เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยและกัมพูชาเปิดฉากสู้รบกัน โดยมีทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 2 รายตามคำยืนยันของกองทัพบก รัฐบาลไทยจะให้มี "การปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น"
เหตุปะทะที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ถ้อยแถลงร่วม (joint declaration) ว่าด้วยผลการหารือระหว่างไทย-กัมพูชา หรือที่รู้จักในชื่อ "ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์" ดูเหมือนว่าคล้าย "ถูกฉีก" เป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ทำให้ผู้นำมาเลเซียเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับเข้าสู่วิถีทางทางการทูต
สำหรับถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 26 ต.ค. โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอนุทินเรียกประชุมด่วนหน่วยงานความมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์
เช่นเดียวกับ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน - สมเด็จฮุน เซน และสมเด็จฮุน มาเนต - ที่ร่วมกันบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา
มติ สมช. ให้ "มีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์"
ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยระบุตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ "จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น"
ผู้นำรัฐบาลยังแสดงความ "เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย" ซึ่งได้หน้าที่อย่างรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน
นายอนุทินส่งความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังกล่าววิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ
รัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และ "ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้"
"การเจรจาไม่มีแล้ว"
ต่อมา นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยยืนยันว่าจะรักษาอธิปไตยของชาติ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดยุทธวิธี หรือการดำเนินการทางทหาร หรือระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติการ
"ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพไทย เรามั่นใจว่าไม่ควรที่จะมีการโจมตีจากประเทศเพื่อนบ้านใด ๆ ได้" นายอนุทินกล่าวภายหลังผู้สื่อข่าวถามถึงความคาดหวังของประชาชนที่อยากให้เหตุปะทะจบลง ไม่ให้เขามารุกรานเราได้อีก
ส่วนยังเปิดช่องให้เกิดการเจรจาอีกหรือไม่นั้น นายอนุทินตอบว่า "คงไม่เจรจาแล้ว ถ้าเขาดำเนินการกับเราถึงขนาดนี้ และเราก็ได้ตอบโต้ให้เขาเห็น เที่ยวนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการตอบโต้ของเรา ไม่ใช่การตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณใด ๆ แต่เป็นการตอบโต้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย ดังนั้นการเจรจาก็จะไม่มีแล้ว จากนี้ไปถ้ากัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนด"
เมื่อถามว่า ถ้อยแถลงร่วมระหว่างนายกฯ ไทย-กัมพูชา จะต้องฉีกไปเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า "ไม่มีแล้วครับ จำไม่ได้"
ภายหลังเกิดเหตุปะทะ นายอนุทินบอกว่า "ไม่คุย" และ "ไม่แจ้ง" นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศไทยและประเทศคู่กรณี และไม่กังวลเรื่องภาษีสหรัฐฯ
ส่วนกรณีที่นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายยับยั้งชั่งใจนั้น นายอนุทินย้อนถามว่าโพสต์ถึงใคร ไม่ได้โพสต์ให้ตน ถ้าจะบอกให้ประเทศไทยทำอะไร ตนวิงวอนคนที่เกี่ยวข้องและเป็นพยานควรต้องไปพูดกับคนที่รุกรานประเทศไทยให้หยุดการกระทำเช่นนั้นเสียก่อน ไม่ใช่มาบอกให้ประเทศไทยต้องอดทนต่อไป ยังต้องหยุดหรือดำเนินการอะไร มันเลยเวลานั้นมาแล้ว ถ้าอยากจะหยุด ต้องบอกคนที่รุกรานเราให้หยุด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวกับผู้สื่อข่าวสายทหารว่า "เป้าหมายคือกองทัพบกจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา"
จุดปะทะ
เหตุปะทะระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เริ่มต้นจากบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ก่อนขยายวงไปยังพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ช่องอานม้า ปราสาทคนา ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์, ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ตามการเปิดเผยของกองทัพบก (ทบ.) นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อื่น ๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
สำหรับไทยและกัมพูชามีชายแดนติดต่อกันยาวประมาณ 798 กม.
