สำรวจความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ ในการไขปริศนาที่มาของเอกภพ ดวงดาว และกาแล็กซี

Workers in orange overalls in the background appear like tiny insects in a big white cave, illuminated with bright white electric lights that form two starbursts at the top of the frame. In the foreground a person wearing a green jacket, appearing larger in the frame, studies a laptop.

ที่มาของภาพ, Matthew Kapust / SURF

คำบรรยายภาพ, ถ้ำใหญ่ที่มีการป้องกันไม่ให้สิ่งรบกวนจากโลกภายนอกเล็ดลอดเข้าไป จะเป็นสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ความไวสูง เพื่อตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
    • Author, พัลลภ โกศ
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
    • Author, กวินดัฟ ฮิวจ์ส
    • Role, ผู้ผลิตวิดีโอ

ที่ห้องปฏิบัติการกลางป่าซึ่งมีหมอกปกคลุมของรัฐเซาท์ดาโกตา คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดยทีมนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน กำลังเร่งค้นหาคำตอบของปริศนาสำคัญว่าด้วยความเป็นมาของเอกภพ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า เหตุใดจักรวาลจึงมีสภาพดังที่เราเห็น โดยมีการก่อตัวของดวงดาวและกาแล็กซีจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่เต็มไปหมด ?

นอกจากทีมวิจัยที่นำโดยสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่นำทีมโดยนักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่น กำลังเร่งไขปริศนาเดียวกันนี้อยู่เช่นกัน โดยทีมญี่ปุ่นนั้นมีผลงานวิจัยนำหน้าทีมของสหรัฐฯ อยู่หลายขุม เพราะได้ลงมือศึกษาก่อนมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่แน่ว่า ท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้ชนะที่ได้ค้นพบคำตอบก่อนในการแข่งขันครั้งนี้

ทฤษฎีทางดาราศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ และดาราจักรต่าง ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรหลังการขยายตัวครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบง (Big Bang) คณะนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองทีมจึงได้สร้างอุปกรณ์ตรวจจับความไวสูงของตนเอง เพื่อศึกษาวิเคราะห์อนุภาคนิวทริโน (neutrino) ซึ่งเป็นอนุภาคมูลฐานที่เล็กกว่าอะตอม และเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนานี้

ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน กำลังก่อสร้างอุปกรณ์ตรวจจับนิวทริโนที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน ชื่อว่า Deep Underground Neutrino Experiment หรือ "ดูน" (Dune) อุปกรณ์นี้อยู่ในถ้ำขนาดใหญ่มหึมาใต้พื้นผิวโลก ที่ระดับความลึก 1,500 เมตร โดย ดร.จาเร็ต ไฮซี ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของโครงการนี้ ถึงกับตั้งฉายาให้กับสถานที่อันโอ่โถงดังกล่าวว่า "มหาวิหารแห่งวิทยาศาสตร์"

คำบรรยายวิดีโอ, นักวิทยาศาสตร์จะตอบคำถามเรื่องกำเนิดจักรวาลได้อย่างไร

ดร.ไฮซี ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงการก่อสร้างนี้ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บอกว่าการทำงานในขั้นเตรียมการ เพื่อปิดกั้นสถานที่ตั้งของอุปกรณ์ "ดูน" ไม่ให้ได้รับสัญญาณรบกวนและรังสีต่าง ๆ ที่แผ่มาจากด้านบน ขณะนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และพร้อมจะติดตั้งตัวอุปกรณ์ตรวจจับนิวทริโนในขั้นตอนต่อไป "เรากำลังจะสร้างอุปกรณ์ตรวจจับ ที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาลของมนุษยชาติ โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์ 1,500 คน มาทำงานร่วมกันเพื่อตอบคำถามที่ว่า เหตุใดมนุษย์เราจึงดำรงอยู่ในทุกวันนี้"

ในชั่วขณะที่เอกภพถือกำเนิดขึ้น มีอนุภาคสองชนิดถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกัน ได้แก่สสาร (matter) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของดวงดาวรวมทั้งสรรพสิ่งรอบตัวเรา และปฏิสสาร (antimatter) อนุภาคคู่ตรงข้ามของสสาร ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในปริมาณที่เท่ากัน

ในทางทฤษฎีแล้ว สสารและปฏิสสารควรจะหักล้างกัน จนไม่เหลือสิ่งใดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง นอกจากการระเบิดปะทุพลังงานครั้งใหญ่และเอกภพที่ว่างเปล่า แต่ในความเป็นจริง จักรวาลที่เราเห็นในปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยสสารต่าง ๆ อย่างมากมายเหลือคณานับ

Two graphics showing the set up of the experiment. The top graphic is a map and it shows the location of the sart of the neutrino beam in illinois and the 800 mile straight line path it takes underground to South Dakota. Blow it is a diagram of one of the detectors alongside which is a double decker bus which appears very small by comparions to show the scale. The caption reads that the detector is six times the length of the bus.
คำบรรยายภาพ, นักวิจัยจะยิงอนุภาคนิวทริโนและปฏินิวทริโน ให้เดินทางไกล 1,300 กิโลเมตร จากห้องปฏิบัติการ Fermilab ที่รัฐอิลลินอยส์ ไปยังอุปกรณ์ "ดูน" ที่สถานวิจัย SURF ในรัฐเซาท์ดาโกตา โดยอุปกรณ์ "ดูน" ที่มีขนาด 66 เมตร ตั้งอยู่ในถ้ำใต้ดินลึกลงไป 1.5 กม. มีก๊าซเฉื่อยอาร์กอนบรรจุอยู่ 17,000 ตัน และมีระบบทำความเย็นให้อุณหภูมิคงที่ที่ -184C เมื่ออนุภาคนิวทริโนและปฏินิวทริโนชนกับอะตอมของก๊าซอาร์กอน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะตรวจจับสัญญาณการชนนั้นได้ทันที

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เราจะสามารถค้นพบสาเหตุที่ทำให้สสารไม่ถูกหักล้างหายไปจนหมด แต่กลับเอาชนะปฏิสสารและดำรงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยทำการศึกษาอนุภาคนิวทริโนและคู่ตรงข้ามของมัน ซึ่งก็คืออนุภาคปฏินิวทริโน (anti-neutrino)

ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันจะทดลองยิงอนุภาคนิวทริโนและปฏินิวทริโน ให้พุ่งตัวเดินทางไกล 1,300 กิโลเมตร จากห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคแห่งชาติเฟอร์มี (Fermilab) ที่รัฐอิลลินอยส์ ไปยังอุปกรณ์ "ดูน" ที่สถานวิจัยใต้ดินแซนฟอร์ด (SURF) ในเขตรัฐเซาท์ดาโกตา

ในระหว่างการเดินทางไกลนี้ อนุภาคนิวทริโนและปฏินิวทริโนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งหากสามารถตรวจพบว่า ความเปลี่ยนแปลงของทั้งคู่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ก็อาจนำไปสู่การไขความกระจ่างถึงสาเหตุที่อนุภาคทั้งสองไม่หักล้างกันเองจนหมดไปตั้งแต่แรก

โครงการวิจัยด้วยอุปกรณ์ "ดูน" เป็นโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติที่มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 1,400 คน จาก 30 ประเทศเข้าร่วม หนึ่งในนั้นคือ ดร.เคต ชอว์ จากมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเธอบอกกับบีบีซีว่า การค้นพบที่จะมีขึ้นในอนาคตนั้น จะปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์และเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของมนุษย์ว่าด้วยจักรวาลและตัวของเราเอง

"มันช่างน่าตื่นเต้นที่ตอนนี้เรามีพร้อมทั้งเทคโนโลยี, วิศวกรรม, และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งล้วนมีความสามารถที่จะทำลายปริศนาใหญ่ให้แตกได้" ดร.ชอว์กล่าว

A giant room filled with gold colouted globes forming the floor and the curved walls. In the background three scientists can be made out dwarfed by the scale of the complex

ที่มาของภาพ, Kamioka/ICRR/Tokyo University

คำบรรยายภาพ, วิหารแห่งวิทยาศาสตร์: ห้องปฏิบัติการแห่งใหม่ของญี่ปุ่น จะมีขนาดใหญ่กว่าและล้ำสมัยกว่าอุปกรณ์ตรวจจับนิวทริโน Super K ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนในฝั่งของซีกโลกตะวันออกนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่นำโดยชาวญี่ปุ่น ก็กำลังสร้างอุปกรณ์ตรวจจับนิวทริโนตัวใหม่ที่เรียกว่า Hyper K ซึ่งจะนำมาใช้งานทดแทน Super K อุปกรณ์ตรวจจับนิวทริโนรุ่นปัจจุบัน ที่มีขนาดเล็กกว่าและเริ่มล้าสมัยทางเทคโนโลยีไปแล้ว

ทีมวิจัยของญี่ปุ่นมีกำหนดจะเปิดใช้งานอุปกรณ์ Hyper K โดยเริ่มยิงอนุภาคนิวทริโนลำแรกภายในสองปีนี้ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่เร็วกว่าทีมวิจัยอเมริกันหลายปี ทำให้ดร.มาร์ก สกอต จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยดังกล่าวของญี่ปุ่น บอกกับบีบีซีด้วยความมั่นใจว่า มีโอกาสสูงที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ใช้งาน Hyper K จะไขปริศนาเรื่องกำเนิดสสารในเอกภพได้ก่อนใคร

"เราเริ่มเดินเครื่องก่อน และมีอุปกรณ์ตรวจจับขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นเครื่องมือของเราน่าจะมีความไวสูง และตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของนิวทริโนได้เร็วกว่าดูน" ดร.สกอตกล่าว "การที่โลกมีอุปกรณ์ตรวจจับนิวทริโนทำงานพร้อมกันสองเครื่องนั้นเป็นเรื่องดี เพราะวงการวิทยาศาสตร์จะมีโอกาสเรียนรู้เพิ่มขึ้นมาก แต่ผมอยากจะเป็นคนแรกที่ไขปริศนาได้ก่อนเพื่อน"

A small bright red star in the centre in the process of forming as it illuminates a thick swirling ring of gas around it a deep red. In the background are a field of stars

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, หากยึดตามแนวคิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่ควรมีดวงดาวและกาแล็กซีก่อตัวขึ้นมาในเอกภพ

อย่างไรก็ตาม ดร.ลินดา เครโมเนซี จากมหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งกรุงลอนดอน (QMUL) ซึ่งเป็นสมาชิกของทีมวิจัยอเมริกันที่ใช้งานอุปกรณ์ "ดูน" บอกว่าการเริ่มเดินเครื่องก่อน อาจไม่ช่วยให้ทีมวิจัยของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเป็นทีมแรกของโลกก็ได้

"การออกตัวเร็วเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการแข่งขันเท่านั้น แต่ Hyper K ยังขาดวัตถุดิบที่จำเป็นอยู่หลายอย่าง ในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ตรวจจับได้ หากนิวทริโนและปฏินิวทริโนเกิดมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันขึ้นมาจริง ๆ" ดร.เครโมเนซีกล่าวทิ้งท้าย