บุ้ง ทะลุวัง เสียชีวิตแล้ว หลังอดอาหารประท้วง-ถูกคุมขังในเรือนจำเป็นวันที่ 110

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง" นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง ซึ่งอยู่ระหว่างถูกคุมขัง เสียชีวิตแล้ว หลังจากบุคคลใกล้ชิดแจ้งข่าวว่า มีอาการหัวใจหยุดเต้นและแพทย์ได้ปั๊มหัวใจ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยืนยันกับบีบีซีไทยเมื่อเวลาประมาณ 12.40 น. ว่า น.ส.เนติพร เสียชีวิตแล้ว โดยขณะนี้ร่างอยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

บุ้ง เนติพร อยู่ระหว่างถูกคุมขังหลังจากศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลเรื่องขบวนเสด็จ โดยเธอถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 110 วัน

นักกิจกรรมหญิงวัย 28 ปี รายนี้ เริ่มอดอาหารและน้ำประท้วงระหว่างที่ถูกคุมขังในวันที่สอง (27 ม.ค. 2567) ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ข้อเรียกร้องของเธอ ได้แก่ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก หลังจากอดอาหารไปได้ระยะหนึ่ง น.ส.เนติพร ได้ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2567

ก่อนหน้านี้ น.ส.เนติพร ได้ลงนามเอกสารแสดงเจตจำนงขอบริจาคร่างกาย และขอแสดงความประสงค์ไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยื้อชีวิตไว้โดยไม่จำเป็นและเป็นการสูญเปล่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2567

จากรายงานจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งติดตามผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ได้บันทึกการอดอาหารประท้วงของ น.ส.เนติพร ไว้ว่ามีการย้ายเข้าออกระหว่างสถานพยาบาล ทัณฑสถานหญิงกลาง โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยบันทึกการส่งตัวล่าสุด เมื่อวันที่ 4 เม.ย. น.ส.เนติพร ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ กลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

รายงานจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า ในปี 2567 มีผู้ต้องขังคดีการเมืองที่อดอาหารประท้วงในเรือนจำ อย่างน้อย 3 คน ได้แก่ บุ้ง เนติพร, ตะวัน ทานตะวัน ,แฟรงค์ ณัฐนนท์ โดย บัสบาส มงคล ยุติการอดอาหารไปเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทนายความและ "ใบปอ" ทะลุวัง และและครอบครัวของตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ รอรับศพของบุ้ง-เนติพร ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยเพียงสั้น ๆ ระหว่างปฏิบัติงานที่ จ.เพชรบุรีว่า ได้รับรายงานการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร แล้ว

รมว.ยุติธรรม ระบุว่า เบื้องต้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของกฎหมาย จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพก่อน โดยการทำงานร่วมกันของทางกรมราชทัณฑ์และแพทย์จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจ และได้รายงานเรื่องนี้ให้กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า การเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เป็นเครื่องเตือนใจว่าทางการไทยกำลังปฏิเสธสิทธิของนักกิจกรรมในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และได้ใช้การควบคุมตัวเพื่อปิดปากการแสดงความเห็นต่างอย่างสงบ พร้อมเรียกร้องให้ทางการสอบสวนการเสียชีวิตอย่างละเอียดและโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก

"เหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนทางการไทยให้ปล่อยตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวทุกคนที่ถูกควบคุมตัวอย่างไม่ยุติธรรม และต้องเคารพสิทธิในการประกันตัว"

ราชทัณฑ์ชี้แจงการเสียชีวิต

กรมราชทัณฑ์ เผยแพร่เอกสารข่าวกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร หรือบุ้ง ต่อสื่อมวลชนเมื่อเวลา 13.30 น. ระบุว่า จากการรายงานของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ น.ส.เนติพร มีอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ทีมแพทย์ได้ทำการกู้ชีพ พร้อมนวดหัวใจ จากนั้นได้ส่งตัวออกรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

เอกสารข่าวระบุต่อไปว่า ทีมแพทย์ทั้งสองโรงพยาบาลได้พยายามกู้ชีวิตผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถ ตั้งแต่เวลา 6.20-11.22 น. ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองการรักษาและถึงแก่กรรมอย่างสงบในเวลา 11.22 น.

