กรมราชทัณฑ์ยืนยันดูแล "บุ้ง ทะลุวัง" ตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่ไม่มีข้อบ่งชี้ใช้ AED กู้ชีพ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กรมราชทัณฑ์แถลงสาเหตุการเสียชีวิตของ “บุ้ง ทะลุวัง” ยืนยันดูแลอย่างดี ส่วนผลการเสียชีวิตขอให้รอผลชันสูตรพลิกศพ
ด้านทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังมีข้อกังหาในประเด็นการเสียชีวิตของนักกิจกรรมทางการเมืองรายนี้ โดยเฉพาะมาตรฐานการทำงานของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และหวังว่าผลชันสูตรจะให้ความชัดเจนถึงสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด
ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความเสียใจต่อครอบครัว แต่บอกว่าพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการปล่อยตัวนักโทษคดี ม.112
วันนี้ (15 พ.ค.) กรมราชทัณฑ์ นำโดย นพ.สมภพ สังคุตแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย นางอาจารี ศรีสุนาครัว ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง และ นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสนห์สังคม หรือ บุ้ง ซึ่งเป็นนักกิจกรรมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ทะลุวัง หลังเธอเสียชีวิตเมื่อวานนี้ (14 พ.ค.)
นพ.สมภพ แถลงว่า กรมราชทัณฑ์ได้รับตัวมาควบคุมตัวเมื่อ 26 ม.ค. 2567 ซึ่งขณะนั้นเธอได้อดอาหารแล้ว โดยทางทัณสถานหญิงกลางยืนยันว่าได้ดูแล น.ส.เนติพร อย่างใกล้ชิด เมื่อมีอาการอ่อนเพลียจากภาวะอดอาหาร ก็ได้ส่งตัวไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่เป็นประจำ
ต่อมาระหว่างวันที่ 29 ก.พ.-8 มี.ค. 2567 น.ส.เนติพรเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นเวลา 8 วัน จากอาการอ่อนเพลีย
จากนั้น 8 มี.ค.-4 เม.ย. 2567 ได้มีการย้าย น.ส.เนติพรไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รวมระยะเวลา 27 วัน
เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2567 แพทย์จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ มีหนังสือส่งตัวกลับมารักษาตัวยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เนื่องจากเห็นว่าสามารถกลับมารักษาตัวที่นี่ได้แล้ว
นพ.สมภพ บอกว่า ภายหลัง น.ส.เนติพร กลับมายังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เธอสามารถรับประทานอาหารได้บ้าง และเข้าพักในห้องผู้ป่วยรวมซึ่งมี น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เพื่อนสนิทพักอยู่ด้วย แพทย์และพยาบาลเฝ้าระวังอาการของ น.ส.เนติพร อยู่ตลอดเวลา พบว่าเธอรู้สึกตัวดี ไม่มีอาการสภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จนกระทั่งวันเกิดเหตุ คือวันที่ 14 พ.ค. เวลาประมาณ 6 นาฬิกา พบว่าขณะที่ น.ส.เนติพร และ น.ส.ทานตะวัน กำลังพูดคุยกันปกติในห้องผู้ป่วย น.ส.เนติพร มีอาการวูบและหมดสติ
“ทางแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจึงเข้าดำเนินการช่วยเหลือด้วยการกระตุ้นหัวใจโดยทันที และประสานส่งตัว น.ส.เนติพร ไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ จนกระทั่งมีข่าวการเสียชีวิตในเวลาต่อมา” นพ.สมภพ กล่าว
ทางหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์กล่าวต่อว่า ทางกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐานและหลักนิติธรรม ได้เฝ้าระวังอาการของ น.ส.เนติพร อย่างใกล้ชิดตลอดมา และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ขึ้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
“สำหรับเหตุการเสียชีวิตนั้น เมื่อผลชันสูตรอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว กรมราชทัณฑ์จะชี้แจงในโอกาสต่อไป” นพ.สมภพ ระบุ พร้อมกับขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตในนามกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามรายละเอียดอาการของ น.ส.เนติพร หลังจากเธอกลับมาจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ทาง นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ บอกว่ามีบันทึกรายละเอียดอาการประจำวันเก็บไว้อยู่ในรูปแบบเอกสาร
“[เนติพร] มีอาการลักษณะอ่อนเพลีย ทานอาหารได้ตามลำดับ อย่างน้อยเท่าที่เห็นก็คือทานข้าวต้มได้ ไข่เจียว และอาจมีรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งตรงนี้ขอไปดูรายละเอียดก่อน” นพ.พงศ์ภัค กล่าว “น้อง ๆ ค่อยเริ่มทานขึ้นเรื่อย ๆ ทานได้ตามลำดับ ขึ้นอยู่กับว่าทานเข้าไปแล้วเค้าอืดท้องหรือเปล่า”
