เราจะแยกออกไหมว่ากำลังพูดกับคนหรือเอไอ ?

A graphic showing a person and a robot sitting opposite each other, with a blue wall separating them. They are both on computers, with speech bubbles suggesting they are talking to each other. Above the person is a thought bubble with a question mark in it.

ที่มาของภาพ, Jesussanz/Getty Images

    • Author, เดย์ซี สตีเฟนส์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

เราแยกออกหรือไม่ว่ากำลังพูดคุยกับคนอีกคนหนึ่งหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)?

เมื่อนานมาแล้วคำถามด้านบนนี้คือหนึ่งในคำถามที่คนเคยมีคำถามเพื่อตัดสินว่าเหล่าคอมพิวเตอร์นั้นฉลาดเพียงใด

คำถามนี้มาจากการทดสอบที่เรียกว่า "การทดสอบของทัวริง" หรือ The Turing Test ที่ถูกคิดค้นเมื่อปี 1950 โดยอลัน ทัวริง นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษซึ่งดัดแปลงคำถามเชิงปรัชญาว่าเครื่องจักรมีเชาว์ปัญญาหรือไม่ โดยเขาทำให้คำถามนี้กลายเป็นการทดสอบเชิงประจักษ์ขึ้นเป็นครั้งแรก

ตามการทดสอบนี้ หากเราไม่สามารถแยกพฤติกรรมของคอมพิวเตอร์ออกจากพฤติกรรมของมนุษย์ได้ก็ย่อมปรากฏแล้วว่าพฤติกรรมนั้นเป็นพฤติกรรมที่นับว่ามีเชาว์ปัญญา

A black and white photo of a young man with dark hair combed over to one side. He's looking at something slightly off-camera with a neutral expression.

ที่มาของภาพ, Pictures from History/Universal Images Group via Getty Images

คำบรรยายภาพ, อลัน ทัวริง คิดค้นแบบทดสอบการลอกเลียนแบบเพื่อวัดว่าเราสามารถแยกเครื่องจักรกลออกจากมนุษย์ได้หรือไม่

ในปี 2014 มีแชทบอทเอไอหนึ่งได้รับการกล่าวขานว่าได้ผ่านการทดสอบนี้เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี แทนที่เรื่องนี้จะเป็นวินาทีแห่งประวัติศาสตร์ แต่มันกลับโหมกระพือความเห็นต่างให้เกิดขึ้นยิ่งขึ้นไปอีก

เกมลอกเลียนแบบ

การทดสอบทัวริงเป็นเกมลอกเลียนแบบโดยให้มนุษย์คนหนึ่งส่งข้อความแลกเปลี่ยนบทสนทนากับมนุษย์อีกคนและกับคอมพิวเตอร์

ผู้พูดคุยสามารถถามคำถามอะไรก็ได้ที่ตนต้องการ ก่อนที่จะต้องทายว่าคู่สนทนารายใดเป็นมนุษย์ และรายใดเป็นเครื่องจักรกล

ผศ.ดร.คาเมรอน โจนส์ นักวิชาการด้านจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยสโตนี บรูค ในนิวยอร์กอธิบายว่า "ทัวริงกล่าวว่าหากคนไม่สามารถแยกระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรกลได้อีกต่อไป ดังนั้นเราก็จะไม่มีพื้นฐานอะไรให้แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้แล้ว เพราะเดิมทีเราเคยแยกได้ด้วยแนวคิดว่ามนุษย์มีความสามารถในการคิด แต่เครื่องจักรกลไม่สามารถคิดได้"

ทัวริงเคยคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2000 คอมพิวเตอร์จะสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นมนุษย์ได้หลังจากถูกซักถามเป็นเวลาห้านาที อย่างน้อย 30% ของเวลาทั้งหมด