กรมราชทัณฑ์ ระบุด้วยว่า หลังจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รับตัว น.ส.เนติพร จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา น.ส.เนติพร ได้รับประทานอาหารและน้ำปกติ ซึ่งแพทย์และพยาบาลได้ทำการรักษาดูแลใกล้ชิดและต่อเนื่อง

"แต่ (น.ส.เนติพร) ยังมีอาการขาอ่อนแรงและบวมเล็กน้อย ผลเลือดมีภาวะโลหิตจางเล็กน้อย เกลือแร่ต่ำ โดย น.ส.เนติพร ปฏิเสธการรับประทานเกลือแร่และวิตามินบำรุงเลือด จนเกิดอาการดังกล่าวและเสียชีวิตในวันนี้"

กรมราชทัณฑ์ ระบุด้วยว่า เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่น จึงให้ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ทำการชันสูตร เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว

.

ที่มาของภาพ, กรมราชทัณฑ์

บุ้ง ทะลุวัง ถูกดำเนินคดีอะไรบ้าง

น.ส.เนติพร หรือ "บุ้ง ทะลุวัง" ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมืองถึง 7 คดี ตามการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ในจำนวนนี้เป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการทำโพลของกลุ่มกิจกรรมทะลุวัง 2 คดี ได้แก่ คดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 และคดีทำโพลเกี่ยวกับพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ร่วมกับสมาชิกกลุ่มทะลุวังอีก 3 คน

ทั้ง 2 คดี อยู่ในชั้นการพิจารณาคดีของศาลอาญา ซึ่งศาลนัดสืบพยานในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่จะถึงนี้

น.ส.เนติพร ถูกศาลสั่งถอนประกันมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งแรก พนักงานสอบสวนยื่นถอนประกันเพราะผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราวจากกิจกรรมทำโพลสำรวจในบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2565 เรื่อง "ขบวนเสด็จ ม็อบชาวนา ปัญหาหนี้สิน การผูกขาดที่ดิน โดยกลุ่มทุน-ศักดินา" โดยศาลมีคำสั่งถอนประกัน เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2565 และเธอได้อดอาหารประท้วงเป็นเวลา 64 วัน ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ 94 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว

ครั้งล่าสุด ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งถอนประกัน เมื่อ 26 ม.ค. 2567 หลังจากพนักงานสอบสวน ยื่นถอนประกันตัวจากกรณีประท้วงเรียกร้องให้ถอด เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ ที่หน้ากระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2566

ในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังสั่งลงโทษจำคุก น.ส.เนติพร เป็นเวลา 1 เดือน ในคดีละเมิดอำนาจศาล

บุ้ง

ที่มาของภาพ, ครอบครัวเสน่ห์สังคม

คำบรรยายภาพ, บุ้งเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนในระหว่างศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

การอดอาหารประท้วง 2 ครั้ง ของบุ้ง ทะลุวัง

บุ้ง เนติพร อดอาหารเพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2565

เนติพร และ ใบปอ เพื่อนนักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง อดอาหารประท้วง ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง หลังจากถูกถอนประกันตัวในคดีทำโพลขบวนเสด็จ ที่บริเวณห้างสยามพารากอน โดยเริ่มอดอาหารตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. 2565 จนถึงวันที่ 4 ส.ค. 2565

ระหว่างที่ทั้งคู่อดอาหาร ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหวางพิจารณาคดีก่อนหน้านี้ หลายครั้ง จนกระทั่งได้รับอนุญาตปล่อยตัวจากศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลจังหวัดนนทบุรี ในการยื่นประกันครั้งที่ 8

ในครั้งดังกล่าว สองนักกิจกรรมอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 64 วัน ระหว่างถูกคุมขังเป็นเวลา 94 วัน

ส่วนการอดอาหารครั้งล่าสุดก่อนเสียชีวิต บุ้ง เนติพร เริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2567

กรมราชทัณฑ์ระบุว่า หลังจากรับตัวเนติพรมาจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ในวันที่ 4 เม.ย. 2567 เธอได้รับประทานอาหารและน้ำตามปกติ แต่ไม่รับวิตามินและเกลือแร่

.

