ต้นทุนการสู้รบชายแดนกับไทยที่กัมพูชากำลังเผชิญ กับสัมพันธ์สองชาติที่ยากจะฟื้นฟูความไว้วางใจ

- Author, โจนาธาน เฮด
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต้นทุนความเสียหายจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและโหดร้ายที่โรงพยาบาลในอำเภอมงคลบุรี (Mongkol Borei) ในจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารเตี้ย ๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้
ทหารที่ได้รับบาดเจ็บนอนเรียงรายบนเตียงอย่างเงียบเชียบ ชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกตัดแขนตั้งแต่ช่วงบริเวณข้อศอกลงไป มีภรรยาคอยนั่งอยู่ข้าง ๆ ส่งยิ้มและส่งกำลังใจให้เขา ขณะที่ภรรยาและลูกของทหารอีกนายนั่งอยู่บนเสื่อข้าง ๆ เตียงของเขา
มือของ ซาร์ ชันรักสเมย วิสัญญีแพทย์ สั่นเทา เขามีน้ำตาคลอเบ้า ขณะเปิดภาพบาดแผลจากแรงระเบิดอันน่าสะพรึงที่เขาเคยรักษาให้ผมดูจากโทรศัพท์มือถือ
"หัวใจผมเจ็บปวด" เขากล่าว "ได้โปรดบอกโลกใบนี้ว่า เราเพียงต้องการแค่สันติภาพ"
การทะปะครั้งที่สองระหว่างไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นภายในเวลาน้อยกว่า 6 เดือน หลังการปะทะรอบแรกที่กินเวลา 5 วัน เริ่มต้นขึ้นในเดือน ก.ค. และครั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงกว่ามาก
เกิดการแลกเปลี่ยนการปะทะด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดแนวชายแดน 800 กิโลเมตร และยังมีการสู้รบระยะประชิดอย่างดุเดือดระหว่างทหารไทยและกัมพูชา เพื่อแย่งชิงพื้นที่ยอดเขาที่เป็นป่าทึบไม่กี่แห่ง
กองทัพอากาศไทยสามารถโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายภายในกัมพูชาได้อย่างเสรี เนื่องจากกัมพูชามีระบบป้องกันภัยทางอากาศจำกัด และแทบไม่มีกองทัพอากาศเป็นของตนเอง
ขณะที่จรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธของกัมพูชาที่ขึ้นชื่อว่าไม่มีความแม่นยำ ถูกยิงตกลงฝั่งไทยหลายระลอก ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน แม้ทางการจะมีมาตรการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วก็ตาม

ทางการกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยตัวเลขทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบครั้งใหม่ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ทว่าทางการไทยประเมินว่าตัวเลขอาจมีจำนวนมากในหลักหลายร้อยนาย
ขณะที่ฝ่ายไทย รายงานจำนวนทหารที่เสียชีวิต 21 นาย ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพไทยมีขนาดใหญ่กว่าและมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่ากัมพูชามาก
เป็นเรื่องยากที่จะระบุอย่างชัดเจนว่าเหตุใดข้อพิพาทอายุยาวนานราว 120 ปี เกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนผืนเล็ก ๆ จึงปะทุขึ้นจนกลายเป็นการสู้รบขนาดใหญ่เช่นนี้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเดือน ก.ค.
ฝ่ายไทยกล่าวโทษกองกำลังกัมพูชาว่าเป็นผู้ซุ่มโจมตีทีมวิศวกรของกองทัพไทยเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ขณะที่รัฐบาลกัมพูชากล่าวหานายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าเป็นผู้รื้อฟื้นสงครามขึ้นมาอีกครั้งเพื่อหวังเพิ่มโอกาสทางการเมืองของตนเองในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึง
สิ่งที่ดูจะแตกต่างออกไปสำหรับเหตุปะทะครั้งนี้คือความมุ่งมั่นของกองทัพไทยที่จะสู้จนกระทั่งกองทัพกัมพูชาไม่เป็นภัยต่อพื้นที่ชายแดนอีกต่อไปเมื่ออิงจากคำพูดของผู้บัญชาการกองทัพไทย
ฝ่ายไทยได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องหยุดยิงของกัมพูชา และถึงขึ้นเมินเฉยค่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง
สิ่งที่คุณจะได้ยินเมื่อสนทนากับเจ้าหน้าที่กองทัพไทยคือ ไม่อาจเชื่อถือกัมพูชาต่อข้อตกลงหยุดยิงได้จนกว่าฝั่งกัมพูชาจะสูญเสียอย่างหนักกว่าเมื่อครั้งเดือน ก.ค.
