สังคมกังขา เหตุใด กกท. มอบสิทธิประโยชน์การถ่ายทอดฟุตบอลโลกให้กลุ่มทรู

ภาพหน้าจอ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

แม้ว่า สำนักงาน กสทช. ออกหนังสือย้ำไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บริหารสิทธิในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ทุกราย แต่ถึงตอนนี้ผู้ชมก็ยังพบปัญหา "จอดำ"

ปัญหาจอดำส่วนใหญ่พบกับผู้ชมที่ใช้กล่องรับสัญญาณในระบบ IPTV และระบบ OTT เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตโดยเจ้าของสิทธิในลิขสิทธิ์ หรือ กลุ่มทรู

วันที่ 26 พ.ค. สายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์การตลาด กลุ่มทรู ส่งเอกสารประชาสัมพันธ์ด่วนแจ้งว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ บริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัดผู้ให้บริการ AIS PLAYBOX ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกผ่านโครงข่าย IPTV เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์

แม้ว่าเอกสารไม่ได้ระบุถึงผู้ประกอบการรายอื่น ๆ แต่จากคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวถือว่าเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตาม

กลุ่มทรูยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากคำสั่งศาลดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการรับชมการถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี รวมทั้งผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกในระบบเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมที่ผ่านการเข้ารหัสสัญญาณตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

คนชมฟุตบอล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย จากกาตาร์ เริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. โดยนัดชิงชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ 18 ธ.ค.

สังคมเรียกร้อง กกท. ชี้แจงเหตุใดจึงมอบสิทธิขาดกลุ่มทรู

ทว่า สังคมเกิดคำถามขึ้นภายหลังจากที่ รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังจากพบเอกสารเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ (Media Rights Licensees) อย่างเป็นทางการ บนเว็บไซต์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ที่ระบุว่า ลิขสิทธิ์เป็นของ SAT Thailand หรือ กกท. (Sports Authority of Thailand)

เอกสารที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Fifa.com

ที่มาของภาพ, Fifa.com

คำบรรยายภาพ, เอกสารที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Fifa.com เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับสิทธิในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของแต่ละประเทศ

นักวิชาการรายนี้จึงตั้งข้อสังเกตว่า การกีฬาแห่งประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์จากเงิน 600​ ล้านบาทที่ กสทช. มอบให้ โดยเจตนาให้ประชานไทยได้ชมฟุตบอลโลกได้ "ทุกช่องทาง" พร้อมกับตั้งคำถามที่ว่า

"คำถามคือ ทำไมการกีฬาแห่งประเทศไทยจึงโอนลิขสิทธิ์นี้ให้ ทรู ซึ่งจ่าย 300 ล้าน เป็นผู้ตัดสินใจ"

เธอจึงเรียกร้องให้ กกท. ออกมาชี้แจง และเปิดเผยสัญญา/ข้อตกลงที่ทำกับทรู เนื่องจากงบสนับสนุนจาก กสทช. มูลค่ากว่า 600 ล้านบาทเป็นเงินของประเทศและประชาชน เมื่อนำไปใช้ควรเปิดเผยและตรวจสอบได้

ข้อความดังกล่าวของนักวิชาการรายนี้ได้จุดประกายคำถามและการถกเถียง โดยมีผู้แชร์โพสต์ดังกล่าวมากกว่า 2,800 ครั้ง โดยมีผู้แชร์จำนวนมากตั้งคำถามและต้องการคำชี้แจงจาก กกท. เช่นกัน

ภาพบิลบอร์ด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เมื่อวันที 20 พ.ย. หนังสือชี้แจงจากกลุ่มทรู ระบุว่า กกท. ได้ตกลงมอบสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่กลุ่มทรู ซึ่งรวมถึงการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ผ่านระบบเคเบิล ระบบดาวเทียม ระบบไอพีทีวี ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบโอทีที และยังให้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียวผ่านช่องทางโทรทัศน์ ภาคพื้นดิน

ทั้งนี้ ในส่วนตัวเลขเงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทั้งหมด 1,400 บาท เป็นส่วนที่ภาคเอกชนร่วมจ่าย 700 ล้านบาท โดยมีบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จ่ายมากที่สุดจำนวน 300 ล้านบาท ส่วนอื่น ๆ ได้แก่ เครือบริษัทกลุ่มไทยเบฟ กลุ่มบริษัทน้ำมันและพลังงาน เช่น ปตท. บางจาก โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ รายละ 50-100 ล้านบาท

มี "กฎมัสแฮฟ-กฎมัสแคร์รี" ทำไมยังจอดำ

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้แจ้งสื่อมวลชนว่า ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลรอบสุดท้ายผ่านระบบออนไลน์ว่าจำเป็นต้องคำนึงและปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่มีศักย์ใหญ่กว่ากฎ Must Have หรือ หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะทางฟรีทีวี และ Must Carry หรือหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปของ กสทช. ยังคงมีผลบังคับทางกฎหมายอยู่

"เมื่อ กกท. ขายสิทธิให้กับทรูแล้ว กล่องอื่นก็ไม่สามารถทำได้" เขาระบุ

ภาพหน้าจอ

ที่มาของภาพ, BBC Thai

เหตุการณ์จอดำครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากย้อนกลับไปดูช่วงที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 ระหว่างวันที่ 23 ก.ค. – 8 ส.ค. 2564 ในครั้งนั้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิจาก กกท. ให้เป็นผู้ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ (official broadcaster) และทำให้ผู้ใช้บริการผ่านระบบ OTT บางราย ในจำนวนนั้นคือ ทรูไอดี ก็ไม่สามารถรับชมได้

อย่างไรก็ตาม ในการซื้อลิขสิทธิการถ่ายทอดสดในครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจาก กกท. และ กสทช. รายละ 240 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 480 ล้านบาท