เหตุผลใดจีนจึงสนับสนุนการเลือกตั้งเมียนมาแม้ถูกมองว่าเป็น "การจัดฉาก"

A composite image shows Myanmar’s Acting President Senior Gen Min Aung Hlaing, in full dress uniform, and Chinese President Xi Jinping, wearing a dark suit, white shirt and patterned tie, and some of the political parties in Myanmar campaigning, in front of the two countries' flags and maps.

การที่จีนกลายเป็นตัวละครที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการเลือกตั้งที่จัดโดยกองทัพเมียนมาครั้งที่ผ่านมา นั้น ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนได้ให้ความสนับสนุนต่อกิจการของกองทัพเมียนมาอย่างมั่นคงเพียงใด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรปฏิเสธการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นเพียงการจัดฉาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ยัง คิม สส.จากพรรครีพับลิกัน กล่าวในการไต่สวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าการเลือกตั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "ความชอบธรรมลวงตา" และอาจเปิดทางให้รัฐบาลทหารเมียนมาเป็น "ตัวแทนของจีนและรัสเซีย"

รัฐบาลจีนได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารเมียนมา ไปจนถึงบรรดาผู้นำพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ หรือ ยูอีซี (the Union Election Commission - UEC) ไว้หมดแล้ว โดยก่อนเกิดการไต่สวนของรัฐสภาสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวัน ม่า เจีย เอกอัครราชทูตจีนได้เดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์ เพื่อพบกับ ธัน โซ ประธาน UEC

แหล่งข่าวจากผู้สมัครรับเลือกตั้งสองพรรคการเมืองเปิดเผยต่อบีบีซีภาคภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า นางม่า เจีย กล่าวขอให้มีการรับรองว่า การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่าง "เสรีและยุติธรรม"

ขณะที่สำนักข่าวของรัฐในเมียนมายืนยันว่า ม่า เจีย ได้รับแจ้งว่าจีนและองค์กรนานาชาติอื่น ๆ รวมถึงนักการทูต จะได้รับเชิญให้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง โดยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผู้สมัครและสมาชิกพรรคการเมือง จะสามารถลงคะแนนได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยที่หน่วยเลือกตั้งหรือการลงคะแนนล่วงหน้า ตามที่กฎหมายกำหนด

The Chinese ambassador, Ma Jia, meets Than Soe, who chairs the Union Election Commission, in Myanmar capital Nay PyiTaw, on 28 November 2025.

ที่มาของภาพ, MOI

คำบรรยายภาพ, มีรายงานว่า ธัน โซ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) ได้ให้คำมั่นกับเอกอัครราชทูตจีน ม่า เจีย ว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่าง "เสรีและยุติธรรม"

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ที่กรุงเนปิดอว์ เติ้ง ซีจวิน ผู้แทนพิเศษของจีนด้านกิจการเอเชีย กล่าวกับโกลบอล นิว ไลท์ ออฟ เมียนมา (Global New Light of Myanmar) ซึ่งเป็นสื่อของเมียนมาว่า "การที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีการจัดการให้สำเร็จได้นั้น เป็นผลมาจากข้อตกลงและความร่วมมือระหว่างรักษาการประธานาธิบดีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ของเมียนมา และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง"

ก่อนหน้านี้ เติ้ง ซีจวินได้ให้คำมั่นในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีครบรอบ 10 ปีของข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement) ที่กรุงเนปิดอว์ ในเดือนตุลาคม 2025 ว่าจะสนับสนุนด้านเทคนิคและวัสดุอุปกรณ์ในการเลือกตั้ง

ในพิธีเดียวกัน พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ให้คำมั่นว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่าง "เสรี ยุติธรรม และเป็นกลาง"

ก่อนหน้านี้เติ้ง ซีจวินเยือนเนปิดอว์ในเดือนมิถุนายน 2024 หลังเกิดการโจมตีครั้งใหญ่ในยุทธการณ์ที่เรียกว่า "1027" โดยพันธมิตรสามพี่น้อง (Three Brotherhood Alliance - 3BA) ได้แก่ กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) กองทัพอาระกัน และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) สามารถยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์จากกองทัพเมียนมา รวมถึงเมืองเล่าก์ก่าย บริเวณชายแดนเมียนมา-จีน

ต่อจากนั้นไม่นานก็มีการเปิดเผยกรอบเวลาการเลือกตั้งออกมา

Myanmar's Acting President Senior Gen Min Aung Hlaing holds talks with Chinese Foreign Minister Wang Yi, in Myanmar capital Nay Pyi Taw, in August 2024.

