ข้อค้นพบใหม่ตอกย้ำความแปลกประหลาดของ "พลังงานมืด" และสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าเอกภพอาจมีจุดจบด้วย 'บิ๊กครันช์'

A tall, white-domed telescope stands on a rocky hillside under a perfectly clear night sky.
Next to it, the Milky Way appears as a bright, vertical river of light, mottled with dense star clouds and dark dust lanes, stretching from the bottom to the top of the picture.
The foreground is mostly in shadow, with a few dark trees silhouetted against a faint greenish glow near the horizon.

ที่มาของภาพ, KPNO/NOIRLab

คำบรรยายภาพ, กล้องโทรทรรศน์ที่ตั้งอยู่อย่างเอกเทศในทะเลทรายแอริโซนาเฝ้าติดตามกาแล็กซีอันห่างไกลนับล้านกาแล็กซี เพื่อประเมินโชคชะตาในวาระสุดท้ายของจักรวาล
    • Author, พัลลภ โกศ

มีการถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าพลังลึกลับที่เรียกว่า "พลังงานมืด" (dark energy) อาจกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะท้าทายความเข้าใจเรื่องเวลาและอวกาศของเรา

การวิเคราะห์โดยทีมจากเกาหลีใต้บอกใบ้ว่าแทนที่เอกภพของเราจะขยายตัวออกไป กาแล็กซีต่าง ๆ อาจกำลังถูกดึงเข้าหากันด้วยแรงดึงดูด และจะจบลงด้วยสิ่งที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า "บิ๊กครันช์" (Big Crunch)

นักวิทยาศาสตร์ในทีมเชื่อว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้การค้นพบที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในทางดาราศาสตร์ในยุคสมัยนี้ ขณะที่นักดาราศาสตร์คนอื่น ๆ ตั้งคำถามกับข้อค้นพบดังกล่าว แต่ข้อวิจารณ์เหล่านั้นก็ไม่อาจหักล้างคำยืนยันของทีมเกาหลีใต้ได้อย่างสมบูรณ์

The image shows a completely black sky sprinkled with thousands of tiny coloured specks: every speck is a distant galaxy, not a single star.
The galaxies come in many shapes and colours, from small bluish smudges to larger golden spirals and fuzzy red blobs, scattered evenly across the frame.
There is no foreground or horizon, just a deep, seemingly endless view into the distant Universe packed with galaxies of all kinds.

ที่มาของภาพ, NASA/ESA

คำบรรยายภาพ, นี่คือกาแล็กซีหลายพันกาแล็กซีที่ถูกบันทึกภาพด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งพลังงานมืดกำลังผลักกาแล็กซีเหล่านี้ออกห่างกันด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

พลังงานมืดคืออะไร

ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เชื่อว่าการขยายตัวของเอกภพซึ่งเริ่มต้นจากปรากฏการณ์ "บิ๊กแบง" (Big Bang) เมื่อราว 1.38 หมื่นล้านปีที่แล้วนั้น ควรจะค่อย ๆ ช้าลงจากแรงดึงดูด

จากนั้นก็มีหลักฐานการพบพลังงานมืดในปี 1998 ในฐานะพลังงานที่เร่งการขยายตัวของเอกภพ โดยการศึกษาดาวระเบิดที่สว่างจ้ามาก ๆ ซึ่งเรียกว่า "ซูเปอร์โนวา" (supernova) แสดงให้เห็นว่าแทนที่การขยายตัวจะช้าลง กาแล็กซีต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลกลับกำลังเร่งความเร็วในการออกห่างจากกัน

บางทฤษฎีเสนอว่าเอกภพที่ขยายตัวโดยเร่งความเร็วอยู่ตลอดเวลานี้ จะทำให้ดวงดาวต่าง ๆ ให้กระจายออกจากกันจนทำให้แทบไม่สามารถมองเห็นอะไรบนท้องฟ้ายามค่ำคืน และยิ่งไปกว่านั้น มันอาจฉีกแบ่งถึงในระดับอะตอมของดวงดาวนั้นเอง ในปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "บิ๊กริพ" (Big Rip) หรือ "การฉีกครั้งใหญ่"

