รัฐบาล "หนูไม่ง่อย" เริ่มทำหน้าที่หลังแถลงนโยบายวันที่ 2 ฝ่ายค้านวิจารณ์ปม MOA ยันคุณสมบัติ รมต.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นในเวลา 18.18 น. ของวันนี้ (30 ก.ย.) หลังจาก สส. และ สว. ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ในการเปิดอภิปรายนโยบายและตั้งคำถามต่อคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวขอบคุณสมาชิกทั้ง 2 สภา ยืนยันว่ารับฟังและจะนำไปเป็นข้อคิด เป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป พร้อมให้ความมั่นใจด้วยว่าจะไม่ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน มากระทำการสิ่งใดที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง หรือช่วยเหลือให้ตนเองพ้นจากสิ่งที่ทำผิดไปแล้วให้กลายเป็นถูก
"นับตั้งแต่ผมที่เป็นเบอร์ 1 ของรัฐบาลชุดนี้ไปจนถึงเบอร์ 36 ถ้าพบว่าผู้ใดทำผิดกฎหมาย ผมจะไม่ให้ท่านต้องมาเร่งผม ผมจะเป็นคนเร่งรัด จะดำเนินการด้วยตัวเอง" นายกฯ คนที่ 32 กล่าว
ผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อยยังบอกด้วยว่า สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาแล้วและไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ "ขอให้จบและอโหสิกันไป" จากนี้มาแข่งขันกันทำคุณงามความดี แข่งนโยบาย อีก 4 เดือนยุบสภา จากนั้นไม่เกิน 2 เดือนได้เลือกตั้งกัน
"รับรองว่า ไม่ใช่เป็ดง่อย นี่หนูครับ ไม่ใช่เป็ด เพราะฉะนั้นหนูไม่ง่อย เป็ดอาจจะง่อย ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลนี้จะทำหน้าที่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป" นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายกลางรัฐสภา
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่ารัฐบาลนี้เป็น "รัฐบาลเป็ดง่อย" ไม่สามารถผลักดันนโยบายใด ๆ ได้เพราะมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน ทำให้ข้าราชการเกียร์ว่าง
เพื่อไทยวิจารณ์ "รัฐบาลพิสดาร" ที่เกิดจาก MOA
การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล "อนุทิน" ถูกแปรเป็นเวทีซักฟอกบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement – MOA) ระหว่างพรรคประชาชน (ปชน.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อ น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งข้อสังเกตต่อการจัดตั้ง "รัฐบาลด้วยวิธีพิสดาร" และพบว่าในระหว่างเปลี่ยนรัฐบาลจนถึงวันตั้งรัฐบาลใหม่ "มีความลึกลับมากมาย"
เธอลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สรุปได้ ดังนี้
- 18 มิ.ย. พรรค ภท. ถอนตัวจากรัฐบาล "แพทองธาร" ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา
- 24 มิ.ย. ผู้นําประเทศเพื่อนบ้านประกาศว่าไทยจะเปลี่ยนผู้นําในอีก 3 เดือน
- 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญรับ "คดีคลิปเสียง" เอาไว้พิจารณาและสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ
- 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตําแหน่งนายกฯ
- หลังจากนั้น เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรค ภท. เป็นแกนนำ ทำให้มีรัฐบาลใหม่ภายใน 3 เดือนตามที่ผู้นําประเทศเพื่อนบ้านกล่าวไว้อย่างน่าอัศจรรย์ เหลือเชื่อ เป๊ะราวกับจัดวาง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