ที่มาของภาพ, MOI

คำบรรยายภาพ, ผู้นำระดับสูงคนแรกของจีนที่แสดงการสนับสนุนการเลือกตั้ง คือรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ซึ่งได้แสดงจุดยืนดังกล่าวระหว่างการหารือกับรักษาการประธานาธิบดีเมียนมา พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ ในเดือนสิงหาคม 2024

จีนมีอิทธิพลต่อกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดนมาอย่างยาวนาน เนื่องจากพื้นที่ปกครองตนเองเหล่านี้พึ่งพาจีนอย่างมาก ทั้งในด้านอุดมการณ์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวโทษจีนว่าเป็นผู้สนับสนุนปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทูต "ไม้แข็ง-ไม้อ่อน" ของจีนที่ใช้กับรัฐบาลทหารเมียนมา

ผู้นำระดับสูงคนแรกของจีนที่แสดงการสนับสนุนการเลือกตั้ง คือ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งได้แสดงจุดยืนดังกล่าวระหว่างการหารือกับ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ หลังจากพันธมิตรสามพี่น้อง (3BA) ยึดกองบัญชาการยุทธศาสตร์จากรัฐบาลทหาร แต่ทางกลุ่มกลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือเอ็นยูจี (National Unity Government-NUG) ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านกับรัฐบาลทหารเมียนมา

นักวิจารณ์ระบุว่าสาเหตุของการปฏิเสธ เป็นเพราะมีแรงกดดันจากจีนซึ่งไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับ NUG เลย

ต่อมา สถานเอกอัครราชทูตจีนในนครย่างกุ้ง ออกแถลงการณ์ระบุว่ารัฐบาลจีน "สนับสนุนอย่างแข็งขันต่อการปรองดองทางการเมืองภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของเมียนมา และการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างรวดเร็วเพื่อความมั่นคงระยะยาว"

หลังจากจีนเข้าไกล่เกลี่ย กองทัพเมียนมาก็สามารถยึดคืนบางพื้นที่ที่สูญเสียไปในเวลาต่อมา

โฆษกกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า "หากมองถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมเราจึงไม่สามารถต่อสู้แข่งได้ และกำลังสูญเสียพื้นที่ในการโจมตี นั่นก็เพราะแรงกดดันจากจีน"

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

รายงานจากข่านดาการ์ ทาห์มิด เรจวัน จากองค์กรผู้สังเกตการณ์สันติภาพบังกลาเทศ (Bangladesh Peace Observatory) และศูนย์ความคิดทางเลือก (Centre for Alternatives) รวมถึง สก็อต เอ็น โรมาเนียก จากมหาวิทยาลัยคอร์วินัสแห่งบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ระบุว่า "รัฐบาลปักกิ่งได้ยืนอยู่ข้างรัฐบาลทหาร พร้อมข่มขู่กองทัพตะอาง (TNLA) ที่มีแนวโน้มสนับสนุนจีน ให้ยุติการสู้รบ"

"กองกำลังติดอาวุธส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนติดกับจีน… ต้องพึ่งพาจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้เพื่อความอยู่รอดทางด้านยุทธภัณฑ์"

"เดิมทีปักกิ่งสนับสนุนการโจมตีของพันธมิตรสามพี่น้อง (3BA)… แต่ขณะนี้กำลังหันมาช่วยค้ำจุนรัฐบาลของมิน อ่อง หล่าย"

วุต ยี ไคง์ มาร์ นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขียนบนเว็บไซต์ข่าวอิรวดี ซึ่งจัดทำโดยอดีตนักเคลื่อนไหวชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในไทยว่า กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) เองก็ถูก "บีบให้ถอนกำลังภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากจีน"

เธอระบุว่า "แนวทางนี้ทำให้รัฐบาลทหารสามารถยึดคืนพื้นที่ที่สูญเสียไปโดยไม่ต้องยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียว"

"แม้นักวิเคราะห์หลายคนจะประณามการมีส่วนร่วมของจีนว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา แต่จีนจะยังคงยืนยันว่าตนได้รับเชิญจากทั้งสองฝ่ายให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย"

