เพื่อไทยประกาศ "สงครามกับความยากจน" หวังส่ง ยศชนัน เข้าทำเนียบฯ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า จะใช้งบประมาณปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท ในการทำสงครามกับความยากจน ด้วยการทำให้คนไทย 3.4 ล้านคนมีรายได้ถึงเดือนละ 3,000 บาท ตามนโยบายหาเสียงล่าสุดที่ประกาศบนเวทีปราศรัยใหญ่เวทีแรกในกรุงเทพมหานคร
เย็นวันนี้ (8 ม.ค.) พรรค พท. เลือกใช้ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. เป็นพื้นที่สื่อสารทางการเมืองกับชาว กทม. ภายใต้ชื่อ "ยกเครื่องชีวิตคนไทย เพื่อไทยทำได้ เลือกเพื่อไทยให้ชนะขาด"
ในระหว่างเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบาย "ทำสงครามกับความยากจนทุกรูปแบบ" ทำให้คนไทยพ้นเส้นความยากจน ด้วยการเติมรายได้ให้ครบ 3,000 บาท/เดือน
แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 ของพรรค พท. กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทย 3.4 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่า "เส้นความยากจน" หรือมีรายได้ไม่ถึง 100 บาท/วัน จึงขอสานต่อสิ่งที่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ทำมา นั่นคือ "ทำสงครามกับความยากจนทุกรูปแบบ" พรรค พท. ขอประกาศว่า หากได้เข้าไปเป็นรัฐบาล คนไทยต้องไร้จน
นี่ถือเป็นนโยบายหาเสียงล่าสุดของพรรคสีแดง ซึ่งยศชนันอธิบายว่า จะมีกลไกให้ประชาชนแสดงรายได้และรายจ่ายขึ้นมา หากใครมีรายได้สูงหรือมีการประกอบกิจการอยู่แล้ว ก็จะใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำระบบหลังบ้านเพื่อช่วยทำให้มีรายได้สูงขึ้น แต่ถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน ก็จะเติมเงินให้เต็ม 3,000 บาท/เดือน เพื่อพยุงครอบครัวและทุกคน ไม่ต้องให้ลูกหลานเป็นห่วง
"พรรคเพื่อไทยจะทำให้คนไทยไร้จน พาคนไทยพ้นเส้นความยากจนไปด้วยกัน เติมรายได้ให้ครบ 3,000 บาท" ยศชนันกล่าว
การทำสงครามกับความยากจน เป็นหนึ่งในนโยบายที่ทำให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และอดีตหัวหน้าพรรค ทรท. ได้รับคะแนนนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ชนชั้นกลางระดับล่าง จนได้รับสมญา "ผู้นำขวัญใจชาวรากหญ้า" มาแล้ว
สำหรับเส้นความยากจน (Poverty Line) เป็นเครื่องมือที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ใช้วัดระดับความยากจน โดยพิจารณาจากรายได้หรือการบริโภคขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยปัจจุบันอยู่ที่ 3,078 บาท/คน/เดือน
ต่อมาพรรค พท. ได้ขยายรายละเอียดของนโยบาย "คนไทยไร้จน" ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของพรรคว่า หลักการของนโยบายนี้คือ "เติมเงินให้ถึงเส้นความยากจน" หากรายได้ต่ำกว่า 36,000 บาท/ปี รัฐจะเติมส่วนที่ขาดให้รายได้รวมถึง 36,000 บาททันที ขาดเท่าไหร่ เติมให้เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หากรายได้ 0 บาท รัฐจะเติมเงินให้ 36,000 บาท/ปี หากรายได้ 20,000 บาท รัฐจะเติมเงินให้ 16,000 บาท หากรายได้ 36,000 บาท ก็จะไม่ได้รับการเติมเงิน
พรรค พท. ยังเปิดหลักเกณฑ์เอาไว้ด้วยว่า ผู้ขอรับสิทธิต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ยื่นแบบฟอร์มรายได้ จากนั้นรัฐจะเติมเงินให้ถึงรายได้ขั้นต่ำ เพื่อเป็น "หลักประกันรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาท/เดือน" ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มที่เข้าเกณฑ์จริงมีราว 3.4 ล้านคน และใช้งบประมาณเพื่อนำไปเติมรายได้ 60,000-70,000 ล้านบาท/ปี