น.ส.จิราพรตั้งคำถามว่า MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเพียงฉากหน้า โดยฉากหลังมีข้อตกลงที่ไม่ได้อยู่ใน MOA นี้อีกหรือไม่ แม้พรรคฝ่ายค้านหวังใช้ MOA บังคับรัฐบาลให้ทําตามข้อตกลง แต่เมื่อรัฐบาลภูมิใจไทยคลอดออกมาก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ในการ "ฉีก MOA ทันที" โดยเฉพาะข้อ 4 ห้ามแปลงเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่กลับมีคะแนนโหวตเลือกนายกฯ 311 เสียง ล้นเกินกว่าที่สื่อมวลชนรายงาน และมี สส. เตรียมย้ายพรรค เชื่อว่าก่อนยุบสภา พรรค ภท. จะเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มจํานวน สส. ทําให้ขยับเข้าใกล้รัฐบาลเสียงข้างมากเข้าไปทุกที
ส่วนภารกิจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งปรากฏใน MOA ข้อ 2 และ 3 เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด แต่ น.ส.จิราพรเห็นว่า นี่กลายเป็นเรื่องที่เล็กที่สุดในคําแถลงนโยบาย ถูกย่อให้เหลือเพียง 3 บรรทัด จากเอกสารนโยบาย 7 หน้ากระดาษ ทั้งนี้มีคนบอกว่ารัฐบาลกับสภาสูงเป็นสีเดียวกัน มีการเชื่อมโยงอํานาจบริหารกับองค์กรอิสระผ่านกลไกของ สว. ซึ่งเป็นผู้ตั้ง จึงขอให้นายกฯ ลุกขึ้นมายืนพูดกับ สว. ในสภาแห่งนี้ ชวน สว. กลางสภาเลยว่าให้มาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเปิดทางให้มีการทําประชามติ
"เราไม่อาจทราบได้ว่าจะนําไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่ แต่ทําให้เกิดรัฐบาลที่กุมอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นรองแค่เพียงรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และขาดเพียงมาตรา 44 (รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557) เท่านั้น เท่ากับว่าแม้มีการเปลี่ยนรัฐบาล ประชาชนก็ต้องอยู่กับระบอบสีน้ำเงินไปอีกนับ 10 ปี การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจาก MOA ด้วยวิธีแปลกประหลาดและพิสดารนี้ เหมือนเป็นการชุบชีวิตพรรคสีน้ำเงินและฝ่ายอนุรักษนิยมให้มีอาวุธครบมืออย่างเต็มรูปแบบ" สส. หญิงจากพรรคสีแดงกล่าว
น.ส.จิราพร เป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล "เศรษฐา" ต่อเนื่องถึงรัฐบาล "แพทองธาร" มาเกือบ 2 ปี ก่อนต้องผันตัวไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง 2566 เมื่อ 143 สส. พรรคสีส้มร่วมลงมติเห็นชอบให้นายอนุทินเป็นนายกฯ คนใหม่ โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล
สส.ร้อยเอ็ดรายนี้กล่าวว่า MOA ไม่มีผลผูกพันรัฐสภาตามกฎหมาย แต่ถ้าดูสถานะการเมือง MOA มีน้ำหนักและมีผลต่อรัฐบาลชุดนี้มากกว่านโยบายที่นายกฯ อ่านให้สมาชิกรัฐสภาฟัง และทําให้กลไกการตรวจสอบถูกทําให้อ่อนแอลง ทําให้ฝ่ายค้านตั้งคําถามกับฝ่ายค้านด้วยกันเองและตรวจสอบการทํางานของฝ่ายค้านด้วยกันเอง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เปิดบทสนทนา อุ๊งอิ๊ง-อนุทิน ก่อน ภท. ถอนตัวรัฐบาลชุดก่อน
ต่อมา นายกฯ อนุทินได้ลุกขึ้นชี้แจงทันที โดยยืนยันว่าไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัว และไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ เป็นส่วนตัว เพิ่งเคยพบกับสมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากได้ติดตามนายกฯ แพทองธารไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือน เม.ย.