"สิ่งสำคัญที่สุดของจีนคือสภาพแวดล้อมที่มั่นคงซึ่งจะเอื้อต่อการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน" วุต ยี ไคง์ มาร์ ระบุ

"ผลักดันให้เกิดความมั่นคง"

นักวิเคราะห์การเมืองเมียนมาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า "สิ่งสำคัญที่สุดของปักกิ่งหลังการโจมตีครั้งใหญ่ในยุทธการ 1027 คือการฟื้นฟูเสถียรภาพตามแนวชายแดนและการเปิดเส้นทางการค้าอีกครั้ง

"แต่เมื่อความคืบหน้ามีจำกัด จีนดูเหมือนจะหันไปสนับสนุนการเลือกตั้งทั่วประเทศในฐานะกลไกสร้างเสถียรภาพที่กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะหลังการเยือนของหวัง อี้ ในเดือนสิงหาคม"

หนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้

ผู้สมัครรายนี้ซึ่งให้สัมภาษณ์กับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อเช่นกัน กล่าวว่า "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึงท่าเรือน้ำลึกเจ้าก์ผิว (Kyaukphyu deep-sea port) และโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road) ได้รับผลกระทบ"

"ความสูญเสียเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อจีน และทำให้ปักกิ่งผลักดันให้เกิดความมั่นคง ซึ่งนำมาสู่การสนับสนุนการเลือกตั้ง"

A composite image shows China's special envoy for Asian affairs, Deng Xijun, in capital Nay PyiTaw to observe the first phase of the election, on 28 December 2025, meeting Myanmar’s Acting President Senior Gen Min Aung Hlaing.
คำบรรยายภาพ, เพื่อสังเกตการณ์การเลือกตั้งระยะแรกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 เติ้ง ซีจวิน ผู้แทนพิเศษของจีนด้านกิจการเอเชีย ได้เข้าพบกับรักษาการประธานาธิบดีเมียนมา พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงเนปิดอว์

เป็นที่คาดกันว่าเมียนมาซึ่งเดิมรู้จักในชื่อว่า "พม่า" จะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการคมนาคมภายใต้โครงการสายแถบและเส้นทาง หรือ บีอาร์ไอ (Belt and Road Initiative - BRI) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

โครงการทางรถไฟภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (China–Myanmar Economic Corridor) จะทอดยาวจากรัฐยะไข่ของเมียนมาซึ่งยังคงเต็มไปด้วยการสู้รบ มุ่งสู่เมืองการค้าชายแดนที่ชื่อว่ามูเซ ก่อนจะเชื่อมต่อไปถึงนครคุนหมิงในจีน

จี๋ เซียนไป่ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง ประเทศสิงคโปร์ กล่าวกับสื่อซีจีทีเอ็น (CGTN) ว่า "โครงการนี้จะช่วยเพิ่มการเชื่อมโยงการคมนาคมภายในเมียนมา พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างเมียนมากับมณฑลยูนนานของจีน และท่าเรือน้ำลึกเจ้าก์ผิวบนอ่าวเบงกอล นับเป็นส่วนสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางทะเลของ BRI เพื่อขยายและยกระดับศักยภาพการขนส่งทางทะเลทั่วโลก"

"เมียนมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงต่อโครงการและระเบียงของ BRI" เขากล่าว

"สายสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างจีนกับเมียนมาที่หยั่งรากลึกนั้นมีประวัติยาวนานข้ามสหัสวรรษ

นับตั้งแต่ปี 2013 จีนได้ฟื้นฟูเส้นทางสายไหมและการเชื่อมโยงทางกายภาพที่เคยเชื่อมโยงผู้คนและอารยธรรมในมหาทวีปแอฟโร-ยูเรเซีย ผ่านรูปแบบใหม่ที่เรียกรวมกันว่าโครงการริเริ่มแถบและทาง (BRI)

จีนในปัจจุบันมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในเมียนมามากกว่าที่เคยเป็นมา" นักวิเคราะห์ระบุ

Myanmar's Acting President Senior Gen Min Aung Hlaing, wearing a dark blue suit, white shirt, red tie and glasses, and Chinese President Xi Jinping, wearing a dark blue suit, white shirt and blue tie, shake hands in front of the two countries' flags at China's 80th-anniversary commemoration of the end of World War Two, in Beijing.

