ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จะซ้ำรอยครั้งก่อนหน้าหรือไม่ และมีชาติใดบ้างที่อาจพลาดชม

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ไม่มีการใช้งบกลาง ขอยืนยันไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาล 100%" น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (12 พ.ค.) หลังมีรายงานข่าวจากสื่อบางสำนักว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณจำนวน 1,300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า มติ ครม. เพียง "รับทราบ" ให้กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานงานเพื่อดำเนินการให้เกิดการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ครั้งที่ 23 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิ.ย. - 19 ก.ค. นี้
จนถึงตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ใช่หนึ่งใน 180 พื้นที่ทั่วโลกที่เจรจาปิดดีลถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้
ขณะที่ประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งเมื่อรวมประชากรของทั้งสองประเทศก็นับเป็นประชากรราวหนึ่งในสามของโลก อาจชวดการรับชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เช่นกัน เพราะยังไม่สามารถตกลงสัญญาได้สำเร็จ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยดำเนินไปอย่างยากลำบาก บีบีซีไทยพาย้อนดูการซื้อลิขสิทธิ์ของไทยในปีก่อน ๆ ว่าประสบปัญหาและลงเอยอย่างไร และยังมีชาติอื่นที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้หรือไม่
ฟุตบอลโลก 2018 ค่าลิขสิทธิ์แพง-เอกชนหวั่นขาดทุน

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ย้อนกลับไปในปี 2018 การซื้อค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกที่แพงหลักพันล้านทำให้สถานีโทรทัศน์หลายแห่ง และโครงข่ายโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีพูล ไม่กล้าเข้าร่วมประมูลเพราะกลัวขาดทุน
ในตอนนั้นเว็บไซต์สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ทีวีพูลยอมรับว่าลังเลที่จะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 ที่มีรัสเซียเป็นเจ้าภาพ เพราะมีราคาสูงมากประมาณ 1,072-1,172 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ทีวีพูลก็เคยได้รับบทเรียนครั้งสำคัญจากการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดโอลิมปิก 2016 ที่จัดขึ้นที่นครริโอ เดอ จาเนโร ของ บราซิล ด้วยราคาราว 1,000-1,100 ล้านบาท แต่สถานีโทรทัศน์ที่เป็นสมาชิกของทีวีพูลแต่ละช่องต้องประสบปัญหาขาดทุนกว่า 30-40 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเวลานั้นที่ต้องการ "คืนความสุขให้ประชาชน" ได้ผนึกกำลังกับองค์กรเอกชน 9 ราย ร่วมกันลงขันซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายทั้งหมด 64 นัด กับฟีฟ่า ผ่านทาง บริษัท อินฟรอนท์ สปอร์ต แอนด์ มีเดีย ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในภูมิภาคเอเชีย
9 บริษัทเอกชนที่ร่วมลงขัน ได้แก่
- บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน)
- บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน)
- บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
- บริษัท กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
- บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
- บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)
- บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่รัฐบาลและพันธมิตรธุรกิจต้องจ่ายในคราวนั้น มีมูลค่าราว 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ราว 775-930 ล้านบาท และค่าดำเนินการในการดึงและเผยแพร่สัญญาณอีกจำนวนหนึ่ง
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คนไทยจึงได้รับชมฟุตบอลโลก 2018 ได้ผ่าน 3 ช่องทีวีดิจิทัล คือ ช่อง ททบ. 5 ของกองทัพบก, ช่องทรูโฟร์ยู ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และช่องอมรินทร์ทีวี ธุรกิจในเครือไทยเบฟฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฟุตบอลโลก 2022 กับกฎมัสต์แฮฟ และมัสต์แครี่ ที่ทำให้ กสทช. ต้องอนุมัติงบสนับสนุนเอง
ต่อมาในฟุตบอลโลกปี 2022 การตกลงซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของไทยก็เกิดขึ้นอย่างล่าช้า
ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2022 ที่มีกาตาร์เป็นเจ้าภาพ เปิดสนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พ.ย. 2022 แต่ประเทศไทยบรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 กับฟีฟ่า จำนวน 64 แมตช์ ในมูลค่า 1,400 ล้านบาท (33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในวันที่ 17 พ.ย. หรือเพียงห้าวันก่อนเริ่มการแข่งขันแมตช์แรก
สาเหตุหลักของความล่าช้ามาจากประกาศปี 2012 เรื่อง กฎมัสต์แฮฟ (Must Have) ซึ่งกำหนดให้รายการแข่งขันกีฬา 7 ประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวีเพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับชม หนึ่งในนั้นรวมถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
ด้วยเหตุนี้ภาคเอกชนจึงไม่อยากลงทุน หลังได้บทเรียนจากการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2018 ที่บริษัทเอกชนได้ร่วมกันลงขันจ่ายค่าลิขสิทธิ์ แต่ด้วยกฎดังกล่าวของ กสทช. ทำให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล 3 สถานี ประกอบด้วยช่องทรูโฟร์ยู ช่องอมรินทร์ทีวี และช่อง 5 ทำให้การดำเนินการให้ได้มาซึ่งกำไรจากดีลธุรกิจของภาคเอกชนครั้งนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์
นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากกฎมัสต์แครี่ (Must Carry) ของ กสทช. ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตกิจการทีวีทุกประเภทของ กสทช. ต้องออกอากาศช่องทีวีดิจิทัล นั่นหมายความว่า หากแพลตฟอร์มอื่นที่นำสัญญาณการแพร่ภาพของฟรีทีวีไปเผยแพร่ก็จำเป็นต้องนำไปเผยแพร่ทั้งช่องและทุกรายการ ไม่สามารถดัดแปลงหรือทำซ้ำได้ จึงเป็นการบังคับให้ผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดกีฬาทั้ง 7 ประเภทดังกล่าวจะต้องซื้อสิทธิ์แบบครอบคลุมทุกสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ มือถือและอินเทอร์เน็ต

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้วยอุปสรรคทั้งมวลจากประกาศกฎ Must Have และ Must Carry ของ กสทช. จึงทำให้ท้ายที่สุด กสทช. เองต้องอนุมัติเงินสนับสนุนจำนวน 600 ล้านบาทจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในครั้งนี้ โดยมีเอกชนอีก 9 บริษัท ร่วมหนุนค่าลิขสิทธิ์รวมอีก 700 ล้านบาท รวมกันเป็น 1,300 ล้านบาท
9 บริษัทเอกชนที่ร่วมลงขัน ได้แก่
- บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- น้ำแร่ธรรมชาติ ตราช้าง
- บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์
- บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
- ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
- บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ต่อมาเมื่อเดือน เม.ย. 2567 ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเอกฉันท์ 7-0 เสียง ถอดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ออกจากกฎ Must Have เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ กสทช. ต้องออกเงินสนับสนุนเองเหมือนในปี 2022 อีก
ฟุตบอลโลก 2026 เมื่อรัฐบาลอยากให้ประชาชนได้ดูบอลโลกฟรี
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย. - 19 ก.ค. นี้ที่มีเจ้าภาพสามชาติ ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก และมีการเพิ่มทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม รวมถึงเพิ่มจำนวนนัดการแข่งขันจาก 64 นัดเป็น 104 นัด ทำให้มีการคาดการณ์ว่าค่าลิขสิทธิ์อาจมีมูลค่าสูงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา
วานนี้ (12 พ.ค.) มีรายงานข่าวออกมาว่า ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณกลาง 1,300 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 แต้โฆษกสำนักนายกฯ ออกมาปฏิเสธทันทีหลังการประชุม ครม. เสร็จสิ้น
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าการประชุม ครม. ครั้งนี้ไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องของงบกลางใด ๆ โดย "มติ [ครม.] มีเพียงแค่รับทราบที่จะให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ประสานงานเพื่อดำเนินการให้เกิดการถ่ายทอดสดบอลโลก"
โฆษกประจำสำนักนายกฯ เสริมด้วยว่าจะมีการทำงานใน "ทุก ๆ มิติที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้ประชาชนได้มีโอกาสรับชมการถ่ายทอดบอลโลกโดยที่ไม่ต้องเสียตังค์"
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. วานนี้เช่นกันว่า ครม. ได้รับทราบและทางกรมประชาสัมพันธ์จะประสานงานร่วมมือกับทาง กสทช. "พยายามทำให้ [การถ่ายทอดสดบอลโลก] เกิดขึ้นให้ได้เหมือนทุกครั้ง"
เมื่อสื่อถามย้ำว่าคนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสดฟรีใช่หรือไม่ นายอนุทิน ก็พยักหน้าพร้อมกับระบุว่า "ต้องฟรีสิ"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หนึ่งในคนที่คัดค้านคือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งให้สัมภาษณ์กับรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 วันนี้ว่า มติ ครม. ที่มีความ "คลุมเครือ" ว่าใครจะเป็น "คนซื้อ-จ่ายเงิน" ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดบอลโลก ทำให้เกิดความกังวลในสังคมว่า "ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมเหมือนเมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่"
"การที่รัฐบาลรีบฟันธงว่าได้ดู [ถ่ายทอดบอลโลก] ฟรี แน่นอนก็ทำให้อำนาจต่อรองในการที่จะพูดคุยเจรจากับทางเอเยนต์ที่ถือสิทธิ์ในการขายลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเองก็ดี หรือว่าเอกชนที่อยากจะลงขัน แต่ก็ไม่ได้อยากที่จะลงด้วยเงินตัวเองทั้งหมด อาจจะใช้ตรงนี้ในการที่จะเป็นช่องเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นคนจ่ายตังค์สมทบด้วยหรือไม่" เธอกล่าว
จนถึงขณะนี้ประเทศไทยจึงยังไม่ได้ปิดดีลเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุลบอลโลกปี 2026 แม้การแข่งขันนัดแรกจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้า
จีน-อินเดีย ยังเจรจาฟีฟ่าไม่จบ แม้เหลือไม่ถึงเดือนก่อนเริ่มฟาดแข้ง
ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงชาติเดียวที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026 หรือไม่ เพราะจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจ และอินเดีย ก็ยังไม่สามารถปิดจบข้อตกลงกับทางฟีฟ่าได้เช่นกัน
ออสมอนด์ เชีย ผู้สื่อข่าวธุรกิจของบีบีซีนิวส์ รายงานว่า ไม่ใช่เรื่องปกติที่ข้อตกลงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดทางโทรทัศน์สำหรับงานขนาดใหญ่เช่นนี้ยังเจรจาไม่เสร็จสิ้นในขณะที่เหลือเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเริ่มเกมการแข่งขัน เพราะโดยปกติแล้วข้อตกลงลิขสิทธิ์ระดับนี้มักตกลงกันเสร็จสิ้นก่อนล่วงหน้าหลายเดือน หรืออาจเป็นปีก่อนพิธีเปิดการแข่งขันด้วยซ้ำ
สื่อท้องถิ่นของทั้งจีนและอินเดียรายงานว่า ฟีฟ่าและสถานีโทรทัศน์ยังคงเจรจาต่อรองกันเรื่องค่าใช้จ่ายในการถ่ายทอดสดการแข่งขัน
ฟีฟ่ากล่าวกับบีบีซีว่า การเจรจาในจีนและอินเดีย "ยังคงดำเนินอยู่และต้องเก็บเป็นความลับในขั้นตอนนี้" โดยปฏิเสธไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีรายงานว่า ข้อเสนอเริ่มต้นของฟีฟ่าต่อสำนักข่าวซีซีทีวี (CCTV) ของจีนสำหรับสิทธิ์ในการถ่ายทอดการแข่งขันมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,700 ล้านบาท
แต่ขณะนี้ฟีฟ่าได้ลดราคาลงเหลือประมาณ 120-150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,800-4,800 ล้านบาท ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ปักกิ่งเดลี ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภายใต้รัฐบาลจีน
ปักกิ่งเดลีรายงานด้วยว่า ราคาดังกล่าวยังคงสูงกว่างบประมาณของสำนักข่าวซีซีทีวีที่ตั้งไว้สำหรับการซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันถึงสองเท่า เนื่องจากจีนไม่ได้ผ่านเข้ารอบการแข่งขันจึงอาจมีความสนใจต่อการรับชมฟุตบอลโลก 2026 น้อยลงในประเทศ
หนังสือพิมพ์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ความแตกต่างของเวลาระหว่างจีนและฟากอเมริกาเหนือทำให้การแข่งขันหลายนัดที่มีความสนใจสูงจากแฟน ๆ จะฟาดแข้งกันในช่วงเช้าตรู่ตามเวลาในประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่าน ๆ มา จีนกับฟีฟ่าสามารถบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่านี้มาก โดยการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2018 และ 2022 ฟีฟ่าประกาศว่าสามารถบรรลุข้อตกลงพิเศษกับสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีตั้งแต่เดือน พ.ย. 2017 ซึ่งถือว่าตกลงกันล่วงหน้าได้เป็นหลักปี
ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดของอินเดีย ยังไม่มีรายงานการบรรลุข้อตกลงระหว่างฟีฟ่ากับผู้ให้บริการแพร่ภาพและกระจายเสียงเช่นกัน แต่สื่อท้องถิ่นรายงานในสัปดาห์นี้ว่าน่าจะมีการประกาศข้อตกลงในเร็ว ๆ นี้