"ท่านบอกว่าคงมีการตกลงอะไรกันมาก่อน มีเบื้องหลังหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่มี เต็มที่ที่ผมมีที่นั่นคือเพื่อนที่รู้จักกัน ซึ่งไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจอะไรในรัฐบาลแห่งนั้น ไม่มีลุง ไม่มีอังเคิล มีแต่เฟรนด์ มีแต่เพื่อน และไม่เคยได้พูดถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือการเสนอแนะอะไรที่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว" นายอนุทินกล่าว
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า หลังกลับจากกัมพูชา เพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่ารู้หรือไม่ที่เขาไม่ให้เข้าไปในที่ประชุมหลาย ๆ ที่ เพราะมีการแจ้งผู้นำเขาว่าไม่ต้องคุยกับตนมาก เพราะจะมีการปลดออกจาก มท. 1 อยู่แล้ว เป็นข้อมูลที่ได้รับทราบมา แต่ไม่ได้ว่าอะไร เพราะข้อมูลที่จะเชื่อมากที่สุดต้องได้รับแจ้งจากนายกฯ
จากนั้นนายอนุทินได้เปิดเผยบทสนทนาระหว่างเขากับ 2 บุคคลในรัฐบาลเพื่อไทยคือนายกฯ และเลขาธิการนายกฯ ก่อนนำมาสู่การตัดสินใจถอนตัวจากรัฐบาลของพรรค ภท. ทั้งนี้บีบีซีไทยขอแปลงคำชี้แจงของนายอนุทินเป็นรูปแบบบทสนทนาเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ แต่ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลอีกด้านจากอดีตนายกฯ แพทองธาร ซึ่งไม่อยู่ในรัฐสภาได้ และจนขณะนี้ไม่มีตัวแทนของพรรค พท. ชี้แจงแทน น.ส.แพทองธารแต่อย่างใด
- แพทองธาร: พรรค พท.ต้องการกระทรวงมหาดไทยคืน และขอให้ท่านไปเป็น รมว.สาธารณสุข
- อนุทิน: ถ้าแบบนี้ เปรียบเสมือนข้อเสนอที่ท่านต้องการให้ผมปฏิเสธ พูดตรง ๆ เลยดีกว่าว่าจะให้ผมออกจากรัฐบาล
- แพทองธาร: ไม่ใช่ อยากให้อยู่ แต่ไม่ให้อยู่มหาดไทย อยากให้อยู่สาธารณสุข
- อนุทิน: ทำไมต้องให้ไปอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ผมทำอะไรผิดหรือ ผมคิดว่าผมเป็นรัฐมนตรีคนเดียวในรัฐบาลของท่านนายกฯ ที่ยืนอยู่เคียงข้างท่านนายกฯ ในทุก ๆ ขณะ ไม่ว่าจะเป็นวันดีหรือวันร้ายของท่าน ปกป้อง ให้ข้อเท็จจริง เมื่อนายกฯ ถูกกล่าวหา ซึ่งนายกฯ ก็ทราบดี
- แพทองธาร: ใกล้เลือกตั้งแล้ว เพื่อไทยต้องได้กระทรวงมหาดไทย
- อนุทิน: อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อว่าการได้กระทรวงมหาดไทยกลับไปแล้วจะชนะการเลือกตั้ง คุณพ่อของผมก็เคยเป็น รมว.มหาดไทย เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เป็นตั้ง 2 ปีกว่า แต่การเลือกตั้งก็แพ้พรรค พท. ราบคาบในปี 2554 ทำไมถึงคิดเช่นนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายอนุทินเชื่อว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้พูดจากความต้องการภายในใจตัวเอง แต่ต้องมีคนบอกให้พูด เพราะในที่สุดเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาหาตนที่กระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง และบอกว่า "ไพ่ใบสุดท้ายคือคุณไปอยู่กระทรวงสาธารณสุข" เขาจึงฝากให้ไปกราบเรียนนายกฯ ว่า "พรรคภูมิใจไทยขอถอนตัว"