แต่สุดท้ายแล้ว นักดาราศาสตร์บางคนก็คิดว่าการขยายตัวนี้จะค่อย ๆ ช้าลงภายใต้แรงโน้มถ่วง จากนั้นมันจะค่อย ๆ ยุบตัวลงเอง พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า "บิ๊กครันช์" (Big Crunch)

ผลการศึกษาเบื้องต้นในปีนี้สนับสนุนทฤษฎีนี้

การถกเถียงเริ่มต้นขึ้นในเดือน มี.ค. ด้วยผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดจากเครื่องมือบนกล้องโทรทรรศน์ในทะเลทรายแอริโซนาที่เรียกว่า "เครื่องมือสเปกโทรสโกปีที่ศึกษาพลังงานมืด" หรือ "เดซี" (Dark Energy Spectroscopic Instrument - Desi)

เดซีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงานมืด มันติดตามการเร่งขยายตัวของกาแล็กซีหลายล้านกาแล็กซีในระดับที่ลงลึกในรายละเอียด แต่นักดาราศาสตร์ไม่ได้คาดคิดมาก่อนถึงผลลัพธ์จากการค้นพบของมัน

ข้อมูลที่ได้บอกใบ้ว่าการเร่งความเร็วของกาแล็กซีมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในภาพมาตรฐานที่คาดคิดกันไว้ จากการเปิดเผยของ ศ.โอเฟอร์ เลฮาฟ จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) ซึ่งร่วมโครงการเดซี

"ตอนนี้ด้วยพลังงานมืดที่เปลี่ยนแปลงโดยมีแรงมากขึ้นและจากนั้นก็ลดลง จึงเป็นอีกครั้งที่เราต้องการกลไกใหม่ และนี่อาจเป็นสิ่งที่เขย่าทั้งวงการฟิสิกส์" เขาระบุ

ต่อมาในเดือน พ.ย. ราชสมาคมดาราศาสตร์ (Royal Astronomical Society – RAS) เผยแพร่งานวิจัยจากทีมเกาหลีได้ที่ดูเหมือนจะสนับสนุนและยิ่งเน้นย้ำความแปลกประหลาดของพลังงานมืด

ศ.ยัง วุค ลี จากมหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University) ในกรุงโซล และทีมของเขาย้อนกลับไปศึกษาข้อมูลซูเปอร์โนวาที่ทำให้พบพลังงานมืดเป็นครั้งแรกเมื่อ 27 ปีที่แล้ว โดยแทนที่จะถือว่าการระเบิดของดาวฤกษ์เหล่านี้มีมาตรฐานความสว่างเดียว พวกเขาค้นหาว่าที่จริงแล้วซูเปอร์โนวาเหล่านี้มีความสว่างแค่ไหนโดยปรับจากอายุของกาแล็กซีที่พวกมันอยู่

การปรับเปลี่ยนนี้แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่พลังงานมืดจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่น่าแปลกใจด้วยว่าการเร่งความเร็วของการขยายตัวของเอกภพกำลังช้าลง

"ชะตากรรมของเอกภพจะเปลี่ยนไป" ศ.ลี ยืนยันกับบีบีซี

"หากพลังงานมืดไม่เสถียรและมันกำลังอ่อนแอลง สิ่งนี้จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทั้งหมดของจักรวาลวิทยาสมัยใหม่"

หากเป็นไปตามผลการวิเคราะห์ของ ศ.ลี นั่นหมายความว่าพลังงานมืดที่กำลังผลักกาแล็กซีต่าง ๆ ให้ออกห่างจากกันกำลังอ่อนแอลง จากนั้นก็มีความเป็นไปได้ประการหนึ่งที่มันจะอ่อนแอลงมากในขนาดที่แรงโน้มถ่วงเริ่มดึงดูดกาแล็กซีต่าง ๆ กลับเข้าหากันได้

"แทนที่จะสิ้นสุดด้วย 'บิ๊กริพ' ตอนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น 'บิ๊กครันช์'"

"จุดจบแบบไหนจะชนะ ขึ้นอยู่ธรรมชาติที่แท้จริงของพลังงานมืด ซึ่งเรายังไม่รู้คำตอบ" ศ.ลีกล่าว

