บทวิเคราะห์: ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่ อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวพิสูจน์ว่ามันจะยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock
- Author, อามีร์ อาซิมิ
- Role, บีบีซีนิวส์ แผนกภาษาเปอร์เซีย
- เวลาอ่าน: 7 นาที
การสังหาร อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ผลักดันให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเข้าสู่ช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979
ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายที่ผู้นำทางทหารและทางการเมืองระดับสูง ซึ่งทางการกรุงวอชิงตันอธิบายว่านั่นเป็นความพยายามที่เด็ดขาดในการทำลายโครงสร้างการบังคับบัญชาของอิหร่าน
ภายในคืนวันเสาร์ รายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคาเมเนอีได้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดภาพเหตุการณ์ที่น้อยคนจะคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น
วิดีโอแสดงให้เห็นภาพการเฉลิมฉลองในหลายเมืองใหญ่ของอิหร่าน ภาพที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในหมู่ชาวอิหร่านผู้พลัดถิ่นจำนวนมากในต่างประเทศ ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คน การกำจัดผู้นำสูงสุดคนนี้ดูเหมือนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ เป็นการเปิดทางซึ่งการต่อต้านของประชาชนเป็นเวลาหลายปีไม่สามารถบรรลุได้
ทั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอิสราเอลต่างใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมาในแถลงการณ์ต่อสาธารณะหลังจากการโจมตี
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านฉวยโอกาส "เข้ายึดอำนาจรัฐบาลของคุณ" ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็กล่าวในทำนองเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้นเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและสามารถทำได้
ในขณะที่ปฏิบัติการทางทหารในปฏิบัติการซึ่งสหรัฐฯ ซึ่งตั้งชื่อไว้ว่า "Epic Fury" ดูเหมือนจะมีการประสานงานอย่างแน่นแฟ้นและอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องที่คาดเดาได้ยากกว่ามากคือ การเป็นที่ชื่นชอบของมันสำหรับสาธารณชนชาวอิหร่าน
เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ สถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของคาเมเนอีอย่างเป็นทางการ และมีประกาศการจัดตั้งสภาชั่วคราวตามมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งประกอบไปด้วยชายสามคนมาสืบทอดอำนาจบริหาร
ภายใต้รัฐธรรมนูญของอิหร่าน การเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่เป็นหน้าที่ของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นองค์กรทางศาสนาที่มีสมาชิก 88 คน มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนและมีวาระ 8 ปี
อย่างไรก็ตาม กระบวนการเลือกตั้งนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญ
ผู้สมัครทุกคนสำหรับสภาผู้เชี่ยวชาญจะต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) องค์กรที่มีสมาชิก 12 คน โดยองค์กรนี้เองที่มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างผู้นำ เพราะมีสมาชิก 6 คนได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากผู้นำสูงสุด และอีก 6 คนได้รับการเสนอชื่อโดยฝ่ายตุลาการและได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งประธานฝ่ายตุลาการก็ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุดเช่นกัน
ในทางปฏิบัติ คาเมเนอีมีอิทธิพลอย่างมากต่อสถาบันที่ได้รับมอบหมายให้เลือกผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา
รัฐบาลอิหร่านได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องและเสถียรภาพ
ด้วยการอ้างอิงกลไกตามรัฐธรรมนูญและเปิดใช้งานการจัดการปกครองชั่วคราว ทางการอิหร่านมีเป้าหมายที่จะส่งสัญญาณว่าระบอบยังคงอยู่แม้จะสูญเสียบุคคลสำคัญที่สุดไปแล้ว
การคาดเดาต่าง ๆ จึงมุ่งเน้นไปที่ประเด็นว่าใครจะมาสืบทอดตำแหน่งคนต่อไป
ในอิหร่าน การเปิดเผยชื่อผู้สมัครที่มีศักยภาพล่วงหน้าไม่ได้เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน โดยกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างลับ ๆ

ภายในสภาผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่เข้าใจกันว่ามีคณะกรรมการชุดเล็กที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบและคัดกรองรายชื่อ โดยสามารถนำเสนอรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้ายต่อที่ประชุมใหญ่ได้ เมื่อกระบวนการอย่างเป็นทางการเริ่มต้นขึ้น
การประชุมจะถูกจัดขึ้นแบบปิด การลงคะแนนเสียงก็จะไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ นั่นทำให้การตรวจสอบจากภายนอกมีข้อจำกัด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่า โมจตาบา บุตรชายคนโตของคาเมเนอี อาจเป็นหนึ่งในผู้สมัคร แต่เนื่องจากมีรายงานว่าผู้บัญชาการที่เป็นที่ไว้วางใจที่สุดหลายคนของคาเมเนอีในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ถูกสังหารในการโจมตีครั้งล่าสุด ดุลอำนาจภายในจึงอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 1989 ที่คาเมเนอีได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดด้วยตนเอง แม้สังคมจะไม่ได้มองว่าเขาเป็นตัวเต็ง ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เสมอไป
กระบวนการคัดเลือกอาจดำเนินไปอย่างรวดเร็วและอาจเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่วัน
อย่างไรก็ตาม ในด้านการทหาร สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก
รายงานระบุว่าผู้บัญชาการระดับสูงหลายคนเสียชีวิตในการโจมตีครั้งแรก เจ้าหน้าที่ที่รอดชีวิตยังคงตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามเนื่องจากปฏิบัติการทางอากาศยังคงดำเนินต่อไป
ความรู้สึกถึงความเปราะบางนั้นสัมผัสได้ เมื่อศูนย์บัญชาการเสียหาย ผู้นำถูกเด็ดหัว และการตัดสินใจถูกบีบอัดเข้าสู่โหมดวิกฤต
ถึงกระนั้น อิหร่านก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตอบโต้
ภายในสองวันแรกของการโจมตี กองกำลังอิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศอาหรับ รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอลด้วย
เป็นครั้งแรกที่ขีปนาวุธอิหร่านเลือกโจมตีสถานที่ที่ไม่ใช่เป้าทางทหารในดูไบ และสนามบินพลเรือนในคูเวต ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์อย่างมาก
การยกระดับความขัดแย้งบ่งชี้ว่า แม้จะสูญเสียผู้นำไป อิหร่านก็ยังคงมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารและมีความตั้งใจที่จะใช้มัน

ที่มาของภาพ, Muskaan Kataria
ขณะนี้ มีความเป็นไปได้ที่วิกฤตการณ์ในภูมิภาคดังกล่าวจะทวีความรุนแรงขึ้น
จากมุมมองของพวกผู้นำอิหร่าน หากความขัดแย้งขยายวงกว้างและกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรของอิหร่านทั่วตะวันออกกลางเข้าร่วมการต่อสู้ ทางการกรุงเตหะรานก็อาจได้มาซึ่งอำนาจต่อรองในการกดดันให้มีการหยุดยิง หรืออย่างน้อยก็อาจสามารถหลีกเลี่ยงการยอมจำนนโดยสิ้นเชิงภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้กำหนดได้
แต่หากมองจากอีกมุม แรงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการประท้วงขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นใหม่ ก็อาจผลักดันให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านล่มสลายอย่างเป็นระบบได้
หากกองกำลังรักษาความมั่นคงบางส่วนแตกแยกหรือปฏิเสธคำสั่ง กระบวนการเปลี่ยนผ่านตามรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการอาจหมดความหมายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเข้ามามีบทบาทแทน
อนาคตในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเผยให้เห็นว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และส่วนอื่น ๆ ของกลไกการบังคับใช้กฎหมายของประเทศจะยังคงมีความเป็นเอกภาพหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้นำสูงสุดที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน
สำหรับตอนนี้ ทุกฉากทัศน์ยังคงมีความเป็นไปได้
ตอนนี้ดูเหมือนว่าสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าช่วงก่อนเกิดการโจมตีทางอากาศ เนื่องจากประเทศขาดผู้นำอำนาจส่วนกลาง ขาดผู้บัญชาการคนสำคัญ ๆ และเผชิญกับแรงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงรักษาโครงสร้างสถาบัน กองกำลังติดอาวุธ และศักยภาพในการตอบโต้ไว้ได้ ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นไปได้ยาก
การเสียชีวิตของ อาลี คาเมเนอี ผลักดันอิหร่านเข้าสู่ช่วงเวลาที่ผันผวนและไม่แน่นอน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ขึ้นอยู่กับว่าทางการกรุงเตหะรานจะสามารถรักษาการควบคุมการเมืองภายใน ในขณะที่การโจมตีทางอากาศยังมีอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ การประท้วงจะทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่ และการสู้รบจะลุกลามไปทั่วภูมิภาคมากน้อยเพียงใด
ทิศทางของเหตุการณ์น่าจะชัดเจนขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากทุกฝ่ายต่างทดสอบขีดจำกัดทางทหารและความมุ่งมั่นทางการเมืองของตนเอง





