เขากล่าวต่อไปว่า หลังจากวันนั้น มีความบังเอิญเหมาะเจาะ เพราะมีเรื่อง "คลิปเสียงอังเคิล" ออกมาพอดี ยิ่งทำให้มีความมั่นใจในการตัดสินใจถอนตัวจากรัฐบาล เพราะขาดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเป็นเรื่องพิสดารผิดปกติ ส่วนพรรค ภท. ก็ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และเมื่อนายกฯ แพทองธารถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าไม่มีคนยุบสภา ในการพูดคุยกับพรรค ปชน. ซึ่งไม่มีแคนดิเดตนายกฯ จึงคิดหาวิธีคืนอำนาจให้กับประชาชน และเป็นที่มาของการทำข้อตกลง MOA ไม่มีอะไรพิสดาร ไม่ได้แอบเซ็นในห้องผู้นำฝ่ายค้าน ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นมาโดยระบอบประชาธิปไตย และได้รับการสนับสนุนจาก สส. 311 เสียง
นายกฯ คนที่ 32 ยังพูดถึงกรณีที่ สส.จิราพร ขอคำมั่นจากเขาใน 2 เรื่อง
หนึ่ง ให้ยืนยันว่าจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่กดดัน สั่งการ ชี้แนะข้าราชการเกี่ยวกับคดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. นายอนุทินประกาศว่า จะไม่มีวันใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.มหาดไทย หรือตำแหน่งนายกฯ ที่กำกับดูแลทุกกระทรวงในรัฐบาล ไปให้พวกเขาช่วยใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย อย่างเรื่อง สว. อยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากมีปัญหา กกต. จะเป็นผู้ดำเนินการ "มีแต่รัฐบาลของท่านที่พยายามสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ และไปติดที่ข้อกฎหมาย" และขอให้ถอนคำพูดที่บอกว่า "นายกฯ เป็นผู้ต้องหาของดีเอสไอ" เพราะตนเป็นเพียง "ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา" และให้ความร่วมมือตามกฎหมายทุกอย่าง
สอง กรณีให้ไปบอก สว. ให้มาแก้รัฐธรรมนูญ นายอนุทินบอกว่า ไม่รู้เป็นการวางยาหรือไม่ แต่ "ท่านกำลังชี้ทางไปนรกให้ผม" เพราะถ้าไปพูดอย่างนั้น ไปโน้มน้าว สส. และ สว. เป็นการผิดรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ทำไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของประชาธิปไตยที่ใครอยากแก้ไขก็ทำ หากไม่เห็นด้วยก็ไม่ทำ และส่งขึ้นไปตามกระบวนการ
รวมวิวาทะช่วงอภิปรายคุณสมบัติ 6 รมต.
ครม. จะเริ่มบริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต่อเมื่อได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ทำให้ สส. ฝ่ายค้านบางส่วนใช้เวทีนี้ตั้งข้อสังเกตและท้วงติงคุณสมบัติของรัฐมนตรีอย่างน้อย 6 คน อย่างไรก็ตาม สส. ผู้อภิปรายบางคน เจอรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงสวนกลับ และถึงกับต้องเสียรังวัดทางการเมืองไป
กลุ่มแรก "ครม. บุรีรัมย์" อันหมายถึงนักการเมืองหรืออดีตข้าราชการที่เกิดและเติบโตจาก จ.บุรีรัมย์ โดยมี 3 คนที่ถูกฉายภาพขึ้นบนจอแสดงภาพภายในห้องประชุมรัฐสภา ประกอบด้วย นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ และ สส.บุรีรัมย์, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.บุรีรัมย์, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้อภิปราย ครม. กลุ่มนี้คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ที่วิจารณ์ว่า การแต่งตั้ง ครม. บางคนไม่เหมาะสม ไม่มีความสามารถ ไม่ขาวสะอาด เป็นนอมินีของผู้มีอำนาจตัวจริงพรรค ภท. และเป็นการแต่งตั้งในระบบอุปถัมภ์
