DeepSeek ของจีนเขย่าตลาดเอไอ (AI) ทั่วโลก แต่มันเปลี่ยนโฉมหน้าปัญญาประดิษฐ์แล้วหรือยัง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ลิลี่ จามาลี
- Role, ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีภูมิภาคอเมริกาเหนือ
- Reporting from, San Francisco
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอเมริกา ได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ แอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ตัวใหม่จากจีนที่มีชื่อว่าดีพซีก (DeepSeek) ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเทคโนโลยีในซิลิคอนแวลลีย์
ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ปัญญาประดิษฐ์โมเดลดีพซีค-อาร์วัน (DeepSeek-R1) ก็ก้าวขึ้นเป็นแอปพลิเคชันฟรีที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุดในสหรัฐฯ โดยครองอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์มของแอปเปิล (Apple)
บริษัทผู้พัฒนาแอปฯ เปิดเผยในขณะนั้นว่า แชตบอท (chatbot) ตัวใหม่นี้สามารถเทียบชั้นกับแชทจีพีที (ChatGPT) ได้ และที่น่าจับตามองยิ่งกว่านั้น คือ บริษัทใช้ต้นทุนในการพัฒนาเพียงเศษเสี้ยวของคู่แข่งรายใหญ่
คำกล่าวอ้างข้างต้นของบริษัทผู้พัฒนา DeepSeek รวมเข้ากับความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของแอปพลิเคชัน ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ลดลงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 19,362 ล้านบาท) ภายในวันเดียว คิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของมูลค่ารวม ถือเป็นการสูญเสียมูลค่าหุ้นรายวันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ก็ได้รับผลกระทบจากแรงกระเพื่อมในครั้งนี้เช่นเดียวกัน
การเปิดตัวของ DeepSeek ยังจุดประกายข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายมองว่าจีนยังตามหลังสหรัฐฯ อยู่มาก แต่เหตุการณ์ล่าสุดทำให้บางคนเริ่มตั้งคำถามว่า จีนอาจกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสนามแข่งขันนี้แล้ว
มาร์ค แอนเดรสเซน นักลงทุนชื่อดัง แสดงความคิดเห็นว่าการเปิดตัวของ DeepSeek-R1 ถือเป็น "ปรากฎการณ์สปุตนิกของวงการเอไอ" โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิกขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งเคยจุดชนวนการแข่งขันด้านอวกาศระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images
DeepSeek ยังมีบทบาทอยู่หรือไม่ ?
เวลาผ่านไปแล้วหกเดือนนับตั้งแต่ DeepSeek จากจีนสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการเทคโนโลยีทั่วโลก
ทุกวันนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวจากจีนแทบไม่ปรากฏในพาดหัวข่าวอีกต่อไป และไม่ใช่หัวข้อสนทนายอดนิยมหลังเลิกงานของชาวซานฟรานซิสโกแล้ว อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันนี้ยังคงไม่หายไปไหน
DeepSeek ได้ท้าทายสมมติฐานสำคัญหลายประการเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งผู้บริหารชาวอเมริกันอย่าง แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนา ChatGPT เคยยึดถือ
ซิด เชธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทดี-เมทริกซ์ (d-Matrix) ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปด้านชิป สำหรับเอไอ กล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ เราเชื่อกันว่าเทคโนโลยีนั้นยิ่งใหญ่ ยิ่งดี"
ทว่าเขาตั้งข้อสังเกตว่า การลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ ชิป และพลังงานไฟฟ้า อาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเสมอไป
แม้ว่าในช่วงแรก DeepSeek จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุด แต่เชธบอกกับบีบีซีว่าปัญญาประดิษฐ์จากจีนทำให้คนเห็นว่า "หากมีวิศวกรรมที่ฉลาดพอ เราก็สามารถสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน"
กระแสความสนใจใน DeepSeek เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนมกราคม ก่อนที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรต่าง ๆ จะทันได้สกัดกั้นไม่ให้พนักงานแห่กันไปใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว
เมื่อถึงวันจันทร์ องค์กรจำนวนมากเริ่มตื่นตัวและรีบออกคำสั่งห้ามพนักงานใช้งาน DeepSeek เนื่องจากมีความกังวลว่าข้อมูลผู้ใช้อาจถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้พัฒนาแอปฯ
ทั้งนี้ แม้จะไม่มีตัวเลขผู้ใช้งานที่แน่ชัด แต่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยยังคงใช้งาน DeepSeek อยู่ในปัจจุบัน
สตาร์ตอัปบางแห่งในซิลิคอนแวลลีย์ยังคงเลือกใช้ DeepSeek ต่อไป แทนที่จะหันไปใช้โมเดล AI จากบริษัทอเมริกันที่มีต้นทุนสูงกว่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
นักลงทุนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สำหรับบริษัทที่มีงบประมาณจำกัด เงินที่ประหยัดได้จากการใช้ DeepSeek ช่วยให้พวกเขาสามารถนำไปใช้กับสิ่งจำเป็นอื่น ๆ เช่น การจ้างพนักงานเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงใช้ความระมัดระวังในการเข้าถึงแอปพลิเคชันนี้
ในกระทู้ออนไลน์ มีผู้ใช้อธิบายวิธีการรัน DeepSeek-R1 บนอุปกรณ์ของตนเอง แทนที่จะใช้งานผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทในจีน ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกส่งออกไปโดยไม่รู้ตัว
คริสโตเฟอร์ เคน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทมิลล์ พอนด์ รีเสิร์ช (Mill Pond Research) กล่าวว่า "นี่เป็นวิธีที่ดีในการใช้โมเดลดังกล่าว โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะถูกส่งกลับไปยังจีน"
ศึกชิงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ

ที่มาของภาพ, CFOTO/Future Publishing via Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า การเปิดตัวของ DeepSeek ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
เวนดี้ จาง นักวิเคราะห์นโยบายจากสถาบันเมอร์คาเตอร์เพื่อจีนศึกษา (Mercator Institute for China Studies) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ก่อนหน้านี้ จีนถูกมองว่าเป็นฝ่ายไล่ตามสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ โดยแม้จะมีโมเดลที่สามารถแข่งขันได้ แต่ก็ยังตามหลังโมเดลชั้นนำจากฝั่งตะวันตกอยู่เสมอ"
โมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือแอลแอลเอ็ม (Large Language Model-LLM) คือระบบที่ได้รับการฝึกฝนให้สามารถคาดเดาคำถัดไปในประโยคหรือวลีที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ
DeepSeek ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนในวงการเทคโนโลยี เมื่อบริษัทอ้างว่าสามารถพัฒนาโมเดลชั้นนำได้โดยใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์และต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของบริษัทอเมริกัน
ในปี 2024 บริษัท OpenAI ใช้งบประมาณไปถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 166,800 ล้านบาท) ขณะที่นักวิจัยของ DeepSeek ระบุว่า พวกเขาสามารถพัฒนา DeepSeek-R1 ซึ่งทำคะแนนเหนือกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI ในหลายตัวชี้วัด ได้ด้วยงบประมาณเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 180 ล้านบาท)
เวนดี้ จาง ยังกล่าวว่า "DeepSeek ได้เปิดเผยให้โลกเห็นว่าภูมิทัศน์เอไอของจีนมีความสามารถในการแข่งขัน"
อย่างไรก็ดี นักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ ได้ฉวยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อพัฒนาและปรับกลยุทธ์ของตนเอง
รัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้ผลักดันข้อตกลงและประกาศด้านเอไอ โดยเน้นว่าเป็นมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความได้เปรียบเหนือจีน
เดวิด แซกส์ ผู้รับผิดชอบด้านปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาลทรัมป์ กล่าวระหว่างการเปิดตัวแผนปฏิบัติการด้านเอไอเมื่อเดือนที่แล้วว่า "เทคโนโลยีนี้จะมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ"
เขาย้ำอีกว่า "สิ่งสำคัญคือ สหรัฐฯ ต้องยังคงเป็นผู้นำในด้าน AI ต่อไป"
นอกไปจากนี้ DeepSeek ก็ไม่เคยสลัดข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านความมั่นคงจากการที่มีต้นกำเนิดในจีนได้
ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters เมื่อเดือนมิถุนายน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังประเมินความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท DeepSeek กับรัฐบาลจีน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "DeepSeek ได้ให้การสนับสนุนแก่ปฏิบัติการด้านการทหารและข่าวกรองของจีนอย่างเต็มใจ และมีแนวโน้มว่าจะยังคงให้การสนับสนุนต่อไป"
บริษัท DeepSeek ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็นจากบีบีซี แต่ในนโยบายความเป็นส่วนตัวของบริษัทระบุว่าเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
"เมื่อคุณเข้าถึงบริการของเรา ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณอาจถูกประมวลผลและจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของเราที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน" นโยบายดังกล่าวระบุ "ซึ่งอาจเป็นการให้ข้อมูลโดยตรงจากคุณ หรือเป็นการโอนข้อมูลที่เราหรือบุคคลที่สามดำเนินการ"

ที่มาของภาพ, Feature China/Future Publishing via Getty Images
แนวทางใหม่?