กองทัพบก, กองทัพภาคที่ 1 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออก), และกองทัพภาคที่ 2 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเสียงเหนือ) ชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านบัญชีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการ รวมถึงให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปลำดับเหตุการณ์เอาไว้ ดังนี้
- 05.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ไทยจึงทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ
- 06.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า
- 07.00 น. ทบ. ได้รับรายงานว่าทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
- 07.10 น. โฆษก ทบ. เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มใช้อากาศยานเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร คือที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า
- 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาทำการยิงจรวดหลายลำกล้อง BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
- 08.50 น. มีการปะทะกันในพื้นที่ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย และพื้นที่คนาปราสาทตาเมือน
- 09.20 น. ฝ่ายไทยได้ทำลายเป้าหมายกระเช้าเนิน 350 ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระยะ 300 เมตร
- 09.28 น. ทบ. ปรับเพิ่มยอดกำลังพลเสียชีวิตเป็น 2 นาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคงเดิมที่ 4 นาย
- 10.30 น. โฆษก ทบ. เปิดแถลงข่าวย้ำว่าการใช้อาวุธตอบโต้ของฝ่ายไทยยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุ เน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก พร้อมระบุว่า "ในเบื้องต้นขอยืนยันมีข้อมูลอย่างเป็นทางการเสียชีวิต 1 นาย และไม่เป็นทางการอีก 1 นาย" ส่วน BM-21 ที่ถูกยิงมาตกในพื้นที่เกษตรกรรม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย แต่ต้องติดตามเป็นระยะว่ามีการใช้อาวุธประเภทจรวดกี่จุด กี่พื้นที่
- 12.30 น. นายกฯ แถลงผ่านทีวีพูลว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ "จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น
- 13.50 น. แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการให้กองกำลังบูรพาเตรียมความพร้อมทุกมิติ พร้อมตอบโต้ขั้นสูงสุด หลังได้รับรายงานว่าความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาตามแนวชายแดนสระแก้ว
- 17.15 น. ออกถ้อยแถลงยืนยันว่า "ฝ่ายไทยมีความชอบธรรมตามกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศที่จะตอบโต้ผู้ทำลายสันติภาพอย่างเด็ดขาด เมื่อเราเป็นผู้ถูกกระทำก่อน" และย้ำว่ากองทัพจะดำเนินการภายใต้กรอบหลักการสากล มีเหตุผล คำนึงถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ

ก่อนจะถึงวันนี้
ก่อนที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายจะเริ่มใช้อาวุธหนัก เกิดเหตปะทะกันด้วยอาวุธปืนในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. ก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงภายใน 35 นาที (ระหว่างเวลา 14.15-14.50 น.) โดยมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย
หลังจากนั้น กองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่า พบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาตลอดทั้งคืน (ตั้งแต่เวลา 22.00-03.28 น.) รวมทั้งการอพยพประชาชนชาวกัมพูชาออกจากแนวชายแดนใน 3 พื้นที่หลัก ดังนี้
พื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย
ทหารกัมพูชาเตรียมความพร้อมสู้รบขั้นสูงสุด โดยสร้างที่กำบังเพิ่มเติม, เสริมความแข็งแรงที่มั่น, ค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่รับผิดชอบ, ลำเลียงกับระเบิดเก็บในที่กำบัง, ปิดโทรศัพท์มือถือ และเตรียมการต้อนรับผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาบัญชาการรบ รวมทั้งยังเฝ้าตรวจการปฏิบัติของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้รถถัง, โดรน และการทำถนนบริเวณหน้าแนว
พื้นที่ช่องบก และช่องอานม้า: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง RM-70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร
พื้นที่ช่องจอม และช่องเสม็ด: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง BM-21 และ Type-90 B ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย
นอกจากนี้ยังตรวจพบทหารกัมพูชาสั่งการให้กำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุน เล็งมาในพื้นที่บ้านกะชายน้อย ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน ห่างจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ประมาณ 13 กม. และบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจากชายแดน 31 กม.
