สุดยอดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งปี 2025

ภาพจากฝีมือศิลปินที่จินตนาการถึงห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI lab)

ที่มาของภาพ, SCITECHDAILY

คำบรรยายภาพ, ภาพจากฝีมือศิลปินที่จินตนาการถึงห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI lab)

แม้ในปีนี้มหาอำนาจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ ต้องเผชิญอุปสรรคจากความพยายามของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เล็งตัดงบการวิจัยหลายด้าน เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ, วิทยาศาสตร์สุขภาพ, และการสำรวจอวกาศ แต่วงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็ยังคงสามารถสร้างความก้าวหน้าที่น่าทึ่งได้มากมาย ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะที่คิดและทำทุกสิ่งได้ด้วยตนเอง, ไปจนถึงเทคโนโลยีเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ, และการค้นพบดาวหางลึกลับ

"เอเจนติกเอไอ" คิดตัดสินใจและทำงานได้เองทั้งหมด

แนวโน้มความก้าวหน้าที่มาแรงด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ในปีนี้ คือการพัฒนา "เอเจนติกเอไอ" (Agentic AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่คิดตัดสินใจและลงมือทำงานได้เองทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพื่อแก้ปัญหาหรือบรรลุเป้าหมายของภารกิจได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ เช่นการทำบัญชี, วางแผนการตลาด, และให้บริการสนับสนุนลูกค้า ซึ่งอย่างหลังนี้คาดว่าธุรกิจทั่วโลกจะใช้เอเจนติกเอไอทำได้ถึง 80% ภายในปี 2029

ปัญญาประดิษฐ์ที่คิดและทำได้เองโดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์อีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ "เอไอแล็บ" (AI lab) ซึ่งสามารถออกแบบและลงมือทำการทดลองได้เองอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์ที่เป็นมนุษย์หลายเท่า ซึ่งจะช่วยเร่งให้การค้นพบยาประสิทธิภาพสูงชนิดใหม่, วิธีรักษาโรคร้ายแรง, หรือวัสดุมหัศจรรย์แห่งอนาคต เกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่นาน แทนที่จะต้องใช้เวลาถึงหลายสิบปีในการวิจัยเหมือนในอดีต ตัวอย่างเช่นในปีนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเอ็มไอที (MIT) ใช้เอไอคิดค้นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ที่สามารถฆ่าเชื้อดื้อยารักษาโรคหนองในหรือโกโนเรีย (gonorrhea) รวมทั้งสุดยอดเชื้อดื้อยาตัวร้าย MRSA ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเอไอชนิด "แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่" (LLM) ที่บรรลุขีดความสามารถใหม่ในการสนทนาด้วยข้อความตัวอักษร ซึ่งในปีนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า มันสามารถสนทนาตอบโต้ในเรื่องยาก ๆ ได้อย่างซับซ้อน ลุ่มลึก และมีจังหวะจะโคนเป็นธรรมชาติ ไม่ต่างจากมนุษย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นเลย เช่นโมเดล GPT- 4.5 เป็นต้นไปของ OpenAI และ DeepSeek-R1 ของจีน ที่คิดโดยใช้เหตุผลได้เชื่อมโยงต่อกันเป็นลูกโซ่ จนทำให้สนทนาในเรื่องที่ลึกซึ้งได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย, การแพทย์, การศึกษา, และการใช้ความคิดสร้างสรรค์

"เวชศาสตร์ฟื้นสภาพ" พัฒนาแบบก้าวกระโดด

ภาพจำลองแผ่นกล้ามเนื้อหัวใจเทียมที่สร้างจากเทคนิควิศวกรรมชีวภาพ

ที่มาของภาพ, UNIVERSITATSMEDIZINE GOTTINGEN

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลองแผ่นกล้ามเนื้อหัวใจเทียมที่สร้างจากเทคนิควิศวกรรมชีวภาพ

ในปีนี้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายคณะของเยอรมนี ประสบความสำเร็จในการคิดค้นสร้างนวัตกรรมด้านเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ (regenerative medicine) หรือการซ่อมแซมฟื้นฟูความเสื่อมของอวัยวะที่น่าทึ่งหลายชิ้น เริ่มจากแผ่นแปะกล้ามเนื้อหัวใจเทียม ที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายลงในหัวใจของมนุษย์ เพื่อช่วยชีวิตผู้มีภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรงได้

ทีมนักวิจัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกิตทิงเงิน (UMG) และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชลีซวิจ-โฮชไตน์ (UKSH) รายงานว่าการทดลองปลูกถ่ายแผ่นกล้ามเนื้อหัวใจเทียม ซึ่งสร้างด้วยเทคนิควิศวกรรมชีวภาพที่เหนี่ยวนำสเต็มเซลล์ชนิด IPS ให้เติบโตเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ บนโครงสร้างคอลลาเจนไฮโดรเจล ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในลิงวอก ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสสูงที่แพทย์จะใช้แผ่นแปะนี้ ซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจของมนุษย์ได้อย่างคงทนและยั่งยืนในอนาคต โดยปราศจากผลข้างเคียงเช่นเนื้องอกหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ส่วนนักวิจัยจากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษาชีวเคมี (MPIB) ก็สามารถพัฒนากรดอะมิโนสายสั้นที่เรียกว่า "ไซคลิกเปปไทด์" (cyclic peptide) ให้มุ่งเป้าจัดการกับเซลล์ที่ถูกทำลายเสียหาย จนเกิดแผลเป็นหรือพังผืด (fibrosis) ในอวัยวะต่าง ๆ ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายหลายชนิด เช่นตับแข็ง (cirrhosis), ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ (NASH), พังผืดในปอด (pulmonary fibrosis), และพังผืดกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac fibrosis) ซึ่งทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและล้มเหลวได้

ไซคลิกเปปไทด์ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีเป็นรูปทรงวงกลม จะจับกับตัวรับที่ผิวเซลล์ซึ่งเป็นต้นตอของกลไกสร้างพังผืด ทำให้กลไกดังกล่าวถูกยับยั้ง นอกจากนี้โครงสร้างพิเศษของไซคลิกเปปไทด์ ยังทำให้มันมีความคงทนถาวร ไม่ถูกย่อยสลายด้วยเอนไซม์ต่าง ๆ ได้ง่าย จึงเป็นความหวังให้กับการรักษาโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับพังผืด ซึ่งคิดเป็นถึง 45% ของสาเหตุการตายทั้งหมดในกลุ่มประชากรประเทศอุตสาหกรรม

ใช้กรรไกรคริสเปอร์ตัดต่อยีนเฉพาะบุคคลครั้งแรกของโลก

หนูน้อยเคเจ มัลดูน คือคนแรกของโลกที่ได้รับการรักษาโรคพันธุกรรม ด้วยเทคนิคตัดต่อยีนเฉพาะบุคคล

ที่มาของภาพ, CHILDREN’S HOSPITAL OF PHILADELPHIA

คำบรรยายภาพ, หนูน้อยเคเจ มัลดูน คือคนแรกของโลกที่ได้รับการรักษาโรคพันธุกรรม ด้วยเทคนิคตัดต่อยีนเฉพาะบุคคล

โรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟียในสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิคตัดต่อยีน "คริสเปอร์-แคสไนน์" (CRISPR-Cas-9) ที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2020 มาแก้ไขข้อมูลในหน่วยพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดพลาด เพื่อรักษาโรคให้กับผู้ป่วยเฉพาะรายได้เป็นครั้งแรกของโลก

หนูน้อยเคเจ มัลดูน มีโรคทางพันธุกรรมมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งความบกพร่องของยีนทำให้การผลิตเอนไซม์สำคัญจากตับถูกขัดขวาง ส่งผลให้ระบบปัสสาวะไม่สามารถทำงานกำจัดของเสียได้ดี จนมีแอมโมเนียสะสมในกระแสเลือดสูง ในระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่ง 50% ของทารกที่มีภาวะนี้ จะเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากลืมตาดูโลก มีเพียงการผ่าตัดปลูกถ่ายตับที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น จึงจะช่วยชีวิตทารกเหล่านี้ได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์พบว่าหนูน้อยเคเจมีความบกพร่องทางพันธุกรรมเพียงตำแหน่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ตัดสินใจใช้อนุภาคไขมันที่เล็กระดับนาโนเป็นกรรไกรคริสเปอร์ ทำหน้าที่ลำเลียงข้อมูลคำสั่งทางพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์ตับ เพื่อแก้ไขยีนที่กลายพันธุ์ในแบบของหนูน้อยโดยเฉพาะ ให้สามารถกลับมาผลิตเอนไซม์ย่อยสลายของเสียในระบบปัสสาวะได้เหมือนคนปกติ