งานของ ศ.ลี ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาคนอื่น ๆ และตีพิมพ์ในวารสารที่ได้รับการยอมรับของราชสมาคมดาราศาสตร์ แต่ก็มีนักดาราศาสตร์อาวุโสหลายคนที่ทำงานในสายนี้ที่ไม่ได้คล้อยตามคำกล่าวอ้างของเขา อย่างเช่น ศ.จอร์จ เอฟสตาธิว จากสถาบันดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริจด์

"ผมคิดว่านี่เป็นเพียงการสะท้อนให้เห็นรายละเอียดที่ยุ่งเหยิงของซูเปอร์โนวา" เขากล่าว "ค่าสหสัมพันธ์กับอายุยังไม่ได้เกาะกลุ่มกันแน่นมาก ดังนั้นผมคิดว่ามันอันตรายที่จะเสนอเป็นการแก้ทฤษฎี มันยังดูอ่อนไปสำหรับผม"

มุมมองที่ยังเป็นกระแสหลักอยู่ คือเอกภพยังคงเร่งความเร็วโดยพลังงานมืดที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง

แต่ ศ.ลี ตอบโต้คำวิจารณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง

"ข้อมูลของเราตั้งอยู่บนฐานของกาแล็กซี 300 แห่ง นัยสำคัญทางสถิติคือมันมีโอกาสเพียงประมาณหนึ่งในล้านล้านที่จะความบังเอิญ ดังนั้นผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งแล้วว่างานวิจัยของเรามีความสำคัญเป็นอย่างมาก"

The photo shows the inside of a huge metallic dome, with curved silver panels arching high overhead like the inside of a giant steel shell.
In the centre stands a massive blue and white telescope mount, shaped like a thick ring with a tall open framework above it that holds the main mirror and instruments.
Walkways, railings and ladders cling to the structure, and an orange overhead crane hangs near the ceiling, giving the scene an industrial, cathedral‑like feel.

ที่มาของภาพ, Marilyn Sargent/Berkeley Lab

คำบรรยายภาพ, มหาวิหารสำหรับจักรวาล: เครื่องมือภายในกล้องโทรทรรศน์นี้สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของกาแล็กซีได้ 5,000 กาแล็กซีในแต่ละครั้ง

หลังจากผลการศึกษาของทีมเกาหลีใต้ มีสองทีมที่ประเมินความสว่างของซูเปอร์โนวาบางแห่งใหม่ พวกเขาย้อนดูการศึกษาก่อนหน้าที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของโครงการเดซีในเดือน มี.ค. ซึ่งเริ่มสร้างกระแสฮือฮา โดยทำเช่นนั้นเพื่อตรวจสอบผลการศึกษาเดือน มี.ค. อีกครั้ง เนื่องจากคำกล่าวอ้างว่าพลังงานมืดมีการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นที่ถกเถียงมาก

ทั้งสองทีมทำให้น้ำหนักของเบาะแสดั้งเดิมลดลงมาเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้หายไป แม้กระทั่งหลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด

ด้วยเหตุนี้ จะยังคงมีการโต้เถียงกันด้วยความหลงใหล และบางครั้งก็ด้วยความขัดแย้ง ว่าจักรวาลกำลังกระซิบบอกอะไรเราเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของมัน หรือนักดาราศาสตร์แค่กำลังไล่ล่าผีที่อยู่บนอวกาศ

ศ.โรเบิร์ต แมสซีย์ รองผู้อำนวยการราชสมาคมดาราศาสตร์ บอกว่ามีเอกสารทางวิทยาศาสตร์หลายร้อยฉบับที่ถูกตีพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และนักดาราศาสตร์ก็แบ่งฟากตามสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย

"ใครจะไม่อยากเข้าใจว่าเอกภพจะสิ้นสุดลงอย่างไร และเริ่มจากอะไร" เขากล่าว

"มนุษย์สนใจในเรื่องนั้นเสมอมา ไม่ว่าจะมาจากมุมมองทางศาสนาหรือวิทยาศาสตร์"

"การที่สามารถคิดได้ว่า โอเค นี่คือวิธีการที่สรรพสิ่งจะสิ้นสุดในอีกหลาย ๆ พันล้านปี มันไม่ใช่เรื่องที่สุดพิเศษหรอกหรือ?"