สังคมกังขา เหตุใด กกท. มอบสิทธิประโยชน์การถ่ายทอดฟุตบอลโลกให้กลุ่มทรู

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้ว่า สำนักงาน กสทช. ออกหนังสือย้ำไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บริหารสิทธิในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ทุกราย แต่ถึงตอนนี้ผู้ชมก็ยังพบปัญหา "จอดำ"
ปัญหาจอดำส่วนใหญ่พบกับผู้ชมที่ใช้กล่องรับสัญญาณในระบบ IPTV และระบบ OTT เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตโดยเจ้าของสิทธิในลิขสิทธิ์ หรือ กลุ่มทรู
วันที่ 26 พ.ค. สายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์การตลาด กลุ่มทรู ส่งเอกสารประชาสัมพันธ์ด่วนแจ้งว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ บริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัดผู้ให้บริการ AIS PLAYBOX ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกผ่านโครงข่าย IPTV เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์
- ทรู ยอมให้ทีวีดิจิทัลถ่ายทอดสดเพิ่ม 16 แมตช์แบบคู่ขนาน หลังได้สิทธิ์ยิงสดจาก กกท. 32 แมตช์
- ฟุตบอลโลก 2022 : กกท. เผยบรรลุข้อตกลงถ่ายทอดสดแล้ว ได้ชมครบทุกนัด
- นักวิชาการด้านสื่อกังขา หาก กสทช. จ่าย 1.6 พันล้านบาทให้คนไทยชมฟุตบอลโลก คุ้มค่าหรือไม่
- เหตุใดไทยอาจจะเป็นชาติเดียวในอาเซียนที่พลาดชมฟุตบอลโลก 2022
แม้ว่าเอกสารไม่ได้ระบุถึงผู้ประกอบการรายอื่น ๆ แต่จากคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวถือว่าเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตาม
กลุ่มทรูยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากคำสั่งศาลดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการรับชมการถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี รวมทั้งผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกในระบบเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมที่ผ่านการเข้ารหัสสัญญาณตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย จากกาตาร์ เริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. โดยนัดชิงชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ 18 ธ.ค.
สังคมเรียกร้อง กกท. ชี้แจงเหตุใดจึงมอบสิทธิขาดกลุ่มทรู
ทว่า สังคมเกิดคำถามขึ้นภายหลังจากที่ รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังจากพบเอกสารเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ (Media Rights Licensees) อย่างเป็นทางการ บนเว็บไซต์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ที่ระบุว่า ลิขสิทธิ์เป็นของ SAT Thailand หรือ กกท. (Sports Authority of Thailand)

ที่มาของภาพ, Fifa.com
นักวิชาการรายนี้จึงตั้งข้อสังเกตว่า การกีฬาแห่งประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์จากเงิน 600 ล้านบาทที่ กสทช. มอบให้ โดยเจตนาให้ประชานไทยได้ชมฟุตบอลโลกได้ "ทุกช่องทาง" พร้อมกับตั้งคำถามที่ว่า
"คำถามคือ ทำไมการกีฬาแห่งประเทศไทยจึงโอนลิขสิทธิ์นี้ให้ ทรู ซึ่งจ่าย 300 ล้าน เป็นผู้ตัดสินใจ"
เธอจึงเรียกร้องให้ กกท. ออกมาชี้แจง และเปิดเผยสัญญา/ข้อตกลงที่ทำกับทรู เนื่องจากงบสนับสนุนจาก กสทช. มูลค่ากว่า 600 ล้านบาทเป็นเงินของประเทศและประชาชน เมื่อนำไปใช้ควรเปิดเผยและตรวจสอบได้
ข้อความดังกล่าวของนักวิชาการรายนี้ได้จุดประกายคำถามและการถกเถียง โดยมีผู้แชร์โพสต์ดังกล่าวมากกว่า 2,800 ครั้ง โดยมีผู้แชร์จำนวนมากตั้งคำถามและต้องการคำชี้แจงจาก กกท. เช่นกัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เมื่อวันที 20 พ.ย. หนังสือชี้แจงจากกลุ่มทรู ระบุว่า กกท. ได้ตกลงมอบสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่กลุ่มทรู ซึ่งรวมถึงการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ผ่านระบบเคเบิล ระบบดาวเทียม ระบบไอพีทีวี ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบโอทีที และยังให้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียวผ่านช่องทางโทรทัศน์ ภาคพื้นดิน
ทั้งนี้ ในส่วนตัวเลขเงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทั้งหมด 1,400 บาท เป็นส่วนที่ภาคเอกชนร่วมจ่าย 700 ล้านบาท โดยมีบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จ่ายมากที่สุดจำนวน 300 ล้านบาท ส่วนอื่น ๆ ได้แก่ เครือบริษัทกลุ่มไทยเบฟ กลุ่มบริษัทน้ำมันและพลังงาน เช่น ปตท. บางจาก โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ รายละ 50-100 ล้านบาท
มี "กฎมัสแฮฟ-กฎมัสแคร์รี" ทำไมยังจอดำ
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้แจ้งสื่อมวลชนว่า ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลรอบสุดท้ายผ่านระบบออนไลน์ว่าจำเป็นต้องคำนึงและปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่มีศักย์ใหญ่กว่ากฎ Must Have หรือ หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะทางฟรีทีวี และ Must Carry หรือหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปของ กสทช. ยังคงมีผลบังคับทางกฎหมายอยู่
"เมื่อ กกท. ขายสิทธิให้กับทรูแล้ว กล่องอื่นก็ไม่สามารถทำได้" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, BBC Thai
เหตุการณ์จอดำครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากย้อนกลับไปดูช่วงที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 ระหว่างวันที่ 23 ก.ค. – 8 ส.ค. 2564 ในครั้งนั้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิจาก กกท. ให้เป็นผู้ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ (official broadcaster) และทำให้ผู้ใช้บริการผ่านระบบ OTT บางราย ในจำนวนนั้นคือ ทรูไอดี ก็ไม่สามารถรับชมได้
อย่างไรก็ตาม ในการซื้อลิขสิทธิการถ่ายทอดสดในครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจาก กกท. และ กสทช. รายละ 240 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 480 ล้านบาท