"เราอยากให้คนไทยมี 'เงินพยุงตัว' รองหลังให้ลุกยืนได้ เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ภาษีทุกบาทจะจ่ายไปยังคนที่เหมาะสม เพื่อให้คนไทยทุกคนไม่มีใครรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอีกตลอดไป คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" พรรค พท. ระบุ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อดีตนักวิชาการ ผู้เสนอตัวเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ใช้เวลา 18 นาทีในการปราศรัยต่อหน้าประชาชนนับพัน และมิลืมหยอกล้อตัวเองเป็นระยะ ๆ ว่า "วันนี้จะให้คนไทยได้ฟังเลคเชอร์" ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ยศชนันได้ปรับน้ำเสียงใหม่ โดยพูดดังขึ้นและใช้น้ำเสียงดุดันเป็นบางช่วง เรียกเสียงโห่ฮาจากผู้ร่วมฟังปราศรัยหน้าเวที
นี่ถือเป็นการขึ้นเวทีปราศรัยครั้งที่ 2 ของ เชน-ยศชนัน หลังเขาเคยโดดขึ้นเวทีที่ จ.สุพรรณบุรี มาก่อนเมื่อ 21 ธ.ค. 2568 ส่วนในวันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีแดง ผู้เป็นบุตรชายของอดีตนายกฯ สมชาย กับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จะขึ้นเหนือไปหาเสียงที่บ้านเกิดเป็นครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่
ยึดปรัชญาเดิม ทรท. ต่อยอดนโยบาย พท.
ยศชนันกล่าวว่า ปรัชญาของพรรค พท. เบื้องหลังนโยบายซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุคพรรค ทรท. คือ "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส" เป็นการแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่ประชานิยมอย่างที่บางคนเข้าใจ
ยศชนันผู้เป็นหลานชายของทักษิณ ยังได้ไล่เลียงนโยบายหาเสียงของพรรค พท. ซึ่งหลายเรื่องต่อยอดจากนโยบายยุคไทยรักไทย
บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
- นโยบาย "30 บาท AI" เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งยศชนันบอกว่านี่คือ "ประชาธิปไตยเพื่อสุขภาพ"
- ฟื้นนโยบาย "กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ" เพื่อคืนความสุข คืนอำนาจตัดสินใจ และคืนเงินกลับไปสู่ท้องถิ่น
- นโยบายล้างหนี้ทั้งระบบและปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชน
- นโยบาย "สินเชื่อธุรกิจเพื่อคนไทยในต่างแดน" เพื่อเป็นหน้าต่างให้ประเทศขายสินค้ากับคนทั่วโลก และแสดงให้เห็นว่าพรรค พท. ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน
- นโยบาย "เปลี่ยนการเกษตรเป็นยาสมุนไพร เปลี่ยนอาหารเป็นยา" สร้างอุตสาหกรรมยา สร้างชาติ
- นโยบายทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์
- นโยบายแก่ไขปัญหาคอร์รัปชัน ยาเสพติด ทุนเทา ไม่หมดไม่เลิก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สุริยะทำการเมือง "ให้หลานมันดู"
ก่อนหน้านี้ พรรคสีแดงขอคะแนนจากชาว กทม. ด้วยนโยบาย "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" และ "รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท" ซึ่งเป็นระบบขนส่งเสริม (Feeder) เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า
แกนนำพรรค พท. ยืนยันว่า โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องที่พรรค "ทำไม่ได้" แต่เป็นเรื่อง "ทำค้างไว้" เนื่องจากพรรค พท. ต้องพ้นจากรัฐบาลก่อนที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตั๋วร่วม จะประกาศใช้ใช้ราชกิจจานุเบกษา และรัฐบาลที่รับไม้ต่อก็ไม่ยอมเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท
ในระหว่างขึ้นปราศรัย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค พท. และแคนดิเดตนายกฯ อีกคนของพรรค กล่าวว่า หากพรรค พท. ได้ สส. เกิน 200 คน และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะผลักดัน 2 โครงการ "ที่ถูกดองไว้" หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
- โครงการ "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" จะเกิดขึ้นภายใน 3 เดือน ที่ผ่านมา "มีหลายคนพยายามจะเลียนแบบ แต่เลียนไม่ได้ เพราะของจริงอยู่ที่นี่"
- โครงการ "บ้านเพื่อคนไทย" จะทำต่อทันที
นอกจากนี้ สุริยะยังประกาศสานต่อโครงการ "คนละครึ่ง" โดยให้เหตุผลว่าเป็นนโยบายเพื่อคนไทยจริง ๆ "เราจะยกระดับ 'คนละครึ่ง' เป็น (รัฐจ่าย) 70% ประชาชนจ่ายแค่ 30%"
สำหรับโครงการดังกล่าวริเริ่มในสมัยรัฐบาล "ประยุทธ์" และรัฐบาล "อนุทิน" ได้นำมาปัดฝุ่นทำอีกครั้งใช้ชื่อว่า "คนละครึ่งพลัส" และยังนำมาเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วย
นักการเมืองวัย 70 ปี กล่าวต่อไปว่า บางคนบอกว่าตนแก่แล้วควรวางมือ แต่ตนแก่ประสบการณ์และองค์ความรู้ ซึ่งพรรคไม่ได้แก่ไปด้วย พร้อมย้ำว่าตลอดเส้นทางการเมือง 25 ปี "ผมเป็นนักทำ แต่เป็นนักทำที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะทำงานยาก งานง่าย ๆ ผมไม่ทำ ทุกงานที่ทำ ผมไม่เคยล้มเหลว... นอกจากทำเพื่อชาติบ้านเมือง ผมก็ทำให้หลานมันดู"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สำหรับสนาม กทม. ชิงชัยเก้าอี้ สส. ทั้งหมด 33 ที่นั่ง โดยมีพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นแชมป์เก่าผู้ยึดครองพื้นที่ถึง 32 เขตเลือกตั้ง และมีพรรค พท. สอดแทรกไปได้เพียง 1 เขตเลือกตั้ง
ผอ.เลือกตั้งพรรค พท. ตั้งเป้าหมายว่าจะนำ สส. เข้าสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 200 ที่นั่ง โดยเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มี สส. ทั้งหมด 141 ที่นั่ง
"หนิมจะบอกหนูว่าเวลาของหนูหมดแล้ว"
เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรค พท. ยังถูกใช้เป็นพื้นที่สื่อสารถึง 2 พรรคคู่แข่งขันอย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. และแคนดิเดตนายกฯ อีกคน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันที่ 8 ก.พ. จะเป็นการชี้ชะตาประเทศไทย การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การลองผิดลองถูก เอาคนไม่มีประสบการณ์มาบริหารประเทศ เพราะเราให้คุณทดลองแล้ว แต่คุณเอา 14 ล้านเสียงไปเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ จึงไม่ใช่เวลาทดลองอีกต่อไป จะบอกให้ลองไปก่อน 4 ปี ไม่ดีค่อยมาเลือกใหม่ 4 ปีข้างหน้าไม่รู้จะเหลือประเทศให้มาซ่อมอีกหรือเปล่า ชีวิตของประชาชนไม่ใช่มาลองแบบเล่น ๆ
หัวหน้าพรรคสีแดงกล่าวต่อไปว่า เวลานี้ไม่ใช่เราจะให้โอกาสกับใครก็ตามที่บริหารประเทศแค่ 2 เดือน แต่ล้มเหลวทุกด้าน ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่คนตายเป็นร้อย การจัดการแข่งขันซีเกมส์ ที่สร้างความอับอายให้คนไทยทั้งประเทศ พร้อมกล่าวหาว่า "เป็นรัฐบาลที่ใช้เวลาสั้นที่สุดในการพิสูจน์ความล้มเหลว"
