รัฐสภาผ่าน 2 ตก 1 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สว. ส่วนใหญ่ "งดออกเสียง" ฉบับเพื่อไทย

1 ใน 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เสนอโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, 1 ใน 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เสนอโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเป็นเจ้าของร่าง ขณะที่ร่างของพรรคเพื่อไทยถูก "ตีตก" กลางสภาตั้งแต่วาระแรก เพราะได้เสียงสนับสนุนจาก สว. ไม่เพียงพอตามเกณฑ์ขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญ โดยขาดไปเพียง 6 เสียง

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นเจ้าของร่าง ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 629 เสียง (สส. 462 เสียง สว. 167 เสียง) ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 15 เสียง

หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ปรากฏตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ "พรรคสีน้ำเงิน" คือ ห้ามแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นจุดยืนดั้งเดิมของ สส. พรรคฝ่ายอนุรักษนิยม และ สว. กลุ่มใหญ่

ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 เสนอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กับคณะ ก็ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นกัน ด้วยคะแนนเสียงลดหลั่นกันไป โดยมีคะแนนเห็นชอบ 568 เสียง (สส. 460 เสียง สว. 108 เสียง) ไม่เห็นชอบ 10 เสียง งดออกเสียง 74 เสียง

ต่างจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 เสนอโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กับคณะ ที่ไม่ได้ไปต่อ เพราะถูกโหวตคว่ำกลางรัฐสภา โดยมีคะแนนเห็นชอบ 521 เสียง (สส. 461 เสียง สว. 60 เสียง) ไม่เห็นชอบ 16 เสียง งดออกเสียง 115 เสียง

เมื่อคะแนนของ สว. ไม่ถึงเกณฑ์ 1 ใน 3 ของ สว. ทั้งหมด ถือว่าที่ประชุมรัฐสภา "ไม่รับหลักการ" ในวาระที่ 1

การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 3 ฉบับ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ต.ค. โดยเปิดให้สมาชิกอภิปรายรวม 19 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนเริ่มลงมติในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค. ด้วยการใช้วิธีเรียกชื่อสมาชิกและให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่แยกเป็นรายฉบับ

ในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) ต้องมีคะแนนเห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา หรือ 345 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 690 คน (สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 492 คน สว. 198 คน) และต้องมี สว. เห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 66 เสียง

นายกฯ อนุทิน ถ่ายรูปกับ สส. และ สว. ในระหว่างการลงมติรับหรือไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งใช้เวลายาวนานราว 2 ชม. ครึ่ง ช่วงบ่าย 15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทิน ถ่ายรูปกับ สส. และ สว. ในระหว่างการลงมติรับหรือไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งใช้เวลายาวนานราว 2 ชม. ครึ่ง ช่วงบ่าย 15 ต.ค.

จากนั้นที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 43 เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในวาระ 2 (พิจารณารายมาตรา) ประกอบด้วย สส. 31 คน และ สว. 12 คน

อย่างไรก็ตามบรรดา สส. และ สว. ต้องลงคะแนนด้วยวิธีการขานชื่อ เพื่อเลือกว่าจะใช้ร่างใดเป็น "ร่างหลัก" ในการพิจารณาวาระที่ 2 ก่อนที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะประกาศว่า รัฐสภามีมติ 300 ต่อ 87 ให้ใช้ร่างของนายพริษฐ์เป็นร่างหลัก

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่รัฐสภาชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้งปี 2566 และ สว. 200 คนที่มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพปี 2567 จะได้ถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 หลังจากการประชุมร่วม 2 สภาเมื่อเดือน มี.ค. ไม่อาจพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่เสนอโดยพรรค ปชน. และพรรค พท. ได้ เนื่องจากมีญัตติของ สส. เพื่อไทย และ สว. นอกกลุ่มใหญ่ แทรกซ้อนเข้ามา โดยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อยุติข้อถกเถียงว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่

6 เดือนต่อมา มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ว่า "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง แต่ "การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้"