ที่มาของภาพ, Chinese Foreign Ministry spokeswoman Mao Ning

คำบรรยายภาพ, หลังจากรัฐบาลทหารประกาศว่าการเลือกตั้งระยะแรกจะมีขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม รักษาการประธานาธิบดีเมียนมา พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็ได้พบกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับเนปิดอว์ไม่เคยแน่นแฟ้นเท่านี้มาก่อน

หลังจากประกาศกรอบเวลาการเลือกตั้งอย่างชัดเจน พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้พบกับ สี จิ้นผิง ที่ประเทศรัสเซียในเดือนพฤษภาคม 2025 ผู้ใกล้ชิดผู้นำรัฐบาลทหารระบุว่านี่คือฝันที่เป็นจริง

สามเดือนต่อมา หลังรัฐบาลทหารประกาศว่าการเลือกตั้งระยะแรกจะมีขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่ายเดินทาง ก็เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

ยังจะมีการเลือกตั้งอีกสองระยะที่จะตามมาโดยเว้นระยะเวลาห่างกันระยะละ 2 สัปดาห์

ผู้สมัครอิสระที่ได้รับเชิญไปจีนโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อ บอกว่า "ปักกิ่งเคยระบุว่าจะให้การสนับสนุนก็ต่อเมื่อมีการกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้ง"

พลเอกซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหาร บอกกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเยือนจีนว่า สี จิ้นผิงได้แสดงการสนับสนุนต่อเมียนมาและการเลือกตั้ง

เขากล่าวเสริมว่าเมียนมาได้รับ "การสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากประเทศพันธมิตร"

นักวิเคราะห์การเมืองรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตจีนในเมียนมา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า "ผู้นำกองทัพได้สร้างความสัมพันธ์กับจีนอย่างเป็นระบบ พวกเขาแสดงให้เห็นว่าเขารับฟังจีน จีนเองก็มีนโยบายระยะยาว เป็นนโยบายที่มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ส่วนกลาง ดังนั้น จีนและกองทัพเมียนมาจึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน"

Union Solidarity Development Party Chairman Khin Yi and Secretary Thaung Aye during their China trip.

ที่มาของภาพ, USDP

คำบรรยายภาพ, ขิ่น อี ประธานพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) และ ธอง อแย เลขาธิการพรรค เคยเดินทางเยือนจีน

ขณะเดียวกัน จีนกำลังสร้างปฏิสัมพันธ์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเช่นกัน แหล่งข่าวซึ่งให้สัมภาษณ์กับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า จีนต้องการเห็นการมีตัวตนของฝ่ายค้าน โดยผู้สมัครจากพรรคประชาชนของเมียนมา พรรคการเมืองอิสระ และพรรคสหสามัคคีและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) ต่างได้รับเชิญไปจีน

แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลทหารในกรุงเนปิดอว์ เปิดเผยต่อบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า ก่อนการเยือนจีนครั้งแรกของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย รัฐบาลทหารได้สั่งการลับ ๆ ให้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี (National League for Democracy - NLD) ที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี จดทะเบียนเข้าร่วมการเลือกตั้ง แม้ท้ายที่สุดแล้ว NLD ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษ กล่าวต่อคณะกรรมาธิการที่สามของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า การเลือกตั้งนี้ไม่อาจถือว่าชอบธรรมได้ เนื่องจากผู้นำฝ่ายค้านถูกคุมขัง พรรคการเมืองกว่า 40 พรรค รวมถึงพรรค NLD ถูกยุบ และมีการปราบปรามผู้เห็นต่าง

นางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค NLD ถูกกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้งปี 2020 และถูกคุมขังโดยรัฐบาลทหารตั้งแต่รัฐประหารปี 2021

ผู้นำพรรคส่วนใหญ่ที่เคยบริหารรัฐบาลระดับรัฐและภูมิภาคก็ถูกคุมขังในเรือนจำต่าง ๆ ทั่วเมียนมา รวมถึงอดีตประธานาธิบดีวิน มยิน ขณะที่แกนนำอาวุโสหลายคนหลบหนีออกนอกประเทศ

แหล่งข่าวระบุว่า จีนไม่เคยไว้วางใจ NLD อย่างเต็มที่ แม้จะรับรู้ว่ามีประชาชนสนับสนุน เนื่องจากการสนับสนุนจากประชาชนก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งผู้กำหนดนโยบายจีนไม่ไว้วางใจอย่างยิ่ง