กองทัพแจงส่ง F-16 โจมตีฐานกัมพูชา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หนึ่งในเป้าหมายของปฏิบัติการส่งเครื่องบินรบ F-16 เข้าโจมตีกัมพูชาอยู่ที่พื้นที่ช่องอานม้า ซึ่ง พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า "เป็นที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา" เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้นได้ใช้อาวุธ ปืนใหญ่ และเครื่องบินลูกระเบิดกระทำต่อฝ่ายไทยที่บริเวณฐานอนุพงศ์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
ส่วนอีก 2 เป้าหมายของ F-16 คือ ปราสาทคนา และเสาวิทยุ พื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร
ในระหว่างการแถลงข่าว โฆษก ทบ. ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่า F- 16 ที่โจมตีพื้นที่กาสิโน เป็นที่ตั้งของอาวุธชนิดใดนั้น พล.ต.วินธัยบอกว่า เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชาของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)
พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย รวมทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลตามแนวชายแดน
โฆษก ทอ. ยืนยันว่า ทอ. ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง พร้อมทั้งยังตรวจสอบผลการโจมตี เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด
อพยพประชาชน
เหตุปะทะตามแนวชายแดน ทำให้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงดำเนินการอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) จนถึงปัจจุบันมียอดรวมกว่า 4 แสนคน
1 ชม. หลังเกิดเหตุปะทะในวันนี้ (8 ธ.ค.) กองทัพภาคที่ 2 รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. ว่า ประชาชนใน 4 จังหวัดได้อพยพออกจากพื้นที่แล้ว 70% โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าศูนย์พักพิงแล้ว 35,623 ราย ทั้งนี้ในระหว่างการอพยพ มีประชาชนเสียชีวิต 1 ราย ด้วยโรคประจำตัวในพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
บ่ายวันเดียวกัน นายกฯ อนุทินเรียกประชุมผู้ว่าราชการ 7 จังหวัดชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาผ่านระบบวิดีโอคอนฟีเรนซ์ เพื่อสั่งการดูแลความปลอดภัยประชาชน และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานช่วยกัน "ดูแลพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง" ร่วมกันกับชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) และกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เพื่อให้แนวหน้าได้ทำงานโดยไม่ต้องห่วงข้างหลัง
นายอนุทินยังสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องโรงพยาบาลดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ เตรียมเลือดให้พร้อม และให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลประชาชนในศูนย์อพยพด้วย
ต่อมาเวลา 17.30 น. ทบ. สรุปยอดอพยพประชาชนใน 2 กองทัพภาค
- กองทัพภาคที่ 1 (รับผิดชอบพื้นที่ 4 อ. ของ จ.สระแก้ว ได้แก่ อ.ตาพระยา, โคกสูง, อรัญประเทศ, คลองหาด) อพยพประชาชนแล้ว 175,807 คน คิดเป็น 81% ของพื้นที่ทั้งหมด
- กองทัพภาคที่ 2 (รับผิดชอบพื้นที่ 12 อ. ใน 4 จ.ชายแดน ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์) อพยพประชาชนแล้ว 262,409 คน คิดเป็น 68% ของพื้นที่ทั้งหมด
สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวใน 4 จังหวัดชายแดนอีสานใต้ มีทั้งสิ้น 307 ศูนย์ รองรับผู้อพยพได้ราว 3.67 แสนคน ประกอบด้วย จ.สุรินทร์ 109 ศูนย์ ใน 6 อ. รองรับได้ 1.1 แสนคน, จ.ศรีสะเกษ 101 ศูนย์ ใน 10 อ. รองรับได้ 9.1 หมื่นคน, จ.อุบลราชธานี 95 ศูนย์ ใน 1 อ. รองรับได้ 6.7 หมื่นคน, จ.บุรีรัมย์ 2 ศูนย์ รองรับได้ 9 หมื่นคน

ที่มาของภาพ, Reuters
สั่งปิด รร.-รพ. ชั่วคราว
ด้านกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้โรงเรียน 641 แห่ง ใน 5 จังหวัด ปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับ หากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่
สำหรับโรงเรียนที่ปิด ประกอบด้วย จ.สุรินทร์ 145 แห่ง, จ.ศรีสะเกษ 170 แห่ง, จ.อุบลราชธานี 54 แห่ง, จ.บุรีรัมย์ 127 แห่ง, จ.สระแก้ว 147 แห่ง
ส่วนที่ จ.สระแก้ว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประกาศปิด รพ. 4 แห่งเป็นการชั่วคราว ได้แก่ รพ.ตาพระยา, รพ.โคกสูง, รพ.อรัญประเทศ และ รพ.คลองหาด โดยเปิดรับเฉพาะแผนกป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยหนัก/วิกฤตเท่านั้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
กต. แจงทูต กัมพูชา "เหยียบย่ำข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมฯ"
กระทรวงการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จัดบรรยายสรุปแก่คณะทูตานุทูต เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีผู้เข้าร่วม 73 คน แบ่งเป็น เอกอัครราชทูตจาก 58 ประเทศ, 1 องค์กร, และ 2 องค์การระหว่างประเทศ
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า รมว.ต่างประเทศได้เน้นย้ำ 5 ประเด็นสำคัญต่อคณะทูตานุทูต
- สถานการณ์ ณ ตอนนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งถึงการกระทำแบบเดิม ๆ "เป็นแทคติกของฝ่ายกัมพูชาที่รุกรานไทยก่อน แล้วปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ" รวมถึงเป็นการยั่วยุในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การลอบวางทุ่นระเบิด แม้กัมพูชาพยายามสร้างภาพเรียกร้องสันติภาพและพูดว่าใช้ความยับยั้งช่างใจ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นฝ่ายยุยง ยั่วยุ และรุกรานก่อน
- ไทยมุ่งปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ดังนั้นเราจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารอย่างถึงที่สุด
- สาธารณชนไทยหมดความอดทนอดกลั้นต่อกัมพูชาที่ไม่เคยคำนึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า จึงต้องปกป้องอธิปไตยและประชาชน จนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยจะไม่ถูกคุกคาม
- ท่าทีของไทย รวมถึงปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน เช่น เลือกเดินบนเส้นทางสันติภาพอย่างแท้จริง
- ขอย้ำว่ากัมพูชาเป็นฝ่าย "เหยียบย่ำข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมฯ" ซึ่งลงนามร่วมกันเมื่อ ต.ค.

ที่มาของภาพ, MFA
ส่วนประเด็นสำคัญที่นายสีหศักดิ์บรรยายให้ทูตรับทราบ ซึ่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศนำมาถ่ายทอดเอาไว้ในระหว่างการเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 17.30 น. คือ นายสีหศักดิ์ชี้แจงเหตุการปะทะตามแนวชายแดนอย่างละเอียด โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ (ไทม์ไลน์) ทั้งสิ้น 14 ครั้ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มการปะทะตั้งแต่ 7 ธ.ค. จนถึงวันนี้ โดยไทยได้มีหนังสือประท้วงไปยังคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือเอโอที (ASEAN Observer Team – AOT) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว
ส่วนที่สื่อต่างประเทศบางสำนักรายงานข่าวการโจมตีทางอากาศของฝ่ายไทย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ที่ไทยต้องโจมตีทางอากาศเป็นเพราะสภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยให้ดำเนินการทางอื่นได้ เนื่องจากพื้นที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิด ขอเน้นว่าการดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อตอบโต้การถูกโจมตีก่อน, เป็นไปตามกฎการใช้กำลัง กฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นไปอย่างได้สัดส่วน, มีเป้าหมายทหารเท่านั้น
"ฝ่ายไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการเปิดฉากยิงเข้ามายังไทย ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายท่าน อีกทั้งยังเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องอพยพกระทันหัน การกระทำดังกล่าวต่อเนื่องจากการที่ รมว.ต่างประเทศเพิ่งไปเปิดเผยหลักฐานและชี้แจงต่อรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา เมื่อ 5 ธ.ค. อีกทั้งยังเป็นการละเมิดข้อตกลงทุกอย่างอย่างชัดเจน ทั้งข้อตกลงหยุดหยิง และถ้อยแถลงร่วมฯ แสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการแก้ไขความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาโดยสันติ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
นายสีหศักดิ์ยังแจ้งต่อคณะทูตว่า การโจมตีของกัมพูชาส่งผลให้พลเรือนไทยได้รับกระทบร้ายแรง มีการอพยพประชาชนผู้บริสุทธิ์เกือบ 4 แสนคน และต้องปิดโรงเรียนและโรงพยาบาลชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสิทธิพื้นฐานของประชาชน
นอกจากนี้กัมพูชายังเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือน พฤติกรรมในครั้งนี้และครั้งก่อน ๆ ชัดเจนว่าเป็นการ "สร้างสถานการณ์โดยไตร่ตรองเอาไว้ก่อน และมีเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ ที่กัมพูชาได้ดำเนินการและใช้มาโดยตลอด" พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากกรณีวางทุ่นระเบิดในดินแดนไทยที่ไทยเพิ่งรายงานต่อโลก เนื่องจากเหตุปะทะล่าสุดเกิดขึ้น 2-3 วันหลังไทยแถลงต่อรัฐภาคีออตโตวา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า หลังจากนี้ไทยได้เชิญเอกอัครราชทูตมาเลเซีย และอุปทูตสหรัฐฯ ในฐานะประเทศสักขีพยานการลงนามถ้อยแถลงร่วมฯ มาพบ และวันนี้ได้หนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา, หนังสือเวียนแจ้งสมาชิกอาเซียนทราบ, หนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ, หนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติ ให้ทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
