คุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัย : "เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน"

Thararat Panya

ที่มาของภาพ, Thararat Panya

เมื่อสองปีที่แล้วชื่อของธารารัตน์ ปัญญา ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ หลังจากเธอออกมาเปิดเผยทางเฟซบุ๊กถึงเรื่องราวการถูกเพื่อนชายในกลุ่มกิจกรรมเดียวกันล่วงละเมิดทางเพศ ตอนนั้นเธอทำหนังสือร้องเรียนถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ลงโทษ มหาวิทยาลัยได้สั่งพักการเพื่อนชายคนนั้นเป็นเวลา 1 เทอม

ในคืนที่เกิดเหตุ ธารารัตน์กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คืนนั้นเพื่อนทั้งหญิงและชาย รวมทั้งตัวเธอ มีเหตุให้ต้องไปนอนค้างร่วมกัน ทุกคนอยู่ในสภาพมึนเมา แต่ธารารัตน์คิดว่านั่นไม่ใช่ใบเบิกทางเพื่อที่เพื่อนชายจะล่วงเกินเธอได้

ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่นักศึกษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาหลายแห่งทั่วโลก เมื่อเดือนที่แล้ว สมาคมมหาวิทยาลัยอเมริกันเผยแพร่ผลสำรวจที่จัดทำกับนักศึกษา 181,752 คนจากสถาบันการศึกษา 33 แห่ง ชี้ว่านักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบราว 1 ใน 4 ยอมรับว่าตกเป็นเหยื่อของการล่วงเกินทางเพศ

บีบีซีมีข้อมูลที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรว่าในช่วงปี 2018-2019 มีข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำรุนแรงหรือล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาเกิดขึ้น 1,436 กรณี เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2016-2017 ถึง 476 กรณี

ขณะที่ในไทยเคยมีงานวิจัยที่นันทิกา ตั้งเพียร นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ กฤตยา แสวงเจริญ รองศาสตราจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำในหัวข้อ

"การรับรู้การล่วงละเมิดทางเพศของนักศึกษามหาวิทยาลัยในจังหวัดขอนแก่น" เมื่อปี 2558 ซึ่งสุ่มสำรวจนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 ในสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน 400 คน พบว่านักศึกษา 31 เปอร์เซ็นต์ มีประสบการณ์ตรงจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

งานวิจัยนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่ธารารัตน์เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นมากมายในสังคมไทยและในรั้วมหาวิทยาลัย เพียงแต่ผู้ตกเป็นเหยื่อมักไม่กล้าออกมาพูดถึงการถูกกระทำ

Thararat Panya

ที่มาของภาพ, Thararat Panya

"คนที่โดนไม่ออกมาพูดว่าโดนอะไรบ้าง เราเองไม่น่าจะเป็นเคสแรกของการคุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัย" อดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าว

ระหว่างตัดสินใจว่าจะร้องเรียนไปยังมหาวิทยาลัยหรือไม่ ธารารัตน์ซึ่งรู้ชัดว่าตัวเองคือผู้ถูกกระทำยังมีความลังเลใจเพราะไม่ต้องการ "ทำร้าย" เขา แต่หลังจากทบทวนความคิดรอบด้าน เธอไม่ต้องการปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมและในมหาวิทยาลัย

กระบวนการสอบสวนจนถึงการลงโทษเพื่อนชาย ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน "เป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าหมดหวัง ไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยจะมีคำสั่งลงโทษหรือไม่ รู้สึกว่าโดดเดี่ยว และไม่เหลือใครที่เข้าใจเราที่จะปรึกษานอกจากเพื่อนสนิท…รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะเพื่อนทั้งหมดที่เคยอยู่กลุ่มเดียวกัน ไม่ได้สนับสนุนเราให้เอาผิดกับผู้ชายคนนั้น เขารู้สึกว่าเราไม่ควรทำเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควรทำอะไรไปมากกว่านี้ การขอโทษจากคนที่กระทำผิดน่าจะเพียงพอแล้ว"

Thararat Panya

ที่มาของภาพ, Thararat Panya

คำบรรยายภาพ, ธารารัตน์ไม่คิดว่าตัดสินใจผิดที่เปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง

ธารารัตน์ เห็นว่ากระบวนการสอบสวนเหตุการณ์จนถึงการลงโทษน่าจะทำได้ภายใน 1 เดือน และมีช่องโหว่หลายจุดที่ควรได้รับการปรับปรุง เธอบอกสิ่งนี้กับมหาวิทยาลัยเพื่อที่ว่าผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันจะได้ไม่ต้องอยู่ในสภาพกระวนกระวายใจเป็นเวลายาวนาน

"ปัญหาเรื่องกระบวนการร้องเรียนที่เราต้องคอยตามเรื่อง คอยเร่งกระบวนการอยู่ฝ่ายเดียว เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีการอัพเดทข่าวกับเราเลย มันคือความท้อแท้ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น"

ในงานวิจัยของนันทิกา ตั้งเพียร และกฤตยา แสวงเจริญ ระบุชัดว่าการถูกล่วงละเมิดทางเพศส่งผลด้านอารมณ์ จิตใจ ร่างกาย การเรียน พฤติกรรมในการเข้าสังคม และสุขภาพจิต สรุปว่า "กระทบทุกด้านกับนักศึกษา"

"เราเลี่ยงที่จะไม่เจอเขา เพราะเขายังไปไหนมาไหนกับเพื่อนในกลุ่มอยู่ เป็นเราที่รู้สึกว่าไม่สบายใจที่จะไปเอง เราเลือกที่จะถอยออกมาเอง ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกแย่มากในขณะนั้น" ธารารัตน์อธิบายกลไกป้องกันผลเสียต่อจิตใจของตัวเอง

นักศึกษาจบการศึกษา
คำบรรยายภาพ, นักศึกษาในสถาบันการศึกษาทั่วโลกเผชิญปัญหาถูกคุกคามทางเพศ

กำลังใจจากพ่อแม่ เพื่อนสนิทและความเห็นที่ส่งผ่านทางเฟซบุ๊กมาจากคนที่เธอไม่เคยรู้จัก คือแรงหนุนทางใจให้เธอก้าวต่อไป

"แต่มีที่คอมเมนต์ไม่ดีด้วย ประมาณว่าเรายอม เราอยากจะดัง และคอมเมนต์ด่าว่าเราในทางเสียหายเกี่ยวกับเรื่องหน้าตารูปร่าง คือเรารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโดนกระแสตีกลับ เพราะว่าเราตัดสินใจทำอะไรที่คนอื่นไม่เคยทำ เราเตรียมใจไว้แล้วว่าน่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งไม่น่าจะทำให้เราแบบลดละความพยายามที่จะรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป"

วันนี้ธารารัตน์ทำงานเป็นนักกิจกรรมรณรงค์สิทธิสตรี สิทธิพลเมืองและการเมือง ประสบการณ์ตรงที่เธอได้รับขณะอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอเลือกทำงานนี้

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศตั้งคณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจทางเพศ ระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยแรกของภูมิภาคเอเชียในการสร้างกลไกที่หวังผลในการป้องกันไม่ให้การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและความรุนแรงทางเพศ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดสามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการชุดนี้ที่จะส่งเรื่องต่อให้คณะอนุกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงดำเนินการต่อไป "ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายใคร ไม่ว่ารูปแบบหรือสถานที่ใด เวลาใดก็ตาม" และต้องไม่นิ่งเฉยต่อเหตุการณ์เช่นนี้

"น่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แสดงว่าเขาสนใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง" ธารารัตน์ขานรับ และเห็นว่ามหาวิทยาลัยแห่งอื่น ๆ ควรผลักดันนโยบายเดียวกันนี้ และควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดการเรื่องการคุกคามทางเพศในหมู่นักศึกษาโดยเฉพาะ รวมทั้งมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาผู้ตกเป็นเหยื่อ

"เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องแบบนี้เกิดได้กับคนทุกคน"