รัฐสภาผ่าน 2 ตก 1 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สว. ส่วนใหญ่ "งดออกเสียง" ฉบับเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเป็นเจ้าของร่าง ขณะที่ร่างของพรรคเพื่อไทยถูก "ตีตก" กลางสภาตั้งแต่วาระแรก เพราะได้เสียงสนับสนุนจาก สว. ไม่เพียงพอตามเกณฑ์ขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญ โดยขาดไปเพียง 6 เสียง
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นเจ้าของร่าง ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 629 เสียง (สส. 462 เสียง สว. 167 เสียง) ไม่เห็นชอบ 8 เสียง งดออกเสียง 15 เสียง
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ปรากฏตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ "พรรคสีน้ำเงิน" คือ ห้ามแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นจุดยืนดั้งเดิมของ สส. พรรคฝ่ายอนุรักษนิยม และ สว. กลุ่มใหญ่
ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 เสนอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กับคณะ ก็ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นกัน ด้วยคะแนนเสียงลดหลั่นกันไป โดยมีคะแนนเห็นชอบ 568 เสียง (สส. 460 เสียง สว. 108 เสียง) ไม่เห็นชอบ 10 เสียง งดออกเสียง 74 เสียง
ต่างจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 เสนอโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กับคณะ ที่ไม่ได้ไปต่อ เพราะถูกโหวตคว่ำกลางรัฐสภา โดยมีคะแนนเห็นชอบ 521 เสียง (สส. 461 เสียง สว. 60 เสียง) ไม่เห็นชอบ 16 เสียง งดออกเสียง 115 เสียง
เมื่อคะแนนของ สว. ไม่ถึงเกณฑ์ 1 ใน 3 ของ สว. ทั้งหมด ถือว่าที่ประชุมรัฐสภา "ไม่รับหลักการ" ในวาระที่ 1
การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 3 ฉบับ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ต.ค. โดยเปิดให้สมาชิกอภิปรายรวม 19 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนเริ่มลงมติในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค. ด้วยการใช้วิธีเรียกชื่อสมาชิกและให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่แยกเป็นรายฉบับ
ในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) ต้องมีคะแนนเห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา หรือ 345 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 690 คน (สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 492 คน สว. 198 คน) และต้องมี สว. เห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 66 เสียง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จากนั้นที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 43 เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในวาระ 2 (พิจารณารายมาตรา) ประกอบด้วย สส. 31 คน และ สว. 12 คน
อย่างไรก็ตามบรรดา สส. และ สว. ต้องลงคะแนนด้วยวิธีการขานชื่อ เพื่อเลือกว่าจะใช้ร่างใดเป็น "ร่างหลัก" ในการพิจารณาวาระที่ 2 ก่อนที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะประกาศว่า รัฐสภามีมติ 300 ต่อ 87 ให้ใช้ร่างของนายพริษฐ์เป็นร่างหลัก
นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่รัฐสภาชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้งปี 2566 และ สว. 200 คนที่มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพปี 2567 จะได้ถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 หลังจากการประชุมร่วม 2 สภาเมื่อเดือน มี.ค. ไม่อาจพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่เสนอโดยพรรค ปชน. และพรรค พท. ได้ เนื่องจากมีญัตติของ สส. เพื่อไทย และ สว. นอกกลุ่มใหญ่ แทรกซ้อนเข้ามา โดยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อยุติข้อถกเถียงว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่
6 เดือนต่อมา มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ว่า "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง แต่ "การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้"
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยแถมมาว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" กลายเป็นข้อกำหนดใหม่ที่ทำให้บรรดาพรรคการเมืองต้องเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยไม่มีเนื้อหาที่ระบุถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนอีกต่อไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. เป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งตามบันทึกข้อตกลงร่วม (Memorandum of Agreement - MOA) ระหว่างพรรค ปชน. กับพรรค ภท. ที่ 2 หัวหน้าพรรคลงนามร่วมกัน เพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนจาก 143 สส. พรรคสีส้มให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เป็นนายกฯ คนที่ 32