แพทย์เริ่มให้การรักษาด้วยยีนบำบัดแก่หนูน้อยเคเจ ในช่วงที่เขามีอายุได้ 7-8 เดือน ผลปรากฏว่าเด็กน้อยมีอาการดีขึ้นและสุขภาพแข็งแรงขึ้นทันที ปัจจุบันหนูน้อยยังคงรับการรักษาดังกล่าวอยู่ แต่คาดว่าโรคของเขากำลังจะหายขาดในเร็ววัน

ค้นพบอาวุธใหม่ของระบบภูมิคุ้มกันใน "ถังขยะของเซลล์"

ภาพจำลอง “โปรทีเอโซม” ภายในเซลล์ร่างกายของมนุษย์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลอง "โปรทีเอโซม" ภายในเซลล์ร่างกายของมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอล (WIS) ค้นพบกลไกใหม่ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ซ่อนอยู่ใน "โรงงานรีไซเคิลโปรตีน" ซึ่งเปรียบเสมือนถังขยะภายในเซลล์ทุกเซลล์ของคนเรา ซึ่งกลไกนี้สามารถจะเป็นอาวุธฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และจะช่วยผลิตยาปฏิชีวนะรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง ให้กับผู้ติดเชื้อดื้อยาได้ในอนาคต

กลไกใหม่ของระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าว อยู่ในองค์ประกอบของเซลล์ที่เรียกว่า "โปรทีเอโซม" (proteasome) ซึ่งเป็นโครงสร้างของโปรตีนเชิงซ้อน มันจะทำหน้าที่หั่นโปรตีนเก่าสายยาวที่ใช้แล้ว ซึ่งร่างกายมองว่าเป็นเสมือนขยะ ให้กลายเป็นเปปไทด์หรือโปรตีนสายสั้น เพื่อเตรียมนำไปสังเคราะห์เป็นโปรตีนชนิดใหม่ที่นำมาใช้งานได้อีกครั้ง

ทีมวิจัยของสถาบัน WIS ค้นพบว่า โปรทีเอโซมมีโหมดการทำงานลับซ่อนอยู่ หากเมื่อใดที่ตรวจพบว่าร่างกายมีการติดเชื้อแบคทีเรีย โรงงานรีไซเคิลขยะแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตยาฆ่าเชื้อในทันที โดยโปรทีเอโซมจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตนเอง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนโปรตีนใช้แล้วเป็นอาวุธเคมี ซึ่งก็คือสารต้านทานจุลชีพ (antimicrobial) ที่ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ชั้นนอกของแบคทีเรียฉีกขาดได้

เมื่อนำเปปไทด์ที่โปรทีเอโซมผลิตออกมา ไปทดสอบฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ รวมทั้งทดสอบรักษาหนูทดลองที่ป่วยเป็นปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด ผลปรากฏว่าสารต้านทานจุลชีพชนิดใหม่นี้ มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาปฏิชีวนะบางตัวที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนเซลล์ที่ถูกดัดแปลงให้โปรทีเอโซมไม่สามารถทำงานได้นั้น กลับติดเชื้อแบคทีเรียอย่างเช่นซัลโมเนลลาได้อย่างง่ายดาย

กระบวนการทางชีววิทยาดังกล่าวไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน ทว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในแต่ละปีมีประชากรโลกกว่าหนึ่งล้านคนต้องเสียชีวิตลง เนื่องจากติดเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะแบบดั้งเดิมอย่างรุนแรง ดังนั้นสารต้านจุลชีพจากโปรทีเอโซม จึงเป็นความหวังใหม่ของวงการแพทย์อย่างแท้จริง

ความคืบหน้าในการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว

ภาพจากฝีมือศิลปินที่จำลองสภาพของหลุมอุกกาบาตเจเซโร (Jezero Crater) ในอดีต

ที่มาของภาพ, NASA / JPL

คำบรรยายภาพ, ภาพจากฝีมือศิลปินที่จำลองสภาพของหลุมอุกกาบาตเจเซโร (Jezero Crater) ในอดีต

เมื่อช่วงต้นปีนี้ราวปลายเดือนมกราคม องค์การนาซาได้เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์ฝุ่นละอองสีดำที่ยานโอไซริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ขององค์การนาซา นำกลับมาจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) เมื่อปี 2023 โดยพบสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดในตัวอย่างดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์พบแร่ธาตุจำนวนมากและสารอินทรีย์อีกหลายพันชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีน รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของนิวคลีโอเบส (nucleobase) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ

การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์น้อยเบนนูแต่อย่างใด ทว่าการค้นพบดังกล่าวเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ดาวเคราะห์น้อยคือพาหะนำสารตั้งต้นในการให้กำเนิดชีวิตมายังโลก เมื่อพวกมันพุ่งชนดาวเคราะห์ของเราเมื่อหลายพันล้านปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า ดาวเคราะห์น้อยได้นำสารเคมีแบบเดียวกันไปยังดาวดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะด้วย

ผลวิเคราะห์ยังพบเกลือและแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งบ่งชี้ว่าเคยมีน้ำอยู่บนดาวเคราะห์น้อยเบนนู ทั้งยังพบแอมโมเนียซึ่งเป็นสารสำคัญสำหรับปฏิกิริยาชีวเคมีด้วย นอกจากนี้ สารเคมีหลายตัวก็ยังไม่เคยถูกพบในหินอวกาศมาก่อน

ทางด้านหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ "เพอร์เซเวียแรนซ์" (Perseverance) ที่อยู่บนดาวอังคาร ตรวจพบหินโคลนลักษณะผิดปกติในร่องแม่น้ำที่เต็มไปด้วยฝุ่น โดยหินเหล่านี้มีลวดลายแปลกตาคล้ายจุดของเสือดาวและเมล็ดฝิ่น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นแร่ธาตุที่ก่อตัวขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี และอาจมีความเกี่ยวข้องกับจุลชีพโบราณที่เคยอาศัยอยู่บนดาวอังคารมาก่อน

องค์การนาซายืนยันว่า การค้นพบครั้งนี้มีนัยสำคัญมากพอที่จะจัดให้อยู่ในเกณฑ์ "เข้าข่ายเป็นสัญญาณชีวภาพ" (potential biosignatures) และไม่น่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา เนื่องจากหินโคลนลวดลายแปลกประหลาดถูกพบในหลุมอุกกาบาตเจเซโร (Jezero Crater) ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบที่มีน้ำไหลเข้าเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ดังนั้นหินโคลนที่ดูเหมือนไม่เคยผ่านความร้อนสูงมาก่อน จึงอาจเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี ระหว่างโคลนกับสารอินทรีย์จากจุลชีพในทะเลสาบ จนเกิดเป็นแร่ธาตุชนิดใหม่ ซึ่งกลายเป็นหินโคลนลวดลายแปลกตาในเวลาต่อมา

ค้นพบดาวหางลึกลับ "ทรีไอ / แอตลาส"

ภาพถ่ายดาวหางทรีไอ / แอตลาส (3I / Atlas)

ที่มาของภาพ, ITNL GEMINI OBSERVATORY / NOIRLAB / NSF / AURA

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวหางทรีไอ / แอตลาส (3I / Atlas)

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กล้องโทรทรรศน์แอตลาสในประเทศชิลี ค้นพบวัตถุระหว่างดวงดาวชิ้นใหม่เป็นชิ้นที่สาม ซึ่งคาดว่าอาจเป็นดาวหางอายุเก่าแก่ที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยพบเห็นมา โดยนักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า ดาวหางทรีไอ/แอตลาส (3I/Atlas) นี้ อาจมีอายุมากกว่าระบบสุริยะของเราอย่างน้อย 3,000 ล้านปี

เส้นทางและความเร็วของดาวหางดวงนี้ บ่งบอกว่ามันเดินทางมาจากส่วนอื่นของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มดาวคนยิงธนูตรงศูนย์กลางดาราจักร มันอาจก่อกำเนิดขึ้นที่บริเวณโดยรอบดาวฤกษ์ที่มีอายุเก่าแก่ จึงทำให้องค์ประกอบของมันเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ดาวหางดวงนี้จะเดินทางออกพ้นระบบสุริยะและลับสายตาเราไปโดยไม่หวนกลับมาอีก ภายในช่วงต้นปี 2026