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ วันที่ 14 พ.ค. 2567

ลูกสาวผู้พิพากษา-เด็กนักกิจกรรม

บุ้ง เติบโตมาในครอบครัวที่มีบิดาเป็นผู้พิพากษา โดย ชญาภัส เสน่ห์สังคม หรือโบ พี่สาวของบุ้ง เนติพร เคยเปิดเผยกับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ก.ค.2565 ว่า บุ้งคือความภาคภูมิใจของครอบครัว

เส้นทางการขับเคลื่อนสังคมของบุ้งเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ในสมัยที่เธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 3.8, 3.9 และ 4.0

ต่อมาเธอได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 5-6

"บุ้งเคยเป็นคนที่คอยบอกเพื่อน ๆ นักเรียนอยู่เสมอในฐานะคณะกรรมการนักเรียนว่า ต้องดูแลทรงผมให้เรียบร้อย เสื้อผ้าต้องทำให้ถูกระเบียบ แต่เขาเริ่มเอะใจว่า ทำไมมีเพื่อนที่เห็นต่าง มีเพื่อนที่คัดค้านเรื่องทรงผม จึงทำให้ได้ฉุกคิดว่า ตัวกฎระเบียบก็ไม่ได้แฟร์ (ยุติธรรม) สำหรับกลุ่มคนหลายกลุ่ม หากฝ่าฝืนถึงขั้นคาดโทษกัน รวมทั้งกลุ่ม LGBTQ ที่พวกเขาต้องการแต่งตัวอีกแบบ แต่เขาก็ได้แต่ตั้งคำถาม" ชญาภัส บอกกับบีบีซีไทย

จากคำถามที่ผุดขึ้นในความคิดต่อระเบียบควบคุมนักเรียนระหว่างที่บุ้งเป็นคณะกรรมการนักเรียนยังคงทำงานของมันต่อ

ผลที่ตามมาคือการตัดสินใจเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของกลุ่ม "นักเรียนเลว" ที่กลายเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนที่ต้องการส่งเสียงเพื่อสิทธิตัวเอง (speak for yourself) ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการไว้ทรงผมนักเรียน ซึ่งประสบผลสำเร็จจนทำให้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในระหว่างปี 2563 มีระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไว้ผมยาวได้ตามความเหมาะสม

โบกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลาผ่านไปแนวความคิดขับเคลื่อนสังคมก็ขยายวงมากขึ้น ในขณะที่เกิดการระบาดโควิด-19 กิจกรรมนักเรียนเลวก็ยุติลงชั่วคราว แต่บุ้งก็มาทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม "ไพร่ปากแจ๋ว" ที่เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีน mRNA ให้กลุ่มเด็กนักเรียน ก่อนที่จะร่วมกับเคลื่อนกับกลุ่มทะลุวัง

อดีตเคยหนุน กปปส.

โบยอมรับว่า ครอบครัวของเธอเคยเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เมื่อปี 2557 ที่กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดรัฐประหารขึ้น ซึ่งในขณะนั้นบุ้งยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

หลังจากนั้นเมื่อบุ้งได้เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เปิดโลกกว้างมากขึ้นจากข้อมูลชุดใหม่ผ่านสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือเอ็กซ์) ซึ่งมีการถกเถียงประเด็นสังคมอย่างกว้างขวางและหลากหลาย

โบได้ยกตัวอย่างข้อเท็จจริงที่บุ้งเคยอธิบายให้ฟังว่า "สะเทือนใจมากที่สุด" จนทำให้ "ตาสว่าง" นั่นคือเหตุการณ์ "Big Cleaning Day" กิจกรรมที่ชาว กทม. บางส่วนออกมาล้างทำความสะอาดพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือน พ.ค. 2553 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพ และบาดเจ็บหลายพันคน

