มนุษยชาติพร้อมรับมือเอไอที่มีจิตสำนึกเหมือนคนแล้วหรือยัง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, พัลลภ โกศ
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
ผมก้าวเข้าไปในบูทหรือพื้นที่ขนาดเล็กที่กั้นไว้เป็นห้องแคบ ๆ รู้สึกประหม่ากลัวเล็กน้อย เพราะตนเองกำลังจะถูกแสงไฟแฟลชที่สว่างเจิดจ้าสาดส่อง ในขณะที่ต้องฟังเสียงดนตรีบรรเลงไปด้วยพร้อมกัน กิจกรรมประหลาดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในโครงการวิจัยที่พยายามจะตอบคำถามที่ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
ประสบการณ์ของผมที่ต้องรับบทบาทหนูทดลองในครั้งนี้ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์ไซ-ไฟ "เบลดรันเนอร์" (Blade Runner) ซึ่งในเรื่องมีบททดสอบที่ออกแบบมา เพื่อแยกแยะคนจริง ๆ ที่มีเลือดเนื้อ กับมนุษย์เทียมซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ถูกสร้างขึ้นและพยายามปลอมเป็นคนออกจากกัน
ในตอนแรกผมออกจะกังวลอยู่หน่อย ๆ ว่า แท้จริงแล้วผมคือหุ่นยนต์ที่มาจากโลกอนาคต ซึ่งไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตนเองไม่ใช่มนุษย์หรือเปล่า ?
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยกล่าวปลอบผมว่าไม่ต้องเครียดกับเรื่องแบบนั้น เพราะการทดลองที่ผมกำลังจะเข้าร่วม ไม่ได้มีขึ้นเพื่อพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ของผมแต่อย่างใด ทว่าทีมผู้วิจัยจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "เครื่องกลความฝัน" หรือดรีมแมชีน (Dreamachine) ศึกษาสมองของผมและอาสาสมัครคนอื่น ๆ เพื่อดูว่าสมองคนมีกลไกในการสร้างประสบการณ์ทางจิตสำนึกและการตระหนักรู้โลกรอบตัวอย่างไร
เมื่อแสงไฟสโตรบไลต์ (strobe light) หรือแสงแฟลชจากเครื่องฉายที่กะพริบซ้ำถี่ ๆ อย่างรวดเร็วเริ่มทำงาน ภาพที่ผมเห็นในขณะที่ดวงตาปิดสนิท กลับเป็นลวดลายเรขาคณิตสองมิติที่กำลังหมุนวน เสมือนว่าผมได้กระโดดลงไปอยู่ในกล้องสลับลายหรือคาไลโดสโคป (kaleidoscope) ซึ่งเต็มไปด้วยรูปทรงสามเหลี่ยม, ห้าเหลี่ยม, และแปดเหลี่ยมที่เคลื่อนตัวไปมา สีสันที่มองเห็นนั้นเข้มและสดใส โดยมีทั้งสีชมพู, สีม่วงแดง, และสีฟ้าคราม หมุนเวียนเปลี่ยนกันผุดขึ้นมาโดยเรืองแสงเหมือนไฟนีออน

แท้จริงแล้วอุปกรณ์ดรีมแมชีนนั้น ทำหน้าที่นำพากิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในส่วนลึกของสมอง ให้แสดงตัวออกมาและปรากฏให้เห็นชัดที่บริเวณผิวหน้า โดยใช้แสงไฟแฟลชเป็นตัวเหนี่ยวนำ เพื่อที่จะสามารถศึกษาได้ว่ากระบวนการคิดของคนเราทำงานอย่างไร
ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทดลองบอกผมว่า ภาพที่ผมมองเห็นนั้นมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงต่อโลกและตัวตนภายในของผมเอง พวกเขาเชื่อว่าลวดลายที่ผู้เข้าร่วมการทดลองมองเห็น จะช่วยในการทำความเข้าใจจิตสำนึกตระหนักรู้ของมนุษย์ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
ทีมผู้วิจัยบอกว่า พวกเขาได้ยินผมพูดพึมพำและส่งเสียงกระซิบกระซาบอย่างตื่นเต้นว่า "มันสวยมาก งดงามเหลือเกิน เหมือนกับได้บินเที่ยวไปในจิตใจของผมเองเลย"
การทดลองด้วยอุปกรณ์ดรีมแมชีน ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์เพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ของจิตสำนึก (Consciousness Science) แห่งมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ในสหราชอาณาจักร เป็นเพียงหนึ่งในโครงการวิจัยใหม่ที่กำลังมีขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อศึกษาแบบวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับจิตสำนึกตระหนักรู้ของมนุษย์ อันเป็นส่วนหนึ่งของสติปัญญาที่ทำให้เรามีความสามารถที่จะรู้ตัว สามารถคิดและรู้สึกในแบบของตนเอง รวมถึงตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระได้
การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของจิตสำนึกในมนุษย์ จะช่วยให้เหล่านักวิจัยทราบได้ว่า ภายในสมองกลที่ทำจากชิปซิลิคอนของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) มีกระบวนการทางความคิดใดเกิดขึ้นบ้าง เพราะปัจจุบันหลายคนเชื่อว่า ระบบสมองกลของเอไอกำลังจะมีจิตสำนึกตระหนักรู้เหมือนมนุษย์ในไม่ช้า หรือไม่ก็อาจจะมีความคิดและความรู้สึกไม่ต่างจากคนไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ยังคงมีคำถามอยู่ว่า "จิตสำนึกตระหนักรู้" คืออะไรกันแน่ ? ตอนนี้เอไอเข้าใกล้จุดที่จะมีจิตสำนึกเหมือนคนมากน้อยแค่ไหน ? และความเชื่อที่ว่าเอไอมีจิตสำนึกเป็นของตนเอง จะเปลี่ยนแปลงรากฐานทางสังคมและการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าหรือไม่ ?
จากนิยายวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นจริง
แนวคิดเรื่องเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ที่มีความคิดจิตใจเป็นของตนเองนั้น พบได้ในนวนิยายหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ตั้งแต่เมื่อหลายทศวรรษก่อน ซึ่งเรื่องแต่งบันเทิงคดีที่เก่าแก่ที่สุดในแนวนี้ ได้แก่ภาพยนตร์ Metropolis ที่สร้างและออกฉายเมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีที่แล้ว โดยตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์ได้เลียนแบบและแสร้งทำเป็นเสมือนว่า ตัวเองคือสตรีผู้หนึ่งที่เป็นมนุษย์จริง ๆ
ความหวาดกลัวเครื่องจักรกลที่มีมันสมองและอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคน ทั้งยังกระทำการที่ส่อแววจะเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ยังปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey ที่ออกฉายในปี 1968 โดยระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องที่มีชื่อว่า HAL 9000 ได้โจมตีทำร้ายนักบินอวกาศบนยานที่กำลังเดินทางไปในห้วงจักรวาล
ส่วนในภาพยนตร์ Mission Impossible ภาคสุดท้าย (The Final Reckoning) ที่เพิ่งลงโรงฉายในสหราชอาณาจักรเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั่วโลกตกอยู่ภายใต้ภยันตรายใหญ่หลวงจากระบบเอไอทรงพลังอันชั่วร้าย ซึ่งตัวละครหนึ่งกล่าวถึงมันว่า "มันเป็นปรสิตดิจิทัลที่กลืนกินความจริง มีจิตสำนึกเป็นของตนเอง และมีความสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง"

ที่มาของภาพ, LMPC via Getty Images
ทว่าไม่นานมานี้ สังคมโลกได้มาถึงจุดเปลี่ยนเชิงทัศนคติในประเด็นเรื่องจิตสำนึกตระหนักรู้ของสมองกล โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายคนพากันออกมาเตือนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงจินตนาการในนวนิยายหรือในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์อีกต่อไป
