ภาษีใหม่ของทรัมป์จะเรียกเก็บจากทั่วโลกอย่างไร และผลกระทบที่ตามมามีอะไรบ้าง ?
- Author, เกรซ เอลิซา กูดวิน
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตจากกรณีที่เขาประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากเกือบทั่วทั้งโลกเมื่อปีที่แล้ว
ด้วยเสียง 6 ต่อ 3 ศาลตัดสินว่าทรัมป์ไม่สามารถใช้กฎหมายพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) ค.ศ.1977 ในการเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้
คำพิพากษาดังกล่าวเปิดทางความเป็นไปได้สำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่าง ๆ ในการจะได้รับเงินคืนจากภาษีศุลกากรที่มีการเก็บไปแล้ว ซึ่งถูกประเมินว่ามีมูลค่าราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 ล้านล้านบาท) โดยศาลสูงไม่ได้ให้น้ำหนักในเรื่องนี้แต่มีแนวโน้มว่ามันจะจบลงด้วยการต่อสู้ในชั้นศาลอีกครั้ง
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มีการเผยแพร่คำพิพากษานี้ ทรัมป์ลงนามในประกาศใช้กฎหมายทางเลือก คือมาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้า (Trade Act) ค.ศ. 1974 ซึ่งทำให้เขาเรียกเก็บภาษีศุลกากรได้ชั่วคราว 10% จากทุกประเทศ โดยเมื่อวันเสาร์เขาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าเขาจะเพิ่มอัตราภาษีใหม่นี้ไปเป็น 15%
จะเกิดอะไรขึ้นตามมาและยังเหลือคำถามอะไรอยู่บ้าง บีบีซีรวบรวมไว้ในรายงานชิ้นนี้
ภาษีใดที่ถูกตัดสินว่าไม่เป็นไปตามกฎหมาย และเพราะเหตุใด
คำตัดสินของศาลสูงสุดซึ่งถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อ 20 ก.พ. เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการควบคุมการค้าเพื่อตอบสนองภาวะฉุกเฉิน
ทรัมป์ใช้มาตรการนี้ครั้งแรกในเดือน ก.พ. 2025 เพื่อเรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากจีน เม็กซิโก และแคนาดา โดยเขาบอกว่าการขนเฟนทานิลจากประเทศเหล่านั้นเข้าข่ายเป็นเหตุฉุกเฉิน
ไม่กี่เดือนต่อมาในวันที่ทรัมป์เรียกว่า "วันปลดปล่อย" (Liberation Day) เขาก้าวไปไกลกว่าเดิมมาก โดยประกาศอัตราภาษี 10 – 50% สำหรับสินค้าจากเกือบทั่วทุกประเทศในโลก ในกรณีนี้ทรัมป์บอกว่าการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออกนั้น เป็น "ภัยคุกคามเป็นพิเศษและไม่ปกติ"
ศาลระบุว่าสภาคองเกรสของสหรัฐฯ คือผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดอัตราภาษีใหม่ ไม่ใช่ประธานาธิบดี และการควบคุมภายใต้กฎหมาย IEEPA นั้นไม่ได้รวมถึงการเพิ่มรายได้
กระนั้น ภาษีศุลกากรจำนวนหนึ่งที่ทรัมป์เรียกเก็บตั้งแต่ปีที่แล้วก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาวะฉุกเฉินที่เขาประกาศภายใต้กฎหมาย IEEPA และมันก็ยังคงบังคับใช้ต่อไปได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำตัดสินของศาลสูงสุด
อัตราภาษีที่ว่ารวมถึงภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บอย่างเฉพาะเจาะจงในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และยานยนต์ ซึ่งทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอื่นของสหรัฐฯ คือมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้า (Trade Expansion Act) ค.ศ.1962 โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับมั่นคงของชาติ
ทรัมป์กำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่เป็นการชั่วคราว ภายใต้กฎหมายฉบับอื่น
ภายหลังคำพิพากษาของศาลสูงสุดในวันศุกร์ ทรัมป์ออกประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทั่วโลกในอัตรา 10% กับสินค้านำเข้าเกือบทุกสิ่งที่เข้าสู่สหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายที่ไม่เคยถูกบังคับใช้มาก่อนคือ มาตรา 122
ต่อมาในวันเสาร์เขาโพสต์ผ่านทรูธโซเชียล บอกว่าเขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกับทั่วโลกจาก 10% เป็น 15%
มาตรา 122 ให้อำนาจทรัมป์ในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรได้ถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน หลังจากนั้นรัฐสภาจะต้องเข้ามาแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากฝ่ายนิติบัญญัติได้ โดยมาตรา 122 ไม่ได้ห้ามอย่างชัดเจนไม่ให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีล่วงเลยกรอบเวลา 150 วัน และจากนั้นก็ประกาศเหตุฉุกเฉินใหม่เพื่อบังคับใช้มันอีกครั้ง จากข้อมูลจากสถาบันคาโต (Cato Institute) สถาบันคลังสมองที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางฝ่ายขวา
ทำเนียบขาวระบุว่าทรัมป์กำลังใช้มาตรา 122 "เพื่อจัดการกับปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน" และปรับสมดุลทางการค้าของอเมริกาใหม่ ในขณะเดียวกันก็กำลังตรวจสอบว่าเขาสามารถเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 ของพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ.1974 ได้หรือไม่
กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นตำแหน่งของเจมิสัน กรีเออร์ ในการตรวจสอบแนวปฏิบัติทางการค้าของประเทศต่าง ๆ จากนั้นผู้แทนการค้าสามารถกำหนดอัตราภาษีศุลกากรได้เมื่อพบแนวปฏิบัติที่ "ลำเอียง" หรือ "ไม่เป็นธรรม"
ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็ยังสามารถเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้า ค.ศ.1962 ต่อไปได้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทรัมป์ทำมาใช้อย่างหนักหน่วงในวาระแรกของเขา โดยกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้ฝ่ายบริหารกำหนดภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ แต่จะบังคับใช้ได้ต่อเมื่อมีการสอบสวนแล้วเท่านั้น นั่นหมายความว่ามันต้องใช้เวลา
อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่าข้อกำหนดให้มีการสอบสวนและผลจากการสอบสวนนั้นอาจทำให้เป็นการยากกว่าที่จะคัดค้านการเรียกเก็บภาษี หรือยกเลิกมันได้เมื่อมีการประกาศใช้แล้ว
สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ระบุว่าการกำหนดอัตราภาษีภายใต้มาตรา 122 ร่วมกับการเพิ่มเติมการเรียกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 และมาตรา 301 "จะส่งผลให้รายได้จากภาษีแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยในปี 2026" ซึ่งโดยพื้นฐานคือการทดแทนความสูญเสียอัตราภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA
ผู้บริโภคและธุรกิจต่าง ๆ จะได้รับเงินคืนจากการเรียกเก็บภาษีที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
เหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ให้ไว้สำหรับการประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากร คือเพื่อนำเงินเข้าสู่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
มีหลายรายงานที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้เก็บภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากบริษัทต่าง ๆ ที่นำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างชาติ โดยมีการประมาณการณ์จำนวนภาษีที่จัดเก็บได้อยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 ล้านล้านบาท)
แม้คำพิพากษาของศาลสูงสุดจะตัดสินว่าการเรียกเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ของทรัมป์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับการคืนเงินให้ผู้ที่จ่ายภาษีดังกล่าวไปแล้ว
ทรัมป์บอกกับนักข่าวว่าเขาคาดว่า เขาคาดว่าการคืนเงินใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจะถูกระงับไว้ในกระบวนการฟ้องร้องเป็นเวลาหลายปี
หลังจากคำพิพากษาถูกเผยแพร่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลัง กล่าวเช่นกันว่าประเด็นเรื่องการคืนเงินอาจยืดเยื้อออกไปอีกหลายปี
เบสเซนต์กล่าวที่งานในเมืองดัลลัสว่า รายได้ที่จัดเก็บมาแล้วผ่านมาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA อยู่ "ภายใต้ข้อพิพาท" เมื่อศาลสูงสุดไม่ได้ให้แนวทางใด ๆ เกี่ยวกับการคืนเงิน
คาดว่าประเด็นดังกล่าวจะถูกตัดสินโดยศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าการคืนเงินจะไปถึงบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า เพราะบริษัทขนาดเล็กจะขาดทรัพยากรในการเข้าสู่หลายขั้นตอนของการยื่นขอคืนเงิน
อเล็กซ์ แจ็คเกซ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและการขับเคลื่อน จากสถาบันคลังสมองฝ่ายเสรีนิยม กราวด์เวิร์ค คอลเล็คทีฟ (Groundwork Collective) บอกกับสำนักข่าวซีบีเอสซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีว่า มีธุรกิจมากกว่า 1,000 แห่งที่ร้องขอการคืนเงินภาษีศุลกากรตั้งแต่ก่อนศาลมีคำตัดสินนี้ออกมา
เขาบอกว่าตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้น
เจบี พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์จากพรรคเดโมแครต ยังเรียกร้องให้ทำเนียบขาวออกเช็คเงินคืน 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 53,000 บาท) ให้กับครัวเรือนชาวอเมริกันแต่ละครัวเรือน จากการเรียกเก็บภาษีไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ในขณะที่ทรัมป์ล้อเลียนแนวคิดการออกเช็คคืนภาษีให้กับชาวอเมริกันในหลายโอกาส
ภาษีศุลกากรที่กำลังมีผลบังคับใช้ในตอนนี้เป็นอย่างไร
อัตราภาษีศุลกากรใหม่มีกำหนดจะบังคับใช้กับสินค้าทุกอย่างที่นำเข้าสหรัฐฯ ไม่ว่าต้นทางจะมาจากที่ไหน โดยจะเริ่มในวันที่ 24 ก.พ. เวลา 12:01 น. ตามเขตเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) จากการเปิดเผยของทำเนียบขาว
เจ้าหน้าที่ทางการของทำเนียบขาวบอกกับบีบีซีว่าประเทศต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ อาทิ สหราชอาณาจักร อินเดีย และสหภาพยุโรป จะเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรภายใต้มาตรา 122 แทนที่อัตราภาษีเดิมที่เคยมีการตกลงต่อรองกันไว้
เจ้าหน้าที่ยังกล่าวเสริมว่า รัฐบาลทรัมป์คาดหวังว่าประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นจะปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ ตามที่ได้พูดกันไว้ภายใต้ข้อตกลงทางการค้า
สินค้าบางอย่างจะได้รับการยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีนี้ "เพราะมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ" หรือเพื่อกำหนดอัตราภาษีที่ตรงเป้ายิ่งขึ้น
สินค้าซึ่งอยู่ในหมวดหมู่หลัก ๆ ที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้น เช่น แร่ธาตุสำคัญ, เหล็ก, ผลิตภัณฑ์พลังงาน, ทรัพยากรธรรมชาติ, พืชอาหาร, เภสัชภัณฑ์, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, รถยนต์และรถบรรทุก และผลิตภัณฑ์การบินและอวกาศบางชนิด
นอกจากนี้ "วัสดุอุปกรณ์ทางสารสนเทศ (เช่น หนังสือ), การบริจาค และสัมภาระที่มาพร้อมกับผู้โดยสาร" จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษี ตามเอกสารข้อเท็จจริงของทำเนียบขาว
สำหรับประเภทสินค้าที่ได้รับการยกเว้นหลายประเภท คำสั่งจะระบุกว้าง ๆ และไม่เจาะจงชัดเจนว่าสินค้าใดบ้างที่อาจได้รับการยกเว้น
ข้อยกเว้นที่สำคัญอีกประการคือสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของ USMCA ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา สินค้าเหล่านั้นได้รับการยกเว้นในการเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA เช่นกัน และนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดากล่าวหลายครั้งว่าแคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศทั่วโลกที่ได้รับการกำหนดภาษีศุลกากรในอัตราต่ำสุด จากข้อยกเว้นภายใต้ข้อตกลง USMCA
เช่นเดียวกัน สินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากคอสตาริกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส และนิการากัว จะยังคงปลอดภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสาธารณรัฐโดมินิกัน – อเมริกากลาง (Dominican Republic-Central America Free Trade Agreement)
ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์ระบุว่าเขาได้คงอัตราภาษีสินค้าต้นทุนต่ำเอาไว้ โดยในปีที่แล้ว เขายุติข้อยกเว้นที่เรียกว่า "เดอ มินิมิส" (de minimis – มูลค่าขั้นต่ำของสินค้านำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร) ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25,000 บาท) เข้าสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร

