รัฐบาล "อนุทิน" แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย. ว่า "รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
ที่ผ่านมา พรรค ภท. กับวุฒิสภาถูกครหาว่า "เป็นสีเดียวกัน" ทำให้ สส. จากทั้งพรรค ปชน. และพรรค พท. ตั้งคำถามต่อนายกฯ อนุทินว่าจะชวน สว. ให้ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญและเปิดทางให้มีการทำประชามติได้หรือไม่อย่างไร
ก่อนการประชุมรัฐสภาจะเริ่มขึ้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวถึงกรณี สว. ส่งสัญญาณพร้อมโหวตรับทั้ง 3 ร่าง ทั้งที่เคยประกาศตัวเป็น "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ว่า "ต้องดูว่ามีใครสามารถเข้าไปพูดคุยได้หรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของทุกพรรคที่ต้องพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่าย แต่หนึ่งในนั้นคือคนที่อยู่ใน MOA คือนายอนุทิน เชื่อว่าการจะทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านทั้ง 3 วาระ นายอนุทินก็เป็นส่วนสำคัญที่ไปทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน
"เชื่อว่าประชาชนเล็งเห็นได้ว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนที่โหวตให้นายอนุทิน ทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ จาก 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย" ผู้นำฝ่ายค้านในสภากล่าว
"กุญแจ" เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้ ไม่ใช่การรื้อรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ แต่บรรดา สส. เจ้าของร่างกฎหมายเปรียบเปรยเป็น "กุญแจ" เปิดประตูสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และไม่ใช่ "ด่านสุดท้าย" เพราะจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในการออกเสียงประชามติซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งปี 2569
บรรดาเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 พรรค ประกอบด้วย ฉบับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ สส.ประชาชน, ฉบับนายชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ สส.เพื่อไทย, ฉบับนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ สส.ภูมิใจไทยและพรรคร่วมฯ ได้นำเสนอหลักการร่างกฎหมายของตน ก่อนชี้ให้เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน, เน้นย้ำเหตุผลความจำเป็นในการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเชิญชวนให้สมาชิกร่วมลงมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากเปรียบเปรยรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีสภาพปัญหาในแทบทุกห้อง การจะซ่อมเป็นรายจุดก็ทำได้ แต่หากปัญหาลามไปถึงเสาเข็มหรือทางเชื่อมระหว่างห้อง การสร้างบ้านหลังใหม่ที่เราทุกคนได้ร่วมออกแบบตั้งแต่ต้นอาจจะเรียบง่ายกว่า รวดเร็วกว่า และทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีกว่า ว่าบ้านหลังนี้เป็นของพวกเราทุกคน
สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และโฆษกพรรค ปชน. กล่าวว่า ไม่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็น "ยาวิเศษ" ที่ทำให้ทุกปัญหาหายไปทันที แต่รัฐธรรมนูญเป็นเหมือนกับอากาศที่เราหายใจกันอยู่ ล่องหน จับต้องได้ยาก แต่ส่งผลกระทบต่อเราทุกวินาทีโดยไม่รู้ตัว การมีรัฐธรรมนูญที่ดีหรืออากาศที่บริสุทธิ์อาจไม่ได้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ถ้ารัฐธรรมนูญหรืออากาศเป็นพิษ สุขภาพเราในการทำมาหากินและศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับโลกก็จะค่อย ๆ ถูกทำลาย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นโอกาสในการออกแบบระบบการเมืองที่ประชาชนหวังพึ่งได้
ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้นำเสนอหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคสีน้ำเงินซึ่งมีเนื้อหา 23 มาตรา กล่าวว่า วันนี้น่าจะใกล้เคียงที่สุดกับที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้ และย้ำว่าเป็นการทำตามเงื่อนไข MOA ที่ตกลงร่วมกัน และให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรค ปชน. "เมื่อเราพูด เรารับปาก เราต้องทำ"
เขายังเปิดเผย 4 หลักการของพรรค ภท. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ กติกาเข้าใจง่าย, ทำได้จริง, ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่, ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนแสดงความเป็นห่วงกลไกการได้มาซึ่งคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของพรรค ปชน. และพรรค พท. ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการให้ใครไปยื่นตีความ และจะทำให้ "เสียเวลา เสียของ เสียเวลา" ของทุกคนหรือไม่
"หากตีความคำวินิจฉัยกฎหมายแบบศรีธนญชัย เป็นการตีความแบบเข้าข้างตนเองจนเกินไป อาจทำให้เกิดความล้มเหลวได้... อยากเห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างจริงใจ อย่าเพ้อฝันมาก มองโลกตามความเป็นจริงซึ่งอาจขัดใจเราบ้าง ไม่ตรงใจเราบ้าง" นายกรวีร์กล่าวและว่า พรรค ภท. ต้องการให้ "ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ได้ทำ"
บีบีซีไทยสรุปเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 3 พรรคเสนอต่อรัฐสภา ประกอบด้วย ฉบับประชาชน, ฉบับเพื่อไทย, ฉบับภูมิใจไทยและพรรคร่วมฯ พร้อมคำอภิปรายที่น่าสนใจจากสมาชิกรัฐสภา โดยขอจำแนกเป็นรายประเด็น ดังนี้
1. โมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ประชาชน: ไม่มี สสร. แต่ใช้คณะบุคคล 2 ชุด
1) กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 70 คน โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นทีม แต่ละทีมให้ส่งผู้สมัคร 17-70 คน และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน แบ่งสัดส่วนตาม สส., สว. และพรรคการเมือง ทั้งนี้ถ้าทดลองคำนวณ หาก สส. และ สว. รวมกลุ่มกันให้ได้ 20 คน จะมีโอกาสเสนอชื่อ กมธ.ยกร่างฯ ได้ 1 คน
2) สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้ระบบแบ่งเขตที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นรายบุคคล และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คนตามจำนวนประชากร
เพื่อไทย: สสร. 151 คน แบ่งเป็น
1) สสร. จังหวัด 100 คน มาจากการเลือกของทั้งประเทศรวม 300 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง คิดคำนวณจำนวน สสร. ตามสัดส่วนจำนวนราษฎรในแต่ละจังหวัด จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน โดยให้แต่ละจังหวัดมี สสร. อย่างน้อย 1 คน
2) สสร. แต่งตั้ง 51 คน มาจากการเสนอชื่อของ สส. สว. ครม. องค์กร สมาคม หรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ
จากนั้นให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 27 คน โดย 14 คนเลือกจาก สสร. และอีก 13 คนเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 5 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ 3 คน
ภูมิใจไทย: สสร. 99 คน แบ่งเป็น
1) สสร. จังหวัด 77 คน โดยให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน
2) สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 22 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
จากนั้นให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน โดย 2 ใน 3 เลือกจาก สสร. ส่วนที่เหลืออาจตั้งจากผู้เชี่ยวชาญที่มิได้เป็น สสร.
2. กรอบเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ประชาชน: ภายใน 270 วันนับแต่วันที่มีการประชุม กมธ.ยกร่างฯ ครั้งแรก
เพื่อไทย: ภายใน 180 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สสร. ครั้งแรก
ภูมิใจไทย: ภายใน 360 วันนับแต่วันที่มีการประชุม สสร. ครั้งแรก
3. ล็อกเนื้อหาใดต้องทำ-ต้องห้าม
ประชาชน: ต้องมีเนื้อหาที่สำคัญ 9 ข้อ อาทิ 1. การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ 2. การให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนอีก 7 ข้อ เป็นประเด็นที่พรรค ปชน. เห็นว่า "เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560" อาทิ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน, การออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน, การวางกลไกจัดการการทุจริตและประพฤติมิชอบ ฯลฯ
เพื่อไทย: การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้
ภูมิใจไทย: การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำมิได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
4. การดำเนินการหลังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ
ประชาชน: ให้มีการประชุมร่วมระหว่าง กมธ.ยกร่างฯ กับสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ เพื่ออภิปรายแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นจัดทำรายงานเสนอความเห็นและเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นวาระเดียว
ในการผ่านความเห็นชอบ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบ "เกินกึ่งหนึ่ง" ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน)
หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างให้นายกฯ และ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป
เพื่อไทย: เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นวาระเดียว
ในการผ่านความเห็นชอบ ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ "มากกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน)
หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างให้นายกฯ และ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป
ภูมิใจไทย: เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยแบ่งการพิจารณาเป็น 3 วาระ