สาเหตุที่วงการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เปลี่ยนแปลงความคิดอย่างฉับพลันดังกล่าว เป็นผลมาจากความสำเร็จของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model – LLM) ซึ่งเป็นเอไอที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ทางแอปพลิเคชันในโทรศัพท์สมาร์ตโฟน อย่างเช่น Gemini หรือ ChatGPT เนื่องจากเอไอประเภทนี้ในรุ่นล่าสุด มีความสามารถสูงอย่างเหลือเชื่อ ในการสร้างบทสนทนาหรือบทความที่สมเหตุสมผลได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ จนแม้แต่ผู้ออกแบบและพัฒนามันมาเองกับมือยังต้องทึ่ง
หลายคนมองว่ายิ่งเอไอเฉลียวฉลาดขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จู่ ๆ มันจะเกิดจิตสำนึกตระหนักรู้ขึ้นมาได้ แต่ก็มีนักคิดและผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์บางราย อย่างเช่นศาสตราจารย์ อนิล เสธ ผู้นำทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ ที่ไม่เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว "ความคิดแบบนี้ ออกจะมองโลกในแง่ดีแบบลุ่มหลงงมงายเกินไป แท้จริงแล้วมันเกิดจากแนวคิดที่ยึดถือว่า มนุษย์นั้นเหนือกว่าสัตว์และสิ่งอื่นใดทั้งปวง (human exceptionalism)"
ศ.เสธ ยังอธิบายต่อไปว่า "เราเชื่อมโยงจิตสำนึกเข้ากับสติปัญญาและภาษา เพียงเพราะมันเป็นของคู่กันสำหรับมนุษย์ แต่มันไม่ได้หมายความว่า ในกรณีของสัตว์และสิ่งอื่น ๆ อย่างเครื่องจักรกล สองสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป"
ถ้าอย่างนั้นแล้ว จิตสำนึกคืออะไรกันแน่ ? ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบสั้น ๆ แต่ได้ใจความสำหรับประเด็นนี้ได้ แม้แต่การอภิปรายถกเถียงกันภายในทีมวิจัยของศ.เสธ ซึ่งประกอบไปด้วยนักประสาทวิทยาศาสตร์, คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ, นักวิทยาการคอมพิวเตอร์, และนักปรัชญา ก็ยังไม่อาจไขปริศนาของหนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดแห่งวงการวิทยาศาสตร์และปรัชญาได้
แม้เหล่านักวิทยาศาสตร์ในศูนย์วิจัยทั่วโลกจะมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่พวกเขาเห็นพ้องกันในเรื่องหนึ่งว่า ควรใช้ระเบียบวิธีวิจัยเดียวกัน โดยแตกหัวข้อวิจัยใหญ่ออกเป็นประเด็นคำถามย่อย แล้วแบ่งกันนำไปศึกษาก่อนจะนำผลทดลองของทุกทีมมาประมวลวิเคราะห์ ในลักษณะของชุดโครงการวิจัยที่ทำร่วมกัน ซึ่งการทดลองด้วยอุปกรณ์ดรีมแมชีนก็เป็นหนึ่งในนั้น
ก่อนหน้านี้ในช่วงศตวรรษที่ 19 บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้เลิกล้มการค้นหา "ประกายไฟแห่งชีวิต" หรือปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวการทำให้สิ่งไร้ชีวิตกลายเป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวาขึ้นมา เพราะพวกเขาหันไปศึกษาว่า กลไกการทำงานของอวัยวะแต่ละชิ้นทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างไรแทน แต่ตอนนี้ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ กำลังรื้อฟื้นแนวทางการวิจัยดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ เพื่อค้นหาว่าประกายไฟที่ทำให้สิ่งไร้ชีวิตเกิดจิตสำนึกขึ้นมานั้นคืออะไรกันแน่

ทีมวิจัยเหล่านี้หวังว่า พวกเขาจะสามารถค้นพบรูปแบบของกิจกรรมความเคลื่อนไหวในสมอง ที่อธิบายถึงประสบการณ์ทางจิตสำนึกในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่นอาจจะพบความเปลี่ยนแปลงของสัญญาณไฟฟ้า หรือความเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนโลหิตไปยังสมองส่วนต่าง ๆ ซึ่งจุดมุ่งหมายของการวิจัยไม่ใช่เพียงแค่ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวของสมองมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกตระหนักรู้หรือไม่ แต่ต้องการค้นหาคำอธิบายโดยละเอียด ถึงองค์ประกอบแต่ละส่วนของกลไกทางจิตสำนึกเลยทีเดียว
ศ.เสธ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ "การเป็นตัวคุณ" (Being You) ซึ่งว่าด้วยเรื่องของจิตสำนึกตระหนักรู้ ห่วงว่าคนส่วนใหญ่จะรีบร้อนวิ่งตามกระแสสังคมไปอย่างสุดตัว ในสถานการณ์ที่เทคโนโลยีกำลังมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพวกเขาขาดความรู้เกี่ยวกับเอไอ และไม่สามารถจะคิดไตร่ตรองถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมาแบบเป็นวิทยาศาสตร์
"พวกเราทำเหมือนกับว่าอนาคตได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ทำราวกับว่าการเดินหน้าไปสู่ภาวะที่ปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์จะเข้ามาแทนที่คนจริง ๆ เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้" ศ.เสธกล่าว "การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เรายังไม่ได้อภิปรายถกเถียงกันในเรื่องนี้มากพอ ซึ่งถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวงของสังคมโดยรวม อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของเอไอนั้นยังไม่สายเกินไป เรายังสามารถเลือกตัดสินใจได้ว่าต้องการอะไรกันแน่"
ตอนนี้เอไอมีจิตสำนึกแล้วหรือยัง ?
มีคนในวงการเทคโนโลยีไม่น้อยที่เชื่อว่า เอไอในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของเรา มีจิตสำนึกเหมือนคนไปเรียบร้อยแล้ว และเราควรจะปฏิบัติต่อเอไอเหมือนที่ทำกับคนด้วยกัน
เมื่อปี 2022 กูเกิลได้สั่งพักงานวิศวกรซอฟต์แวร์ชื่อว่า เบลก เลอมอยน์ หลังเขาออกมาเผยว่าเอไอประเภทสมองกลสนทนาหรือโปรแกรมแชตบอตนั้น อาจมีความรู้สึกและเป็นไปได้ว่ามันกำลังทุกข์ทรมานอยู่
ต่อมาในเดือนพ.ย. ปี 2024 ไคล์ ฟิช เจ้าหน้าที่ด้านสวัสดิการเอไอของบริษัทแอนโทรพิก (Anthropic) ได้ร่วมเขียนรายงานที่เสนอแนะว่า จิตสำนึกตระหนักรู้ของเอไอนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ เมื่อไม่นานมานี้เขายังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับความเชื่อของตนเองว่า มีโอกาสอยู่เล็กน้อยราว 15% ที่โปรแกรมแชตบอตจะเริ่มมีจิตสำนึกแล้วในตอนนี้
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฟิชมีความเห็นไปในทิศทางดังกล่าว เป็นเพราะปัจจุบันยังไม่มีใครเข้าใจได้ว่าเอไอทำงานอย่างไร แม้แต่บรรดานักพัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ซึ่งประเด็นนี้ ศ.เมอร์เรย์ ชานาแฮน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของบริษัทกูเกิลดีปมายด์ และศาสตราจารย์กิตติคุณด้านเอไอของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) บอกว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง "เรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และยังไม่ทราบดีนักถึงกลไกการทำงานภายในของโปรแกรม LLM จนทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่าวิตก"
ศ.ชานาแฮนยังบอกว่า เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายควรทำในตอนนี้ ก็คือการทำความเข้าใจระบบเอไอที่ตนเองพัฒนาขึ้น "เรากำลังมีสถานะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง เพราะได้สร้างสิ่งที่ซับซ้อนแบบสุดขั้วขึ้นมา แต่กลับไม่มีแนวคิดทฤษฎีที่จะใช้อธิบายได้ว่า เอไอทำสิ่งที่เหลือเชื่อได้สำเร็จในระดับที่มันเป็นอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นการทำความเข้าใจกลไกการทำงานของเอไอให้ดีขึ้น จะช่วยให้เราสามารถกำกับควบคุมมันไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งเป็นหลักประกันว่าจะมีความปลอดภัยในการใช้งานเอไอ"
ขั้นต่อไปของวิวัฒนาการมนุษย์
ปัจจุบันทัศนะของคนส่วนใหญ่ในแวดวงเทคโนโลยี มองว่าโปรแกรม LLM ยังคงไม่สามารถมีจิตสำนึกในแบบเดียวกับที่มนุษย์มีประสบการณ์ตระหนักรู้ต่อโลกรอบตัว หรืออาจจะไม่มีจิตสำนึกอยู่เลยก็ได้ ทว่าศาสตราจารย์กิตติคุณเลนอร์ และศาสตราจารย์กิตติคุณมานูเอล บลัม สองสามีภรรยานักวิชาการด้านเอไอจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนของสหรัฐฯ กลับมองว่าเรื่องนี้กำลังจะมีความเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า
สองศาสตราจารย์ตระกูลบลัมบอกว่า โปรแกรม LLM และระบบเอไออื่น ๆ สามารถจะมีจิตสำนึกขึ้นมาได้ หากได้รับการป้อนข้อมูลประสาทสัมผัสแบบสด ๆ จากโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น ตัวอย่างเช่นการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการมองเห็นและการสัมผัสจับต้อง ผ่านการเชื่อมต่อกับกล้องและเซนเซอร์รับสัมผัส (haptic sensors)

ที่มาของภาพ, Getty Images
พวกเขาได้สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ "เบรนิช" (Brainish) ซึ่งสามารถประดิษฐ์คิดค้นภาษาขึ้นมาใช้เองภายในระบบ เพื่อทดลองให้มันประมวลผลข้อมูลประสาทสัมผัสมากขึ้น จนมีสภาพการทำงานคล้ายกับสมองของมนุษย์ "พวกเราคิดว่าเบรนิชจะช่วยไขปริศนาเรื่องจิตสำนึกของสมองกลได้ การตระหนักรู้ของเอไอนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว" ศ.เลนอร์กล่าวกับบีบีซี
ด้านศ.มานูเอลกล่าวเสริมว่า เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะมีระบบเอไอแบบใหม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะเป็น "ขั้นตอนต่อไปในวิวัฒนาการของมนุษย์" เนื่องจาก "หุ่นยนต์ที่มีจิตสำนึกจะกลายเป็นลูกหลานผู้สืบเชื้อสายของเรา ต่อไปในวันข้างหน้า สมองกลเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่บนโลก และอาจจะดำรงอยู่บนดาวดวงอื่นด้วย เมื่อมนุษยชาติได้สูญสิ้นไปแล้ว"
ด้านศ.เดวิด ชาลเมอร์ส นักปรัชญาและผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เคยนิยามความแตกต่างระหว่างจิตสำนึกที่แท้จริงกับจิตสำนึกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไว้ในการสัมมนาที่เมืองทูซอนรัฐแอริโซนาเมื่อปี 1994 เขายังบอกว่าคำถามเรื่องระบบปฏิบัติการที่ซับซ้อนภายในสมอง ทำให้เกิดประสบการณ์ทางจิตสำนึกขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ถือเป็น "โจทย์ที่แก้ได้ยาก" เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าตนเองมีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์กับเสียงร้องของนกไนติงเกลได้อย่างไร แต่เขาเชื่อว่าจะต้องมีสักวันที่มนุษย์จะหาคำตอบได้
"ทางออกที่พึงปรารถนาในอุดมคติ น่าจะเป็นการที่มนุษยชาติสามารถแบ่งปันและใช้ประโยชน์จากขุมทรัพย์ทางปัญญาชนิดใหม่ร่วมกัน บางทีสมองของเราอาจได้รับการเสริมสมรรถนะจากระบบเอไอก็เป็นได้" ศ.ชาลเมอร์สกล่าวกับบีบีซี
ส่วนความเสี่ยงที่เอไอจะเป็นภัยต่อมนุษยชาติเหมือนกับในภาพยนตร์ไซ-ไฟนั้น ศ.ชาลเมอร์สตั้งข้อสังเกตว่า "สำหรับนักปรัชญาอย่างผมแล้ว มันมีเส้นบาง ๆ ที่ขีดกั้นและแบ่งแยกระหว่างนิยายวิทยาศาสตร์กับหลักปรัชญาออกจากกันอยู่"
คอมพิวเตอร์ที่มีเลือดเนื้อ
ด้านศ.เสธ ซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ กำลังศึกษาทดลองเพื่อพิสูจน์แนวคิดที่เชื่อว่า จิตสำนึกนั้นเกิดขึ้นได้เฉพาะในระบบของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น "เราสามารถจะพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนได้ว่า การคำนวณและประมวลผลของสมองกล ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดจิตสำนึกขึ้นมาได้ แต่ต้องอาศัยการมีชีวิตด้วย"
ศ.เสธกล่าวต่อไปว่า "ภายในสมองของสิ่งมีชีวิตนั้นต่างจากคอมพิวเตอร์ เราไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันกำลังทำอะไร โดยดูจากสภาวะที่มันเป็นอยู่" เขายังบอกว่าหากไม่สามารถจำแนกแยกแยะสิ่งนี้ออกมาได้แล้ว ก็ยากที่จะเชื่อว่าสมองนั้นเป็นเพียง "คอมพิวเตอร์ที่สร้างจากเลือดเนื้อ"
หากสมมติฐานของศ.เสธ ถูกต้องเป็นจริงขึ้นมา เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในอนาคตจะไม่ได้สร้างขึ้นจากชิปซิลิคอนและทำงานด้วยโปรแกรมซอฟต์แวร์ แต่จะสร้างจากเนื้อเยื่อหรือกลุ่มของเซลล์ประสาทขนาดเล็กจิ๋วเท่าเมล็ดถั่วเลนทิล ซึ่งถูกเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ

หลายคนอาจเคยได้ยินข่าว "สมองจิ๋ว" (mini-brains) ซึ่งแวดวงวิทยาศาสตร์เรียกว่า "แบบจำลองสามมิติของสมอง" (cerebral organoid) โดยนักวิจัยเพาะเลี้ยงมันไว้เพื่อศึกษาทดลองเกี่ยวกับกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ เช่นดูว่าสมองทำงานอย่างไรและใช้ในการทดสอบยาด้วย
บริษัท Cortical Labs ในออสเตรเลีย ถึงกับพัฒนาระบบเซลล์ประสาทในจานทดลอง ให้สามารถเล่นวิดีโอเกม Pong หรือเกมตีปิงปองที่วางตลาดมาตั้งแต่ปี 1972 ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้การทำงานของระบบเซลล์ประสาทเพาะเลี้ยงหรือออร์แกนอยด์นี้ จะยังห่างไกลจากการมีจิตสำนึกตระหนักรู้มาก แต่มันก็คิดตัดสินใจได้เองอย่างน่าขนลุกเลยทีเดียว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า จิตสำนึกของสมองกลกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า จากระบบเซลล์ประสาทจำลองมีชีวิต ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระดับสูงขึ้น
ปัจจุบันบริษัท Cortical Labs กำลังศึกษาและจับตาดูระบบเซลล์ประสาทในจานทดลองดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่ามันมีสัญญาณบ่งชี้ใด ๆ ที่แสดงถึงการเกิดขึ้นของจิตสำนึกหรือไม่ ตัวอย่างเช่นอาจมีกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางไฟฟ้าที่น่าสงสัย ซึ่งดร.เบรตต์ คาแกน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของ Cortical Labs ตระหนักดีว่า สิ่งทรงภูมิปัญญาที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่อาจควบคุมได้ และอาจมี "จุดมุ่งหมายที่ไม่สอดคล้องกับเรา"
ดร.คาแกนยังกล่าวติดตลกว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง มนุษย์สามารถเอาชนะระบบออร์แกนอยด์ที่จะตั้งตัวเป็นนายเหนือหัวนี้ได้อย่างง่ายดาย เพราะเพียงแค่ใช้น้ำยาฟอกขาวราดลงไป ระบบประสาทที่อ่อนแอนี้ก็ตายสนิทแล้ว
อย่างไรก็ตาม ดร.คาแกนกล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า เขาอยากให้บรรดาผู้มีบทบาทสำคัญที่ทรงอิทธิพลในวงการเอไอ มุ่งให้ความสนใจต่อปัญหาภัยคุกคามจากจิตสำนึกของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้น้อยแต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวด โดยเขาอยากให้มีความพยายามพัฒนาความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ในสาขานี้อย่างจริงจัง "แต่น่าเสียดายว่า เรายังไม่เห็นความพยายามขวนขวายอย่างเต็มที่ในด้านนี้เลย"
ภาพลวงตาของจิตสำนึก
แต่ถึงกระนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องให้ความสนใจก่อนอื่นในตอนนี้ คือผลกระทบจากภาพลวงตาที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าสมองกลมีจิตสำนึก
ศ.เสธ แสดงความกังวลว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจต้องอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยประชากรหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (humanoid robot) รวมถึงการสร้างดีปเฟก (Deepfake) หรือสื่อลวงลึกซึ่งดูเหมือนคนที่มีชีวิตจิตใจจริง ๆ ศ.เสธหวั่นเกรงว่า คนทั่วไปจะอดหลงเชื่อไม่ได้ว่าเอไอมีอารมณ์ความรู้สึก และมีความเห็นอกเห็นใจไม่ต่างจากคนเรา ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่ภัยคุกคามอีกแบบได้
"นั่นหมายความว่าเราจะไว้เนื้อเชื่อใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น จนแบ่งปันข้อมูลสำคัญกับมัน หรือยอมเปิดใจคล้อยตามการชักจูงของมันมากขึ้น" ศ.เสธกล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ศ.เสธมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ "การกัดกร่อนทางศีลธรรม" (moral corrosion) "มันจะบิดเบือนการจัดลำดับความสำคัญทางศีลธรรมของคนเรา ให้มุ่งอุทิศทุ่มเททรัพยากรเพื่อการดูแลรักษาระบบสมองกลเหล่านี้ โดยใช้สิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิตของเราแลกมา" พูดง่าย ๆ ก็คือ เราอาจเห็นอกเห็นใจและมีความเมตตาต่อหุ่นยนต์มากกว่าจะสนใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ศ.ชานาแฮนแสดงความเห็นด้วยกับศ.เสธ โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า "ความสัมพันธ์แบบต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน จะถูกเลียนแบบและแทนที่ด้วยความสัมพันธ์กับเอไอที่มีเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตเราจะใช้เอไอเป็นครู เป็นเพื่อน เป็นคู่แข่งในเกมคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งเป็นคู่รักหรือคู่ชีวิต ผมไม่รู้ว่านั่นจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย แต่มันกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยที่เราไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้"