ที่สำคัญ จีนรู้สึกผิดหวังกับท่าทีระมัดระวังของ NLD ต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจที่จีนสนับสนุน โครงการหลายอย่างถูกทบทวน ทำให้ล่าช้า หรือไม่ถูกดำเนินการในสมัยรัฐบาล NLD ทำให้ปักกิ่งกังวลถึงความน่าเชื่อถือในระยะยาว

ป้องกันไม่ให้ความมั่นคงระส่ำระสาย

นักวิเคราะห์การเมืองที่ใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตจีนในเมียนมา กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า "จีนเคยสงสัยมาโดยตลอดว่ารัฐบาล NLD ไม่มั่นใจจะสนับสนุนนโยบายจีนเดียว [เกี่ยวกับไต้หวัน]"

ในมุมมองของจีน รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพนั้นแม้จะถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องและปกป้องโครงการยุทธศาสตร์

ศาสตราจารย์เอินเจ๋อ ฮั่น จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาพม่าว่า "จีนต้องการให้เมียนมามีเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน เพื่อให้มีพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับการค้าและการลงทุน"

จีนไม่ได้คัดค้านการเกิดขึ้นของระบบหลายพรรคในเมียนมา อย่างไรก็ดีรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่ร่างโดยกองทัพนั้นได้รับรองให้ทหารครองที่นั่งในรัฐสภาถึง 25% โดยปักกิ่งต้องการให้พรรคที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ เช่น USDP ได้ที่นั่งอย่างน้อย 15% และพรรคจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่สนับสนุนนโยบายกองทัพอีกอย่างน้อย 11% เพื่อรวมเสียงข้างมากที่สามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ครองอำนาจทางกฎหมาย และป้องกันไม่ให้ความมั่นคงระส่ำระสายได้

Myanmar's People's Party members, including Chairman Ko Ko Gyi, before their departure for China, in July 2024.

ที่มาของภาพ, People's Party

คำบรรยายภาพ, ในเดือนกรกฎาคม ปี 2024 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เชิญสมาชิกพรรคประชาชนเมียนมา รวมทั้ง โก โก จี ผู้เป็นประธานพรรคฯ เยือนจีน โดยเขาเป็นอดีตนักกิจกรรมนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยมาก่อน

ที่ปรึกษารัฐบาลทหารกล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า "จีนต้องการรัฐบาลเมียนมาที่สอดผสานกับกองทัพโดยไม่โน้มเอียงไปทางตะวันตก และยังคงยึดสัดส่วนพรรคพันธมิตรของกองทัพเมียนมาร้อยละ 51 ต่อพรรคการเมืองอื่น ๆ อีกร้อยละ 50 "

"แนวคิดคือเมียนมาสามารถมีหลายพรรคได้ แต่เพื่อให้การตัดสินใจมั่นคงและมีเสถียรภาพ เราต้องการให้พรรคเดียวครองอำนาจ เช่น พรรคประชาชนเมียนมาที่ใกล้ชิดกับกองทัพ และในบรรดาพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ จีนต้องการพรรคการเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่เรียกร้องสิทธิชาติพันธุ์มากเกินไป และมีนโยบายใกล้เคียงกับกองทัพมากที่สุด"

"จีนต้องการมากที่จะสร้างรัฐบาลกลางในเมียนมาให้เข้มแข็ง โดยอำนาจจะยังคงถูกควบคุมโดยนายพลกองทัพ"

"นั่นเหมือนกับระบบพรรคเดียวของจีน เหมือนพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไม่มีคู่แข่ง มีเพียงคนภายในที่เปลี่ยนแปลง พรรคจะไม่เปลี่ยน แม้คนจะเปลี่ยน แต่พรรคไม่เปลี่ยน"

จีนให้ความสำคัญกับความต่อเนื่อง การควบคุม และความคาดการณ์ได้มากกว่าความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และเหนือสิ่งอื่นใด จีนมองว่าการที่เมียนมาหนุนนโยบายจีนเดียวมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว เป็นสิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้ และเป็นปัจจัยจำเป็นต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

"การเลือกตั้งครั้งนี้เปิดโอกาสให้กองทัพสร้างระบบการเมืองกึ่งพลเรือน ที่จะยังคงรักษาอำนาจทางการเมืองไว้เบื้องหลังผ่านรัฐบาลพลเรือน" นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาพม่าโดยไม่เปิดเผยชื่อ