เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมี รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมยืนเป็นแผงหลัง เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 8 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมี รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมยืนเป็นแผงหลัง เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 8 ธ.ค.

สถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยและกัมพูชาเปิดฉากสู้รบกัน โดยมีทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 2 รายตามคำยืนยันของกองทัพบก รัฐบาลไทยจะให้มี "การปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น"

เหตุปะทะที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ถ้อยแถลงร่วม (joint declaration) ว่าด้วยผลการหารือระหว่างไทย-กัมพูชา หรือที่รู้จักในชื่อ "ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์" ดูเหมือนว่าคล้าย "ถูกฉีก" เป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ทำให้ผู้นำมาเลเซียเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับเข้าสู่วิถีทางทางการทูต

สำหรับถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 26 ต.ค. โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอนุทินเรียกประชุมด่วนหน่วยงานความมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์

เช่นเดียวกับ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน - สมเด็จฮุน เซน และสมเด็จฮุน มาเนต - ที่ร่วมกันบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา

มติ สมช. ให้ "มีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์"

ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยระบุตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ "จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น"

ผู้นำรัฐบาลยังแสดงความ "เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย" ซึ่งได้หน้าที่อย่างรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน

นายอนุทินส่งความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังกล่าววิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ

รัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และ "ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้"

"การเจรจาไม่มีแล้ว"

ต่อมา นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยยืนยันว่าจะรักษาอธิปไตยของชาติ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดยุทธวิธี หรือการดำเนินการทางทหาร หรือระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติการ

"ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพไทย เรามั่นใจว่าไม่ควรที่จะมีการโจมตีจากประเทศเพื่อนบ้านใด ๆ ได้" นายอนุทินกล่าวภายหลังผู้สื่อข่าวถามถึงความคาดหวังของประชาชนที่อยากให้เหตุปะทะจบลง ไม่ให้เขามารุกรานเราได้อีก

ส่วนยังเปิดช่องให้เกิดการเจรจาอีกหรือไม่นั้น นายอนุทินตอบว่า "คงไม่เจรจาแล้ว ถ้าเขาดำเนินการกับเราถึงขนาดนี้ และเราก็ได้ตอบโต้ให้เขาเห็น เที่ยวนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการตอบโต้ของเรา ไม่ใช่การตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณใด ๆ แต่เป็นการตอบโต้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย ดังนั้นการเจรจาก็จะไม่มีแล้ว จากนี้ไปถ้ากัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนด"

เมื่อถามว่า ถ้อยแถลงร่วมระหว่างนายกฯ ไทย-กัมพูชา จะต้องฉีกไปเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า "ไม่มีแล้วครับ จำไม่ได้"

ภายหลังเกิดเหตุปะทะ นายอนุทินบอกว่า "ไม่คุย" และ "ไม่แจ้ง" นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศไทยและประเทศคู่กรณี และไม่กังวลเรื่องภาษีสหรัฐฯ

ส่วนกรณีที่นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายยับยั้งชั่งใจนั้น นายอนุทินย้อนถามว่าโพสต์ถึงใคร ไม่ได้โพสต์ให้ตน ถ้าจะบอกให้ประเทศไทยทำอะไร ตนวิงวอนคนที่เกี่ยวข้องและเป็นพยานควรต้องไปพูดกับคนที่รุกรานประเทศไทยให้หยุดการกระทำเช่นนั้นเสียก่อน ไม่ใช่มาบอกให้ประเทศไทยต้องอดทนต่อไป ยังต้องหยุดหรือดำเนินการอะไร มันเลยเวลานั้นมาแล้ว ถ้าอยากจะหยุด ต้องบอกคนที่รุกรานเราให้หยุด

อนุทิน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวกับผู้สื่อข่าวสายทหารว่า "เป้าหมายคือกองทัพบกจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา"

จุดปะทะ

เหตุปะทะระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เริ่มต้นจากบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ก่อนขยายวงไปยังพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ช่องอานม้า ปราสาทคนา ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์, ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ตามการเปิดเผยของกองทัพบก (ทบ.) นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อื่น ๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สำหรับไทยและกัมพูชามีชายแดนติดต่อกันยาวประมาณ 798 กม.