"ผมอยากฝากคำพูดไปถึงคนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล หนูเอ้ย หนูฟังหนิมนะ พี่หนูบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ที่ทำมาไม่ตรงกับที่พูดสักอย่าง หนูบอกจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่หนูล้มกระดาน จนการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้มเหลว หนูบอกไม่แทรกแซงคดี แต่ทั้งคดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดงไม่เดินหน้า หนูบอกไม่กลัวการตรวจสอบ แต่หนูยุบสภาหนี แล้วจะหนิมเชื่อหนูได้ยังไง หนูอย่าโกหกประชาชน แค่โกหกพรรคประชาชนก็แย่แล้ว หนิมจะบอกหนูว่าเวลาของหนูหมดแล้ว หนิมและพี่น้องประชาชนจะพา ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้าทำเนียบฯ เป็นนายกฯ" จุลพันธ์กล่าว ทำให้แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ของพรรคสีแดงที่นั่งฟังปราศรัยอยูด้านหลังลุกขึ้นยืนและไหว้ขอบคุณหัวหน้าพรรค พท. และประชาชน
สำหรับ "หนู" เป็นชื่อเล่นของ อนุทิน หัวหน้าพรรค ภท. ส่วน "หนิม" คือชื่อเล่นของจุลพันธ์นั่นเอง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการแข่งขันระหว่างการเมือง 3 สี 3 ก๊ก คือ สีแดง สีส้ม และสีน้ำเงิน แต่ 3 สีที่มีการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ เวลานี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ที่อยู่กันตรงนี้คือสีแดง ส่วนที่เป็นรัฐบาลอยู่คือสีน้ำเงิน แต่อีกสีคือสีดา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกว่าที่ไปเซ็น MOA เหมือนเป็น "สีดาลุยไฟ"
"ผมเป็นคนอ่านรามเกียรติ์เหมือนกัน ตอนสีดาลุยไฟคือตอนที่นางสีดาพิสูจน์ให้พระรามเห็นว่าไม่ได้ตกเป็นของยักษ์ สีดาในวรรณคดี ไม่ได้เสียตัวให้กับทศกัณฐ์ แต่สีดาในปัจจุบันเสียรู้ให้กับอนุทิน"
นักปราศรัยฝีปากกล้า ผู้เป็นอดีตแกนนำ "คนเสื้อแดง" ยังบอกด้วยว่าเมื่อพรรคสีส้มและสีน้ำเงินหักกัน จนเกิดเหตุการณ์ยุบสภา ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกฟินที่ได้เห็นการหลอกกันกลางบ้านกลางเมือง เพราะความหมายของสถานการณ์นี้คือความเจ็บปวดบอบช้ำของพลังฝ่ายประชาธิปไตย เราสู้กันมา 20 ปีไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้คือการที่ฝ่ายประชาธิปไตยเอาอำนาจของประชาชนไปให้ฝ่ายอนุรักษนิยมเสียเฉย ๆ
จากนั้นเขาลำดับการพ้นจากอำนาจของนายกฯ จากพรรคสีแดง หากจะเอาอำนาจจากทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ คุณต้องปล้นเอา จะเอาอำนาจจากสมัคร-สมชาย คุณต้องยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน ต้องสั่งยุบพรรค หากจะเอาอำนาจรัฐจากเศรษฐา-แพทองธาร คุณต้องใช้นิติสงคราม "แต่หากจะเอาอำนาจรัฐ พรรคสีส้ม คุณทำได้แค่ลูบหลังเบา ๆ"
ณัฐวุฒิกล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้คนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคส้มถูกหักหลัง แต่นี่ไม่ใช่เพียงการหักหลัง แต่เป็นการหักหน้าด้วย เพราะหลังจากมีการยุบสภา อนุทินไปออกรายการทีวีและเรียกพรรคส้มว่า "ฝ่ายค้ำ ๆ" พอเลือกตั้งครั้งนี้มีการประกาศชูธงว่า "มีเรา ไม่มีเทา" ประกาศไม่มีวันยกมือให้อนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป แต่พอถูกถามว่าถ้ามาเป็นอันดับ 1 สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรค ภท. ได้หรือไม่ คำตอบที่ได้คือมาคุยกันก่อน นี่ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่เข้าใจว่าต้องลงแล้วเทาหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX











