"สแกนม่านตาแลกเงิน" ไม่ผิดกฎหมายไทย แต่มีอะไรควรกังวลบ้าง ?

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, โทรศัพท์มือถือของประชาชนในชุมชนคลองเตยที่เข้าร่วมโครงการ "สแกนม่านตาแลกเงิน" ด้วยอุปกรณ์ Orb
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา คนไทยในหลายจังหวัดอาจพบกลุ่มบุคคลชักชวนให้สแกนม่านตาตามห้างสรรพสินค้า เพื่อแลกกับผลตอบแทนเป็นตัวเงินหรือเงินดิจิทัล แม้บางหน่วยงานของรัฐจะออกมาเตือนถึงความเสี่ยง แต่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วการมอบข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้แท้จริงแล้วมีความเสี่ยงอย่างไรกันแน่

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยแพร่ข้อความประชาสัมพันธ์ผ่านเพจขององค์กรทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2568 เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ชื่อ "ออร์บ" (Orb)ในการสแกนม่านตาตามห้างสรรพสินค้า โดยระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวถูกนำมาใช้สแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซีมูลค่า 500–1,000 บาท

คำเตือนของกรมการปกครองยังระบุว่า "ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลในท้องที่ สอดส่องการจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่าให้เกิดการหลอกลวงประชาชน"

การแจ้งเตือนครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐไทยแสดงปฏิกิริยาต่อกิจกรรม "สแกนม่านตาแลกเหรียญ" ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity - TFH) บริษัทผู้พัฒนาโครงการเวิลด์คอยน์ (Worldcoin Project) ที่ก่อตั้งโดย แซม อัลต์แมน ประธานกรรมการบริหารของโอเพนเอไอ (OpenAI) บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่มีชื่อเสียงระดับโลก

เกิดพื้นที่ไหนในไทยบ้าง

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานปกครองในหลายจังหวัด เช่น พัทลุง เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี นครนายก ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์สแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพัทลุงเผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ระบุว่า นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้มีคำสั่งให้ฝ่ายความมั่นคงลงพื้นที่ตรวจสอบและขอข้อมูลจากห้างสรรพสินค้าโลตัสพัทลุง หลังพบว่ามีการตั้งจุดบริการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตนของประชาชน

"เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใสและไม่ผิดกฎหมาย ทางจังหวัดจึงขอให้ผู้ให้บริการระงับการดำเนินการชั่วคราว" สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพัทลุง ระบุ

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ศูนย์ดำรงธรรม จ.ปราจีนบุรี ออกประกาศว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐใดออกมายืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคล หรือชี้แจงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการนำข้อมูลม่านตาไปใช้ในอนาคต

บริษัทที่สแกนม่านตา เป็นใครมาจากไหน และระบบทำงานอย่างไร

A man has his iris scanned with an orb, a biometric data scanning device, in exchange for the Worldcoin cryptocurrency in Buenos Aires on March 22, 2024. In recent months, hundreds of thousands of Argentines have stood in front of a Worldcoin orb to scan the iris of their eyes in inflation-hit Argentina, where recent tightening delivered the coup de grace. The Worldcoin cryptocurrency, with a verification system based on iris recognition and launched in July 2023 by OpenAI CEO Sam Altman, is being closely watched by regulators in several countries due to data protection concerns. (Photo by JUAN MABROMATA / AFP) (Photo by JUAN MABROMATA/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, อุปกรณ์ Orb ที่ใช้แสกนม่านตา ซึ่ง TFH ระบุว่าได้ตั้งค่าลบข้อมูลส่วนบุคคลอัตโนมัติและเปิดให้ตรวจสอบระบบได้แบบ opensource ถูกจัดแสดงที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อมีนาคม 2567

บริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity - TFH) ที่เป็นเจ้าของโครงการสแกนม่านตาแลกเงินและเข้ามาดำเนินการชักชวนชาวไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 โดยอเล็ก บลาเนีย และแซม อัลต์แมน ผู้ร่วมก่อตั้งโอเพนเอไอ (OpenAI) ซึ่งเป็นองค์กรด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ดำเนินโครงการหลักภายใต้ชื่อ "World" ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของบริษัท

เว็บไซต์ของโครงการ เวิลด์ (World) ระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อช่วยให้มนุษยชาติสามารถเร่งพัฒนาในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านการแจกจ่ายสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้ได้เพียงมนุษย์เท่านั้น

"เป้าหมายของเราคือการแจกจ่ายโทเคนดิจิทัลใหม่ให้กับทุกคนในโลกโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลก มันเป็นเพียงหลังจากที่เราได้ข้อสรุปว่าชีวภาพเป็นวิธีเดียวที่เป็นไปได้จริงในการบรรลุเป้าหมายของเราที่เราตัดสินใจสร้างออร์บ (Orb) " ข้อความส่วนหนึ่งในเว็บไซต์ระบุเหตุผลของการสร้างอุปกรณ์ "ยืนยันความเป็นมนุษย์" ผ่านการสแกนม่านตา

การเข้าใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานของเวิลด์ (World) ต้องเข้ารับการสแกนม่านตาด้วยกล้องออร์บ (Orb) ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษจากบริษัท

เว็บไซต์ของ ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ ระบุว่า "ระบบนี้อาศัยเซนเซอร์เฉพาะทางในการตรวจสอบว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริง ก่อนจะบันทึกภาพม่านตาและประมวลผลเป็นรหัสม่านตา (iris code) ซึ่งใช้ในการยืนยันความเป็นบุคคลเฉพาะและตรวจสอบว่าไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน"

ผู้ที่ได้รับการสแกนม่านตาโดยกล้องดังกล่าว จะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเวิลด์แอป (World App) เพื่อรับเวิลด์ไอดี (World ID) ซึ่งเป็นระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลว่าเป็นมนุษย์ ซึ่งโครงการเวิลด์อธิบายว่าเป็น "ระบบหนังสือเดินทางดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพิสูจน์ความเป็นมนุษย์บนโลกออนไลน์ได้"

ทั้งนี้ เวิลด์แอป ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นเพียงหนังสือเดินทางเท่านั้น หากแต่ยังเป็นโครงสร้างที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

ข้อความประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์หลักระบุว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวมีฟังก์ชันในการแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลได้ทั่วโลก

แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีฟังก์ชันที่เรียกว่า "MiniApps" ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้งานนำเวิลด์คอยน์ไปใช้ในกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การโอนเงิน การเข้าร่วมโปรแกรมต่าง ๆ หรือการรับสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

ประสบการณ์สแกนม่านตาชาวคลองเตย สู่ธุรกิจหัวคิวที่ทำในหลายจังหวัด

แม้กระแสข้อกังวลจากภาครัฐเพิ่งถาโถมมาในช่วงปลายเดือน ก.ค. บีบีซีไทยพบว่ามีการตั้งจุดติดตั้งเครื่องมือออร์บ (Orb) ซึ่งเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลชีวภาพ หรือ ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) ด้วยการสแกนม่านตา ในประเทศไทยตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นอย่างน้อย

จากการลงพื้นที่ชุมชนคลองเตย กรุงเทพมหานคร บีบีซีไทยพบว่ามีผู้อยู่อาศัยจำนวนมากได้เข้าร่วมการสแกนม่านตาดังกล่าว

หญิงวัย 54 ปีรายหนึ่งซึ่งขอใช้ชื่อสมมติว่า "แดง" ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เธอเข้าร่วมโครงการสแกนม่านตาในช่วงเดือน มิ.ย. โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ญาติของเธอเป็นผู้ชักชวนให้ไปสแกน โดยให้เหตุผลว่า "ให้เงินไปสแกนหน้า แล้วก็ได้เงินได้" จุดที่เธอเข้ารับการสแกนคือบูธชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บนถนนพระราม 4 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกยุติการดำเนินการแล้ว

แดงเล่าว่า ขั้นตอนการเข้าร่วมไม่ซับซ้อน โดยเธอเพียงแค่ยื่นโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงเข้าสแกนใบหน้าและม่านตาด้วยอุปกรณ์ที่เธออธิบายว่าเป็น "ลูกบอลกลม ๆ เหมือนลูกฟุตบอล" โดยต้องสแกนถึง 2 รอบ ใช้เวลาเพียงไม่นาน หลังจากนั้นเธอได้รับเงินสดจำนวน 700 บาทในวันถัดมา โดยมีญาติที่พาไปช่วยแลกเปลี่ยนเหรียญดิจิทัลเป็นเงินบาท

"ไม่รู้หรอกว่ามันสแกนไปทำอะไร แต่เข้าใจว่าเกี่ยวกับอะไรสักอย่างที่คล้าย ๆ หุ้น" แดงกล่าว

หญิงอีกรายหนึ่งอายุ 52 ปี ซึ่งใช้ชื่อสมมติว่า "เหมียว" ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เธอเข้าร่วมโครงการสแกนม่านตาในช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยได้รับการชักชวนจากเพื่อนซึ่งทำหน้าที่เป็น "นายหน้า" โดยบอกว่า "ไปแล้วจะได้ตั้ง 600"

การเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านการบอกต่อแบบปากต่อปาก โดยมีแรงจูงใจหลักคือการได้รับเงินตอบแทน เหมียวและแดงต่างยืนยันว่า "คนทำเยอะ" และ "ทำกันทั่ว" โดยมีบุคคลที่ทำหน้าที่เป็น "หัวคิว" ซึ่งผู้เข้าร่วมการสแกนม่านตาหลายรายให้ข้อมูลตรงกัน

เงิน "หักค่าหัวคิว" มีการหักตั้งแต่ 100-300 บาท จากยอดที่ได้รับจากมูลค่าเหรียญที่ได้รับแจกเมื่อแปลงเป็นเงินบาท เงินที่หักส่วนนี้ถูกมองว่าเป็นค่าตอบแทนให้กับ "คนที่พาไป"

ปรากฏการณ์เครือข่ายชักชวนเข้าโครงการเพื่อหักค่าหัวคิวนี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย

สื่อท้องถิ่นใน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งใช้ชื่อว่า "ข่าวท้องถิ่นเพชรบูรณ์" โพสต์เนื้อหาข่าวบนเพจเฟซุบ๊กระบุข้อมูลว่า "ผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดจำนวน 1,000 บาทภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ผู้แนะนำสมาชิกจะได้รับเงินจำนวน 500 บาทต่อราย โดยจำกัดไม่เกิน 10 ราย"

นอกจากนี้ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา มีกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีชื่อ World App สื่อสารด้วยภาษาไทยถูกสร้างขึ้นอย่างน้อย 50 กลุ่ม โดยกลุ่มที่มีสมาชิกสูงสุดมีสมาชิกกว่า 50,000 บัญชี เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อชักชวนให้เข้าร่วมโครงการ ขณะที่บางกลุ่มให้ข้อมูลที่ตั้งของจุดรับสแกนใบหน้าในพื้นที่ต่าง ๆ

In this photo illustration, a Worldcoin logo seen displayed...
POLAND - 2025/01/11: In this photo illustration, a Worldcoin logo seen displayed on a smartphone. (Photo Illustration by Mateusz Slodkowski/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ที่เข้ารับการแสกนใบหน้าจะได้รับแจก Worldcoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีราคาแลกเปลี่ยนผันแปรตามกลไกตลาด

ก.ล.ต. ระบุแจกเหรียญฟรี ไม่ต้องขออนุญาต แต่รับแลก ต้องมีใบอนุญาต

บีบีซีไทยพบว่า หนึ่งในกลุ่มบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กที่มีบัญชีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ได้แก่กลุ่ม "รับแลกเหรียญ World App - World coin Thailand" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 20,000 บัญชี นอกจากนี้ยังมีกลุ่มซึ่งชื่อคล้ายคลึงกันอีกอย่างน้อยสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 10,000 บัญชี

ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ผ่านกลุ่มว่า "รับแลกเหรียญหัก 50 บาท" ซึ่งสามารถทำได้ทั้งวิธี "ชนมือ" ซึ่งหมายถึงการพบกันตัวต่อ หรือด้วยวิธีออนไลน์

มูลค่าหรือค่าใช้จ่ายที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กเหล่านี้เรียกสำหรับการแลกสกุลเงินดิจิทัลเวิลด์คอยน์ถูกกำหนดอย่างหลากหลาย ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์สอบถามว่าเธอได้รับแลกเหรียญด้วยมูลค่าน้อยกว่าที่ได้รับหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเสนอหักเงินด้วยอัตราที่หลากหลาย ทั้งหักเป็นเงินหลักร้อย หรือหักเป็นเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ 5-10%

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตือนว่าการรับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

"การเป็นผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัลก็คือมีการแสดงตนต่อบุคคลทั่วไป ประกาศตัวประกาศเฟซบุ๊ก หรือเปิดหน้าร้าน เป็นการแสดงตัวต่อบุคคลทั่วไปแล้วว่าพร้อมจะให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนตัวสินทรัพย์ดิจิทัลทางค้า จะเข้าข่ายการเป็นผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล" นภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. สายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล อธิบายกับบีบีซีไทย

ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายต่อว่า "หรือหากไม่ได้รับแลกกับตัวเอง แต่กระทําการเป็นเหมือนแสดงตนเป็นนายหน้าพาคนไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยทําตนเป็นการค้าได้รับค่าธรรมเนียมก็อาจจะเข้าข่ายนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ซึ่งการดําเนินการเหล่านี้ ปกติต้องได้รับใบอนุญาต"

.

ที่มาของภาพ, กลต.

คำบรรยายภาพ, นภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. สายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล

ตั้งแต่ช่วงปลาย ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายเริ่มแนะนำให้ผู้ได้รับแจกเหรียญและแลกเหรียญเป็นเงินบาทด้วยตนเองผ่านผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดำเนินการในประเทศไทยเพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าบริการเกินควร

แล้วการแจกเหรียญ เวิลด์คอยน์ ของโครงการเวิลด์ ที่แจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมสแกนม่านตามีสถานะในทางกฎหมายไทยอย่างไร

ก.ล.ต. ระบุว่าเหรียญดังกล่าวถูกจัดอยู่ในประเภทโทเคนดิจิทัลที่อยู่ในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล แต่เนื่องจากเป็นเหรียญที่แจกฟรี ไม่ได้มีการเสนอขาย จึงไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตจาก ก.ล.ต. ในการออกเสนอขายต่อประชาชน

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. เปิดเผยว่าได้มีการพูดคุยกับบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชันถึงฟังก์ชันเสริม "Mini Apps" โดยกำลังพิจารณาว่า Mini Apps บางรายการอาจเข้าข่ายการประกอบธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย

รัฐบาลระบุไม่ผิดกฎหมาย แต่เตือน "ได้ไม่คุ้มเสีย"

แม้ข้อมูลชีวมาตรหรือไบโอเมตริกซ์จัดเป็นข้อมูลมีความสำคัญและอ่อนไหวสูง แต่ในไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรงในการกำกับดูแลการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้

ดร.กิตติพล โหราพงศ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ในไทย ระบุว่า "ในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรงในการกำกับดูแลการเก็บข้อมูลชีวมาตรในลักษณะนี้ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างในการควบคุมและตรวจสอบ"

ต่อมาหลังกระแสเข้าร่วมโครงการสแกนม่านตาแลกเงินแพร่หลายในหลายพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยจึงสั่งระงับการดำเนินกิจกรรมชั่วคราวในบางพื้นที่ พร้อมระบุว่าตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) หรือ "ตำรวจไซเบอร์" เป็นผู้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเมื่อ 27 ส.ค. ว่าสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ในสังกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและตำรวจ สอท. ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า การดำเนินงานของผู้ให้บริการในปัจจุบันถูกต้องตามกฎหมาย และคล้ายกับการดำเนินการในหลายประเทศในปัจจุบัน และได้มีการเตรียมประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานอื่นหามาตรการควบคุมข้อมูลอ่อนไหว และยังไม่พบผู้เสียหายหรือกระทำผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายอนุกูลเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการให้ความยินยอมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวชีวภาพ

"รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักว่าข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพที่ได้ทำการแลกเปลี่ยนกับเพียงผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย อาจได้ไม่คุ้มเสีย หากเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต อาจเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และไม่อาจจะสามารถแก้ไขได้อีกเลย" นายอนุกูล กล่าว

.

ที่มาของภาพ, กิตติพล โหราพงศ์

คำบรรยายภาพ, ดร.กิตติพล โหราพงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

World ชี้แจงว่าอย่างไร

เว็บไซต์ของ World ชี้ว่าระบบยืนยันความเป็นมนุษย์และการสร้างเวิลด์ ไอดี (World ID) จะไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ ระบบ Personal Custody ซึ่งหมายถึงการที่ข้อมูลที่สร้างขึ้นจากการยืนยันความเป็นมนุษย์ผ่านอุปกรณ์ "ออร์บ" (Orb) ทั้งภาพถ่าย เมตาดาตา (Meta data) และข้อมูลที่ประมวลผลจากม่านตาจะถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน อุปกรณ์ "ออร์บ" (Orb) จะใช้ม่านตาเพื่อสร้างรหัสไอริส โค้ด (Iris code) ซึ่งโครงการฯ ระบุว่า "เป็นตัวเลขยาวที่ไม่สามารถระบุข้อมูลส่วนบุคคลได้ แต่ใช้ยืนยันความเป็นเอกลักษณ์ของผู้ใช้งานเท่านั้น"

ทั้งนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า รหัสม่านตานี้จะไม่ถูกเก็บไว้ในเครือข่าย แต่จะถูกประมวลผลเพิ่มเติมผ่านเทคโนโลยีหนึ่งของบริษัทเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลถูกจัดเก็บหรือเปิดเผย

เดเมียน เคียร์แรน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและความเป็นส่วนตัวของ ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (TFH) ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า ภาพถ่ายใบหน้า รหัสม่านตา และรหัสที่ถูกจัดทำขึ้น 3 ชุดเพื่อความปลอดภัย (AMPC shares) จะถูกส่งไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้งาน โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสสองชั้น จากนั้นโทรศัพท์จะส่งรหัสทั้ง 3 ชุด ไปยังฐานข้อมูลต่าง ๆ แยกกัน

เคียร์แรน ระบุว่า "สิ่งที่ถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลคือชุดรหัสแบบยาวที่ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล"

เกี่ยวกับ กรณีที่พบการหาประโยชน์จากการหักค่าหัวคิว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและความเป็นส่วนตัวของ TFH ยืนยันว่าไม่สนับสนุนการแสวงหาประโยชน์จากผู้คนในรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น

"ทีมของผมใช้เวลารายงานเรื่องเหล่านั้นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหยุดยั้งการกระทำเหล่านั้น เราไม่ต้องการให้ใครถูกเอาเปรียบในทางใดก็ตาม" เคียร์แรนกล่าวกับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, World.org

คำบรรยายภาพ, ภาพม่านตาแบบอินฟราเรดที่ถ่ายโดยอุปกรณ์ Orb (ซ้าย) และภาพแสดงรหัสม่านตา (Iris Code) ที่สร้างขึ้นจากภาพดังกล่าว(ขวา) ซึ่ง World กล่าวว่าเป็นการประมวลผลพื้นผิวม่านตาเพื่อสร้างข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนแบบไม่ระบุตัวบุคคล

เพิกถอนความยินยอมข้อมูลส่วนบุคคล ทำได้หรือไม่

แม้ World จะอ้างว่ามีระบบที่ปลอดภัยและโปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูลชีวมาตร แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมข้อมูลกลับตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมข้อมูลของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการถอนความยินยอมหรือขอลบข้อมูลที่เคยให้ไว้

ดร.กิตติพล ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ในไทย ชี้ว่าข้อมูลชีวมาตร เช่น ม่านตา ถือเป็น "ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

"ปกติเวลาขอความยินยอมเราจะต้องมีสิทธิในการให้ความยินยอม มีสิทธิในการเพิกถอน มีสิทธิในการขอเปลี่ยนรายละเอียดการใช้ข้อมูล ตามสิทธิ 9 ประการของ PDPA" เขาชี้

ที่ชุมชนคลองเตย ผู้ร่วมโครงการอย่างเหมียวก็แสดงความกังวลในความปลอดภัยในอนาคต เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าหลังจากที่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความสำคัญของข้อมูลชีวมาตรจากสมาชิกในครอบครัว เธอเริ่มไม่แน่ใจกับความยินยอมที่ได้ให้ไปในห้วงกว่าเดือนที่ผ่านมา

"แล้วทำยังไง ถ้าเราจะขอให้เขาลบออกได้ไหม" เธอตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติม "แต่ก็มันจะมีเรื่องยุ่ง เพราะว่าเขาแจกเงินด้วยไง แล้วหมายความว่าเราต้องคืนเงินหรือเปล่า"

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและความเป็นส่วนตัวของ TFH กล่าวว่า"คุณสามารถเข้าไปที่โทรศัพท์ของคุณเมื่อไรก็ได้ แล้วลบข้อมูลเหล่านั้นหรือสำเนาสำรองในคลาวด์ และเมื่อคุณทำเช่นนั้น คุณก็ได้ลบข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของคุณแล้ว สามารถทำได้ทุกเมื่อ" โดยชี้ว่าการลบข้อมูลดังกล่าวยังถือเป็นการเพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

ตัวแทนจาก TFH ชี้ว่าการเพิกถอนความยินยอมสามารถทำได้ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน และช่องทางสนับสนุนอื่น ๆ เช่น แบบฟอร์มออนไลน์ อีเมล หรือช่องทางผ่านเว็บไซต์ world.org โดยไม่ต้องคืนเหรียญที่ได้รับไปจากการแสกนม่านตาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานไม่สามารถลบข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลได้

"ข้อมูลที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับบุคคลได้ หรือข้อมูลที่ถูกทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (anonymized data) ไม่ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล นั่นคือเหตุผลของการทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวตนได้" เขาระบุ

ประเทศอื่นจัดการกับโครงการสแกนม่านตาเวิลด์คอยน์อย่างไร

สำนักงานกรรมาธิการข้อมูลแห่งสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์เมื่อเดือน ก.ค. 2566 ว่าจะดำเนินการสอบสวนโครงการเวิลด์คอยน์ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหราชอาณาจักรอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีรายงานว่า World ได้เปิดให้บริการสแกนม่านมาในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

โครงการสแกนม่านตาของเวิลด์คอยน์ยังเผชิญแรงเสียดทานจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศทั่วโลก

ศาลสูงเคนยาได้มีคำสั่งเมื่อเดือน พ.ค. ให้มูลนิธิเวิลด์คอยน์ องค์กรซึ่งดำเนินการสแกนม่านตาในเคนยาลบข้อมูลชีวมิติที่เก็บจากพลเมืองเคนยาภายใน 7 วัน ครอบคลุมข้อมูลการสแกนม่านตาและใบหน้า ซึ่งถูกเก็บโดยไม่ได้จัดทำการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด

เดือน ส.ค. กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน ออกคำเตือนผ่านบัญชีทางการบน วีแชท (WeChat) ถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติจากการใช้ข้อมูลชีวมิติอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทต่างชาติบางแห่งเสนอรางวัลเป็นสกุลเงินดิจิทัลเพื่อแลกกับการสแกนม่านตา ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อบริษัทใดโดยตรง