กองทัพบก, กองทัพภาคที่ 1 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออก), และกองทัพภาคที่ 2 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเสียงเหนือ) ชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านบัญชีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการ รวมถึงให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปลำดับเหตุการณ์เอาไว้ ดังนี้

  • 05.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ไทยจึงทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ
  • 06.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า
  • 07.00 น. ทบ. ได้รับรายงานว่าทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • 07.10 น. โฆษก ทบ. เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มใช้อากาศยานเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร คือที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า
  • 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาทำการยิงจรวดหลายลำกล้อง BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
  • 08.50 น. มีการปะทะกันในพื้นที่ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย และพื้นที่คนาปราสาทตาเมือน
  • 09.20 น. ฝ่ายไทยได้ทำลายเป้าหมายกระเช้าเนิน 350 ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระยะ 300 เมตร
  • 09.28 น. ทบ. ปรับเพิ่มยอดกำลังพลเสียชีวิตเป็น 2 นาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคงเดิมที่ 4 นาย
  • 10.30 น. โฆษก ทบ. เปิดแถลงข่าวย้ำว่าการใช้อาวุธตอบโต้ของฝ่ายไทยยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุ เน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก พร้อมระบุว่า "ในเบื้องต้นขอยืนยันมีข้อมูลอย่างเป็นทางการเสียชีวิต 1 นาย และไม่เป็นทางการอีก 1 นาย" ส่วน BM-21 ที่ถูกยิงมาตกในพื้นที่เกษตรกรรม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย แต่ต้องติดตามเป็นระยะว่ามีการใช้อาวุธประเภทจรวดกี่จุด กี่พื้นที่
  • 12.30 น. นายกฯ แถลงผ่านทีวีพูลว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ "จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น
  • 13.50 น. แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการให้กองกำลังบูรพาเตรียมความพร้อมทุกมิติ พร้อมตอบโต้ขั้นสูงสุด หลังได้รับรายงานว่าความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาตามแนวชายแดนสระแก้ว
  • 17.15 น. ออกถ้อยแถลงยืนยันว่า "ฝ่ายไทยมีความชอบธรรมตามกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศที่จะตอบโต้ผู้ทำลายสันติภาพอย่างเด็ดขาด เมื่อเราเป็นผู้ถูกกระทำก่อน" และย้ำว่ากองทัพจะดำเนินการภายใต้กรอบหลักการสากล มีเหตุผล คำนึงถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ
ภาพแผนที่จุดปะทะกัน

ก่อนจะถึงวันนี้

ก่อนที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายจะเริ่มใช้อาวุธหนัก เกิดเหตปะทะกันด้วยอาวุธปืนในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. ก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงภายใน 35 นาที (ระหว่างเวลา 14.15-14.50 น.) โดยมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

หลังจากนั้น กองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่า พบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาตลอดทั้งคืน (ตั้งแต่เวลา 22.00-03.28 น.) รวมทั้งการอพยพประชาชนชาวกัมพูชาออกจากแนวชายแดนใน 3 พื้นที่หลัก ดังนี้

พื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย

ทหารกัมพูชาเตรียมความพร้อมสู้รบขั้นสูงสุด โดยสร้างที่กำบังเพิ่มเติม, เสริมความแข็งแรงที่มั่น, ค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่รับผิดชอบ, ลำเลียงกับระเบิดเก็บในที่กำบัง, ปิดโทรศัพท์มือถือ และเตรียมการต้อนรับผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาบัญชาการรบ รวมทั้งยังเฝ้าตรวจการปฏิบัติของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้รถถัง, โดรน และการทำถนนบริเวณหน้าแนว

พื้นที่ช่องบก และช่องอานม้า: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง RM-70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

พื้นที่ช่องจอม และช่องเสม็ด: ตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดติดลำกล้อง BM-21 และ Type-90 B ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย

นอกจากนี้ยังตรวจพบทหารกัมพูชาสั่งการให้กำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุน เล็งมาในพื้นที่บ้านกะชายน้อย ต.ปราสาท อ.บ้านด่าน ห่างจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ประมาณ 13 กม. และบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ห่างจากชายแดน 31 กม.