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อดาวหางทรีไอ/แอตลาส เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น มันกลับเร่งความเร็วขึ้นได้เอง โดยดูเหมือนว่าอัตราความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงแต่อย่างใด ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งค้นหาร่องรอยของเอเลียน เช่นศ.อาวี โลเอบ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และคนดังอย่างอีลอน มัสก์ ออกมาแสดงความสงสัยว่า ดาวหางดวงนี้อาจเป็นยานแม่ของเอเลียน ที่พรางตัวเข้าใกล้โลกเพื่อทำการสำรวจก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่า การเปลี่ยนแปลงความเร็วของดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดจาก "การคายก๊าซ" ของดาวหาง เมื่อได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นจากดวงอาทิตย์ มากกว่าจะเป็นการเร่งเครื่องของยานอวกาศ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

นอกจากนี้ การที่ดาวหางทรีไอ/แอตลาส เปลี่ยนจากสีแดงไปเป็นสีน้ำเงิน อาจเกิดขึ้นจากการสุกสว่างอย่างรวดเร็วเพราะปฏิกิริยาเคมี หลังน้ำแข็งใหม่จำนวนมากในดาวหางถูกกระตุ้นด้วยความร้อน ไม่ได้เป็นเพราะมีแหล่งพลังงานหลากชนิดอยู่ในยานของเอเลียนแต่อย่างใด แม้ดาวหางนี้จะมีนิกเกิลเป็นธาตุองค์ประกอบในปริมาณมากผิดปกติ คล้ายกับยานอวกาศของมนุษย์ที่มีนิกเกิลปะปนอยู่มากก็ตาม

เปิดตัวสุดยอดกล้องโทรทรรศน์ใหม่เอี่ยม "เวรา ซี. รูบิน"

ภาพแรกที่เปิดเผยโดยกล้องโทรทรรศน์ เวรา ซี. รูบิน แสดงให้เห็นเนบิวลาสามแฉก (Trifid) และเนบิวลาลากูน (Lagoon) ในรายละเอียดที่น่าทึ่ง

ที่มาของภาพ, NSF-DOE / VERA C. RUBIN OBSERVATORY

คำบรรยายภาพ, ภาพแรกที่เปิดเผยโดยกล้องโทรทรรศน์ เวรา ซี. รูบิน แสดงให้เห็นเนบิวลาสามแฉก (Trifid) และเนบิวลาลากูน (Lagoon) ในรายละเอียดที่น่าทึ่ง

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ "เวรา ซี. รูบิน" (Vera C. Rubin Observatory) คือกล้องโทรทรรศน์ทรงพลังตัวใหม่ล่าสุดของโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศชิลี โดยเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กล้องนี้ได้เผยแพร่ภาพท้องฟ้าที่บันทึกได้ภาพแรก ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการมองเห็นทะลุทะลวงห้วงอวกาศลึกในระดับสูง

หนึ่งในภาพชุดที่เผยแพร่ดังกล่าว เผยให้เห็นกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซสีสันสดใสขนาดยักษ์ กำลังหมุนวนอยู่ในพื้นที่หนึ่งของห้วงอวกาศที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดดาวฤกษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 9,000 ปีแสง

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของกล้องถ่ายภาพดิจิทัลที่ทรงพลังที่สุดของโลก โดยกล้องนี้เป็นความหวังของเหล่านักวิทยาศาสตร์ในการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อย่างเช่นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 (The Ninth Planet) ของระบบสุริยะ และ "อุกกาบาตมรณะ" หรือดาวเคราะห์น้อยที่มีวิถีโคจรเสี่ยงจะพุ่งชนโลก โดยการใช้กล้องตัวใหม่ส่องสำรวจท้องฟ้าซีกโลกใต้เป็นประจำทุกคืน อาจทำให้รายชื่อของวัตถุอวกาศในระบบสุริยะที่มนุษย์รู้จัก เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า

การสำรวจท้องฟ้าของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ประกอบด้วย 4 เรื่องใหญ่ที่เป็นประเด็นหลัก ได้แก่การติดตามบันทึกความเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าจากวัตถุเปล่งแสงระยะสั้น (transient) ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน, การก่อตัวของกาแล็กซีทางช้างเผือก, การทำแผนที่ระบบสุริยะ, และการทำความเข้าใจสสารมืด (dark matter) ซึ่งจะช่วยบอกเราว่าเอกภพก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร