พบกับกล้องโทรทรรศน์ใหม่เอี่ยมที่ชิลี ส่องหาดาวเคราะห์น้อยเสี่ยงพุ่งชนโลก

The pink, blue and orange clouds of gas and dust that comprise the Trifid nebula and the Lagoon nebula.

ที่มาของภาพ, NSF-DOE Vera C. Rubin Observatory

คำบรรยายภาพ, ภาพแรกที่เปิดเผยโดยกล้องโทรทรรศน์ เวรา ซี. รูบิน แสดงให้เห็นเนบิวลาสามแฉก (Trifid) และเนบิวลาลากูน (Lagoon) ในรายละเอียดที่น่าทึ่ง
    • Author, ไอโอเน เวลส์ และ จอร์จินา แรนนาร์ด
    • Role, ผู้สื่อข่าวอเมริกาใต้ และผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ "เวรา ซี. รูบิน" (Vera C. Rubin Observatory) กล้องโทรทรรศน์ทรงพลังตัวใหม่ของโลกซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศชิลี เผยแพร่ภาพท้องฟ้าที่บันทึกได้ภาพแรก ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการมองเห็นทะลุทะลวงห้วงอวกาศลึกในระดับสูง

หนึ่งในภาพชุดที่เผยแพร่ดังกล่าว เผยให้เห็นกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซสีสันสดใสขนาดยักษ์ กำลังหมุนวนอยู่ในพื้นที่หนึ่งของห้วงอวกาศที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดดาวฤกษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 9,000 ปีแสง

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี. รูบิน เป็นที่ตั้งของกล้องถ่ายภาพดิจิทัลที่ทรงพลังที่สุดของโลก โดยกล้องนี้เป็นความหวังของเหล่านักวิทยาศาสตร์ในการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงและผลักดันการพัฒนาองค์ความรู้ทางจักรวาลวิทยาของมนุษยชาติได้

หากดาวเคราะห์ดวงที่ 9 (The Ninth Planet) ของระบบสุริยะมีอยู่จริง เหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้จะสามารถค้นพบดาวเคราะห์ลึกลับที่ยังเป็นปริศนาดังกล่าวได้ ภายในช่วงปีแรกของการเปิดใช้งาน

Three large white buildings stand on top of a dry mountain in a desert. One has a domed roof. In the background the sky is blue and looks dry. A yellow crane is in front of the three white buildings which are the Vera Rubin observatory. A dusty road leads up to the buildings.

ที่มาของภาพ, RubinObs

คำบรรยายภาพ, หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ "เวรา ซี. รูบิน" (Vera C. Rubin Observatory) กล้องโทรทรรศน์ทรงพลังตัวใหม่ของโลกซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศชิลี

นอกจากนี้ กล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน ยังมีศักยภาพสูงที่จะตรวจพบ "อุกกาบาตมรณะ" หรือดาวเคราะห์น้อยที่มีวิถีโคจรเสี่ยงจะพุ่งชนโลกได้อีกด้วย รวมทั้งสามารถทำแผนที่ของกาแล็กซีทางช้างเผือกได้กว้างไกลขึ้น และอาจจะช่วยตอบคำถามสำคัญเรื่องสสารมืด (dark matter) อันเป็นองค์ประกอบลึกลับที่มีอยู่เป็นปริมาณมากที่สุดในเอกภพ

หลังเปิดใช้งานกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ทีมนักดาราศาสตร์จากนานาชาติจะเริ่มดำเนินโครงการใหญ่ ในระดับที่เรียกได้ว่ามีเพียงครั้งเดียวในชั่วอายุคนรุ่นหนึ่ง นั่นคือการติดตามบันทึกภาพท้องฟ้ายามราตรีของซีกโลกใต้ เป็นระยะเวลา 10 ปี ติดต่อกัน "ก่อนที่เราจะมาถึงจุดนี้ ตัวฉันและทีมงานได้ใช้เวลาถึง 25 ปี เพียรพยายามสร้างกล้องโทรทรรศน์ที่ล้ำสมัยพอจะเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ขึ้น เพื่อทำการสำรวจห้วงอวกาศในลักษณะนี้" ศาสตราจารย์แคเธอรีน เฮย์เมนส์ ราชบัณฑิตสาขาดาราศาสตร์ของสกอตแลนด์กล่าว

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของทีมสำรวจจากนานาประเทศ ซึ่งก่อสร้างและใช้งานกล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน ร่วมกัน โดยสหราชอาณาจักรจะรับหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูล เพื่อประมวลผลภาพจากกล้องโทรทรรศน์ที่มีความละเอียดสูง หลังจากที่กล้องได้ส่องกราดไปทั่วทุกมุมของท้องฟ้า และบันทึกภาพของทุกสิ่งในเส้นทางของมันเอาไว้

ผลที่ได้จากการใช้กล้องตัวใหม่ส่องสำรวจท้องฟ้าดังข้างต้น อาจทำให้รายชื่อของวัตถุอวกาศในระบบสุริยะที่มนุษย์รู้จัก เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า

An image of the Virgo cluster taken by Vera C. Rubin Observatory. Visible are two prominent spiral galaxies (lower right), three merging galaxies (upper right), several groups of distant galaxies, many stars in the Milky Way galaxy and more.

ที่มาของภาพ, NSF-DOE Vera C. Rubin Observatory

คำบรรยายภาพ, กระจุกกาแล็กซีขนาดใหญ่มากรวมทั้งกาแล็กซีชนิดก้นหอยในกระจุกเวอร์โก (Virgo Cluster) อันกว้างใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าทางช้างเผือกประมาณหนึ่งแสนล้านเท่า

ทีมข่าวของบีบีซีมีโอกาสได้ไปเยือนหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งนี้ ก่อนที่จะมีการเผยภาพแรกจากฝีมือของมัน โดยสถานที่ตั้งนั้นอยู่บนภูเขา "เซร์โร ปาจอน" (Cerro Pachón) ในเทือกเขาแอนดีสส่วนที่เป็นของประเทศชิลี บริเวณที่ใกล้กันยังเป็นที่ตั้งของกล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยอีกหลายตัว ซึ่งล้วนอยู่ในเขตที่ดินเอกชนที่อุทิศให้แก่การสำรวจอวกาศโดยเฉพาะ

บนยอดเขาสูงนั้นมีสภาพอากาศแห้งและยังมืดมากอีกด้วย ทำให้เป็นสถานที่ในอุดมคติซึ่งเหมาะกับการดูดาวอย่างยิ่ง แต่การดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าวให้มืดสนิทยามค่ำคืน ก็ยังคงเป็นกฎศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ แม้แต่รถยนต์หรือรถบัสรับส่งซึ่งวิ่งขึ้นลงเขาที่มีลมพัดแรงในตอนกลางคืน ก็ต้องขับช้า ๆ อย่างระมัดระวัง เพราะไม่สามารถเปิดไฟหน้าที่สว่างจ้า ซึ่งจะไปรบกวนการดูดาวได้

ภายในหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ บุคลากรและผู้มาเยือนก็ต้องรักษากฎเหล็กดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานด้านวิศวกรรมที่ดูแลโดมครอบกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเวลาตอนที่โดมเปิดออกให้กล้องได้สำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืน มันจะสามารถป้องกันแสงจากหลอดไฟแอลอีดีหรือแสงอื่น ๆ ที่บังเอิญฉายผ่านเข้ามา ไม่ให้สอดแทรกรบกวนแสงดาวที่กล้องกำลังตรวจจับอยู่ได้

เอลานา เออร์บัก หนึ่งในนักดาราศาสตร์ที่รับผิดชอบโครงการสำรวจท้องฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน บอกว่าแสงดาวที่แสนริบหรี่นั้น "สว่างพอ" ต่อการตรวจจับของกล้องแล้ว เพราะหนึ่งในเป้าหมายอันเป็นภารกิจหลักของกล้องตัวนี้ ได้แก่การตรวจจับแสงอันเลือนรางจากกาแล็กซีโบราณที่อยู่ห่างไกล หรือแสงจากการระเบิดซูเปอร์โนวาที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจเรื่องประวัติความเป็นมาของจักรวาลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

"ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องการภาพที่ละเอียดคมชัดอย่างมาก" เออร์บักกล่าว

A person in a white cleanroom suit stands on a platform next to a large, cylindrical telescope with a wide, reflective lens. It is inside a large room with dim lighting, equipment, and safety railings.

ที่มาของภาพ, SLAC National Accelerator Laboratory

คำบรรยายภาพ, กล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน คือกล้องที่สามารถบันทึกได้มีความละเอียดสูง 3,200 เมกะพิกเซล สร้างขึ้นโดยห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคแห่งชาติ SLAC ของกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ

กล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน ยังถูกออกแบบมาให้มีความเที่ยงตรงแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ในการตรวจจับแสงและการตรวจวัดค่าทางดาราศาสตร์ต่าง ๆ โดยใช้ระบบกระจก 3 บาน เมื่อแสงดาวจากท้องฟ้ายามราตรีผ่านเข้ามาในตัวกล้อง แสงจะตกกระทบกระจกปฐมภูมิบานแรก (เส้นผ่านศูนย์กลาง 8.4 เมตร) ก่อนจะสะท้อนไปยังกระจกทุติยภูมิ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.4 เมตร) แล้วย้อนมายังกระจกบานที่สาม (เส้นผ่านศูนย์กลาง 4.8 เมตร) ก่อนที่แสงจะเข้าสู่ตัวกล้องบันทึกภาพดิจิทัลต่อไป

กระจกทั้ง 3 บานดังกล่าว จะต้องได้รับการดูแลความสะอาดและถนอมรักษาอย่างดี เพราะหากเปื้อนเพียงฝุ่นเม็ดเล็ก ๆ ก็จะทำให้ภาพที่บันทึกได้มีคุณภาพต่ำลงในทันที

การที่กล้องไวต่อแสงและสะท้อนแสงได้ในระดับสูง ทำให้ตรวจจับแสงดาวได้ในปริมาณมาก ซึ่งวิลเลียม เมเจียส ผู้เชี่ยวชาญด้านแสงประจำกล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน บอกว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างมาก เพราะทำให้เราสามารถสังเกตการณ์วัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ไกลโพ้นแทบจะสุดขอบจักรวาลได้ ซึ่งในทางดาราศาสตร์แล้วหมายความว่า พวกมันคือวัตถุอวกาศจากยุคบรรพกาลนั่นเอง

กล้องดิจิทัลที่อยู่ภายในกล้องโทรทรรศน์ จะกวาดสายตาหรือเลนส์ของมันเพื่อจับภาพไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี โดยจะทำเช่นนี้ในทุก 3 วัน เป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน เพื่อสะสมข้อมูลภาพอันเป็น "มรดกแห่งการสำรวจกาลเวลาและห้วงอวกาศ" ซึ่งตัวกล้องขนาด 1.65 X 3 เมตร น้ำหนัก 2,800 กิโลกรัม จะรัวชัตเตอร์ถ่ายภาพมุมกว้างทุก 40 วินาที เป็นเวลา 8-12 ชั่วโมงต่อคืน มันสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะโดมและฐานรองรับกล้องโทรทรรศน์ สามารถเคลื่อนไหวปรับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว

ภาพที่บันทึกได้มีความละเอียดสูง 3,200 เมกะพิกเซล ซึ่งละเอียดยิ่งกว่าภาพจากไอโฟนรุ่น 16 Pro ถึง 67 เท่า ความละเอียดระดับนี้ทำให้กล้องสามารถจับภาพลูกกอล์ฟบนดวงจันทร์ แต่ต้องใช้จอโทรทัศน์แบบ Ultra HD ถึง 400 จอ จึงจะแสดงภาพเพียงภาพเดียวจากกล้องโทรทรรศน์นี้ได้

เมเจียสกล่าวเสริมว่า "ตอนที่เราถ่ายภาพแรกได้ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษ เพราะตอนที่ผมเริ่มมาทำโครงการนี้ ผมได้เจอคนที่ทำงานมานานตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ มันทำให้ผมที่เกิดในปี 1997 ได้ตระหนักว่า โครงการนี้คือความพยายามมุมานะของเหล่านักดาราศาสตร์ ที่ใช้เวลานานถึงชั่วอายุคนรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว"

นักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนทั่วโลกจะช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลภาพจำนวนมหาศาล ซึ่งกล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน อาจบันทึกได้สูงสุดถึง 10 ล้านภาพต่อคืน

การสำรวจท้องฟ้าของกล้องดังกล่าว ประกอบด้วย 4 เรื่องใหญ่ที่เป็นประเด็นหลัก ได้แก่การติดตามบันทึกความเปลี่ยนแปลงบนท้องฟ้าจากวัตถุเปล่งแสงระยะสั้น (transient), การก่อตัวของกาแล็กซีทางช้างเผือก, การทำแผนที่ระบบสุริยะ, และการทำความเข้าใจสสารมืด ซึ่งจะบอกได้ว่าเอกภพก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทรงพลังมากที่สุดในการศึกษาห้วงจักรวาลด้วยกล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน คือการเฝ้าติดตามสังเกตการณ์บริเวณเดิมของท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยส่องสำรวจซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง ทำให้สามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในทุกครั้ง ซึ่งจะบ่งบอกถึงแนวโน้มบางอย่างแก่นักดาราศาสตร์ได้

A round blue ring with cables coming off it and a metal platform leading up to it. It is inside a domed building with blue and white railings around it. The blue ring is elevated on a platform with metal stairs leading up to it. Around it there is construction equipment.

ที่มาของภาพ, RubinObs

คำบรรยายภาพ, ส่วนประกอบฐานกล้องโทรทรรศน์สนับสนุนการทำงานของกล้องโทรทรรศน์และกระจกบานใหญ่

"การติดตามสังเกตวัตถุเปล่งแสงระยะสั้น (transient) จัดว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกล้องนี้ เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันมีศักยภาพที่จะเผยให้เราทราบถึงความลับบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เราไม่เคยนึกถึงหรือคาดคิดมาก่อนเลย" ศ.เฮย์เมนส์กล่าว

แต่ที่สำคัญที่สุด กล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน สามารถจะปกป้องมนุษยชาติจากภัยมืด ด้วยการตรวจจับวัตถุอวกาศอันตราย ที่จู่ ๆ ก็มีวิถีโคจรเฉียดเข้าใกล้โลกอย่างฉับพลัน เหมือนกับดาวเคราะห์น้อย YR4 ที่ทำให้ทั้งโลกวิตกกังวลกันไปช่วงหนึ่งเมื่อต้นปีนี้ เพราะต้องลุ้นระทึกว่ามันจะพุ่งชนโลกของเราหรือไม่

กระจกบานใหญ่ทั้งสามของกล้องโทรทรรศน์ จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ตรวจจับแสงที่เลือนรางและบิดเบี้ยว ซึ่งสะท้อนมาจากเหล่าหินอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อยได้ล่วงหน้า รวมทั้งสามารถติดตามวิถีโคจรของมัน ขณะพุ่งผ่านห้วงอวกาศมาด้วยความเร็วสูง

ศ.อลิซ ดีซัน จากมหาวิทยาลัยเดอแรมของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่า "นี่คือสิ่งที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงวงการ กล้องตัวนี้จะสร้างชุดข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์กาแล็กซีของเรา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ข้อมูลนี้จะเป็นเชื้อเพลิงอันทรงพลัง ที่ช่วยให้วงการดาราศาสตร์ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อีกหลายต่อหลายปี"

ศ.ดีซันจะวิเคราะห์ภาพจากกล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยมองย้อนกลับไปในอดีตให้ไกลที่สุด ซึ่งแม้ปัจจุบันข้อมูลภาพจากกล้องโทรทรรศน์ส่วนใหญ่ จะดูตำแหน่งของดาวในอดีตย้อนกลับไปได้เป็นระยะทางสูงสุดราว 163,000 ปีแสง แต่คาดว่ากล้องตัวใหม่นี้จะมองย้อนกลับไปได้เป็นระยะทางถึง 1.2 ล้านปีแสงเลยทีเดียว

ศ.ดีซันยังคาดว่า จะสามารถมองทะลุเข้าไปในพื้นที่เรืองแสงโดยรอบกาแล็กซี (stellar halo) ของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งเทียบได้กับสุสานของดวงดาวในอดีตที่ถูกทำลายไปแล้ว รวมทั้งสามารถจะมองเห็นเหล่ากาแล็กซีบริวารขนาดเล็ก ซึ่งยังมีชีวิตอยู่แต่มีแสงสว่างที่จางมากจนหาพบได้ยาก

ส่วนการค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ ซึ่งเป็นปริศนามานานว่ามีอยู่จริงหรือไม่นั้น กล้องโทรทรรศน์เวรา ซี. รูบิน อาจไขความกระจ่างให้เราได้ในไม่ช้านี้ แม้วัตถุลึกลับดังกล่าวอาจอยู่ไกลออกไป ยิ่งกว่าระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ 700 เท่า ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ธรรมดาที่ตั้งอยู่บนพื้นโลกไม่อาจมองเห็นได้

"เราอาจต้องใช้เวลาอีกนาน เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ใหม่อันงดงามตัวนี้ให้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งฉันพร้อมมากสำหรับเรื่องนี้" ศ.เฮย์เมนส์กล่าวทิ้งท้าย