เมื่อพบข้อมูลชุดใหม่แตกต่างจากความเชื่อเดิมยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดต่อคนเสื้อแดง เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าว เป็นเสมือนกับการทำลายล้างหลักฐานที่จะอาจจะบ่งชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในเหตุการณ์สลายการชุมนุมและให้ความเป็นธรรมต่อญาติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ในขณะเดียวกันระหว่างที่ศึกษาปริญญาตรี บุ้งยังมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และทัศนะต่าง ๆ กับบรรดาเด็กนักเรียนที่เธอสอนพิเศษภาษาอังกฤษ ยิ่งทำให้ขยายกลุ่มความคิดและเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เธอเชื่อว่า คนรุ่นใหม่คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงอนาคต

ทำโพล

ที่มาของภาพ, ทะลุวัง

ทะลุวัง

"มนุษย์มีความสวยงามได้ เพราะความหลากหลาย อย่าให้ใครมาตีกรอบ โอบรับความหลากหลายไว้เยอะ ๆ เป็นตัวของตัวเอง จะทำให้โลกเราน่าอยู่ บุ้งอยากดึงประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมาให้ประชาชน เราถูกพรากสิทธิ เสรีภาพมากเกินไปแล้ว แค่การตั้งคำถาม การแสดงความเห็น เป็นเรื่องพื้นฐานมาก ประชาชนย่อมทำได้โดยไม่ถูกปิดปาก"

นี่คือข้อความที่บุ้งฝากพี่สาวมาบอกกับสาธารณะชน เมื่อครั้งถูกคุมขังในคดี ม.112 ไปแล้วจากการตั้งคำถามประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ว่า "ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่ ?" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

ในมุมมองของพี่สาวของบุ้ง การเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวังเกิดจากการที่พวกเขามองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ในขณะที่สถาบันกษัตริย์ก็จำเป็นต้องทบทวนในเชิงการจัดการ ที่ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เช่น กรณีขบวนเสด็จ ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถพูดถึงหรือตั้งคำถามได้ ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐาน ซึ่งการสำรวจความคิดเห็นหรือทำโพลล์ก็เปิดโอกาสให้กลุ่มทั้งสองฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

"คุณจะแปะสติ๊กเกอร์แสดงความคิดเห็นก็ได้หรือไม่แปะก็ได้ หรือจะเดินผ่านไปก็ได้ การที่มีคนเดินเข้ามาหยิบสติ๊กเกอร์มาแปะ ก็คือวิธีประชาธิปไตยที่เขาบอกว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย" ชญาภัส กล่าว

ผู้ปกครองของ “หยก ทะลุวัง”

ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก ซึ่งต่อมาเป็นสมาชิกกลุ่มทะลุวัง มีสถานะเป็นผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถึง 2 คดี ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี

เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบกับครอบครัว หยกจึงตัดสินใจมาขออยู่กับบุ้ง หลังเธอออกจากบ้านปรานีเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566

บุ้งเล่าย้อนเหตุการณ์ว่า วันที่ไปเยี่ยมหยกที่สถานพินิจแล้วถูกถามว่า “หนูขอไปอยู่กับพี่บุ้งได้ไหม” แต่จากประสบการณ์ที่เธอเคยทำงานกับนักกิจกรรมเยาวชนมาหลายคน และ “ถูกด้อยค่าการต่อสู้” ทำให้เธอไม่กล้าตอบปากรับคำในทันที

“บุ้งไม่ต้องการให้ใครมาครหาบุ้งอีก แม้แต่นิดเดียวในเรื่องนี้ เลยคุยกับแฟนว่า เราจะดูแลหยกด้วยตนเอง ไม่ขอความช่วยเหลือใคร” สมาชิกกลุ่มทะลุวังกล่าวกับบีบีซีไทยในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

บุ้งกับหยก

ที่มาของภาพ, Thai NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, บุ้ง เนติพร และ หยก ธนลภย์ ผลัญชัย ขณะนั่งประท้วงหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

