนนั้นกลับ ซึ่งนักโทษคนนั้นไม่มีความปลอดภัยในชีวิตร่างกายแน่นอน ถ้าคุณเป็นพยาน สอง คุณก็ปั้นพยานหลักฐานเท็จได้ เพราะว่านักโทษก็อยู่ในเงื้อมมือคุณ" เลขานุการรองอัยการสูงสุด ระบุ
6 ปีที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังกว่าร้อย "เสียชีวิตผิดธรรมชาติ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเสียชีวิตของ "ผู้ต้องขัง" ในอดีตที่ปรากฎรายละเอียดตามสำนักข่าวต่าง ๆ ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันในสังคม ได้แก่
- 7 มี.ค. 2568 ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "โจ้" อดีตผู้กำกับการ สภ.เมืองนครสวรรค์ เสียชีวิตในเรือนจำกลางคลองเปรม กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ผู้ต้องขังใช้ผ้าขนหนูผูกคอเสียชีวิต
- 14 พ.ค. 2567 เนติพร สเน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง" นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง เสียชีวิต กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า มีอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนพยายามยื้อชีวิตและส่งตัวไปที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่ไม่เป็นผล
- 2 มิ.ย. 2564พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก จำเลยคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางคลองเปรม กรมราชทัณฑ์ ระบุว่า เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน หลังเข้ารับการรักษาโรคประจำตัวเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้า
- 18 เม.ย. 2562พรหมปัญหา เกษหอม ผู้ต้องหาคดีเมาแล้วขับ เสียชีวิตขณะถูกคุมขังในเรือนจำ จ.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งครอบครัวในตอนแรกว่า "ช็อกและตกขอบอ่างน้ำเสียชีวิต" ก่อนกรมราชทัณฑ์สอบสวนในเวลาต่อมา พบว่าถูกผู้ต้องขังด้วยกันทำร้าย
โดยข้อมูลภาพรวมของกรมราชทัณฑ์ที่ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 9 มี.ค. 2568 พบว่าสถิติย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ 2562 – 2567 จำนวนผู้ต้องขังที่เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง
โดยตัวเลขระหว่างช่วงวันที่ 1 ต.ค. 2562 – 30 ก.ย. 2563 มีผู้ต้องขังเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย 1,026 คน และเสียชีวิตผิดธรรมชาติ 35 คน
ขณะที่ตัวเลขในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 – 2567 มีผู้ต้องขังเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย 714 คน และเสียชีวิตผิดธรรมชาติ 21 คน
อย่างไรก็ตาม สถิติของปีล่าสุดพบว่า ในรอบเพียง 5 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 1 ต.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีผู้ต้องขังที่เสียชีวิต "ผิดธรรมชาติ" ไปแล้ว 17 คน ไม่รวมกับผู้ต้องขังที่เสียชีวิตจากการเจ็บป่วยอีก 307 คน
โดยคำจำกัดความของการ "ตายโดยผิดธรรมชาติ" มีระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 ประกอบด้วย
- ฆ่าตัวตาย
- ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
- ถูกสัตว์ทำร้ายตาย
- ตายโดยอุบัติเหตุ
- ตายโดยมิยังปรากฏเหตุ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ขณะที่ภาพรวมทั่วโลกจากรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime - UNODC) เมื่อปี 2567 ระบุว่า กว่า 1 ใน 10 ของการเสียชีวิตภายในเรือนจำ มาจากการฆ่าตัวตาย
รายงานดังกล่าวยังระบุว่า ผู้ต้องขังภายในเรือนจำ มีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงว่าประชากรโดยทั่วไป ซึ่งควรมีการเพิ่มความพยายามในการป้องกันการเสียชีวิตภายในเรือนจำ
ราชทัณฑ์เฝ้าระวังการตายในเรือนจำอย่างไร ?
เแนวทางการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในเรือนจำและทัณฑสถาน ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์กรมราชทัณฑ์ ระบุลักษณะผู้ต้องขังที่ "มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตาย" ที่ควรได้รับการคัดกรอง ได้แก่
- ผู้ต้องขังแรกรับ
- ผู้ต้องขังที่ป่วยโรคทางจิตเวช โดยเฉพาะซึมเศร้า
- ผู้ต้องขังป่วยโรคเรื้อรังหรือมีอาการทางกายเรื้อรังหลายอาการที่หาสาเหตุไม่ได้
- ผู้ต้องขังป่วยสูงอายุ
- ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอด
- ผู้ต้องขังที่มีปัญหาติดสุราหรือยาเสพติด
- ผู้ต้องขังที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ผ่านการสูญเสียมาเป็นระยะเวลาไม่นาน
โดยกระบวนการคัดกรอง จะมี "แบบคัดกรอง" ต่าง ๆ เพื่อประเมินโรคซึมเศร้าและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีความคิดฆ่าตัวตาย และมีแนวปฏิบัติแต่ละขั้นตอนตามระดับของอาการ ทั้งการรักษาโดยแพทย์หรือจิตแพทย์ การเฝ้าระวัง ช่วยแก้ปัญหาทุกข์ใจเร่งด่วน รวมถึงให้มีผู้ดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีแนวโน้มรุนแรงในการฆ่าตัวตาย จะต้องมีผู้ดูแล 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม รายงานของสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Right - FIDH) ที่ทำร่วมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (Union for Civil Liberty – UCL) เมื่อเดือน ก.ย. 2567 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทย "ล้มเหลว" ในการปฏิรูปเรือนจำอย่างครอบคลุมเพื่อลดจำนวนประชากรในเรือนจำและปรับปรุงสภาพของเรือนจำเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดใน "อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี" (Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในเรือนจำ การใช้โทษประการชีวิต และการเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง รวมถึงการเสียชีวิตของนักเรียนทหารและทหารเกณฑ์
ส่วนหนึ่งของรายงานที่อ้างถึงการเสียชีวิตในระหว่างถูกคุมขัง ระบุว่า เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการใส่ใจจะแก้ไขมากนัก (remain largely unaddressed) โดยกรณีดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นในสถานที่คุมขังหลายแห่งทั่วประเทศ ทั้งในสถานีตำรวจ เรือนจำ สถานที่คุมขังของทหาร รวมถึงสถานกักตัวคนต่างด้าว (IDC)
ซึ่งการขาดความโปร่งใสในการรายงานการเสียชีวิตลักษณะนี้ รวมถึงความล้มเหลวในการดำเนินการการสืบสวนอย่างทันที ถี่ถ้วน เชื่อถือได้ และเป็นกลาง ของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการเสริมสร้าง "บรรยากาศของการไม่ต้องรับผิด" (climate of impunity) ในอาชญากรรมนี้
รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การเสียชีวิตในระหว่างถูกคุมขัง ในรายที่มีข้อมูลบันทึกไว้ชัดเจนนั้น มีหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทรมาน หรือการกระทำที่อาจเข้าข่ายทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงการใช้กำลังในการลงโทษหรือในการสอบปากคำที่เกินกว่าเหตุ
ส่วนกรณีอื่น ๆ มีองค์ประกอบของการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ ความล้มเหลวในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์อย่างทันท่วงทีในสถานที่คุมขัง โดยผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังส่วนมากเป็นผลมาจากการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นในสถานกักตัวคนต่างด้าว ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตอื่น ๆ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐ ยังรวมถึงการฆ่าตัวตาย และการถูกฆ่าโดยผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ด้วย
ตามข้อมูลของรายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐของไทยก็ล้มเหลวซ้ำ ๆ ในการดำเนินการสืบสวนให้มีความน่าเชื่อถือ ในการระบุตัวผู้กระทำผิดและให้ความยุติธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยการสืบสวนการตายระหว่างถูกคุมขังจะกระทำต่อเมื่อเกิดขึ้นกับผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียง หรือการเสียชีวิตนั้นได้รับความสนใจจากสื่อ ซึ่งน้อยครั้งที่ผลการสืบสวนนั้นนำไปสู่การดำเนินคดีอาญากับผู้ที่มีส่วนต้องรับผิดชอบกับการเสียชีวิต
รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การเข้าไปตรวจสอบภายในเรือนจำไทยสำหรับองค์กรสิทธิมนุษยชนอิสระต่าง ๆ ยังจำกัดอย่างมาก แม้ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บรรเทาลง โดยหน่วยงานสิทธิมนุษยชนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในเรือนจำได้บางส่วนเพื่อประเมินสภาพแวดล้อมในการคุมขังและสัมภาษณ์ผู้ต้องขังนั้น คือ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" (National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) ซึ่งมีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสถานที่คุมขังเมื่อได้รับการร้องเรียนจากผู้ต้องขัง

ที่มาของภาพ, Getty Images
แล้วมาตรฐานควรเป็นอย่างไร ?
ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลา (Nelson Mandela Rules) ซึ่งเป็นมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังของสหประชาชาติ ระบุแนวปฏิบัติกรณีที่พบการเสียชีวิต สูญหาย หรือบาดเจ็บร้ายแรงขณะถูกคุมขัง ผู้บัญชาการเรือนจำจะต้องรายงานข้อมูลโดยไม่ล่าช้า ต่อศาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เป็นอิสระจากการบริหารเรือนจำ และต้องสืบสวนอย่างทันที เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทราบถึงพฤติการณ์และสาเหตุของกรณีที่เกิดขึ้น โดยผู้บริหารเรือนจำต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และดำเนินการให้มั่นใจได้ว่ามีการเก็บรักษาหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง (ตามกฎข้อ 71)
ข้อกำหนดดังกล่าวยังบังคับใช้กับกรณีที่มีเหตุผลควรเชื่อได้ว่ามีการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี เกิดขึ้นในเรือนจำ "ไม่ว่าจะได้รับการร้องทุกข์อย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม"
ข้อกำหนดดังกล่าวยังระบุถึงการตรวจสอบเรือนจำ ให้จัดให้มีระบบตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอทั้ง 2 ลักษณะ คือการตรวจสอบภายในโดยฝ่ายบริหารราชทัณฑ์เอง และการตรวจสอบภายนอกซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นอิสระจากผู้บริหารงานราชทัณฑ์
ตามทัศนะของ ดร.น้ำแท้ เขามองว่า การที่ไทยไม่มีระบบให้หน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบภายในเรือนจำอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการขาดช่องทางร้องเรียนโดยตรงระหว่างผู้ต้องขังกับหน่วยงานภายนอกโดยไม่ผ่านผู้คุม กลายเป็นช่องว่างทำให้ไม่มีการตรวจสอบระหว่างทาง เพื่อป้องกันสิ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตภายในเรือนจำ
"เราไม่ควรจะต้องรอใช้ ป.วิอาญา มาตรา 150 เพื่อเข้าไปสอบสวนเมื่อตายแล้ว" เลขานุการรองอัยการสูงสุด ระบุ "มันควรจะมีมาตรการที่เข้าไปสอบสวนได้ตั้งแต่ต้น" เขามองว่าเรือนจำไทยควรมีมาตรการตรวจสอบและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตั้งแต่ต้นทาง
"ยกตัวอย่าง ประเทศเกาหลี เขาบังคับให้อัยการเข้าไปตรวจคุก ตรวจที่คุมขัง อย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อให้ดูว่ามีการกระทำใดที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า แล้วก็มันจะมีตู้ร้องเรียนที่เขาสามารถมีอิสระในการเขียนและหยอดตู้โดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านมือผู้คุมตรวจก่อน" เขาเปิดเผย
เทียบเคียงกับกรณีในไทย การจะเขียนจดหมายร้องเรียนใด ๆ ต้องผ่าน "ผู้คุม" ได้เห็นและอ่านจดหมายนั้นก่อน เว้นแต่จะ "บอกเล่า" กับญาติหรือทนายขณะมาเยี่ยม ซึ่งน้ำหนักของหลักฐานเบากว่า เพราะเป็นเพียง "พยานบอกเล่า" ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (secondary source) ไม่ใช่แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (primary source)
ดร.น้ำแท้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่สามารถเข้าไปตรวจสอบภายในเรือนจำได้ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ของสภา การจะเข้าไปตรวจสอบภายใน ก็ยังต้องได้รับเรื่องร้องเรียนมาก่อน และขึ้นอยู่กับทางเรือนจำว่าจะอนุญาตหรือไม่
การขาดหน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอนี้เอง ที่เลขานุการรองอัยการสูงสุดผู้นี้ มองว่า ทำให้เรือนจำยังคงเป็น "แดนสนธยา" ที่แม้หน่วยงานภายนอกอาจเข้าไปได้เมื่อมีเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ เข้ามา แต่การสอบสวนยังต้องพึ่งพาพยานหลักฐานทั้งหมดที่มาจากเรือนจำ
"ถ้าตายแล้วเขาขวางไม่ได้อยู่แล้ว ตายแล้วมันมี [ประมวลกฎหมาย] วิอาญาบังคับให้ต้องเราต้องเข้าไป เขาต้องเปิดกว้างทุกอย่าง แต่อย่าลืมนะครับว่าพยานหลักฐาน และพยานบุคคล มันยังอยู่ในความครอบครองของเขา พยานบุคคลก็อยู่ในความดูแลของเขา"
"เพราะฉะนั้นแม้เราจะมีอำนาจเข้าไปสืบสวนสอบสวน แต่อาจจะไม่ได้รับความร่วมมือ เช่น กล้องเสีย นักโทษไม่กล้าพูด ผู้คุมคนอื่นไม่พูดให้ร้ายเพื่อนตัวเอง เพราะมันเป็นดินแดนสนธยาที่มันยังเป็นแหล่งที่มีผลประโยชน์ได้อยู่" เขาระบุ
ทำไมบางคนไม่เชื่อคำชี้แจงราชทัณฑ์ ?
กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารชี้แจงการเสียชีวิตของ ธิติสรรค์ ช่วงเช้าวันที่ 8 มี.ค. ภายหลังการเสียชีวิตเมื่อประมาณ 20.50 น. ของคืนก่อนหน้า โดยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการใช้ผ้าขนหนูผูกคอกับประตูห้องขัง โดยไม่มีเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้ต้องขังทำร้าย
คำชี้แจงดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากครอบครัวของธิติสรรค์ รวมถึงคนในสังคม ที่หลายคนเชื่อว่าการเสียชีวิตของเขามีเงื่อนงำ
จนกระทั่งช่วงค่ำวันเดียวกัน กรมราชทัณฑ์จึงเผยแพร่คลิปวงจรปิดบริเวณโถงทางเดินหน้าห้องผู้ต้องขังว่าไม่มีใครเข้าไปภายหลังที่ธิติสรรค์ เข้าห้องไป กระทั่งถึงช่วงเวลาที่พบร่าง
"ก็ยังดีนะ ก็ยังดีที่เขาเปิดได้ พิสูจน์ตัวเองได้" เลขานุการรองอัยการสูงสุด ระบุถึงการเปิดหลักฐานดังกล่าว "ถือว่าก็ยังดี แต่ว่าจริง ๆ แล้ว หน่วยงานราชการต้องไว ไวในการรับรู้ความรู้สึกของสาธารณะว่า เขาไม่เชื่อคุณแล้ว คุณต้องรีบแสดงความเชื่อถือ ก่อนที่คุณจะโดนเขาถล่ม โดนเขาด่า"
เขามองว่าหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรถูกเปิดเผยให้ญาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้ตั้งแต่ต้น ซึ่งหากมีการเปิดเผยหลักฐานต่าง ๆ ให้ญาติได้รับรู้อย่างชัดเจนและโปร่งใสในทันที ก็อาจไม่มีการออกมาแสดงความไม่เชื่อมั่นผ่านสื่อ แต่ที่ผ่านมาการจะเปิดเผยหลักฐานต่าง ๆ เมื่อมีกรณีลักษณะนี้ มักจะมีการอ้างว่าติด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ กฎหมาย PDPA หรือเป็นความลับในสำนวน ทั้งที่ตามหลักสากลแล้วควรต้องเปิดเผยให้กับผู้เกี่ยวข้อง
"ต่างประเทศมันมีหลักหนึ่งที่เรียกว่า "disclosure of evidence" คือการเปิดเผยพยานหลักฐาน จำเป็นจะต้องให้ทุกหน่วยรับทราบ... PDPA ที่อ้างกัน มีข้อยกเว้นในเรื่องของการเพื่อการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี มันสามารถที่จะเปิดเผยได้ครับ"
"ถ้าเขาไม่รู้ แล้วเขาจะมีสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ได้อย่างไร ซึ่งสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่มันเป็นมันเป็นที่มาของการเปิดเผยพยานหลักฐาน" ดร.น้ำแท้ตั้งข้อสังเกต
"ปรัชญาในการดำเนินคดี ไม่ได้ต้องการเอาเปรียบตัวจำเลยหรือผู้ต้องหา มันต้องสู้กันแบบแฟร์ ๆ (ยุติธรรม) เรามีหลักฐานว่าคุณทำอะไร ก็ให้มันรู้ไปเลย ไม่ใช่ว่า... อีกคำนึงก็คือ 'เดี๋ยวจะเสียรูปคดี' อย่างนี้ ไอ้พวกนี้เพ้อเจ้อ แต่ว่ามันมีข้อยกเว้นนะ เช่น เราจะไปสืบสวน เราจะไปจับกุมยาเสพติดที่บ้านใคร ongoing investigation (การสืบสวนที่ยังไม่สิ้นสุด) อย่างนี้ไม่ต้องไปเปิดเผย" เขากล่าวทิ้งท้าย