A person holding a phone with an AI chatbot on the screen saying: "Hello! Ask my anything...". Underneath is a laptop that has a black screen with some white text on.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การทดสอบทัวริงเป็นการทดสอบเพื่อพิจารณาว่าคนเราสามารถบอกความแตกต่างระหว่างมนุษย์อีกคนกับเครื่องจักรกลได้หรือไม่ หากมีการสนทนาผ่านการส่งข้อความ

'ไม่ได้ทดสอบอย่างตรงไปตรงมา'

ในปี 2014 แชทบอทเอไอที่มีชื่อว่า ยูจีน กูสท์แมน (Eugene Goostman) เข้าทดสอบในการทดสอบของทิวริง ผลการทดสอบปรากฏว่าแชทบอทตัวนี้สามารถโน้มน้าวให้กรรมการกว่า 33% เชื่อว่ามันเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ยังผ่านเกณฑ์ที่ผู้จัดการแข่งขันตั้งขึ้นเพิ่มเติมอีกด้วย

แชทบอท ยูจีน กูสท์แมน สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และใช้ภาพลักษณ์เป็นเด็กชายชาวยูเครนวัย 13 ปี

ดร.มาร์คัส แพนซาร์ นักปรัชญาและอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยแอร์เวห์เทห์ฮาห์ อาเคิน ( RWTH Aachen University) ในเยอรมนี กล่าวว่าผลการทดสอบนี้หมายความว่าแชทบอทนี้ "ไม่ได้เล่นเกมนี้อย่างตรงไปตรงมา"

เขาโต้แย้งว่า "ข้อบกพร่องของแชทบอทนั้นสอดคล้องกับข้อบกพร่องในการใช้ภาษาอังกฤษของวัยรุ่นชาวยูเครน"

A hand holding up a phone with the ChatGPT logo on the screen. Seen behind is a green screen with the OpenAI logo on it.

ที่มาของภาพ, VCG via Getty Images

คำบรรยายภาพ, จากข้อมูลการวิจัยของ ผศ.ดร.โจนส์ แชทจีพีที (ChatGPT) โมเดล 4.5 ก็ได้ผ่านแบบทดสอบของทิวริงแล้วในปี 2025

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีรายงานว่าเครื่องมือที่ล้ำสมัยกว่าแชทบอทยูจีน กูสท์แมน หลายตัวก็ผ่านแบบทดสอบของทัวริง

ในงานวิจัยที่เผยแพร่ช่วงต้นปี 2025 ผศ.ดร.โจนส์พบว่าแชทจีพีที (ChatGPT) โมเดล 4.5 ก็ได้รับการตัดสินว่าเป็นมนุษย์กว่า 73% ของการทดสอบครั้งนั้น นับเป็นผลการทดสอบที่สูงกว่ามนุษย์ที่เข้าการตรวจสอบร่วมกันที่ถูกตัดสินว่าเป็นมนุษย์เพียง 56%

เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าเราคงโต้แย้งได้ยากว่าโมเดลเหล่านี้ยังไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากมักถูกตัดสินว่าเป็นมนุษย์บ่อยกว่าคนจริงอย่างมีนัยสำคัญ"

อย่างไรก็ดี บางคนยังไม่ปักใจเชื่อว่าแบบทดสอบนี้สามารถพิสูจน์ได้อย่างเที่ยงตรงว่าเครื่องจักรกลนั้นคิดได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ข้อโต้แย้งว่าด้วยห้องภาษาจีน

ในปี 1980 นักปรัชญาชื่อ จอห์น เซิร์ล นำเสนอการทดลองทางความคิดที่มีชื่อว่า "ข้อโต้แย้งว่าด้วยห้องภาษาจีน" (the Chinese room argument)

ข้อโต้แย้งดังกล่าวระบุว่า ชายชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ไม่รู้ภาษาจีนถูกล็อกอยู่ในห้องที่มีอักษรภาษาจีนและคำอธิบายวิธีการใช้อักษรเหล่านั้นเป็นภาษาอังกฤษ

คนนอกห้องสอดโพยที่มีคำถามต่าง ๆ เขียนเป็นภาษาจีนเข้าไปในห้อง แล้วเขาก็ใช้คำอธิบายวิธีการใช้อักษรเพื่อตอบคำถาม