วาระ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (350 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน) และต้องมี สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (40 เสียง จาก สว. ทั้งหมด 200 คน)
วาระ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
วาระ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ "มากกว่ากึ่งหนึ่ง" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา (351 เสียง) ในจำนวนนี้ต้องมี สส. จากพรรคที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่ง รมต. ประธานและรองประธานสภา เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% และมี สว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของวุฒิสภา (40 เสียง)
หากรัฐสภาเห็นชอบ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างให้ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป
5. การลงประชามติร่างที่รัฐสภาเห็นชอบ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ประชาชน: หากผลการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ หาก "ไม่เห็นชอบ" ให้ร่างนั้นตกไป อย่างไรก็ตาม ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสภา, สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้
เพื่อไทย: หากผลการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ หาก "ไม่เห็นชอบ" ให้ร่างนั้นตกไป อย่างไรก็ตาม สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสภา, สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้
ภูมิใจไทย: หากผลการออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ หาก "ไม่เห็นชอบ" ให้ร่างนั้นตกไป อย่างไรก็ตาม ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสภา, สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้
6. หั่นเสียง สว. แก้รัฐธรรมนูญ
นอกจากโมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ 3 พรรคนำเสนอ ยังมีอีกเนื้อหาน่าสนใจปรากฏในร่างของพรรค ภท. คือ การแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยปรับลดสัดส่วนเสียง สว. ในการลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 และ 3
จากเดิมกำหนดให้มี สว. เห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา" เปลี่ยนเป็นใช้เสียง "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา"
หากทดลองตีออกมาเป็นคะแนนเสียง นั่นหมายความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการคะแนนเห็นชอบจาก สว. เพียง 40 เสียง จากเดิม 67 เสียง
ขณะที่ร่างของพรรค ปชน. และพรรค พท. ไม่ปรากฏข้อเสนอในส่วนนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"สว. สีน้ำเงิน" ตั้ง 6 ปมคาใจร่างพรรคส้ม-ถามเตรียมชื่อพรรคใหม่หรือยัง
ภายหลังการนำเสนอหลักการของเจ้าของร่าง บรรดา สส. และ สว. ผลัดกันลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนและคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมบางฉบับในบางประเด็น โดย 2 ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด หนีไม่พ้น
โมเดล สสร., กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ, สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคสีแดงและสีส้มเสนอให้ใช้การเลือกตั้งทางอ้อม ทำให้สมาชิกบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า สุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้มีผู้ไปยื่นคำร้องว่ารัฐสภากระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่ขณะเดียวกัน สมาชิกอีกส่วนมองว่า สสร. จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับประชาชนมากที่สุด จึงสนับสนุนให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในฐานะ "ผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญตัวจริง"
เช่นเดียวกับการที่ 2 พรรคนี้ไม่ได้เขียนเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า ห้ามแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ถึงแม้นายนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พท. ยืนยันว่า พรรค พท. ไม่มีเจตนาจะแก้ไขทั้ง 2 หมวด อีกทั้งมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ระบุเอาไว้อยู่แล้วว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้" แต่ไม่อาจทำให้ สส. และ สว. คลายความกังวลใจ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศว่าพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการแตะต้องหมวด 1 และ 2 และต้องการใช้ร่างที่ไม่แตะเนื้อหา 2 หมวดนี้เป็นร่างหลัก
"หากไม่ใช่ร่างที่ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 อาจเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญปลายเปิด และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวด 1 และ 2 ต่อไปในอนาคต" นายจุรินทร์กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เจ้าของฉายา "ตัวจี๊ดสีน้ำเงิน" อภิปรายเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ปชน. และตั้งชื่อว่า "ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเซาะกร่อนบ่อนทำลาย" ส่อขัดกฎหมายและอาจไม่เคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น
- มีเจตนาแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 หรือไม่ สะท้อนผ่านเนื้อหาในมาตรา 256/26 อนุ 2 ระบุว่า "การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" การใช้คำว่า "การให้" เสี่ยงขัดมาตรา 2 และมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ และขอถามว่า ตนต้องขอร้อง กราบร้องขอนายพริษฐ์และพรรค ปชน. ให้มีบทบัญญัติในส่วนนี้ด้วยหรือ จึงอยากถามว่าเขียนแบบนี้มีเจตนาอะไร "คงต้องทบทวนความทรงจำ ท่านไม่เข็ดใช่ไหม พรรคเดิมของท่าน ก้าวไกลถูกยุบพรรคเพราะอะไร มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ต้องถามว่าท่านเตรียมหาชื่อพรรคใหม่ไว้แล้วหรือยัง"
- บันทึกหลักการและเหตุผล ระบุตอนหนึ่งว่า "รัฐธรรมนูญเชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เป็นธรรม" ถือเป็นการดูถูกดูแคลนประชาชน 16 ล้านเสียงว่าเป็นพวกนิยมเผด็จการเพราะเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
- การเพิ่มหมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เสี่ยงขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ร่างนี้มีเจตนาให้มีผู้มาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความหรือไม่
- การให้มีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวไม่เห็นความจำเป็น เพราะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ อีกทั้งนี้หน้าที่นี้ควรเป็นของ กมธ. ที่สามารถตั้งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ได้อยู่แล้ว
- คุณสมบัติของ กมธ.ยกร่างฯ และสภาที่ปรึกษาฯ ได้ยกเว้นคุณสมบัติผู้ถูกระงับการใช้สิทธิเลือกตั้ง/ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า "กำลังจะให้สิทธิกับผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ หรือหางานทำให้กับผู้มีบารมีนอกพรรค ผู้นำจิตวิญญาณของพวกท่านเข้ามาทำงานเป็น กมธ.ยกร่างฯ หรือไม่"
- การออกเสียงให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา 256/28 กำหนดให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา โดยใช้การพิจารณาเพียงวาระเดียว ประเด็นนี้อาจขัดหรือแย้งกับการพิจารณาของกฎหมายทั่วไปของ สส. และ สว.ที่จะต้องพิจารณา 3 วาระ จะเกิดการถ่วงดุลระหว่าง 2 สภาได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามพรรคสีส้ม โดยหัวหน้าพรรค ปชน. ไม่ขอตอบโต้หรือชี้แจงเรื่องการหาชื่อพรรคใหม่ เพราะมองว่าเป็นเพียง "คำขู่" และไม่อยากให้เสียเวลาสภา ส่วนเรื่องที่ไม่ล็อกห้ามแก้ไขหมวด 1 และ 2 แม้ร่างของพรรค ปชน. ไม่เขียนเอาไว้ แต่ก็แก้ไขไม่ได้อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 255
ไทม์ไลน์รัฐสภา-รัฐบาล เพื่อให้ประชามติเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรค พท. อภิปรายไล่เลียงไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากรัฐสภา "รับหลักการ" ไปจนถึงวันเข้าคูหาประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. โดยบอกว่าเป็นสิ่งที่เขากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง "ถ้าสมาชิกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ไม่ได้จัดทำผังเวลา วัน ว. เวลา น. เอาไว้ โอกาสจะทำประชามติ ณ วันเลือกตั้งทั่วไป จะเป็นไปไม่ได้"
เขากล่าวว่า หากนายกฯ ยุบสภา 31 ม.ค. 2569 การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 หรือ 29 มี.ค. 2569 ขณะที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ หากผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 3 ก็จะได้ "คำถามที่ 2" แต่สำหรับ "คำถามที่ 1" ในการลงประชามติ รัฐสภาต้องร้องขอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นพ.ชลน่านทบทวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า "หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ก่อนพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีเนื้อหาว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
สำหรับการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่, ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร, ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จากนั้น สส. อาวุโสพรรคสีแดงทดลองนำเสนอไทม์ไลน์เพื่อให้การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ "เกิดขึ้นได้จริง" ในวันเลือกตั้ง สรุปได้ ดังนี้
- 15 ต.ค. รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ)
- 16 ต.ค.-15 พ.ย. กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ เร่งพิจารณาร่างในวาระ 2 พิจารณารายมาตรา ในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา 30 ต.ค.
- 17 พ.ย.- 9 ธ.ค. ขอเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- 18-19 พ.ย. รัฐสภาพิจารณาและลงมติในวาระ 2 (พิจารณารายมาตรา) จากนั้นต้องพักร่างไว้ 15 วันตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด
- 8 ธ.ค. รัฐสภาพิจารณาและลงมติในวาระ 3 (ขอความเห็นชอบทั้งฉบับ) ซึ่งทำให้ได้ "คำถามที่ 2" ในการลงประชามติ
- 12 ธ.ค. เปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ เพื่อพิจารณาญัตติทั่วไป (อาศัยข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อ 29) ขอให้รัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบว่า ให้ส่ง ครม. จัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งถือเป็น "คำถามที่ 1" ในการลงประชามติ และต้องแจ้งนายกฯ และ กกต. ในวันเดียวกัน
- 22 มี.ค. 2569 ทำประชามติพร้อมวันเลือกตั้งทั่วไป
"หากยังไม่โปรดเกล้าฯ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ที่คลายล็อกเงื่อนเวลา (กำหนดให้วันประชามติอยู่ในช่วง 60-150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา) ก็ต้องยึดกฎหมายเดิม มาตรา 10 ที่กำหนดให้จัดประชามติภายใน 90-120 วัน (นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา) ถ้านับ 12 ธ.ค. เป็นต้นไป ก็เผื่อไปถึง 22 มี.ค. 2569 ก็จะทำประชามติได้ ต้องให้ชัดเจนตามนี้ ถ้าคลาดเคลื่อนไปจากนี้ เราจะมีปัญหา การมีรัฐธรรมนูญของเราจะเป็นไปไม่ได้ เพราะไปทำประชามติไม่ได้" นพ.ชลน่านกล่าวและขอให้บันทึกกรอบระยะเวลาที่เขานำเสนอเอาไว้
ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ขออนุญาตประธานรัฐสภา ชี้แจงไทม์ไลน์ของรัฐบาลที่เกิดจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ รัฐธรรมนูญ, พ.ร.บ.ประชามติ, MOA โดยมีการระบุชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าหากการยุบสภาเกิดขึ้น 31 ม.ค. 2569 "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า 29 มี.ค. 2569 เป็นวันที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการเลือกตั้ง"
อย่างไรก็ตามไทม์ไลน์ที่รองนายกฯ นำเสนอ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ขึ้นอยู่กับว่าการลงประชามติจะเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายฉบับใด
กรณีแรก พ.ร.บ.ประชามติ 2564 มีผลบังคับใช้อยู่
- 1 ต.ค. วันแรก เริ่มนับ 4 เดือน
- 15-20 ธ.ค. รัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ขอให้มีเวลาทิ้งไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาเตรียมการส่งร่าง และจัดคำอธิบายสรุปสาระสำคัญที่ประชาชนเข้าใจได้ และเผื่อเวลาให้รัฐบาลหารือกับ กกต. เพื่อกำหนดวันประชามติได้)
- 30 ธ.ค. วันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติได้ (มีเวลา 90 วันจนถึงวันประชามติ)
- 31 ม.ค. 2569 ยุบสภา (มีเวลา 57 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง)
- 29 มี.ค. 2569 วันเลือกตั้งและทำประชามติ
กรณีที่สอง มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประชามติ 2568 ซึ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว จะทำให้รัฐสภามีเวลามากขึ้นในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- 1 ต.ค. วันแรก เริ่มนับ 4 เดือน
- 15-19 ม.ค. 2569 รัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- 29 ม.ค. 2569 วันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติได้ (มีเวลา 60 วันจนถึงวันประชามติ)
- 31 ม.ค. 2569 ยุบสภา (มีเวลา 57 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง)
- 29 มี.ค. 2569 วันเลือกตั้งและทำประชามติ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX











