รัสเซีย-จีน ยืนอยู่จุดใด ขณะที่อิหร่านถูกสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี

Smoke rises from the area around the Islamic Republic of Iran Broadcasting (IRIB) building in Tehran, Iran, on 1 March 2026

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    • Author, แผนกโกลบอลเจอร์นอลลิสม์ (Global Journalism) บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

เมื่อสหราชอาณาจักรอนุญาตให้ทางการสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศของพวกเขาสำหรับการโจมตี "เพื่อป้องกัน" ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ความสนใจของผู้คนก็มุ่งตรงไปที่เรื่องทางการอิหร่านอาจได้รับการสนับสนุนอะไรบ้างจากต่างชาติ

ทั้งรัสเซียและจีนต่างก็มีความเชื่อมโยงทั้งทางการทูต การค้า การทหาร กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างแข็งแกร่ง แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะทำให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะสนับสนุนอิหร่านมากแค่ไหน

รัสเซียสนับสนุนอย่างแข็งขัน แต่ยังอยู่ในระดับจำกัด

Iranian President Masoud Pezeshkian and Russian President Vladimir Putin shake hands before a meeting on the sidelines of the Shanghai Co-operation Organisation summit in Tianjin, China, on 1 September 2025

ที่มาของภาพ, SPUTNIK/KREMLIN POOL/EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, การสนับสนุนของรัสเซียต่ออิหร่านยังคงเป็นเพียงคำพูดเสียส่วนใหญ่ แม้รัฐบาลอิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของรัสเซีย นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

เซอร์เกย์ โกรยัชโก บีบีซีนิวส์แผนกภาษารัสเซีย ระบุว่าปฏิกิริยาของทางการรัสเซียต่อการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเป็นไปอย่างแข็งขัน แต่ก็จำกัด พวกเขาส่งสัญญาณถึงความโกรธเกรี้ยวและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับอิหร่าน ในขณะเดียวกันก็ระมัดระวังหลีกเลี่ยงก้าวย่างใด ๆ ที่จะนำพารัสเซียเข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวแสดง "ความผิดหวังอย่างยิ่ง" ที่แม้จะมีการเจรจาระหว่างทางการสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่สถานการณ์กลับ "ถดถอยไปสู่ความรุนแรงโดยฉับพลัน"

เขาบอกว่ารัฐบาลรัสเซียยังคงติดต่อกับผู้นำอิหร่าน และรัฐต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับที่ได้รับผลกระทบจากการทวีความรุนแรงของสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้ประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ความรุนแรงที่ไม่มีเหตุยั่วยุ" ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลกระทำต่ออิหร่าน และยังติเตียนสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการลอบสังหารทางการเมืองและการ "ล่า" เหล่าผู้นำของรัฐอธิปไตย

เมื่อวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ส่งสารความเสียใจไปถึงประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน กรณีที่มีการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยเขาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "การละเมิดอย่างหยามเหยียดต่อศีลธรรมของมนุษย์และกฎหมายระหว่างประเทศ"

ทว่าก็เห็นได้ชัดว่าทางการรัสเซียหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ส่วนตัวไปถึงตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทั้งยังคงแสดงความขอบคุณต่ออเมริกาในความพยายามเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเรื่องยูเครน

เมื่อถูกถามเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ว่าตอนนี้รัฐบาลรัสเซียจะยังคงเชื่อถือรัฐบาลสหรัฐฯ ได้หรือไม่ เปสคอฟตอบว่า "สิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรก" คือรัสเซีย "เชื่อแค่ตัวเองเท่านั้น" และปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง

ผู้สื่อข่าวบีบีซีกล่าวว่า ผลประโยชน์เหล่านั้นช่วยอธิบายว่าเหตุใดการสนับสนุนของรัสเซียต่ออิหร่านยังคงเป็นไปในทางคำพูดเสียส่วนมาก แม้ว่าอิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทางการรัสเซีย นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ โดยจัดหาโดรนและช่วยรัสเซียพัฒนาวิธีการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

อิหร่านยังมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลรัสเซียเรื่องโลกหลายขั้วอำนาจ ซึ่งมองว่าสิทธิของรัฐมีความสำคัญมากกว่าสิทธิมนุษยชน และรัฐบาลจะใช้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จในประเทศ การล่มสลายของระบอบเช่นนี้จะทำให้ต้นแบบเช่นนี้แตกสลายไปด้วย

ขณะเดียวกัน ทางการรัสเซียได้แสดงออกให้เห็นมาก่อนหน้านี้แล้วว่า พวกเขาจะไม่ยอมเสี่ยงมากเกินไปให้กับพันธมิตรของตัวเอง ไม่ว่าจะในกรณีเวเนซุเอลาหรือซีเรีย หรือในช่วงสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเมื่อฤดูร้อนของปี 2025

รัสเซียกำลังติดพันกับยูเครนอยู่อย่างหนัก และดูเหมือนจะไม่เต็มใจ (หรืออาจจะไม่สามารถ) เสนออะไรที่มากไปกว่าการสนับสนุนทางการทูตและความร่วมมือด้านเทคนิคทางการทหาร

สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รัสเซีย-อิหร่าน (Russian-Iranian strategic partnership treaty) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2025 ไม่ได้ยกระดับไปสู่การเป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกัน

ทางการรัสเซียและอิหร่านให้คำมั่นว่าจะแบ่งปันข้อมูล จัดการฝึกร่วม และ "รับรองความมั่นคงในภูมิภาค" แต่พวกเขาไม่ได้สัญญาว่าจะปกป้องอีกประเทศหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศก็ไม่ได้มากมายนัก โดยมีการค้าอยู่ที่ระดับ 4,000 -5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.25 – 1.57 แสนล้านบาท)

แต่สัมพันธ์ทางการทหารและอุตสาหกรรมของทั้งคู่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือน ก.พ. สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่ามีข้อตกลงสำคัญที่รัสเซียจะจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบพกพาได้ ของเวอร์บา (Verba) มูลค่า 500 ล้านยูโร (ราว 18,000 ล้านบาท) ให้กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้อิหร่านได้รับเครื่องบินฝึก Yak 130 และเฮลิคอปเตอร์จู่โจม Mi-28 มาแล้ว และคาดว่ากำลังจะได้รับเครื่องบินรบ Su 35 มา แม้ว่ารัสเซียจะยังไม่ได้ส่งระบบเวอร์บามาให้

การใช้โดรนชาเฮด (Shahed) ที่ผลิตโดยอิหร่านได้เปลี่ยนแปลงยุทธวิธีของกองทัพรัสเซียในแนวหน้ายูเครนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในปีที่แล้ว ทางการรัสเซียได้ขยายการผลิตโดรนของตัวเอง ซึ่งทำให้ลดการต้องพึ่งพาอาวุธจากอิหร่าน

สำหรับรัฐบาลรัสเซีย อิหร่านมีความสำคัญมากเกินกว่าที่จะปล่อยให้ล่มสลาย แต่ก็ไม่ได้สำคัญมากพอที่จะต้องสู้รบเพื่อปกป้อง การสรุปเช่นนี้อาจเปลี่ยนไปได้ในอนาคต แต่ในตอนนี้การยื่นมือเข้ามาของรัสเซียยังมีแนวโน้มจะจำกัดอยู่แค่ทางคำพูดเท่านั้น

บทบาทของจีนในฐานะสายโยงชูชีพทางเศรษฐกิจ

A handout photo made available by the Iranian Foreign Ministry shows Chinese President Xi Jinping greeting Iranian Foreign Minister Abbas Araghchi (L) during a meeting ahead of the Shanghai Co-operation Organisation (SCO) summit in Tianjin, China, on 15 July 2025.

