ผู้กำกับโจ้: ศาลตัดสินประหารชีวิต พ.ต.อ. ธิติสรรค์ คดีทรมานผู้ต้องสงสัย แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

ที่มาของภาพ, Facebook/Police TV
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาประหารชีวิต พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ และจำเลยอีก 5 คน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากมีการเยียวยาโดยจ่ายค่างานศพ และมอบค่าเสียหายให้พ่อแม่ผู้เสียชีวิตคนละ 3 แสนบาท รวม 6 แสนบาท
ส่วนจำเลยที่ 6 คือ ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น เป็นเพียงคนเดียวที่ศาลพิพากษาว่าไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าฯ แต่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ให้ลงโทษจำคุก 8 ปี แต่มีเหตุให้ลดโทษเหลือ 5 ปี 4 เดือน
พ.ต.อ. ธิติสรรค์หรือ "ผู้กำกับโจ้" และตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา 6 คน ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานก่อเหตุทำร้ายร่างกายโดยการทรมานนายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ วัย 24 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติดด้วยการใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนผู้ต้องหาเสียชีวิต เหตุเกิดที่ สภ. เมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2564
พ.ต.อ. ธิติสรรค์และพวกได้หลบหนีไปซ่อนตัวหลังคลิปจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย แต่ต่อมาทั้งหมดก็ทยอยติดต่อขอมอบตัวหรือถูกจับกุม
หลังถูกจับกุม ตำรวจได้นำตัวอดีตผู้กำกับโจ้มาแถลงข่าว เขารับสารภาพว่าทรมานผู้ต้องหาจริง แต่ไม่มีเจตนาทำให้เสียชีวิต และเหตุที่ใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ต้องหาก็เพื่อไม่ให้เห็นหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้เขายังได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าตำรวจรีดไถเงิน 2 ล้านบาทจากผู้ต้องหาและให้เงินพ่อผู้เสียชีวิตเพื่อไม่ให้เอาเรื่อง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำนักงานอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์กับพวกรวม 7 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2564 ใน 4 ข้อหา หนึ่งในนั้นคือ ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทรมานซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต
4 ข้อหาที่อัยการยื่นฟ้องอดีตผู้กำกับโจ้กับพวก ได้แก่
- เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
- เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
- ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย
- ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น
อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157, 288, 289(5), 309 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 และ 172
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางใช้เวลาไต่สวนและพิจารณาคดีกว่า 6 เดือน และนัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 09.30 น. วันนี้ (8 มิ.ย.) โดยจำเลยฟังคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำกลางคลองเปรม ขณะที่เรือตรีจักรกฤษณ์ กลั่นดี และนางจันจิรา ธนะพัฒน์ พ่อและแม่ของผู้เสียชีวิตเดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรรม ซึ่งเป็นองค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนที่รณรงค์เรื่องยุติการซ้อมทรมานกล่าวว่า "คำพิพากษาคดีนี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งอาจเป็นมาตรฐานของรัฐในการนำคนผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว และให้ได้รับการลงโทษอย่างเหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิด ลดสภาวะของสังคมไทยที่มักมีการปล่อยให้คนผิดลอยนวลพ้นผิดเหมือนดังกรณีอื่น ๆ ในอดีต รวมทั้งน่าตั้งคำถามว่าจะมีการเยียวยาผู้เสียหายและญาติอย่างเหมาะสมหรือไม่"
สรุปคำพิพากษา