กองทัพแจงส่ง F-16 โจมตีฐานกัมพูชา

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

หนึ่งในเป้าหมายของปฏิบัติการส่งเครื่องบินรบ F-16 เข้าโจมตีกัมพูชาอยู่ที่พื้นที่ช่องอานม้า ซึ่ง พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า "เป็นที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา" เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้นได้ใช้อาวุธ ปืนใหญ่ และเครื่องบินลูกระเบิดกระทำต่อฝ่ายไทยที่บริเวณฐานอนุพงศ์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ส่วนอีก 2 เป้าหมายของ F-16 คือ ปราสาทคนา และเสาวิทยุ พื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร

ในระหว่างการแถลงข่าว โฆษก ทบ. ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่า F- 16 ที่โจมตีพื้นที่กาสิโน เป็นที่ตั้งของอาวุธชนิดใดนั้น พล.ต.วินธัยบอกว่า เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชาของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปเพื่อตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย รวมทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลตามแนวชายแดน

โฆษก ทอ. ยืนยันว่า ทอ. ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง พร้อมทั้งยังตรวจสอบผลการโจมตี เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด

อพยพประชาชน

เหตุปะทะตามแนวชายแดน ทำให้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงดำเนินการอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) จนถึงปัจจุบันมียอดรวมกว่า 4 แสนคน

1 ชม. หลังเกิดเหตุปะทะในวันนี้ (8 ธ.ค.) กองทัพภาคที่ 2 รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. ว่า ประชาชนใน 4 จังหวัดได้อพยพออกจากพื้นที่แล้ว 70% โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าศูนย์พักพิงแล้ว 35,623 ราย ทั้งนี้ในระหว่างการอพยพ มีประชาชนเสียชีวิต 1 ราย ด้วยโรคประจำตัวในพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

บ่ายวันเดียวกัน นายกฯ อนุทินเรียกประชุมผู้ว่าราชการ 7 จังหวัดชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาผ่านระบบวิดีโอคอนฟีเรนซ์ เพื่อสั่งการดูแลความปลอดภัยประชาชน และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานช่วยกัน "ดูแลพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง" ร่วมกันกับชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) และกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เพื่อให้แนวหน้าได้ทำงานโดยไม่ต้องห่วงข้างหลัง

นายอนุทินยังสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องโรงพยาบาลดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ เตรียมเลือดให้พร้อม และให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลประชาชนในศูนย์อพยพด้วย

ต่อมาเวลา 17.30 น. ทบ. สรุปยอดอพยพประชาชนใน 2 กองทัพภาค

  • กองทัพภาคที่ 1 (รับผิดชอบพื้นที่ 4 อ. ของ จ.สระแก้ว ได้แก่ อ.ตาพระยา, โคกสูง, อรัญประเทศ, คลองหาด) อพยพประชาชนแล้ว 175,807 คน คิดเป็น 81% ของพื้นที่ทั้งหมด
  • กองทัพภาคที่ 2 (รับผิดชอบพื้นที่ 12 อ. ใน 4 จ.ชายแดน ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์) อพยพประชาชนแล้ว 262,409 คน คิดเป็น 68% ของพื้นที่ทั้งหมด

สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวใน 4 จังหวัดชายแดนอีสานใต้ มีทั้งสิ้น 307 ศูนย์ รองรับผู้อพยพได้ราว 3.67 แสนคน ประกอบด้วย จ.สุรินทร์ 109 ศูนย์ ใน 6 อ. รองรับได้ 1.1 แสนคน, จ.ศรีสะเกษ 101 ศูนย์ ใน 10 อ. รองรับได้ 9.1 หมื่นคน, จ.อุบลราชธานี 95 ศูนย์ ใน 1 อ. รองรับได้ 6.7 หมื่นคน, จ.บุรีรัมย์ 2 ศูนย์ รองรับได้ 9 หมื่นคน

บรรยากาศศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์

สั่งปิด รร.-รพ. ชั่วคราว

ด้านกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้โรงเรียน 641 แห่ง ใน 5 จังหวัด ปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับ หากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่

สำหรับโรงเรียนที่ปิด ประกอบด้วย จ.สุรินทร์ 145 แห่ง, จ.ศรีสะเกษ 170 แห่ง, จ.อุบลราชธานี 54 แห่ง, จ.บุรีรัมย์ 127 แห่ง, จ.สระแก้ว 147 แห่ง

ส่วนที่ จ.สระแก้ว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประกาศปิด รพ. 4 แห่งเป็นการชั่วคราว ได้แก่ รพ.ตาพระยา, รพ.โคกสูง, รพ.อรัญประเทศ และ รพ.คลองหาด โดยเปิดรับเฉพาะแผนกป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยหนัก/วิกฤตเท่านั้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

กต. แจงทูต กัมพูชา "เหยียบย่ำข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมฯ"

กระทรวงการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ จัดบรรยายสรุปแก่คณะทูตานุทูต เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีผู้เข้าร่วม 73 คน แบ่งเป็น เอกอัครราชทูตจาก 58 ประเทศ, 1 องค์กร, และ 2 องค์การระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า รมว.ต่างประเทศได้เน้นย้ำ 5 ประเด็นสำคัญต่อคณะทูตานุทูต