"หากตั้ง ครม. แบบนี้ แนะนำให้รัฐบาลตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ขึ้นมาเลยดีกว่า จะได้เป็นกระทรวงส่วนตัว เวลาผู้ยิ่งใหญ่บุรีรัมย์จะแต่งตั้งใครก็ทำได้เต็มที่ ขณะที่นายกฯ เองก็เป็นเสี่ยใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บุรีรัมย์ และน่าจะย้ายทำเนียบรัฐบาลไปอยู่บุรีรัมย์เลยดีหรือไม่ เอาที่เขากระโดงให้ชัด ๆ เลย เสี่ยเน เสี่ยหนูอยู่ด้วยกัน" สส. เพื่อไทย กล่าว
เขายังกล่าวหานายกฯ ว่าปล่อยให้ใครบางคนบางกลุ่มมาครอบงำ ชี้นำ และใช้อำนาจของนายกฯ เชื่อว่าสังคมจะประณามและกล่าวขานว่า "นายกฯ ตัวจริงไม่ใช่อนุทิน แต่เป็นอนุวิน กินรวบประเทศ"
นายโสภณ
ข้อวิจารณ์: เป็นคนสนิทของ "ครูใหญ่" นายเนวิน ชิดชอบ หากย้อนไปปี 2554 มีข่าวครึกโครมกรณีโจรปล้นบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ได้เงินไปกว่า 200 ล้านบาท แต่ความจริงแล้วมีเงินในบ้านหลังนั้นกว่า 500 ล้านบาท จึงมีการตั้งคำถามว่าหากบ้านปลัดกระทรวงมีเงินมากขนาดนั้น แล้วบ้าน รมว.คมนาคม ขณะนั้น จะมีเงินสดมากขนาดไหน แต่เสียดายที่ไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ
คำชี้แจงของ รมต: กรณีอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมก็เป็นเรื่องของเขาและรัฐบาลในยุคนั้น การบอกว่าบ้านรัฐมนตรีมีเงินเท่านั้นเท่านี้ กรุณาไปกล่าวโทษ อย่ามาพูดพล่อย ๆ แบบนี้ คนบุรีรัมย์รู้ว่าตนเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องบุรีรัมย์ ท่านรู้แก่ใจว่าพูดทำไม เพราะมันเข้าตัวเอง และนายไชยชนกเป็นบุตรของนายเนวินถือว่าไม่ผิด ที่ได้เป็นรัฐมนตรีก็มาตามความสามารถ
"แบบพรรคท่านเอาลูกมาเป็นนายกฯ ผมไม่อยากใช้วาทกรรมเรื่องแบบนี้ เป็น สส.มาตั้งแต่ปี 2544 ไม่เคยใช้วาทกรรมในสภาแม้แต่ครั้งเดียว มีครั้งนี้ที่ผมต้องใช้ GMO ดัดแปลงพันธุกรรม เมื่ออยู่กับท่าน ท่านว่าดี เมื่อพวกผมออกมา เป็นคนชั่วในทันที เลิกได้แล้วการเมืองแบบนี้ ยืนยันว่าเรื่องบุรีรัมย์ไม่มีอะไรเสียหาย" นายโสภณกล่าว
นายไชยชนก
ข้อวิจารณ์: ได้ดูแลโครงสร้างโทรคมนาคมของประเทศ, เศรษฐกิจดิจิทัล, การปราบปรามเฟกนิวส์ พนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงต้องการรัฐมนตรีที่มาทำหน้าที่ได้ทันที เพราะปัญหาประชาชนต้องการคนแก้ไขปัญหาทันที
คำชี้แจงของ รมต: ยอมรับว่าเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงในการบริหารด้านการเมือง แต่ไม่ว่าทำหน้าที่ไหน ก็ทำสุดความสามารถและเต็มกำลังเพื่อประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม ถ้าย้อนไปวันที่เข้าสู่อุตสาหกรรมฟุตบอลและอีสปอร์ตก็ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นกัน วันที่ก้าวเข้ามาในการเมืองก็ไม่มีประสบการณ์ แต่ "เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประเทศให้พ้นจากหนึ่งภัยความมั่นคงสำคัญต่อประเทศ ก็คือเอาพวกท่านออกจากการบริหารสูงสุดของประเทศไทย"
"ผมยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง ก็มีคนติดต่อมาหาผมผ่านเพื่อนสมาชิกที่รู้จัก เสนอมอบเงินเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ ผมปฏิเสธไปแล้ว แต่ทำให้สงสัยว่าประเพณีปฏิบัติของ รมว.ดีอีเอส ที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไร" นายไชยชนกกล่าว
ส่วนที่มีการระบุถึง "รัฐบาลเนทิน" บุตรชายของนายเนวินบอกว่า "ส่วนตัวไม่แน่ใจเพราะเป็นรัฐบาลน้องใหม่ ต้องเป็นรัฐบาลทักเซน หรือฮุนษิณ หรือไม่ ผมก็แค่สงสัยจริง ๆ"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
พล.ต.ท.รุทธพล
ข้อวิจารณ์: ทำงานใกล้ชิดนายเนวิน เป็นการตั้งแบบหวังผล มีภารกิจพิเศษ ขอทำนายคือ คดีฟอกเงิน ซ่องโจร ที่เกี่ยวพันกับคดีฮั้วเลือก สว. "จะถูกสั่งให้เดินหน้าเต็มที่ และจบลงในยุคท่านด้วยหลักฐานไม่เพียงพอ ไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นวิธีที่ตำรวจเมืองไทยมักใช้กันเวลานายสั่งให้เป่าคดี"
คำชี้แจงของ รมต: ไม่ได้ชี้แจงกลางสภา
กลุ่มที่สอง ครม. มี "กลุ่มเพื่อน" คือนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม
ผู้อภิปราย ครม. กลุ่มนี้คือ นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรค ปชน. และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.
นายกฤชอภิปรายว่า รัฐบาลนี้สัญญาว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กลับตั้งคนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อมมาดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษ และการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงเรียกร้องให้นายกฯ เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีคู่นี้ออกจาก ครม. เพราะจากประวัติที่ผ่านมา ไม่สามารถไว้วางใจให้ดูแลสิ่งแวดล้อมและโรงงานของประเทศได้
สุชาติ
ข้อวิจารณ์: นายกฤชอภิปรายถึงขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกับการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมายจากต่างประเทศผ่านท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่โรงงานรีไซเคิลในภาคตะวันออกที่มีปัญหากับชาวบ้านในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดภาพรถบรรทุกที่วิ่งขนส่งระหว่างท่าเรือแหลมฉบังกับโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย ด้านหน้ารถบรรทุกดังกล่าวติดสติกเกอร์ "มังกรน้ำเค็ม" พร้อมสโลแกน "พวกกันสำคัญเสมอ" ซึ่งคนภาคตะวันออกโดยเฉพาะคนชลบุรีและระยอง รู้ดีว่าเป็นชื่อของกลุ่มของนายสุชาติ นอกจากนี้เจ้าของบริษัทเจ้าของรถบรรทุกขนขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมายดังกล่าว ยังเคยมีชื่อเป็นผู้ชำนาญการประจำตัวนายสุชาติด้วย