หนึ่งวันหลังออกจากบ้านปรานี หยกได้เข้ามอบตัวกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เพื่อเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีบุ้งลงชื่อในเอกสารมอบตัวในฐานะ “ผู้ปกครอง” ณ วันที่ 19 พ.ค. แต่เรียนมาได้ไม่ถึงเดือน ทางโรงเรียนชี้แจงว่า หยกหมดสภาพความเป็นนักเรียน เพราะ “มอบตัวไม่สมบูรณ์”

ด้านทิชา ณ นคร นักสังคมสงเคราะห์ มองว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเพราะบุ้งไม่ใช่ผู้ปกครองโดยสายเลือด และเป็นเพราะหยกถูกตั้งข้อหาละเมิด ม.112 ด้วย

อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ของ “เตรียมพัฒน์ฯ” ไม่ได้ระบุเหตุผลว่า เพราะหยกต้องคดีตามมาตรา 112 จึงทำให้ต้องหมดสถานภาพนักเรียน เพียงแต่กล่าวถึงการมอบตัวไม่สมบูรณ์ และการไม่ยอมปฏิบัติตามกฏระเบียบของทางโรงเรียน

ก่อนหน้านี้ บุ้งเคยถูกนักกิจกรรมที่เคยอยู่กลุ่มทะลุวังด้วยกันกล่าวหาว่าเธอใช้ประโยชน์จากนักกิจกรรมที่มีอายุน้อยกว่า เพื่อนำไปรับเงินทุนจากองค์กรต่างประเทศและมาเคลื่อนไหวกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

ด้านหยกปฏิเสธว่าตนเองไม่เคยถูกบุ้งใช้ประโยชน์ และบุ้งคือผู้ที่ดูแลเธอเสมอมา

ปัจจุบัน หยกประกาศเลิกดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองแล้ว

คดี 112 ในช่วงรัฐบาลเศรษฐา มีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่

หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่าจะใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรา ในช่วงการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎร” เมื่อปี 2563 มีการดำเนินคดี ม.112 ต่อแกนนำ ผู้ชุมนุม และประชาชนทั่วไปแล้ว 263 คน

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน เปิดเผยว่า ตั้งแต่หลังปี 2563 เป็นต้นมา นับเป็นช่วงที่มีคดี 112 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปีนี้ ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีจากเหตุช่วงปี 2563-2565 เดือนละประมาณ 10 คดี เฉลี่ยแล้วอาจมีคนเดินเข้าสู่เรือนจำ 2-3 คนทุกเดือน

ไม่เพียงแต่คดีที่กำลังจะตัดสินเท่านั้น แต่ที่ผ่านมายังมีการแจ้งความคดี 112 กรณีใหม่ ๆ หลายกรณีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทนายพูนสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า แม้จำนวนการฟ้องคดีใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมาก แต่คดีที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่วงนี้เกิดจากการโพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์

.

ที่มาของภาพ, getty images

อย่างไรก็ดี ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวกับบีบีซีไทย เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่า แม้มีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่แนวทางการพิพากษาคดี 112 ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่กระนั้นก็ตาม ฝ่ายบริหารยังมีกลไกและเครื่องมือหลายอย่างเพื่อบรรเทาสถานการณ์คดีทางการเมือง เช่น การการันตีสิทธิการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี การไม่สั่งฟ้องในชั้นพนักงานสอบสวน การชะลอสั่งฟ้อง หรือการไม่สั่งฟ้องหรือถอนฟ้องในชั้นอัยการ

“ช่วงระยะเวลาที่รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามา มีคำพิพากษาไปแล้วประมาณ 30 กว่าคดี 90% ลงโทษ ซึ่งจะบอกว่า เปลี่ยนรัฐบาลแล้วสถานการณ์ดีขึ้น ก็ต้องบอกว่าไม่จริงเพราะว่ายังมีคนที่ถูกดำเนินคดีอยู่ ยังมีคนที่เดินหน้าเข้าเรือนจำอยู่ ความจริงแล้ว ต่อให้ไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเลย รัฐยังมีเครื่องมือยังมีกลไกในทางบริหารที่จะช่วยจัดการคดีได้บางส่วน”