อย่างไรก็ตาม นพ.พงศ์ภัค ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่า น.ส.เนติพร กลับมาทานอาหารทั้งหมดกี่วัน โดยตอบผู้สื่อข่าวว่า “ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลให้แน่ชัดก่อน” แต่เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้นสามารถบอกได้ว่าเธอรับประทานอาหารเป็นระยะ ๆ ขึ้นอยู่กับว่า น.ส.เนติพรรู้สึกคลื่นไส้ แน่นท้องหรือไม่ จึงรับประทานอาหารน้อยลง
ด้าน นพ.สมภพ บอกว่า ผู้ที่อดอาหารมาระยะหนึ่ง ร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันทีเมื่อรับอาหารเข้าไป จึงต้องค่อย ๆ รับประทานอาหาร โดยเริ่มอาหารอ่อนก่อน เช่นเดียวกับผู้ผ่าตัดระบบทางเดินอาหาร
“ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลจัดอาหารให้ทั้ง 3 มื้อ แต่จะทานได้มากน้อยเพียงใด ก็มี record (บันทึก) อยู่” นพ.สมภพ ระบุ พร้อมกับกล่าวเสริมว่า น.ส.เนติพร ปฏิเสธรับวิตามินถึงแม้ผลตรวจเลือดระบุว่าเธอมีภาวะโลหิตจาง โดยทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้จัดอาหารพร้อมกับเกลือแร่และวิตามิน แต่เมื่อเก็บจานข้าวก็พบว่ามีวิตามินที่จัดให้หลงเหลืออยู่ในภาชนะ
ส่วนสาเหตุภาวะฉุกเฉินที่ทำให้ต้องส่งตัว น.ส.เนติพร ไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เมื่อวานนี้นั้น ทาง นพ.พงศ์ภัค บอกว่า ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ขอให้รอผลการชันสูตรพลิกศพก่อน
“ก่อนหน้านั้นอาการยังปกติดี อาการเหมือนเดิมคือสุขสบายดี คือรู้สึกตัวดี น้ำตาลไม่ต่ำ สัญญาณชีพปกติ แต่แล้วก็เกิดเหตุฉุกเฉินโดยไม่ได้มีเหตุอาการใดนำมาก่อน” นพ.พงศ์ภัค กล่าว และบอกด้วยว่า น.ส.เนติพร ไม่เคยมีอาการหมดสติเกิดขึ้นระหว่างอยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และเมื่อแพทย์เข้ามาวินิจฉัยอาการก็พบว่าไม่มีสัญญาณชีพแล้ว จึงได้เข้าช่วยชีวิตทันที พร้อมกับปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่องจนไปถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากการปั๊มและกระตุ้นหัวใจแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติหรือ AED ด้วยหรือไม่ ?
"ไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ AED ครับ" นพ.พงศ์ภัค ตอบคำถามผู้สื่อข่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องสาเหตุการบวม ทาง นพ.พงศ์ภัค บอกว่า จากผลการตรวจเลือดพบว่าอาจมีสาเหตุจากอาการน้ำเกิน ก็ได้แนะนำ น.ส.เนติพร แล้วว่าให้รับประทานอาหารพวกโซเดียมให้น้อยลง ซึ่งทางผู้เสียชีวิตก็ให้ความร่วมมือ จนทำให้อาการบวมกลับมาดีขึ้น และยืนยันว่าภาวะไตของผู้เสียชีวิตยังปกติดี
ด้าน นพ.สมภพ ยืนยันว่าก่อน น.ส.เนติพร จะวูบไปในเช้าวันที่ 14 พ.ค. เธอยังมีอาการปกติดีทุกอย่าง และรับการตรวจสภาพร่างกายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ค. โดยยืนยันว่าทางกรมราชทัณฑ์มีมาตรฐานการรับรองผู้ต้องขังที่มีความประสงค์จะอดอาหารเป็นขั้นตอน
“หากทางเขาแจ้งความจำนงอดอาหาร ในทางปฏิบัติเราจะส่งนักจิตวิทยา และมีการตรวจร่างกายโดยแพทย์พยาบาล หว่านล้อมหรือหาสาเหตุ เพื่อให้เขาเปลี่ยนวิธีการอดอาหาร แต่ถ้าเขายังยืนยันจะปฏิบัติ ทางกรมฯ ก็มีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ต้องขังกลุ่มนี้ ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับการรักษาตัวแล้ว ก็คือมีการประเมินสถานะอาการทุกวันในกลุ่มผู้ต้องขังกลุ่มนี้”
โดย นพ.สมภพ กล่าวต่อว่า หากประเมินแล้วอาการเริ่มอยู่ในภาวะเป็นอันตรายเกินศักยภาพที่โรงพยาบาลของเรือนจำจะดูแลได้ ก็จะส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวต่อในโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งอย่างกรณีของบุ้ง ทางกรมราชทัณฑ์ก็ปฏิบัติตามมาตรฐานนี้
ขณะนี้ ร่างของ น.ส.เนติพร อยู่ระหว่างการชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ท่ามกลางการติดตามของครอบครัวและทีมทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
5 ปีย้อนหลัง มีผู้ต้องขังเสียชีวิตผิดธรรมชาติ 145 คน
ข้อมูล ณ วันที่ 14 พ.ค. 2567 ของกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า มีผู้ต้องขังทั้งหมด 280,617 คน ในจำนวนนี้เป็นนักโทษเด็ดขาด 216,519 คน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี 64,092 คน และเยาวชนที่ฝากขังไว้ 6 คน และจำนวนที่เหลือคือผู้ต้องกักกันและผู้ต้องกักขัง
กรมราชทัณฑ์ ระบุไว้ด้วยว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 จนถึงวันนี้ มีผู้ต้องขังเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยทั้งหมด 4,152 คน และเสียชีวิตผิดธรรมชาติ จำนวน 145 คน
การตายโดยผิดธรรมชาติ หมายถึง การฆ่าตัวตาย ถูกสัตว์ทำร้ายตาย ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ
ลุ้นผลชันสูตรพลิกศพ