2 พ่อลูกตระกูลฮุนร่วมบัญชาการกองทัพกัมพูชา
ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้ยกเลิกนัดหมายทั้งหมด เพื่อร่วมกับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา
แขมร์ไทมส์รายงานความเห็นของประธานวุฒิสภากัมพูชาที่สื่อสารผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขาว่า "กองกำลังแนวหน้าทั้งหมดต้องอดทน เพราะผู้รุกรานได้ใช้อาวุธทุกประเภทยิงใส่พวกเราตั้งแต่เมื่อคืนและเช้าวันนี้ ด้วยความมุ่งหวังให้พวกเราตอบโต้ เพื่อทำลายข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพกัมพูชา-ไทย"
ประธานวุฒิสภากัมพูชาบอกด้วยว่า "เส้นสีแดงที่ต้องสนองตอบถูกกำหนดไว้แล้ว" ดังนั้นผู้บังคับบัญชาทุกระดับโปรดอบรมทหารและเจ้าหน้าที่ทุกคนให้เข้าใจ และขอให้เร่งช่วยเหลือผู้หลบหนีจากพื้นที่อันตรายไปสู่พื้นที่ปลอดภัย
ด้านสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุผ่านเฟซบุ๊กของเขาว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือปกป้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานและประชาชนกัมพูชารวมพลังเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเกิดในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / CAMBODIA'S Ministry of Information
กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของไทย โดยกล่าวหาว่าไทยละเมิดแถลงการณ์ร่วมฯ ของ 2 ประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามอย่างรุนแรง
พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า กองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่กำลังฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ช่องอานม้า จ.พระวิหาร เวลาประมาณ 05.05 น. ของวันที่ 8 ธ.ค. จากนั้นจึงยิงถล่มปราสาทตาเมือนธม, บริเวณรูปสลักพญานาคใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร และพื้นที่จมกะเช็ก
โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพไทยได้ดำเนินการยั่วยุนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตามกองกำลังกัมพูชาไม่ได้ยิงโต้ตอบและยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและด้วยความระมัดระวังสูงสุด
ขณะเดียวกัน กัมพูชาได้แจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวให้ AOT รับทราบเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และจะขอให้ AOT ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการสืบสวนเพื่อค้นหาความจริงและเพื่อให้แน่ใจว่ามีความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นธรรม
เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่า มีพลเรือน 3 รายได้รับบาดเจ็บในจ.อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเขตชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดกับชายแดนไทย
ทั้งนี้รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรมีชัย อ้างว่า ชาวกัมพูชาดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ "จากการโจมตีของกองกำลังทหารไทย" และขณะนี้กำลังส่งบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือ
นายกฯ มาเลเซีย "กังวลอย่างยิ่ง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า เขารู้สึก "กังวลอย่างยิ่ง" ต่อการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย "ใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด"
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ ว่า "การสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นใหม่ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายความพยายามที่ทุ่มเทลงไปในการสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน"
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเคยถูกมองว่าเป็นผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และเคยเป็นผู้นำในการลงนามในปฏิญญาสันติภาพร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นายอันวาร์ยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่วิถีทางทางการทูต โดยกล่าวว่า "ภูมิภาคของเราไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยาวนานกลายเป็นวัฏจักรแห่งการเผชิญหน้าได้"