สำหรับคนนอกก็จะเข้าใจว่าชายคนดังกล่าวใช้ภาษาจีนเป็น แต่เขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเขากำลังพูดอะไร หลายคนโต้แย้งว่าคอมพิวเตอร์ก็เป็นเช่นเดียวกัน กล่าวคือมันเพียงแต่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้ตอบสนองตามที่กำหนดไว้

An abstract picture showing a man and a robot standing next to each other facing two canvases. The man is painting rainbow squares on his canvas and the robot is looking at him and doing the same, as though it is copying him.

ที่มาของภาพ, Malte Mueller/Getty Images

คำบรรยายภาพ, บางคนแย้งว่าเครื่องจักรสามารถผ่านการทดสอบทัวริงได้เพียงเพราะการเลียนแบบมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยความฉลาดที่แท้จริง

จอร์จ แมปปูราส วิศวกรซอฟต์แวร์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้คิดวิธีทดสอบทางเลือกแทนการทดสอบทัวริง กล่าวว่า "แม้ว่าการทดสอบทัวริงจะอ้างว่าตรวจสอบความฉลาด แต่จริง ๆ แล้วเป็นการดูว่าเครื่องจักรสามารถเลียนแบบมนุษย์ได้ดีเพียงพอหรือไม่"

โดยเขายกตัวอย่างเพื่ออธิบายเรื่องนี้ว่า "คุณสามารถเปิดบอทเอไอแล้วถามให้มันอธิบายการทำงานของนาฬิกาแบบเข็ม มันก็จะอธิบายได้อย่างแม่นยำ"

แต่ถ้าคุณขอให้มันสร้างภาพนาฬิกาที่แสดงเวลาเฉพาะ โมเดลเอไอในปัจจุบันมักจะทำไม่ได้

เขาอธิบายต่อว่า "มันไม่ได้เข้าใจข้อมูลจริง ๆ"

ขณะที่คนอื่น ๆ เช่น แพนซาร์ มองว่าการทดสอบทัวริงให้ความสำคัญกับการที่คอมพิวเตอร์สามารถหลอกผู้ตัดสินได้หรือไม่มากเกินไป

เขาแย้งว่า "พฤติกรรมที่ฉลาดจริงก็อาจรวมถึงการหลอกลวงได้ แต่โดยพื้นฐานแล้วนั่นไม่ใช่ส่วนสำคัญ"

การทดสอบทางเลือกอื่น ๆ

แพนซาร์ได้คิดค้นการทดสอบความฉลาดโดยอ้างอิงจากชุมชน (Community-Based Intelligence Test : CBIT) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกหลายวิธีการที่ถูกเสนอขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การทดสอบนี้ต่างจากการทดสอบทัวริงที่ทำในห้องทดลอง ในกรณีของเขา ระบบเอไอจะถูกนำไปไว้ในชุมชนที่มีอยู่แล้วโดยที่สมาชิกไม่รู้ตัว เช่น ชุมชนออนไลน์ของนักคณิตศาสตร์ หลังจากเวลาผ่านไป จะมีการทดสอบว่าสมาชิกในกลุ่มนั้นสังเกตได้หรือไม่ว่าระบบดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นคนหรือเป็นเครื่องจักรกล

แม้การทดสอบนี้จะยังมีการลวงเป็นองค์ประกอบอยู่บ้าง แต่แพนซาร์เชื่อว่าการทดสอบส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ระบบ "แสดงพฤติกรรมเหมือนมนุษย์" ไม่ใช่ "สวมรอยเป็นมนุษย์" ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นความแตกต่างที่สำคัญ

นักปรัชญารายนี้แย้งว่า "ความฉลาดควรถูกประเมินในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ แบบที่เรามีปฏิสัมพันธ์จริง"

เขายังกล่าวว่าการทดสอบของเขายังช่วยกระตุ้นให้นักพัฒนามุ่งเน้นไปที่การสร้างให้ระบบเอไอมีประโยชน์ แทนที่จะมุ่งเน้นว่าเอไอจะผ่านการทดสอบว่าสามารถตบตามนุษย์ได้สำเร็จหรือไม่

ด้านจอห์น แมปปูราส ก็ได้คิดค้นการทดสอบที่เขากล่าวว่ามุ่งวัดความฉลาดในเชิงรูปธรรม เขากล่าวถึงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์โดยทั่วไป (Artificial General Intelligence : AGI) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่กล่าวถึงอุดมคติที่เครื่องจักรจะมีศักยภาพทางปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ โดยเชื่อว่าสถานะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้หากเครื่องจักรสามารถ "สร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่และอธิบายได้" ตราบใดที่มันมีข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดอยู่แล้ว

A photo of a man standing in red light, wearing glasses and a casual shirt, using his phone in front of a glass pane. His reflection is shown on the other side.

ที่มาของภาพ, Oscar Wong/Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในการทดสอบทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากการทดสอบทัวริงคือการศึกษาพฤติกรรมของเอไอในสภาพแวดล้อมออนไลน์ตามธรรมชาติ

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ แต่บางคนเชื่อว่าการทดสอบทัวริงยังคงมีบทบาทในงานวิจัยเอไอสมัยใหม่

โจนส์กล่าวว่าการที่การทดสอบทัวริงเปิดกว้างและไม่มีการกำหนดคำถามอย่างชัดเจน ทำให้สามารถทดสอบ "ความฉลาดในมิติของความยืดหยุ่นและพลวัตในบางรูปแบบได้"

เขากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "ถ้าเราแทนที่มันด้วยเกณฑ์มาตรฐานแบบตายตัวอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่านั่นเป็นการเข้าใจผิดในสิ่งที่ทัวริงตั้งใจจะสื่อ"

'การต่อสู้ที่มีแต่แพ้'

ไม่ว่าจะใช้การทดสอบแบบใด แพนซาร์เชื่อว่าเมื่อระบบเอไอพัฒนาต่อไปจะมีแนวโน้มที่เราจะไม่สามารถแยกเอไอออกจากมนุษย์ได้อีกต่อไป

"ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือการต่อสู้ที่เราไม่มีวันชนะ" เขากล่าว

และเพื่อให้คนแยกมนุษย์ออกจากเอไอได้ เขาแย้งว่าจะเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมที่เราต้องสร้างกรอบกฎหมายที่บังคับให้เอไอต้องเปิดเผยตัวตนว่าเป็นเอไอหรือไม่เพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบ

"ถ้าผมตีพิมพ์งานวิจัยที่มีข้อมูลผิดพลาด ผมต้องรับผิดชอบ" แพนซาร์กล่าว "แต่ถ้าเป็นงานวิจัยที่เขียนโดยเอไอ มันไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย"

A pair of hands typing on a laptop.

ที่มาของภาพ, 10'000 Hours/Getty Images

คำบรรยายภาพ, การปฏิสัมพันธ์ของเรากับเอไอกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่ตัวเอไอเองก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

โจนส์มองว่าสิ่งสำคัญคือการวัดว่าระบบสามารถเลียนแบบมนุษย์ได้ดีเพียงใด ทำให้การทดสอบทัวริงยังคงมีความเกี่ยวข้องอยู่ในปัจจุบัน

"เรามีเวลามากมายที่ใช้ไปกับการโต้ตอบกับผู้คนบนอินเทอร์เน็ต" เขากล่าว "และผู้คนเริ่มมีประสบการณ์แบบ… ทะเลาะกับบัญชีในทวิตเตอร์แล้วตระหนักว่า 'จริง ๆ แล้ว ฉันไม่ได้คุยกับมนุษย์' มากขึ้นเรื่อย ๆ "

"หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าการทดสอบทัวริงทำได้คือการติดตามความสามารถนี้ เพื่อดูว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นมากแค่ไหน" เขากล่าวเสริม