เช้าวันนี้ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเดินทางไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เพื่อติดตามผลการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการเสียชีวิต ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า โดยส่วนตัวติดใจใน 2 ประเด็นคือ ทำไมโรงพยาบาลราชทัณฑ์ถึงใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงจนกว่าจะส่งตัว น.ส.เนติพร มายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ
วานนี้ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า บุ้ง หมดสติ ไม่มีสัญญาณชีพ และได้รับการทำ CPR หรือการนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพโดยโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่เวลา 06.23 น. จากนั้น ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ได้รับตัวบุ้งซึ่งไม่มีสัญญาณชีพ ระบบประสาทไม่ตอบสนอง ไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เมื่อเวลา 09.30 น. จึงทำการ CPR อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 09.30-11.22 น. แต่ร่างกายของผู้ป่วยไม่ตอบสนอง และถึงแก่กรรมในที่สุด
“ทำไมไม่ตัดสินใจส่งก่อน หรือทำไมไม่สามารถรักษาพยาบาลได้ ?” นายกฤษฎางค์ ตั้งคำถาม
อีกประเด็นหนึ่งคือมาตรฐานของรัฐ ซึ่งเขามองว่า “มันสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่าง ผมไม่ได้พูดว่าต้องดูแลดีขนาดอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ผมคิดว่าคนมันต้องเท่ากัน”
นายกฤษฎางค์หวังว่า การชันสูตรพลิกศพครั้งนี้จะให้ความกระจ่างว่าทำไม น.ส.เนติพร ถึงเกิดอาการหัวใจล้มเหลว โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการผ่าพิสูจน์ และรู้ผลเย็นวันนี้
“ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเลือดและสารคัดหลั่งไปตรวจสอบ จะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกซึ่งคาดว่าใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์” นายกฤษฎางค์ ระบุ
ด้านคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) โพสต์ผ่านเอ็กซ์ วานนี้ (14 พ.ค.) ว่า เรารู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของ บุ้ง เนติพร ซึ่งอดอาหารเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง
“เราเรียกร้องให้มีการสอบสวนการเสียชีวิตและสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของเธออย่างโปร่งใส เป็นกลาง” UNHRC ระบุ
“เศรษฐา” แสดงความเสียใจต่อครอบครัว
ล่าสุด นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจกับการสูญเสีย คงไม่มีใครอยากให้เกิดการสูญเสียขึ้น จึงขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวด้วย มั่นใจว่ารัฐบาลจะให้ความเป็นธรรม โดยสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสืบสวนสอบสวนในแง่รายละเอียดการเสียชีวิต เอาเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ว่าเกิดอะไรขึ้น
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเยาวชนที่เหลือที่ถูกดำเนินคดีว่า เชื่อว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ยินเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้ และอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจะมีการพูดคุยกันในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการทวงถามถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงเกี่ยวกับการปล่อยตัวผู้ถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 ว่าจะพูดคุยเมื่อใด ทางนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "ยังไม่มีการพูดคุย"
ด้าน นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย บอกว่า เหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ ควรเป็นสัญญาณเตือนถึงทางการไทยให้ทบทวนและยุติการดำเนินคดี และปล่อยตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคน รวมทั้งผู้ที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม และต้องปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่ได้รับมานานแล้วจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมถึงต้องยุติการดำเนินคดีที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและการควบคุมตัวโดยพลการ
"สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่ชัดเจนว่า มีความพยายามปิดปากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกโดยสงบของผู้เห็นต่าง ซึ่งปัจจุบันหลายคนยังคงถูกควบคุมตัว และถูกปฏิเสธสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว" ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ ระบุ