  • สถานการณ์ ณ ตอนนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งถึงการกระทำแบบเดิม ๆ "เป็นแทคติกของฝ่ายกัมพูชาที่รุกรานไทยก่อน แล้วปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ" รวมถึงเป็นการยั่วยุในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การลอบวางทุ่นระเบิด แม้กัมพูชาพยายามสร้างภาพเรียกร้องสันติภาพและพูดว่าใช้ความยับยั้งช่างใจ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นฝ่ายยุยง ยั่วยุ และรุกรานก่อน
  • ไทยมุ่งปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ดังนั้นเราจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารอย่างถึงที่สุด
  • สาธารณชนไทยหมดความอดทนอดกลั้นต่อกัมพูชาที่ไม่เคยคำนึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า จึงต้องปกป้องอธิปไตยและประชาชน จนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยจะไม่ถูกคุกคาม
  • ท่าทีของไทย รวมถึงปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน เช่น เลือกเดินบนเส้นทางสันติภาพอย่างแท้จริง
  • ขอย้ำว่ากัมพูชาเป็นฝ่าย "เหยียบย่ำข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมฯ" ซึ่งลงนามร่วมกันเมื่อ ต.ค.
ในระหว่างการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้คณะทูตานุทูตรับทราบ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พูดถึงพฤติกรรมของกัมพูชาในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนว่าเป็น "การสร้างสถานการณ์โดยไตร่ตรองเอาไว้ก่อน และมีเหตุจูงใจทางการเมือง"

ที่มาของภาพ, MFA

คำบรรยายภาพ, ในระหว่างการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้คณะทูตานุทูตรับทราบ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พูดถึงพฤติกรรมของกัมพูชาในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนว่าเป็น "การสร้างสถานการณ์โดยไตร่ตรองเอาไว้ก่อน และมีเหตุจูงใจทางการเมือง"

ส่วนประเด็นสำคัญที่นายสีหศักดิ์บรรยายให้ทูตรับทราบ ซึ่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศนำมาถ่ายทอดเอาไว้ในระหว่างการเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 17.30 น. คือ นายสีหศักดิ์ชี้แจงเหตุการปะทะตามแนวชายแดนอย่างละเอียด โดยเรียงลำดับเหตุการณ์ (ไทม์ไลน์) ทั้งสิ้น 14 ครั้ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มการปะทะตั้งแต่ 7 ธ.ค. จนถึงวันนี้ โดยไทยได้มีหนังสือประท้วงไปยังคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือเอโอที (ASEAN Observer Team – AOT) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว

ส่วนที่สื่อต่างประเทศบางสำนักรายงานข่าวการโจมตีทางอากาศของฝ่ายไทย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ที่ไทยต้องโจมตีทางอากาศเป็นเพราะสภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยให้ดำเนินการทางอื่นได้ เนื่องจากพื้นที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิด ขอเน้นว่าการดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อตอบโต้การถูกโจมตีก่อน, เป็นไปตามกฎการใช้กำลัง กฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นไปอย่างได้สัดส่วน, มีเป้าหมายทหารเท่านั้น

"ฝ่ายไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการเปิดฉากยิงเข้ามายังไทย ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายท่าน อีกทั้งยังเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องอพยพกระทันหัน การกระทำดังกล่าวต่อเนื่องจากการที่ รมว.ต่างประเทศเพิ่งไปเปิดเผยหลักฐานและชี้แจงต่อรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา เมื่อ 5 ธ.ค. อีกทั้งยังเป็นการละเมิดข้อตกลงทุกอย่างอย่างชัดเจน ทั้งข้อตกลงหยุดหยิง และถ้อยแถลงร่วมฯ แสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการแก้ไขความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาโดยสันติ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว

นายสีหศักดิ์ยังแจ้งต่อคณะทูตว่า การโจมตีของกัมพูชาส่งผลให้พลเรือนไทยได้รับกระทบร้ายแรง มีการอพยพประชาชนผู้บริสุทธิ์เกือบ 4 แสนคน และต้องปิดโรงเรียนและโรงพยาบาลชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสิทธิพื้นฐานของประชาชน

