ครู : ผู้เติมเต็มโอกาสให้เด็กโรงเรียนมัธยมฯ ในอีสาน

ครูปุณยาพร ผิวขำ

ที่มาของภาพ, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

คำบรรยายภาพ, ครูปุณยาพร ผิวขำ

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวเล็ก ๆ ที่แทบจะไม่ได้รับความสนใจมากนัก คือเรื่องการมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและรางวัลคุณากรแก่ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตลูกศิษย์ สร้างประโยชน์แก่สังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนครูด้วยกัน

ปุณยาพร ผิวขำ วัย 38 ปี จากโรงเรียนหนองแวงวิทยาคม อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร เป็นครูคนหนึ่งที่ได้รับรางวัลคุณากรในปีนี้

"ครูปุณ" จบหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตจาก ม.ราชภัฎอุบลราชธานี ได้รับบรรจุครั้งแรกที่ อ.นาแก จ.นครพนม ในโรงเรียนประจำตำบลที่ไม่มีครูสอนวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่คนเดียว

"ขี่มอเตอร์ไซค์จากนครพนมกลับบ้านที่มุกดาหาร 200 กม. สองอาทิตย์ครั้ง ไปตามถนน ผ่านป่าดงพงไพรเกือบ 3 ชม. มันไม่มีทางเลือก บรรจุตามทุน เพราะมุกดาหารไม่เปิดตำแหน่ง" เธอบอก

หากเปรียบไปแล้ว เด็ก ๆ ที่เรียนในโรงเรียนประจำตำบลที่ห่างไกล คงไม่ต่างจากตัวครูปุณเองในวัยเด็ก ที่หลังจบชั้น ป.6 แล้ว ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนพลังราษฏร์พิทยาสรรพ์ ที่จัดตั้งขึ้นเพราะการเรียกร้องของชาวบ้านในท้องถิ่น เธอคิดว่าหากไม่มีโรงเรียนประจำตำบลแห่งนี้ เธอคงไม่ได้เรียนต่อ เพราะโรงเรียนมัธยมแห่งอื่นที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้น อยู่ห่างออกไปอีกกว่า 10 กิโลเมตร

"ถ้าไม่มีโรงเรียนประจำตำบลแห่งนั้น ก็คงไม่มีโอกาสได้เรียน ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนมีความมุ่งมั่น ช่วยเหลือครู ตั้งใจเรียนและเรียนได้ที่ 1 ตลอด ครูก็มอบโอกาสให้ เพราะเราไม่มีเงินที่จะเรียน ครูช่วยทุกอย่าง จึงตั้งใจว่าอยากเป็นครูเหมือนกับครูของเรา"

ปุณยาพร ผิวขำ

ที่มาของภาพ, ปุณยาพร ผิวขำ

ครูสนับสนุนให้ปุณยาพร สอบชิงทุนโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) และทำสำเร็จได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ในขณะนั้นเธอทำงานช่วยพ่อแม่ในสวนมันสำปะหลัง ไม่มีโอกาสดูหนังดูละครทางทีวีเหมือนเพื่อน แต่รายได้จากการทำงานหนักได้ช่วยให้เธอมีการศึกษาสูงขึ้น

"ตอนสอบเข้าเรียนครู หนังสือแต่ละเล่มที่อ่านคือเงินเก็บที่ได้จากการขายมันสำปะหลัง" ปุณยาพรหรือที่ลูกศิษย์ของเธอเรียกว่า "ครูปุณ" ย้อนความหลัง

ปุณยาพร ผิวขำ

ที่มาของภาพ, ปุณยาพร ผิวขำ

ส่งเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

ที่โรงเรียนหนองแวงวิทยาคม ครูปุณสอนตั้งแต่ชั้น ม.1-6 ที่นี่มีนักเรียน 183 คน และครู 12 คน ทุกคนต้องสอนเด็ก ๆ ทั้ง 6 ชั้นเรียนเหมือนกัน

แต่ละปีการศึกษามีเด็กที่จบ ม. 6 จากโรงเรียนหนองแวงฯ รุ่นละ 22-24 คน ในจำนวนนี้มีโอกาสเรียนต่อปีละ 3-4 คนเท่านั้น เด็ก ๆ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่เป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง บางคนจึงเลือกไม่เรียนต่อแต่ไปทำงานรับจ้าง หรือไปเรียนในสายอาชีพแทน

ด้วยโอกาสที่เคยได้รับในวัยเด็ก ครูปุณ จึงหยิบยื่นสิ่งเดียวกันให้นักเรียนของเธอ และพยายามสนับสนุนให้ลูกศิษย์ได้เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งนั่นคือความภูมิใจสูงสุดของครูบ้านนอกอย่างเธอ

แต่กว่าจะผลักดันไปถึงจุดนั้นได้สักคน ครูปุณไม่ได้เพียงแค่ให้วิชาและคำแนะนำ แต่บางครั้งยังต้องให้ยืมเงินด้วย ครั้งหนึ่งเธอต้องกดเงินสดจากบัตรเครดิตให้ลูกศิษย์หญิงคนหนึ่งที่สอบเข้าเรียนต่อคณะพยาบาลได้เพื่อนำไปจ่ายค่าเทอมเนื่องจากครอบครัวของเด็กไม่มีเงินพอส่ง

ปุณยาพร ผิวขำ

ที่มาของภาพ, ปุณยาพร ผิวขำ

เมื่อลูกศิษย์มาบอกว่าค่าเทอมที่ต้องจ่ายเป็นเงินกว่า 30,000 บาท แต่พ่อของเธอขายอ้อยได้เงินมาแค่ 10,000 บาท ครูปุณขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านของลูกศิษย์โดยไม่ลังเล

"พ่อเขาก็นั่งรอ ก็ยื่นตังค์ให้ เขาบอกเรากลับมาว่า ครู...จะได้ใช้คืนตอนไหนไม่รู้"

นอกจากจะส่งลูกศิษย์จากโรงเรียนประจำตำบลเข้าเรียนพยาบาลได้แล้ว ครูปุณยังมีลูกศิษย์ที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่เธอสนับสนุนให้เข้าแข่งขันในระดับมหาวิทยาลัยจนได้รับโควตาเข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขานาโนเทคโนโลยี จนเรียนจบประกอบอาชีพเป็นวิศวกร

จากห้องเรียนสู่ชุมชน

"ครูวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ดึงความรู้ทางนาโนเทคโนโลยีกระตุ้นการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่การแก้ปัญหาชุมชน" เป็นคำบรรยายที่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวถึงครูหญิงจากอีสานคนนี้

โครงงานวิทยาศาสตร์หลายโครงงานที่ครูปุณเป็นที่ปรึกษาให้นักเรียน มีการนำไปใช้จริงในท้องถิ่น เช่น การใช้ไททาเนียมไดออกไซด์ย้อมเส้นไหม ผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านที่ผลิตเส้นไหมส่งออกต่างประเทศ เพื่อให้ย้อมสีให้ได้คงเฉดสีเดิมในการผลิตแต่ละครั้ง โครงงานวิจัยเพิ่มผลผลิตการปลูกอ้อย ซึ่งต่อยอดเป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงมาสร้าง โครงการหมู่บ้านฟิสิกส์นาโนเพื่อการพัฒนาปลูกอ้อย จ.มุกดาหาร ให้กับท้องถิ่นในพื้นที่โรงเรียนหนองแวงวิทยาคม

ความขาดแคลนที่ท้าทายเด็กและครู

"แม้แต่บีกเกอร์ทดลองวิทยาศาสตร์ โรงเรียนใหญ่ ๆ มีเยอะแยะมากมาย แต่โรงเรียนเราไปซื้อแก้วทนไฟให้เด็กทดลอง" นี่อาจฉายภาพความไม่พร้อมส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทยในโรงเรียนห่างไกล แต่ครูปุณบอกว่าในแง่ของคนเป็นครู เธอต้องหาทางทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าขาดแคลน

"เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ด้อยนะ อยู่ที่ไหนก็ตามถ้าเราพร้อมที่จะให้โอกาสก็ทำได้หมด ไม่ต้องเป็นโรงเรียนใหญ่"

ปุณยาพร ผิวขำ

ที่มาของภาพ, ปุณยาพร ผิวขำ

ครูปุณที่ต้องสอนคอมพิวเตอร์อีกวิชาหนึ่งในรายวิชาการงานอาชีพบอกว่า นอกจากครูสอนคอมพิวเตอร์จะไม่มีแล้ว แม้จะมีห้องคอมพิวเตอร์แต่บางทีก็มีสภาพที่ใช้การไม่ได้เลย เมื่อนักเรียนต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำรายงานประกอบหรือสื่อการเรียน เธอจึงอุทิศคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กส่วนตัวให้เด็ก ๆ เข้าคิวกันใช้

"มันท้าทายทั้งครูและเด็ก ต้องคิดมากกว่าเดิม เราจะเรียกร้องให้มันมีครบมันเป็นไปไม่ได้ตอนนี้"

นอกเหนือไปจากความไม่พร้อมของทรัพยากรที่จะเอื้อแก่การศึกษาของนักเรียน ครูปุณมองว่าสิ่งที่ทดแทนได้คือการเติมเต็มโอกาสให้เด็ก มองเห็นศักยภาพที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน และช่วยให้เด็กมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง นอกจากนี้เธอยังใช้หลัก"5 ร" ร่วมใจกับเด็กเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้และร่วมแก้ปัญหา

"การศึกษาของเราไปไม่ไกล เพราะครูมีแต่เอาความรู้ไปใส่เด็ก ๆ แต่ไม่สร้างเครื่องมือให้พวกเขา" เธอกล่าว "ทุกขั้นตอนครูต้องอยู่ตรงนั้น เหมือนโค้ช ถ้าเขาทำผิดพร้อมที่จะเสริมแรง โยนประโยคบางอย่างทำให้เขามีแรงที่จะทำต่อไป"