เปิดรายชื่อและกลุ่มอุตสาหกรรมที่โกยกำไรได้หลายหมื่นล้านบาทในช่วงวิกฤตสงครามอิหร่าน

A man wearing a hi-viz jacket and hard hat, measuring and analysing data of an oil field near built construction.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, อาร์ชี มิตเชลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ขณะที่ครัวเรือนทั่วโลกกำลังคำนวณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน บริษัทบางแห่งก็กำลังนับกำไรที่เพึ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลแทน

ความไม่แน่นอนที่เกิดจากความขัดแย้งระลอกนี้ รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกระทบการทำงบประมาณของบริษัท ครอบครัว และรัฐบาล

แต่ในขณะที่บริษัทบางรายถูกผลักดันไปสู่จุดวิกฤต ก็มีบริษัทอีกมากมายที่มีธุรกิจหลักที่ทำกำไรได้มากในช่วงสงคราม หรือได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ผันผวน กลับมีรายได้สูงเป็นประวัติการณ์

บทความนี้รวบรวมบางภาคส่วนและบริษัทที่สร้างกำไรได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการดำเนินไปของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

1. น้ำมันและก๊าซ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของสงครามจนถึงขณะนี้คือราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น ประมาณหนึ่งในห้าของน้ำมันและก๊าซทั่วโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่การขนส่งเหล่านั้นหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อสิ้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดผันผวนอย่างมาก โดยบริษัทน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดของโลกบางรายก็ได้รับประโยชน์ด้วย

ผู้ได้รับประโยชน์หลักคือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของยุโรป ซึ่งมีหน่วยธุรกิจด้านการค้า (trading arms) จึงสามารถได้รับผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว

อย่างกำไรของบีพี (British Petroleum - BP) เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ในช่วงสามเดือนแรกของปี หลังจากที่บริษัทกล่าวว่าแผนกการเทรดดิ้งของบริษัทมีผลประกอบการที่ "ยอดเยี่ยม"

บริษัทเชลล์ (Shell) ยังทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยรายงานผลกำไรในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็น 6.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท)

บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อีกแห่งหนึ่งอย่างโททาลเอเนอร์ยี่ส์ (TotalEnergies) ก็มีผลกำไรเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสาม เป็น 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 แสนล้านบาท)ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความผันผวนในตลาดน้ำมันและพลังงาน

บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และเชฟรอน (Chevron) มีผลกำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง แต่ทั้งสองบริษัทก็ทำผลงานได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และคาดว่าผลกำไรจะเติบโตต่อไปในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าช่วงที่สงครามปะทุขึ้นอย่างมาก

2. ธนาคารยักษ์ใหญ่

ธนาคารขนาดใหญ่บางแห่งก็มีกำไรเพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดสงครามอิหร่านเช่นกัน

หน่วยงานด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ของ เจพี มอร์แกน (JP Morgan) ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 11.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท)ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 ส่งผลให้ธนาคารโดยรวมมีกำไรรายไตรมาสสูงสุดเป็นอันดับสองตลอดกาล

สำหรับธนาคารกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่หกแห่งหรือ "บิ๊กซิกซ์" (Big Six) ที่เหลือ ซึ่งรวมถึง ธนาคารเเห่งอเมริกา (Bank of America), มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley), ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup), โกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) และ เวลส์ ฟาร์โก (Wells Fargo) รวมถึง เจพี มอร์แกน ทำกำไรทั้งหมดได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรกของปี

โดยรวมแล้ว ธนาคารเหล่านี้รายงานกำไร 47.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.54 ล้านล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026

"ปริมาณการซื้อขายที่สูงส่งผลดีต่อธนาคารเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะ มอร์แกน สแตนลีย์ และ โกลด์แมนแซคส์" ซูซานนาห์ สตรีเตอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนเวล์ธ คลับ (Wealth Club) กล่าว

บริษัทปล่อยเงินกู้รายใหญ่ในวอลล์สตรีทได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้น โดยนักลงทุนต่างรีบขายหุ้นและพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูง และนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มองว่าปลอดภัยกว่า ปริมาณการซื้อขายก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต่างพยายามฉวยโอกาสจากความผันผวนในตลาดการเงิน

สตรีเตอร์กล่าวเสริมว่า "ความผันผวนที่เกิดจากสงครามส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนบางรายขายหุ้นด้วยความกลัวว่าสถานการณ์จะบานปลาย ในขณะที่บางรายซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาตกต่ำ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัว"

3. อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

เอมิลี่ ซาวิคซ์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากอาร์เอสเอ็ม ยูเค (RSM UK) กล่าวว่า หนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุดจากความขัดแย้งใด ๆ ก็คือ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

"ความขัดแย้งได้ตอกย้ำช่องว่างในขีดความสามารถด้านการป้องกันทางอากาศ เร่งการลงทุนในระบบป้องกันขีปนาวุธ ระบบต่อต้านโดรน และยุทโธปกรณ์ทางทหารทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา" เธอกล่าวกับบีบีซี

นอกจากจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของบริษัทด้านการป้องกันประเทศแล้ว สงครามยังสร้างความจำเป็นให้รัฐบาลต้องเติมเต็มคลังอาวุธ ซึ่งกระตุ้นความต้องการของตลาด

บริษัทบีเออี ซิสเต็มส์ (BAE Systems) ซึ่งผลิตสินค้าต่าง ๆ รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องบินรบ F35 กล่าวในรายงานการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีว่า บริษัทคาดว่าจะมีการเติบโตของยอดขายและกำไรอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ โดยอ้างถึง "ภัยคุกคามด้านความมั่นคง" ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิด "สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย" ต่อบริษัท

ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin), โบอิ้ง (Boeing) และนอร์ธรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุด 3 รายของโลก ต่างรายงานว่ามีคำสั่งซื้อคงค้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2026

แต่หุ้นของบริษัทด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลับร่วงลงตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. ท่ามกลางความกังวลว่ามูลค่าของภาคส่วนนี้สูงเกินความเป็นจริง

4. ธุรกิจกลุ่มพลังงานหมุนเวียน

สตรีเตอร์กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระจายแหล่งพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

เธอกล่าวว่าสิ่งนี้ได้ "กระตุ้นความสนใจในภาคพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก" แม้แต่ในสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ได้ทำให้สโลแกน "ขุดเจาะเลย ที่รัก ขุดเจาะเลย" เป็นที่นิยมเพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น

แต่สตรีเตอร์กล่าวว่า สงครามทำให้การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนถูกมองว่ามีความสำคัญมากขึ้นต่อเสถียรภาพและความยืดหยุ่นต่อผลกระทบด้านพลังงาน

บริษัทหนึ่งที่ได้รับแรงหนุนคือ เน็กซ์อีรา เอเนอร์ยี (NextEra Energy) ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐฟลอริดา โดยหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้น 17% ในปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนแห่กันเข้ามาลงทุนในภารกิจของบริษัท

บริษัทพลังงานลมยักษ์ใหญ่ของเดนมาร์กอย่าง เวสตัส (Vestas) และ ออร์สเต็ด (Orsted) ก็รายงานผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งเน้นให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามอิหร่านกำลังกระตุ้นผลกำไรของบริษัทพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่ในสหราชอาณาจักร บริษัท Octopus Energy บอกกับบีบีซีว่า สงครามได้ก่อให้เกิด "แรงกระตุ้นอย่างมาก" ในยอดขายแผงโซลาร์เซลล์และปั๊มความร้อน โดยยอดขายแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 50% ตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้นยังส่งผลให้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนที่ได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้อย่างเต็มที่

Get in touch

Do you have any views, comments or questions about this story?