นอกจากนี้กัมพูชายังเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือน พฤติกรรมในครั้งนี้และครั้งก่อน ๆ ชัดเจนว่าเป็นการ "สร้างสถานการณ์โดยไตร่ตรองเอาไว้ก่อน และมีเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ ที่กัมพูชาได้ดำเนินการและใช้มาโดยตลอด" พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากกรณีวางทุ่นระเบิดในดินแดนไทยที่ไทยเพิ่งรายงานต่อโลก เนื่องจากเหตุปะทะล่าสุดเกิดขึ้น 2-3 วันหลังไทยแถลงต่อรัฐภาคีออตโตวา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า หลังจากนี้ไทยได้เชิญเอกอัครราชทูตมาเลเซีย และอุปทูตสหรัฐฯ ในฐานะประเทศสักขีพยานการลงนามถ้อยแถลงร่วมฯ มาพบ และวันนี้ได้หนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา, หนังสือเวียนแจ้งสมาชิกอาเซียนทราบ, หนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ, หนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติ ให้ทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

2 พ่อลูกตระกูลฮุนร่วมบัญชาการกองทัพกัมพูชา

ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้ยกเลิกนัดหมายทั้งหมด เพื่อร่วมกับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการบัญชาการสถานการณ์และสั่งการกองทัพกัมพูชา

แขมร์ไทมส์รายงานความเห็นของประธานวุฒิสภากัมพูชาที่สื่อสารผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขาว่า "กองกำลังแนวหน้าทั้งหมดต้องอดทน เพราะผู้รุกรานได้ใช้อาวุธทุกประเภทยิงใส่พวกเราตั้งแต่เมื่อคืนและเช้าวันนี้ ด้วยความมุ่งหวังให้พวกเราตอบโต้ เพื่อทำลายข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพกัมพูชา-ไทย"

ประธานวุฒิสภากัมพูชาบอกด้วยว่า "เส้นสีแดงที่ต้องสนองตอบถูกกำหนดไว้แล้ว" ดังนั้นผู้บังคับบัญชาทุกระดับโปรดอบรมทหารและเจ้าหน้าที่ทุกคนให้เข้าใจ และขอให้เร่งช่วยเหลือผู้หลบหนีจากพื้นที่อันตรายไปสู่พื้นที่ปลอดภัย

ด้านสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุผ่านเฟซบุ๊กของเขาว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือปกป้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานและประชาชนกัมพูชารวมพลังเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเกิดในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ภาพการอพยพของชาวบ้านใน จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชา

ที่มาของภาพ, FACEBOOK / CAMBODIA'S Ministry of Information

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านใน จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชากำลังอพยพหลังการปะทะกันที่บริเวณตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของไทย โดยกล่าวหาว่าไทยละเมิดแถลงการณ์ร่วมฯ ของ 2 ประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามอย่างรุนแรง

พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า กองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่กำลังฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ช่องอานม้า จ.พระวิหาร เวลาประมาณ 05.05 น. ของวันที่ 8 ธ.ค. จากนั้นจึงยิงถล่มปราสาทตาเมือนธม, บริเวณรูปสลักพญานาคใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร และพื้นที่จมกะเช็ก

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพไทยได้ดำเนินการยั่วยุนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตามกองกำลังกัมพูชาไม่ได้ยิงโต้ตอบและยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและด้วยความระมัดระวังสูงสุด

ขณะเดียวกัน กัมพูชาได้แจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวให้ AOT รับทราบเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และจะขอให้ AOT ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการสืบสวนเพื่อค้นหาความจริงและเพื่อให้แน่ใจว่ามีความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นธรรม

เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่า มีพลเรือน 3 รายได้รับบาดเจ็บในจ.อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเขตชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดกับชายแดนไทย

ทั้งนี้รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรมีชัย อ้างว่า ชาวกัมพูชาดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ "จากการโจมตีของกองกำลังทหารไทย" และขณะนี้กำลังส่งบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือ

นายกฯ มาเลเซีย "กังวลอย่างยิ่ง"

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า เขารู้สึก "กังวลอย่างยิ่ง" ต่อการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย "ใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด"

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ ว่า "การสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นใหม่ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายความพยายามที่ทุ่มเทลงไปในการสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน"

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเคยถูกมองว่าเป็นผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และเคยเป็นผู้นำในการลงนามในปฏิญญาสันติภาพร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายอันวาร์ยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่วิถีทางทางการทูต โดยกล่าวว่า "ภูมิภาคของเราไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยาวนานกลายเป็นวัฏจักรแห่งการเผชิญหน้าได้"