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยแถมมาว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" กลายเป็นข้อกำหนดใหม่ที่ทำให้บรรดาพรรคการเมืองต้องเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยไม่มีเนื้อหาที่ระบุถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนอีกต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 1 ให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง ยุติข้อถกเถียงในรอบ 4 ปีว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 1 ให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง ยุติข้อถกเถียงในรอบ 4 ปีว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่

การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. เป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งตามบันทึกข้อตกลงร่วม (Memorandum of Agreement - MOA) ระหว่างพรรค ปชน. กับพรรค ภท. ที่ 2 หัวหน้าพรรคลงนามร่วมกัน เพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนจาก 143 สส. พรรคสีส้มให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เป็นนายกฯ คนที่ 32

รัฐบาล "อนุทิน" แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย. ว่า "รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

ที่ผ่านมา พรรค ภท. กับวุฒิสภาถูกครหาว่า "เป็นสีเดียวกัน" ทำให้ สส. จากทั้งพรรค ปชน. และพรรค พท. ตั้งคำถามต่อนายกฯ อนุทินว่าจะชวน สว. ให้ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญและเปิดทางให้มีการทำประชามติได้หรือไม่อย่างไร

ก่อนการประชุมรัฐสภาจะเริ่มขึ้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวถึงกรณี สว. ส่งสัญญาณพร้อมโหวตรับทั้ง 3 ร่าง ทั้งที่เคยประกาศตัวเป็น "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ว่า "ต้องดูว่ามีใครสามารถเข้าไปพูดคุยได้หรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของทุกพรรคที่ต้องพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่าย แต่หนึ่งในนั้นคือคนที่อยู่ใน MOA คือนายอนุทิน เชื่อว่าการจะทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านทั้ง 3 วาระ นายอนุทินก็เป็นส่วนสำคัญที่ไปทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน

"เชื่อว่าประชาชนเล็งเห็นได้ว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนที่โหวตให้นายอนุทิน ทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ จาก 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย" ผู้นำฝ่ายค้านในสภากล่าว

"กุญแจ" เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

การประชุมร่วมรัฐสภา 14 ต.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นล่าช้ากว่ากำหนด 43 นาที เพราะกว่าองค์ประชุมจะครบก็เวลา 09.43 น. มีสมาชิกมาร่วมลงชื่อ 349 คน จากทั้งหมด 690 คน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การประชุมร่วมรัฐสภา 14 ต.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นล่าช้ากว่ากำหนด 43 นาที เพราะกว่าองค์ประชุมจะครบก็เวลา 09.43 น. มีสมาชิกมาร่วมลงชื่อ 349 คน จากทั้งหมด 690 คน

ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้ ไม่ใช่การรื้อรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ แต่บรรดา สส. เจ้าของร่างกฎหมายเปรียบเปรยเป็น "กุญแจ" เปิดประตูสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และไม่ใช่ "ด่านสุดท้าย" เพราะจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในการออกเสียงประชามติซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งปี 2569

บรรดาเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 พรรค ประกอบด้วย ฉบับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ สส.ประชาชน, ฉบับนายชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ สส.เพื่อไทย, ฉบับนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ สส.ภูมิใจไทยและพรรคร่วมฯ ได้นำเสนอหลักการร่างกฎหมายของตน ก่อนชี้ให้เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน, เน้นย้ำเหตุผลความจำเป็นในการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเชิญชวนให้สมาชิกร่วมลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง

นายพริษฐ์กล่าวว่า หากเปรียบเปรยรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีสภาพปัญหาในแทบทุกห้อง การจะซ่อมเป็นรายจุดก็ทำได้ แต่หากปัญหาลามไปถึงเสาเข็มหรือทางเชื่อมระหว่างห้อง การสร้างบ้านหลังใหม่ที่เราทุกคนได้ร่วมออกแบบตั้งแต่ต้นอาจจะเรียบง่ายกว่า รวดเร็วกว่า และทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีกว่า ว่าบ้านหลังนี้เป็นของพวกเราทุกคน

สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และโฆษกพรรค ปชน. กล่าวว่า ไม่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็น "ยาวิเศษ" ที่ทำให้ทุกปัญหาหายไปทันที แต่รัฐธรรมนูญเป็นเหมือนกับอากาศที่เราหายใจกันอยู่ ล่องหน จับต้องได้ยาก แต่ส่งผลกระทบต่อเราทุกวินาทีโดยไม่รู้ตัว การมีรัฐธรรมนูญที่ดีหรืออากาศที่บริสุทธิ์อาจไม่ได้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ถ้ารัฐธรรมนูญหรืออากาศเป็นพิษ สุขภาพเราในการทำมาหากินและศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับโลกก็จะค่อย ๆ ถูกทำลาย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นโอกาสในการออกแบบระบบการเมืองที่ประชาชนหวังพึ่งได้

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้นำเสนอหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคสีน้ำเงินซึ่งมีเนื้อหา 23 มาตรา กล่าวว่า วันนี้น่าจะใกล้เคียงที่สุดกับที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้ และย้ำว่าเป็นการทำตามเงื่อนไข MOA ที่ตกลงร่วมกัน และให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรค ปชน. "เมื่อเราพูด เรารับปาก เราต้องทำ"

เขายังเปิดเผย 4 หลักการของพรรค ภท. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ กติกาเข้าใจง่าย, ทำได้จริง, ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่, ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนแสดงความเป็นห่วงกลไกการได้มาซึ่งคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของพรรค ปชน. และพรรค พท. ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการให้ใครไปยื่นตีความ และจะทำให้ "เสียเวลา เสียของ เสียเวลา" ของทุกคนหรือไม่

"หากตีความคำวินิจฉัยกฎหมายแบบศรีธนญชัย เป็นการตีความแบบเข้าข้างตนเองจนเกินไป อาจทำให้เกิดความล้มเหลวได้... อยากเห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างจริงใจ อย่าเพ้อฝันมาก มองโลกตามความเป็นจริงซึ่งอาจขัดใจเราบ้าง ไม่ตรงใจเราบ้าง" นายกรวีร์กล่าวและว่า พรรค ภท. ต้องการให้ "ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ได้ทำ"

บีบีซีไทยสรุปเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 3 พรรคเสนอต่อรัฐสภา ประกอบด้วย ฉบับประชาชน, ฉบับเพื่อไทย, ฉบับภูมิใจไทยและพรรคร่วมฯ พร้อมคำอภิปรายที่น่าสนใจจากสมาชิกรัฐสภา โดยขอจำแนกเป็นรายประเด็น ดังนี้

1. โมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ทำให้การเลือก สสร. โดยตรงจากประชาชน คล้ายเป็นไปได้ยาก และไม่มีพรรคการเมืองใดเสี่ยงเสนอโมเดลดังกล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ทำให้การเลือก สสร. โดยตรงจากประชาชน คล้ายเป็นไปได้ยาก และไม่มีพรรคการเมืองใดเสี่ยงเสนอโมเดลดังกล่าว

ประชาชน: ไม่มี สสร. แต่ใช้คณะบุคคล 2 ชุด

1) กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 70 คน โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นทีม แต่ละทีมให้ส่งผู้สมัคร 17-70 คน และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน แบ่งสัดส่วนตาม สส., สว. และพรรคการเมือง ทั้งนี้ถ้าทดลองคำนวณ หาก สส. และ สว. รวมกลุ่มกันให้ได้ 20 คน จะมีโอกาสเสนอชื่อ กมธ.ยกร่างฯ ได้ 1 คน

2) สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้ระบบแบ่งเขตที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นรายบุคคล และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คนตามจำนวนประชากร

เพื่อไทย: สสร. 151 คน แบ่งเป็น

1) สสร. จังหวัด 100 คน มาจากการเลือกของทั้งประเทศรวม 300 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง คิดคำนวณจำนวน สสร. ตามสัดส่วนจำนวนราษฎรในแต่ละจังหวัด จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน โดยให้แต่ละจังหวัดมี สสร. อย่างน้อย 1 คน

2) สสร. แต่งตั้ง 51 คน มาจากการเสนอชื่อของ สส. สว. ครม. องค์กร สมาคม หรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ

จากนั้นให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 27 คน โดย 14 คนเลือกจาก สสร. และอีก 13 คนเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 5 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ 3 คน

ภูมิใจไทย: สสร. 99 คน แบ่งเป็น

1) สสร. จังหวัด 77 คน โดยให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน

2) สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 22 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน

จากนั้นให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน โดย 2 ใน 3 เลือกจาก สสร. ส่วนที่เหลืออาจตั้งจากผู้เชี่ยวชาญที่มิได้เป็น สสร.

2. กรอบเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ประชาชน: ภายใน 270 วันนับแต่วันที่มีการประชุม กมธ.ยกร่างฯ ครั้งแรก

เพื่อไทย: ภายใน 180 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สสร. ครั้งแรก

ภูมิใจไทย: ภายใน 360 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สสร. ครั้งแรก

3. ล็อกเนื้อหาใดต้องทำ-ต้องห้าม

ประชาชน: ต้องมีเนื้อหาที่สำคัญ 9 ข้อ อาทิ 1. การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ 2. การให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนอีก 7 ข้อ เป็นประเด็นที่พรรค ปชน.​ เห็นว่า "เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560" อาทิ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน, การออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน, การวางกลไกจัดการการทุจริตและประพฤติมิชอบ ฯลฯ

เพื่อไทย: การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้

ภูมิใจไทย: การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำมิได้

พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ชี้ว่า หนึ่งในจุดแข็งของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ปชน. คือการพยายามกำหนดกรอบเนื้อหาให้ชัดเจน 9 ข้อ โดยหวังว่า 2 ข้อแรกจะ “คลายความกังวล” ให้ผู้คนได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ชี้ว่า หนึ่งในจุดแข็งของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ปชน. คือการพยายามกำหนดกรอบเนื้อหาให้ชัดเจน 9 ข้อ โดยหวังว่า 2 ข้อแรกจะ "คลายความกังวล" ให้ผู้คนได้

4. การดำเนินการหลังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ

ประชาชน: ให้มีการประชุมร่วมระหว่าง กมธ.ยกร่างฯ กับสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ เพื่ออภิปรายแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นจัดทำรายงานเสนอความเห็นและเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นวาระเดียว

ในการผ่านความเห็นชอบ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบ "เกินกึ่งหนึ่ง" ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน)

หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างให้นายกฯ และ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป

เพื่อไทย: เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นวาระเดียว

ในการผ่านความเห็นชอบ ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ "มากกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน)

หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างให้นายกฯ และ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป

ภูมิใจไทย: เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยแบ่งการพิจารณาเป็น 3 วาระ

วาระ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (350 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน) และต้องมี สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (40 เสียง จาก สว. ทั้งหมด 200 คน)

วาระ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ

วาระ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ "มากกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง) ในจำนวนนี้ต้องมี สส. จากพรรคที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่ง รมต. ประธานและรองประธานสภา เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% และมี สว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของวุฒิสภา (40 เสียง)

หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างให้ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป

5. การลงประชามติร่างที่รัฐสภาเห็นชอบ

กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. เป็นผู้นำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ภท. กล่าวว่า “วันนี้น่าจะใกล้เคียงที่สุดกับที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. เป็นผู้นำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ภท. กล่าวว่า "วันนี้น่าจะใกล้เคียงที่สุดกับที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้"

ประชาชน: หากผลการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ หาก "ไม่เห็นชอบ" ให้ร่างนั้นตกไป อย่างไรก็ตาม ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสภา, สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้

เพื่อไทย: หากผลการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ หาก "ไม่เห็นชอบ" ให้ร่างนั้นตกไป อย่างไรก็ตาม สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสภา, สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้

ภูมิใจไทย: หากผลการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ หาก "ไม่เห็นชอบ" ให้ร่างนั้นตกไป อย่างไรก็ตาม ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสภา, สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้

6. หั่นเสียง สว. แก้รัฐธรรมนูญ

นอกจากโมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ 3 พรรคนำเสนอ ยังมีอีกเนื้อหาน่าสนใจปรากฏในร่างของพรรค ภท. คือ การแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยปรับลดสัดส่วนเสียง สว. ในการลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 และ 3

จากเดิมกำหนดให้มี สว. เห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา" เปลี่ยนเป็นใช้เสียง "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา"

หากทดลองตีออกมาเป็นคะแนนเสียง นั่นหมายความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการคะแนนเห็นชอบจาก สว. เพียง 40 เสียง จากเดิม 67 เสียง

ขณะที่ร่างของพรรค ปชน. และพรรค พท. ไม่ปรากฏข้อเสนอในส่วนนี้

สว.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

"สว. สีน้ำเงิน" ตั้ง 6 ปมคาใจร่างพรรคส้ม-ถามเตรียมชื่อพรรคใหม่หรือยัง

ภายหลังการนำเสนอหลักการของเจ้าของร่าง บรรดา สส. และ สว. ผลัดกันลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนและคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมบางฉบับในบางประเด็น โดย 2 ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด หนีไม่พ้น

โมเดล สสร., กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ, สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคสีแดงและสีส้มเสนอให้ใช้การเลือกตั้งทางอ้อม ทำให้สมาชิกบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า สุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้มีผู้ไปยื่นคำร้องว่ารัฐสภากระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่ขณะเดียวกัน สมาชิกอีกส่วนมองว่า สสร. จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับประชาชนมากที่สุด จึงสนับสนุนให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในฐานะ "ผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญตัวจริง"

เช่นเดียวกับการที่ 2 พรรคนี้ไม่ได้เขียนเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า ห้ามแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ถึงแม้นายนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พท. ยืนยันว่า พรรค พท. ไม่มีเจตนาจะแก้ไขทั้ง 2 หมวด อีกทั้งมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ระบุเอาไว้อยู่แล้วว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้" แต่ไม่อาจทำให้ สส. และ สว. คลายความกังวลใจ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศว่าพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการแตะต้องหมวด 1 และ 2 และต้องการใช้ร่างที่ไม่แตะเนื้อหา 2 หมวดนี้เป็นร่างหลัก

"หากไม่ใช่ร่างที่ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 อาจเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญปลายเปิด และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวด 1 และ 2 ต่อไปในอนาคต" นายจุรินทร์กล่าว

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ปฏิเสธว่า สว. ส่วนใหญ่ไม่เคยคิดขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเคารพต่อเสียงของประชาชน 16 ล้านเสียงที่โหวตเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ปฏิเสธว่า สว. ส่วนใหญ่ไม่เคยคิดขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเคารพต่อเสียงของประชาชน 16 ล้านเสียงที่โหวตเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559

ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เจ้าของฉายา "ตัวจี๊ดสีน้ำเงิน" อภิปรายเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ปชน. และตั้งชื่อว่า "ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเซาะกร่อนบ่อนทำลาย" ส่อขัดกฎหมายและอาจไม่เคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น

  • มีเจตนาแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 หรือไม่ สะท้อนผ่านเนื้อหาในมาตรา 256/26 อนุ 2 ระบุว่า "การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" การใช้คำว่า "การให้" เสี่ยงขัดมาตรา 2 และมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ และขอถามว่า ตนต้องขอร้อง กราบร้องขอนายพริษฐ์และพรรค ปชน. ให้มีบทบัญญัติในส่วนนี้ด้วยหรือ จึงอยากถามว่าเขียนแบบนี้มีเจตนาอะไร "คงต้องทบทวนความทรงจำ ท่านไม่เข็ดใช่ไหม พรรคเดิมของท่าน ก้าวไกลถูกยุบพรรคเพราะอะไร มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ต้องถามว่าท่านเตรียมหาชื่อพรรคใหม่ไว้แล้วหรือยัง"
  • บันทึกหลักการและเหตุผล ระบุตอนหนึ่งว่า "รัฐธรรมนูญเชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เป็นธรรม" ถือเป็นการดูถูกดูแคลนประชาชน 16 ล้านเสียงว่าเป็นพวกนิยมเผด็จการเพราะเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
  • การเพิ่มหมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เสี่ยงขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ร่างนี้มีเจตนาให้มีผู้มาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความหรือไม่
  • การให้มีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวไม่เห็นความจำเป็น เพราะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ อีกทั้งนี้หน้าที่นี้ควรเป็นของ กมธ. ที่สามารถตั้งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ได้อยู่แล้ว
  • คุณสมบัติของ กมธ.ยกร่างฯ และสภาที่ปรึกษาฯ ได้ยกเว้นคุณสมบัติผู้ถูกระงับการใช้สิทธิเลือกตั้ง/ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า "กำลังจะให้สิทธิกับผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ หรือหางานทำให้กับผู้มีบารมีนอกพรรค ผู้นำจิตวิญญาณของพวกท่านเข้ามาทำงานเป็น กมธ.ยกร่างฯ หรือไม่"
  • การออกเสียงให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา 256/28 กำหนดให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา โดยใช้การพิจารณาเพียงวาระเดียว ประเด็นนี้อาจขัดหรือแย้งกับการพิจารณาของกฎหมายทั่วไปของ สส. และ สว.ที่จะต้องพิจารณา 3 วาระ จะเกิดการถ่วงดุลระหว่าง 2 สภาได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามพรรคสีส้ม โดยหัวหน้าพรรค ปชน. ไม่ขอตอบโต้หรือชี้แจงเรื่องการหาชื่อพรรคใหม่ เพราะมองว่าเป็นเพียง "คำขู่" และไม่อยากให้เสียเวลาสภา ส่วนเรื่องที่ไม่ล็อกห้ามแก้ไขหมวด 1 และ 2 แม้ร่างของพรรค ปชน. ไม่เขียนเอาไว้ แต่ก็แก้ไขไม่ได้อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 255

ไทม์ไลน์รัฐสภา-รัฐบาล เพื่อให้ประชามติเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรค พท. อภิปรายไล่เลียงไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากรัฐสภา "รับหลักการ" ไปจนถึงวันเข้าคูหาประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. โดยบอกว่าเป็นสิ่งที่เขากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง "ถ้าสมาชิกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ไม่ได้จัดทำผังเวลา วัน ว. เวลา น. เอาไว้ โอกาสจะทำประชามติ ณ วันเลือกตั้งทั่วไป จะเป็นไปไม่ได้"

เขากล่าวว่า หากนายกฯ ยุบสภา 31 ม.ค. 2569 การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 หรือ 29 มี.ค. 2569 ขณะที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ หากผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 3 ก็จะได้ "คำถามที่ 2" แต่สำหรับ "คำถามที่ 1" ในการลงประชามติ รัฐสภาต้องร้องขอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นพ.ชลน่านทบทวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า "หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ก่อนพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีเนื้อหาว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"

สำหรับการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่, ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร, ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ขอฝาก กมธ. ไปต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่สะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด หลีกเลี่ยง สสร. ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่หวังจะ “กินรวบประเทศ”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ขอฝาก กมธ. ไปต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่สะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด หลีกเลี่ยง สสร. ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่หวังจะ "กินรวบประเทศ"

จากนั้น สส. อาวุโสพรรคสีแดงทดลองนำเสนอไทม์ไลน์เพื่อให้การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ "เกิดขึ้นได้จริง" ในวันเลือกตั้ง สรุปได้ ดังนี้

  • 15 ต.ค. รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ)
  • 16 ต.ค.-15 พ.ย. กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ เร่งพิจารณาร่างในวาระ 2 พิจารณารายมาตรา ในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา 30 ต.ค.
  • 17 พ.ย.- 9 ธ.ค. ขอเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • 18-19 พ.ย. รัฐสภาพิจารณาและลงมติในวาระ 2 (พิจารณารายมาตรา) จากนั้นต้องพักร่างไว้ 15 วันตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด
  • 8 ธ.ค. รัฐสภาพิจารณาและลงมติในวาระ 3 (ขอความเห็นชอบทั้งฉบับ) ซึ่งทำให้ได้ "คำถามที่ 2" ในการลงประชามติ
  • 12 ธ.ค. เปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ เพื่อพิจารณาญัตติทั่วไป (อาศัยข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อ 29) ขอให้รัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบว่า ให้ส่ง ครม. จัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งถือเป็น "คำถามที่ 1" ในการลงประชามติ และต้องแจ้งนายกฯ และ กกต. ในวันเดียวกัน
  • 22 มี.ค. 2569 ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้งทั่วไป

"หากยังไม่โปรดเกล้าฯ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ที่คลายล็อกเงื่อนเวลา (กำหนดให้วันประชามติอยู่ในช่วง 60-150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา) ก็ต้องยึดกฎหมายเดิม มาตรา 10 ที่กำหนดให้จัดประชามติภายใน 90-120 วัน (นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา) ถ้านับ 12 ธ.ค. เป็นต้นไป ก็เผื่อไปถึง 22 มี.ค. 2569 ก็จะทำประชามติได้ ต้องให้ชัดเจนตามนี้ ถ้าคลาดเคลื่อนไปจากนี้ เราจะมีปัญหา การมีรัฐธรรมนูญของเราจะเป็นไปไม่ได้ เพราะไปทำประชามติไม่ได้" นพ.ชลน่านกล่าวและขอให้บันทึกกรอบระยะเวลาที่เขานำเสนอเอาไว้

ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ขออนุญาตประธานรัฐสภา ชี้แจงไทม์ไลน์ของรัฐบาลที่เกิดจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ รัฐธรรมนูญ, พ.ร.บ.ประชามติ, MOA โดยมีการระบุชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าหากการยุบสภาเกิดขึ้น 31 ม.ค. 2569 "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า 29 มี.ค. 2569 เป็นวันที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการเลือกตั้ง"

อย่างไรก็ตามไทม์ไลน์ที่รองนายกฯ นำเสนอ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ขึ้นอยู่กับว่าการลงประชามติจะเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายฉบับใด

กรณีแรก พ.ร.บ.ประชามติ 2564 มีผลบังคับใช้อยู่

  • 1 ต.ค. วันแรก เริ่มนับ 4 เดือน
  • 15-20 ธ.ค. รัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ขอให้มีเวลาทิ้งไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาเตรียมการส่งร่าง และจัดคำอธิบายสรุปสาระสำคัญที่ประชาชนเข้าใจได้ และเผื่อเวลาให้รัฐบาลหารือกับ กกต. เพื่อกำหนดวันประชามติได้)
  • 30 ธ.ค. วันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติได้ (มีเวลา 90 วันจนถึงวันประชามติ)
  • 31 ม.ค. 2569 ยุบสภา (มีเวลา 57 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง)
  • 29 มี.ค. 2569 วันเลือกตั้งและทำประชามติ

กรณีที่สอง มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประชามติ 2568 ซึ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว จะทำให้รัฐสภามีเวลามากขึ้นในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

  • 1 ต.ค. วันแรก เริ่มนับ 4 เดือน
  • 15-19 ม.ค. 2569 รัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • 29 ม.ค. 2569 วันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติได้ (มีเวลา 60 วันจนถึงวันประชามติ)
  • 31 ม.ค. 2569 ยุบสภา (มีเวลา 57 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง)
  • 29 มี.ค. 2569 วันเลือกตั้งและทำประชามติ
ชูศักดิ์ ศิรินิล (ซ้าย) มือกฎหมายเพื่อไทย พูดคุยกับ สส. ร่วมพรรค

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชูศักดิ์ ศิรินิล (ซ้าย) มือกฎหมายเพื่อไทย พูดคุยกับ สส. ร่วมพรรค
รธน.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

อลงกต วรกี (ซ้าย) กับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ คุยกันท้ายห้องประชุมรัฐสภาเมื่อ 14 ต.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อลงกต วรกี (ซ้าย) กับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ คุยกันท้ายห้องประชุมรัฐสภาเมื่อ 14 ต.ค.
พรรคประชาชนซึ่งมี สส. 143 คน คาดหวังจะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพวกเขาเป็นร่างหลัก แต่การณ์ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พรรคประชาชนซึ่งมี สส. 143 คน คาดหวังจะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพวกเขาเป็นร่างหลัก แต่การณ์ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น