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจัดทำเอกสารสรุปคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 180/2564 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 โจทก์ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 7 คน เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน บีบีซีไทยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-7 ว่าร่วมกันใช้ถุงคลุมศีรษะนายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ ในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนขยายผล เพื่อให้บอกที่ซ่อนยาเสพติดให้โทษจนกระทั่งนายจิระพงศ์ถึงแก่ความตาย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด ในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด และฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทาทารุณโหดร้าย
บิดาและมารดาของนายจิระพงศ์ยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและมีคำขอให้จำเลยที่ 1-7ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,550,000 บาท ศาลอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พ.ต.อ.ธิติสรรค์ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เว้นแต่ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ส่วน พ.ต.ต.รวีโรจน์ จำเลยที่ 2, ร.ต.อ.ทรงยศ จำเลยที่ 3, ร.ต.อ.ธรณินทร์ จำเลยที่ 4, ด.ต.วิสุทธิ์ จำเลยที่ 5, ด.ต.ศุภากร จำเลยที่ 6 และ ส.ต.ต. ปวีณ์กร จำเลยที่ 7 ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ศาลนัดสืบพยานทั้งหมด 8 นัด มีพยานรวม 23 ปาก เป็นพยานโจทก์ 12 ปาก โจทก์ร่วม 2 ปาก และพยานจำเลยรวม 9 ปาก ซึ่งเป็นพยานที่รู้เห็นเกี่ยวข้องในเหตุการณ์และเป็นผู้บันทึกภาพและเสียงเหตุการณ์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช
ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1,2,3,4,5 และ 7 มีความผิดดังนี้
- ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
- ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย
- ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปใช้อาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น
- ความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
ให้ลงโทษจำเลยที่ 1,2,3,4,5 และ 7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น (โดยเป็นเจตนาเล็งผลตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง) โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิต
ส่วนจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309 วรรคสอง, พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จำคุก 8 ปี
เหตุบรรเทาโทษ
ศาลเห็นว่าจำเลยทั้ง 7 รับข้อเท็จจริงบางส่วนและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง
หลังเกิดเหตุจำเลยทั้ง 7 พยายามช่วยเหลือนายจิระพงศ์โดยการปั๊มหัวใจและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล จนแพทย์ช่วยรักษาผู้ตายมีสัญญาณชีพและหัวใจกลับมาเต้นก่อนที่นายจิระพงศ์จะถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา รู้สึกความผิดช่วยค่าปลงศพผู้ตายเป็นเงิน 30,000 บาท และวางเงินบรรเทาผลร้ายให้แก่พ่อและแม่ของผู้ตายคนละ 300,000 บาท นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1,2,3,4,5 และ 7 ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 6 เป็นเวลา 5 ปี 4 เดือน
คำร้องของพ่อแม่ให้จ่ายค่าชดเชย 1.55 ล้านบาท
ศาลพิพากษาว่าในส่วนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยกระทำทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดา แต่เมื่อจำเลยทั้ง 7 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บัญญัติว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของตน กรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ บิดามารดาของนายจิระพงศ์จึงไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ แต่ต้องไปเรียกค่าเสียหายเอากับหน่วยงานของรัฐที่จำเลยทั้ง 7 สังกัดอยู่คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ปฏิกิริยาหลังคำพิพากษา
นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความเจ้าของเพจเฟซบุ๊กทนายคลายทุกข์กล่าวว่าในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่เปิดประเด็นนี้หลังจากได้รับหลักฐานจากตำรวจที่เห็นเหตุการณ์ เขาเห็นว่าคดีนี้หลักฐานค่อนข้างแน่นหนา คือ มีทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด ประจักษ์พยานและรายงานผลการชันสูตรพลิกศพ แต่จำเลยก็ยังสู้คดีและถูกศาลพิพากษาลงโทษสถานหนัก
"คดีนี้เป็นบทเรียนสำหรับตำรวจว่าในการสืบสวนสอบสวนนั้นจะใช้ความรุนแรง จะใช้วิธีการทรมานไม่ได้ จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก ไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหน นี่ขนาดเป็นถึงผู้กำกับสถานีตำรวจยังไม่รอด
ด้านนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์นี้มาเผยแพร่เมื่อ 24 ส.ค. 2564 โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กสรุปคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ และให้ความเห็นว่า "หากระหว่างการจำคุก (จำเลย) ประพฤติดี ติดอีกไม่กี่ปีก็ออกมาชิลล์บนถนน ไม่ได้ว่าศาลเอื้อประโยชน์นะครับ แต่ตามข้อกฎหมายมันมีเหตุบรรเทาโทษอยู่แล้วครับ มันเศร้าตรงนี้"
ลำดับเหตุการณ์คดี "ผู้กำกับโจ้"
- วันก่อเหตุ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2564 ที่อาคารหลังหนึ่งที่เรียกว่า "บ้านกาแฟ" ในบริเวณ สภ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ นายจิระพงษ์ วัย 24 ปี ถูกจับและควบคุมตัวมาที่นี่ฐานเป็นผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติด เขาถูกทรมานร่างกายจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความความควบคุมของเจ้าพนักงาน นำโดย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์
- เผยคลิปคลุมถุงดำ
วันที่ 22 ส.ค. 2564 นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก "ทนายคลายทุกข์" ระบุว่าได้รับข้อมูลจากตำรวจชั้นผู้น้อยที่อยู่ในเหตุการณ์ทรมานผู้ต้องหาจนเสียชีวิตที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนติดตามเรื่องนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับนายจิระพงศ์ ต่อมาในช่วงบ่ายวันที่ 24 ส.ค. 2564 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอโดยระบุว่าได้รับจากตำรวจชั้นผู้น้อยที่รับไม่ได้กับพฤติกรรมของ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ คลิปดังกล่าวมีความยาว 1.21 นาที เป็นภาพเหตุการณ์ที่มีชายกลุ่มหนึ่งแต่งกายคล้ายตำรวจ คนหนึ่งนำถุงคลุมศีรษะของผู้ชายที่นั่งอยู่โดยถูกใส่กุญแจมือไว้ ชายที่นั่งอยู่พยายามดิ้นรนจนกระทั่งหมดสติล้มลงบนพื้น

ที่มาของภาพ, Facebook/ษิทรา เบี้ยบังเกิด
- ให้ออกจากราชการ
หลังจากคลิปถูกเผยแพร่ไม่กี่ชั่วโมง พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แถลงข่าวด่วนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลว่าได้มอบหมายให้เรตำรวจแห่งชาติเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด และต่อมา ผบ.ตร. ได้ลงนามในคำสั่งให้ตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ ที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 นายออกจากราชการมีผลตั้งแต่ 24 ส.ค. 2564 ได้แก่ พ.ต.อ. ธิติสรรค์, พ.ต.ต. รวิโรจน์ ดิษทอง, ร.ต.อ. ทรงยศ คล้ายนาค, ร.ต.ท. ธรณินทร์ มาศวรรณา, ด.ต. วิสุทธิ์ บุญเขียว, ด.ต. ศุภากร นิ่มชื่น และ ส.ต.ต. ปวีณ์กร คำมาเร็ว
- ออกหมายจับ-มอบตัว-ฝากขัง
25 ส.ค. 2564 ศาลจังหวัดนครสวรรค์อนุมัติหมายจับ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ และพวกรวม 7 คน ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้ผู้อื่นเสียหาย ร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย วันรุ่งขึ้นตำรวจเปิดเผยว่าจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย อีก 2 คน คือ พ.ต.อ.ธิติสรรค์และ ร.ต.ท. ธรณินทร์ รองสารวัตรป้องกันปราบปราม ยังหลบหนี
26 ส.ค. 2564 พ.ต.อ. ธิติสรรค์ติดต่อขอมอบตัวและถูกควบคุมตัวจาก สภ.เมืองแสนสุข จ.ชลบุรี มาแถลงข่าวที่กองบังคับการปราบปราม ขณะที่ ร.ต.ท. ธรณินทร์ถูกจับกุมวันนี้เช่นกัน
อ่านรายละเอียด "ผู้กำกับโจ้" ติดต่อขอมอบตัว ปฏิเสธการเรียกรีดไถเงิน 2 ล้านบาท ยอมรับทรมานผู้ต้องหา แต่ไม่มีเจตนาฆ่า
27 ส.ค. 2564 ตำรวจนำตัว พ.ต.อ. ธิติสรรค์ และ ร.ต.ท. ธรณินทร์ ไปสอบปากคำที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นได้ขออำนาจฝากขังพร้อมคัดค้านกันประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นอดีตตำรวจ ถ้าหากได้รับการประกันตัว อาจจะออกมายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้ส่งผลกับรูปคดี ศาลอนุญาต ส่งตัวเข้าเรือนจำกลางพิษณุโลก

ที่มาของภาพ, Royal Thai Police Handout
- ค้นบ้าน-พบ ผกก.โจ้ครอบครองรถหรูในคดีเลี่ยงภาษี
พ.ต.อ. ธิติสรรค์ มีฉายาในวงการคนเล่นรถหรูว่า "โจ้ เฟอร์รารี" หลังเกิดเหตุ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้าตรวจค้นบ้านของ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ในกรุงเทพฯ จากนั้น พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีดีเอสไอได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2564 ว่ารถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินีที่อยู่ในความครองของ พ.ต.อ. ธิติสรรค์เป็นรถที่อยู่ในคดีเลี่ยงภาษีรถหรูที่ดีเอสไอสอบสวนและสรุปสำนวนส่งอัยการไปตั้งแต่เดือน ส.ค. 2563
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท. กรวัชร์ชี้แจงว่า พ.ต.อ. ธิติสรรค์ ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ เนื่องจากเป็นเพียงผู้ซื้อตามปกติ ซึ่งมีการผ่อนชำระ การสอบสวนพบว่าไม่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการรู้เห็นการนำเข้า ซึ่งในคดีนี้จะเอาผิดเฉพาะกับผู้นำเข้า หากผู้ซื้อไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการซื้อตามขั้นตอนก็จะไม่ถูกดำเนินคดี

ที่มาของภาพ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ
- เปิดผลชันสูตรพลิกศพ
30 ส.ค. 2564 โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ได้ส่งรายงานการชันสูตรพลิกศพนายจิระพงศ์ให้ชุดสอบสวนคดีที่นำโดย พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ระบุสาเหตุการตายว่าเกิดจากการขาดอากาศหายใจ
นพ. ณัฐพงษ์ ตุลาพันธุ์ แพทย์นิติเวช รพ.สวรรค์ประชารักษ์ แถลงชี้แจงรายละเอียดตอนหนึ่งว่า "เมื่อเราพิจารณาจากในคลิปประกอบกับการไปดูที่เกิดเหตุและประวัติเพิ่มเติมอีกหลายอย่างทำให้ทราบได้ว่าผู้เสียชีวิตได้ถูกกระทำหลายประการ ตั้งแต่การคลุมด้วยถุงหลายชั้น เท่าที่ทราบคือ 6 ชั้น ประกอบกับในขณะที่ผู้เสียชีวิตพยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดยังถูกตรึงพันธนาการด้วยการจับกด ประกอบกับการกดคอพับลงยิ่งทำให้หายใจได้ยากขึ้น หลังจากนั้นก็ถูกกดลงกับพื้นนานกว่า 6 นาที" และ "แม้ผลการผ่าพิสูจน์ศพ หรือการตรวจเลือดพบว่ามีสารเสพติดในร่างกายในระดับที่เป็นพิษได้ก็จริง แต่การกระทำเช่นนี้ ก็สามารถทำให้ตายได้แล้ว และขอฟันธงว่าเป็นการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจจากการใช้ถุงพลาสติกคลุม"
- ย้ายผู้ต้องหาทั้ง 7 เข้ากรุงเทพฯ
3 ก.ย. 2564 พ.ต.อ.ธิติสรรค์และผู้ต้องหาอีก 6 คน ถูกย้ายมาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ ตามคำขอของ ตร. หลังจากมีการโอนคดีให้กองบังคับการปราบปรามรับผิดชอบ
- อัยการสั่งฟ้อง 4 ข้อหา โทษสูงสุดประหารชีวิต
หลังจากได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2564 สำนักงานอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์กับพวกต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2564 ทั้งหมด 4 ข้อหา โดยข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
- ศาลไต่สวน
คดีนี้ศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหมดรวม 6 วันในช่วงต้นปี 2565 คือ 19 -20 ก.พ. 5-6 และ 12-13 มี.ค. ระหว่างนี้ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนที่รณรงค์เรื่องยุติการซ้อมทรมาน ได้ทำหนังสือขออนุญาตเข้าสังเกตการณ์การพิจารณาคดีเนื่องจากเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่สาธารณะชนให้ความสนใจและเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิในชีวิตอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานของรัฐ แต่ศาลไม่อนุญาตให้เข้าสังเกตการณ์คดี อย่างไรก็ตามมูลนิธิฯ ได้รับอนุญาตให้เข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาคดีในวันนี้ (8 มิ.ย.)










