ยุทธการสหรัฐฯ ปลิดชีพผู้นำระดับสูงหลายคนของอิหร่าน จะโค่นล้มระบอบได้จริงหรือไม่ ?

.

ที่มาของภาพ, EPA

    • Author, กอร์ดอน คอร์เรรา
    • Role, นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

สหรัฐฯ และอิสราเอลกล่าวว่าพวกเขามีความเหนือกว่าทางอากาศในบางพื้นที่ของอิหร่าน ทำให้เครื่องบินรบของพวกเขาสามารถโจมตีเป้าหมายได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ทั้งสองชาติยังแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าทางข่าวกรอง ซึ่งเป็นความเหนือกว่าที่ทำให้พวกเขาสามารถค้นหาและสังหารผู้นำอิหร่านหลายคนได้

แต่กลยุทธ์เบื้องหลังเรื่องนี้คืออะไร คำตอบหนึ่งก็คือ การมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสับสน

การเคลื่อนไหวครั้งแรกในปฏิบัติการนี้ไม่ใช่การโจมตีที่พักของผู้นำสูงสุด แต่เป็นการโจมตีของแฮกเกอร์จากหน่วยบัญชาการไซเบอร์อวกาศของสหรัฐฯ และหน่วยบัญชาการของอิสราเอล

เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาทำให้อิหร่านสูญเสียความสามารถในการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ไม่สามารถสื่อสารและตอบโต้ได้

ด้วยการอาศัยความได้เปรียบนั้น ผู้นำระดับสูงของอิหร่านถูกโจมตีในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกติดตามความเคลื่อนไหวมานานหลายเดือนโดยสำนักข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ (CIA) และหน่วยสอดแนมมอสสาด (Mossad) ของอิสราเอล รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ

ปฏิบัติการดังกล่าวน่าจะเกิดจากการใช้เทคโนโลยีเจาะระบบการสื่อสารของอิหร่านมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกับการใช้สายลับในภาคพื้นดิน ซึ่งส่วนมากปฏิบัติการโดยเจ้าหน้าที่หน่วยมอสสาด

ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นน่าตกใจ ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหัวหน้ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ ต่างก็อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต

เชื่อกันว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายที่มีบทบาทนำในการโจมตีเหล่านี้

สหรัฐฯ ระบุว่ายังดำเนินการระดมโจมตีต่อเนื่องต่อศูนย์ควบคุมและบัญชาการของอิหร่าน ฐานยิงขีปนาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวกรองของอิหร่านด้วย

พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ เปิดเผยในการแถลงสรุปปฏิบัติการเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ว่าเป้าประสงค์ที่ชัดเจนของปฏิบัติการนี้คือการ "ทำให้อิหร่านงุนงงและสับสน"

เป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือการทำให้อิหร่านเป็นอัมพาต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าเตหะรานได้เตรียมการรับมือกับการสังหารผู้นำ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้แต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งหลายคนในกรณีที่ผู้นำเสียชีวิต (และให้เก็บรักษาตัวตนของผู้สืบทอดเหล่านั้นเป็นความลับ)

การตระหนักถึงความเสี่ยงเช่นนี้ยิ่งทำให้น่าประหลาดใจขึ้นไปอีกเมื่อผู้นำระดับสูงบางคนของระบอบการปกครองอิหร่านยังคงกำลังประชุมอยู่ในช่วงเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.) ซึ่งส่งผลให้มีการเสียชีวิตจำนวนมาก

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, อาหมัด วาฮิดี ถูกแต่งตั้งให้เป็นเป็นผู้บัญชาการคนใหม่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ หลังจากผู้นำคนสำคัญหลายคนถูกสังหารในการโจมตี

แล้วการสังหารบุคคลระดับนำหลายคนของอิหร่านมีผลต่อทิศทางของสงครามอย่างไร

ในระยะสั้นมันอาจทำให้อิหร่านระดมการตอบโต้ได้อยากขึ้น ความสับสนอันเกิดจากการโจมตีแบบมุ่งเป้านั้นสร้างความได้เปรียบทางการทหาร แต่ก็อาจมีความเสี่ยงได้ด้วยเช่นกัน

ไม่แน่ชัดว่าการยิงขีปนาวุธและโดรนไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นผลจากการนโยบายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและดำเนินการโดยอัตโนมัติในตอนนี้หรือไม่ หรือไม่ก็อาจเป็นกรณีที่ผู้บัญชาการทหารระดับพื้นที่ริเริ่มปฏิบัติการเหล่านั้นด้วยตัวของพวกเขาเอง หรือมีบุคคลที่เป็นศูนย์กลางบางคนออกคำสั่งผ่านสายการบังคับบัญชาตามระบบปกติ

คำถามถัดไปก็คือ การกำจัดบุคคลระดับนำหลายคนของอิหร่านจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของอิหร่านอย่างสิ้นเชิงหรือไม่ว่าจะเดินหน้าสู้ต่อไปหรือหาทางออกอย่างอื่น

การประเมินจากหน่วยข่าวกรองซีไอเอซึ่งเสร็จสิ้นก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้นไม่นานคาดการณ์ว่า การโค่นผู้นำสูงสุดลงอาจทำให้กลุ่มหัวรุนแรงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติเข้าควบคุมอำนาจมากขึ้น

ไม่ว่าผู้นำคนใดที่ก้าวขึ้นมาแทนจะต้องประเมินว่าความอยู่รอดของระบอบจะเกิดขึ้นได้จากการเดินหน้าสู้รบต่อไป หรือมาจากการเจรจาและยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างมีผลในทางปฏิบัติ

ทว่าหากพวกเขายังถูกสังหารต่อไป อาจทำให้การตัดสินใจหรือการเจรจาใด ๆ เป็นไปได้ยากขึ้น

สหรัฐฯ อาจต้องการเห็นตัวบุคคลอย่าง เดลซี โรดริเกรซ ซึ่งขึ้นรับตำแหน่งต่อจากนายนิโกลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลา และเป็นที่เข้าใจว่าบุคคลคนนั้นกำลังให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าบุคคลเช่นนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ หรือจะสามารถเป็นผู้นำประเทศจริง ๆ ได้หรือไม่

และคำถามสุดท้ายที่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าก็คือ การสังหารบรรดาผู้นำระดับสูงของอิหร่านเช่นนี้จะทำให้ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าอำนาจทางอากาศเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ และสหรัฐฯ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าต้องการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไป

อาจเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ หวังว่าการกำจัดกองกำลังความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองอาจช่วยให้การลุกฮือของประชาชนประสบความสำเร็จในครั้งนี้ หลังจากที่ผู้ประท้วงถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายในเดือน ม.ค.

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ประชาชนออกมาลุกฮือเช่นนั้นอีกครั้งและสัญญาแม้กระทั่งว่าจะให้ความคุ้มครองแก่สมาชิกของกองกำลังความมั่นคงที่วางอาวุธลง แต่ระบอบของอิหร่านนั้นฝังรากลึกและจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ยังคงยึดกุมอำนาจต่อไปได้

ในขณะที่อนาคตของผู้นำยังไม่แน่นอน ภารกิจสำคัญของอิสราเอลและสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำลายล้างระบอบอิหร่านให้ได้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้

หากสิ่งนั้นนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ก็อาจได้รับการต้อนรับจากประชาชนชาวอิหร่าน แต่ความเสี่ยงต่าง ๆ จะตกอยู่กับพวกเขา

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ผู้คนหลายพันคนออกมาสู่ท้องถนนเพื่อร่วมไว้อาลัยต่อผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ถูกสังหาร