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท OpenAI จุดกระแสพูดถึง DeepSeek ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์สองตัวใหม่
นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่บริษัทเอไอรายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดตัวโมเดลแบบเปิดและฟรีให้ได้ใช้งาน ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดและปรับแต่งโมเดลได้อย่างอิสระ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นแนวทางที่เคยเกิดขึ้นในวงการก่อนยุคที่ ChatGPT จะกลายเป็นเอไอสำหรับผู้บริโภค
ซิด เชธ จากบริษัทดี-เมทริกซ์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "คุณสามารถเห็นความเชื่อมโยงจาก DeepSeek ฉายไปยังสิ่งที่ OpenAI ประกาศในสัปดาห์นี้ได้เลย"
เขาอธิบายว่า "DeepSeek พิสูจน์ให้เห็นว่า โมเดลขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูงก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจได้ แนวคิดนี้เปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือคลื่นลูกใหม่ของแนวคิดนั้นกลายมาเป็นการเปลี่ยนไปใช้โมเดลที่มีขนาดเหมาะสม รวดเร็ว ราคาถูก และพร้อมใช้งานในสเกลต่าง ๆ "
อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคน แนวทางเดิมของบริษัทเอไอรายใหญ่ในสหรัฐฯ ดูเหมือนจะยังคงอยู่
เพียงไม่กี่วันหลังจากเปิดตัวโมเดลแบบเปิดให้ใช้งานฟรี บริษัท OpenAI ก็เปิดตัวจีพีที-ไฟว์ (GPT-5) ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดของบริษัท โดยก่อนหน้านั้น OpenAI ได้ประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านการประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่งได้ประกาศแผนการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลใหม่จำนวนมาก เพื่อรองรับการพัฒนา AI ขณะที่ต่างก็แข่งขันกันเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา (Meta) ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ด้านเอไออันทะเยอทะยานของเขา และพยายามดึงตัวพนักงานจากบริษัทคู่แข่ง ด้วยข้อเสนอค่าตอบแทนสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์
โชคชะตาของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ดูเหมือนจะผูกติดกับการลงทุนในเอไอ มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยสะท้อนผ่านผลประกอบการที่โดดเด่นในฤดูกาลรายงานผลประกอบการล่าสุด
ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัท Nvidia ซึ่งเคยร่วงหนักหลังจาก DeepSeek เปิดตัว ก็ฟื้นตัวขึ้นมาแตะระดับสูงสุดใหม่ จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
เคน จากบริษัทมิลล์ พอนด์ รีเสิร์ช กล่าวว่า "สิ่งที่หลายคนเชื่อในช่วงแรก อาจเป็นเพียงภาพลวงตา" โดยเรากำลังกลับเข้าสู่อนาคตที่เทคโนโลยีเอไอ ยังคงพึ่งพาศูนย์ข้อมูล ชิป และพลังงานจำนวนมาก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หมายความได้ว่า การที่ DeepSeek เข้ามาเขย่าฐานอุตสาหกรรมอาจยังไม่ใช่การเปลี่ยนโฉมหน้าวงการเอไอตลอดไป
แล้ว DeepSeek เองเป็นอย่างไรในตอนนี้ ?
มารินา จาง รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์กล่าวว่า "ตอนนี้ DeepSeek กำลังเผชิญกับความท้าทายในการรักษาแรงส่งของตนเอง"
โดยเธอระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอุปสรรคด้านการดำเนินงาน และอีกส่วนหนึ่งคือการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทในสหรัฐฯ และจีน
จาง ยังชี้ด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ตัวถัดไปของบริษัทคือ ดีพซีค-อาร์ทู (DeepSeek-R2) มีรายงานว่าถูกเลื่อนออกไปแล้ว โดยหนึ่งในสาเหตุคือการขาดแคลนชิปประสิทธิภาพสูงมาใช้นั่นเอง