โครงเหล็กที่บิดงอและช่องโหว่ขนาดใหญ่บนสะพานถนนที่พาดข้ามแม่น้ำเมเติก (Me Teuk) ในจังหวัดโพธิสัตว์ เป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดถึงแนวทางที่แข็งกร้าวนี้
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. เครื่องบินขับไล่เอฟ-16 ของกองทัพอากาศไทยได้ทิ้งระเบิดหลายลูก ทำลายช่วงหนึ่งของสะพานที่สร้างโดยจีน สะพานแห่งนี้มีความยาวราว 20 เมตร และเป็นเส้นทางเชื่อมพื้นที่ยาวตลอดแนวชายแดนตอนใต้ของกัมพูชาติดกับไทย เข้ากับพื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ
ฝ่ายไทยยังทำลายตึก 8 ชั้นที่ตั้งอยู่ติดกับกาสิโนแห่งหนึ่ง ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งทางทหาร

ผลที่ตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจตั้งใจก็ตาม คือการกระตุ้นให้ชาวจีนจำนวนหนึ่งต้องอพยพออกมา เราเห็นพวกเขาลากกระเป๋าล้อลากและกอดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์กับจอมอนิเตอร์ เดินข้ามแม่น้ำอย่างเอะอะผ่านสะพานเหล็กเก่า ๆ ซึ่งยังใช้งานได้แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับยานพาหนะหนัก
เจ้าหน้าที่ที่พาเราไปยังสะพานอธิบายอย่างไม่ค่อยหนักแน่นนักว่า คนกลุ่มนี้ทำงานอยู่ที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่บริเวณต้นน้ำ แต่จากเสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่พวกเขาพกพา แทบจะชัดเจนว่าพวกเขามาจากหนึ่งในฐานสแกมเมอร์ ซึ่งดำเนินการอยู่ตามพื้นที่ชายแดนหลายแห่งของกัมพูชา พวกเขาปิดบังใบหน้าและปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเรา
ความเชื่อมโยงระหว่างผู้นำกัมพูชากับอุตสาหกรรมหลอกลวงหรือสแกมเมอร์ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงความเห็นใจจากประชาคมนานาชาติ ขณะที่ฝั่งไทยก็ได้ยกระดับการโจมตีประเด็นนี้ให้เป็นแกนหลักของปฏิบัติการทางทหาร ด้วยการทิ้งระเบิดใส่กลุ่มอาคารกาสิโนหลายแห่ง
รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการปราบปรามศูนย์หลอกลวงแล้ว แต่การแพร่ขยายของศูนย์เหล่านี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลผู้มีอิทธิพลระดับสูงและมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองในกัมพูชาหลายราย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มาตรการที่รัฐบาลอ้างถึงนั้นมีความจริงใจอยู่มากน้อยเพียงใด
จุดที่รัฐบาลกัมพูชาหวังว่าจะสามารถเรียกความเห็นใจจากนานาชาติได้ คือการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพ นับตั้งแต่การสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้ง เสียงสะท้อนที่แทบจะได้ยินตลอดจากฝั่งกัมพูชาคือการขอให้กลับไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือน ก.ค. และเรียกร้องให้มีการไกล่เกลี่ยจากนานาชาติ
ในเมืองต่าง ๆ ทั่วกัมพูชา มีป้ายข้อความทั้งภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชาประกาศความต้องการใฝ่หาต่อสันติภาพ นี่เป็นความปรารถนาที่แทบทุกคนในกัมพูชาที่คุณได้พบสะท้อนออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
เหตุผลก็ชัดเจน นอกเหนือจากความสูญเสียอย่างหนักที่ทหารกัมพูชาต้องเผชิญในแนวหน้าแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะหาตัวเลขสถิติที่ชัดเจนมายืนยันก็ตาม

แรงงานข้ามชาติกว่า 700,000 คน เดินทางกลับจากประเทศไทย ท่ามกลางความกังวลว่าพวกเขาอาจเผชิญท่าทีไม่เป็นมิตรจากสังคมไทย ขณะเดียวกัน ชาวกัมพูชาประมาณ 480,000 คน ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเรือนของตน
ขณะที่ความตื่นตระหนกจากการโจมตีทางอากาศของไทย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงข่าวลือ ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพย้ายถิ่นมากกว่าหนึ่งครั้ง
การค้าชายแดนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างกัมพูชากับไทยหยุดชะงัก ชุมชนชายแดนทั้งสองฝั่งต่างได้รับผลกระทบ และแรงกดดันในระดับโลกที่เพิ่มขึ้นต่อการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่งคว่ำบาตรมหาเศรษฐีกัมพูชาหลายราย กำลังคุกคามอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ ซึ่งตามการประเมินจากบางแหล่งพบว่าอุตสาหกรรมนี้อาจมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งประเทศ
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาดเพื่อยุติการสู้รบเมื่อเดือน ก.ค. ท่าทีของสังคมไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่าก็แข็งกร้าวขึ้นมาก
แรงสะเทือนจากการได้เห็นวิกฤตทางการเมืองที่นำไปสู่การล้มรัฐบาลไทย ซึ่งถูกจุดชนวนขึ้นอย่างจงใจโดย สมเด็จฮุน เซน ผู้นำมากประสบการณ์ที่กุมอิทธิพลชี้ขาดในกัมพูชา และเป็นผู้เปิดเผยบทสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวกับนายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น ได้บั่นทอนความรู้สึกของสาธารณชนอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับหลักฐานที่ชัดเจนว่าทหารกัมพูชายังคงวางทุ่นระเบิดในระหว่างช่วงหยุดยิง ซึ่งส่งผลให้ทหารไทย 7 นายต้องสูญเสียอวัยวะขาขาด
ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ในการรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงเดิม กลับถูกนายกรัฐมนตรีไทยปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว "เราไม่จำเป็นต้องฟังใครทั้งนั้น" เขากล่าว
เจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ชายแดนในฝั่งไทย เล่าให้เราฟังว่า ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามช่วงสั้น ๆ เมื่อ 14 ปีก่อนอย่างมาก
เธอบอกว่า ผู้คนในสุรินทร์กับกัมพูชามีความผูกพันใกล้ชิดกันมาโดยตลอด ชาวกัมพูชาจำนวนมากทำงานอยู่ที่นั่น และภาษาเขมรก็ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในภูมิภาคนี้
ย้อนกลับไปในปี 2011 เธอกล่าวว่า แทบไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ในหมู่ประชาชนต่อชาวกัมพูชา และพวกเขายังคงอาศัยอยู่ในไทยตลอดช่วงการสู้รบ แต่ครั้งนี้ เธอบอกว่า มีความหวาดระแวงต่อชาวกัมพูชามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ได้เดินทางออกไปแล้ว
เธอชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากถ้อยคำยั่วยุบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งได้โหมกระพือกระแสชาตินิยมที่โกรธเกรี้ยวและบิดเบือนความจริงขึ้นในทั้งสองประเทศ
สิ่งนี้ยิ่งเป็นเรื่องยากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศจะยอมถูกมองในฐานะผู้ประนีประนอม โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งวิกฤตที่เกิดจากการปล่อยคลิปเสียงของสมเด็จฮุน เซน ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. ปีหน้า ไม่มีพรรคการเมืองใดที่ลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้สนับสนุนการหยุดยิง
ฝ่ายไทยกล่าวหากัมพูชาว่า การเรียกร้องให้มีการแทรกแซงจากภายนอกเป็นการเล่นบท "เหยื่อ" ขณะที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น "ผู้รังแก" ภาพจำเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้ถูกขยายและตอกย้ำอย่างหนัก จนยากจะมองเห็นได้ว่าความไว้วางใจซึ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะหาได้จากที่ใด