ที่มาของภาพ, IRANIAN FOREIGN MINISTRY HANDOUT/EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, จีนคือพันธมิตรทางค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และยังเป็นลูกค้าพลังงานที่สำคัญที่สุด

จีนประณามอย่างรุนแรงต่อการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และรัฐบาลจีนยังมีประวัติต่อต้านยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในการเปลี่ยนระบอบทั่วโลก

ชอว์น หยวน จากแผนกโกลบอลไชนา (Global China) บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส บอกว่า หัวใจสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างจีนและอิหร่าน คือความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ร่วม โดยจีนเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเป็นลูกค้าพลังงานที่สำคัญที่สุด

แม้อิหร่านจะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมาหลายปี แต่ก็มีรัฐบาลจีนเป็นสายโยงชูชีพช่วยชีวิตทางเศรษฐกิจ ด้วยการซื้อน้ำมันปริมาณมากในราคาลดพิเศษผ่านเครือข่ายที่เรียกว่า "กองเรือผี" (ghost fleets) ซึ่งคือเรือที่จดทะเบียนปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรในการขนส่งน้ำมัน

ยกตัวอย่างเช่นในปี 2025 จีนซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกมากกว่า 80% และรายได้จากการซื้อของจีนทำให้ช่วยให้อิหร่านมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเป็นเงินทุนในการใช้จ่ายด้านกลาโหมแม้จะถูกตลาดตะวันตกปิดกั้น

ข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์อายุ 25 ปีที่ลงนามไปเมื่อปี 2021 ได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยมีการให้คำมั่นว่าจีนจะลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานและการโทรคมนาคมของอิหร่าน

'เกมยาว' ของจีน

ในอดีตที่ผ่านมา ท่าทีของจีนต่อความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล และอิหร่านกับสหรัฐฯ มีลักษณะเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์รูปแบบหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า เมื่อเกิดความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในครั้งก่อน ๆ เช่นในสงครามอิสราเอล-อิหร่าน 12 วัน ในฤดูร้อนของปี 2025 จีนเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการ "ยับยั้งชั่งใจ" ในขณะเดียวกันก็ประณาม "การแทรกแซงจากภายนอก" ซึ่งเป็นการอ้างถึงนโยบายของสหรัฐฯ แบบไม่เปิดเผยโจ่งแจ้งนัก

ในการปะทะกันระหว่างอิหร่านและอิสราเอลระลอกก่อน จีนกระทำประหนึ่งเป็นโล่ทางการทูตให้กับอิหร่าน โดยใช้สิทธิวีโต้หรือขู่ว่าจะใช้สิทธินี้ เพื่อลดทอนมติของสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี จีนยังไม่เคยเสนอการแทรกแซงทางการทหารโดยตรง

ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุด้วยว่า แผนการของรัฐบาลจีนคือการทำให้สหรัฐฯ ติดหล่มอยู่ในตะวันออกกลาง โดยไม่ไปกระตุ้นให้เกิดความล่มสลายทั้งภูมิภาคซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น

ระบอบการปกครองอิหร่านที่สนับสนุนตะวันตกจะเป็นความพ่ายแพ้ทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ของจีน เนื่องจากอิหร่านไม่เพียงเป็นแหล่งจัดหาพลังงานของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนทางการเมืองที่ถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้อย่างมีน้ำหนัก

อิหร่านเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศบริกส์ (Brics) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Co-operation Organisation) อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียกลาง คอเคซัส และตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน

การล่มสลายของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้อาจลดทอนความน่าเชื่อถือของกลไกพหุภาคีที่รัฐบาลรัสเซียและจีนได้พยายามจะเสริมสร้างความแข็งแกร่ง

หากสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้เข้ามารุกรานอย่างเต็มรูปแบบในอิหร่าน โครงสร้างทางการเมืองและการทหารที่นั่นก็อาจจะยังคงอยู่

รัฐบาลจีนจะเล่น "เกมยาว" อย่างที่มักจะทำ โดยตั้งใจที่จะสร้างสัมพันธ์กับใครก็ตามที่จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของคาเมเนอีในฐานะผู้นำอิหร่าน ขณะที่รัสเซียจะมองหาโอกาสของตัวเอง