"จะเชื่อได้อย่างไรว่านายสุชาติจะไม่ใช้อิทธิพลและอำนาจในฐานะเจ้ากระทรวงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มทุนที่กระทำผิดกฎหมาย ให้มาทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยอีก" สส.ระยอง พรรค ปชน. ตั้งคำถาม
คำชี้แจงของ รมต: ขอชี้แจงว่าไม่มีรถสิบล้อสักคันเดียว ซึ่งอาชีพรถสิบล้อหรือรถบรรทุก ว่าจ้างไปที่ไหนก็ต้องไป ส่วนที่กล่าวหาว่ารถบรรทุกเป็นผู้ชำนาญการของตน ซึ่งในชลบุรีเวลาทำเสื้อหรือทำสติกเกอร์ต่าง ๆ คนที่เป็นพวกเราเอาไปติดได้หมด หากเป็นส่วย ผิดกฎหมาย ใครจะบ้าเอารูปตัวเองไปติด มันต้องเป็นรหัส
เช่นเดียวกับเรื่องของอุตสาหกรรมจังหวัด ตนไม่รู้จักชื่อสักคน ไม่เคยเห็นหน้าตาว่าเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จ่าเอก ยศสิงห์
ข้อวิจารณ์: มีประวัติเกี่ยวข้องกับการลักลอบทำบ่อดินเถื่อน ที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี มีรถบรรทุกวิ่งขนดินกว่า 300 คันต่อวัน บรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด แม้พรรค ปชน. ร่วมกับภาคประชาชนต่อสู้จนทำให้อุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่งให้บ่อดินนี้หยุดประกอบการและดำเนินคดีไปแล้ว แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด ยังพบมีการฝ่าฝืนคำสั่งกลับมาสร้างความเดือดร้อนชาวบ้านได้อีก เมื่อไปตรวจสอบก็พบว่ารถขนดินดังกล่าวติดสติ๊กเกอร์ "เพื่อนยศสิงห์" อยู่ที่หน้ากระจก เป็นรถของบริษัทของคนในเครือข่ายจ่าเอก ยศสิงห์
ที่น่าสนใจคือวันที่เพิ่งจะมีโผ ครม. ออกมา มีการยื่นขอใบอนุญาตตั้งและขยายโรงงานรีไซเคิลที่ จ.ปราจีนบุรี 6 โรงงานในวันเดียวกัน บริษัทที่ยื่นขอเคยเป็นโรงงานเถื่อนที่ถูกสั่งปิดไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จ่าเอกยศสิงห์เพิ่งมอบนโยบาย "ปิดเร็ว เปิดเร็ว พึ่งพาได้" บอกว่าจะทำให้การขออนุญาตโรงงานง่ายขึ้น ไวขึ้น โรงงานไหนถูกสั่งปิด หากแก้ไขเสร็จจะรีบอนุญาตให้กลับมาเปิดใหม่โดยเร็ว เรื่องต่าง ๆ ที่ดูลงตัวกันเช่นนี้ ยิ่งทำให้กังวลว่าจะเป็นนโยบาย "จ่ายครบ จบแน่" หรือไม่
คำชี้แจงของ รมต: ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ่อดินเถื่อน เพราะอยู่ใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว หากสิ่งใดผิดกฎหมายก็พร้อมสนับสนุนให้ปิดทันที ไปตรวจสอบได้เลยว่า "ตระกูลเหลี่ยมเลิศ" ไม่มีการจดทะเบียนรถบรรทุก 10 ล้อแม้แต่คันเดียว เพราะตนไม่ถนัดในธุรกิจนี้ ไม่รับรู้ ไม่เกี่ยวข้องด้วย ส่วนสติกเกอร์เพื่อนยศสิงห์ เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ทำไว้ติดเสื้อหรือรถ เพื่อแสดงตัวว่าเป็นเพื่อนและพรรคพวกกันในชุมชน เผื่อเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาบนท้องถนนจะได้ช่วยเหลือกันได้ ไม่ได้เป็นช่องทางหาผลประโยชน์หรือใช้อำนาจในทางมิชอบ
"ผมแนะนำเสมอว่าใครจะเอาไปติดก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือลดลง และหากใครไม่ชอบ ผมก็ไม่ว่า แต่ยืนยันว่าไม่ใช่เครื่องมือหาผลประโยชน์แน่นอน" จ่าเอกยศสิงห์กล่าว
ส่วนนโยบาย "ปิดเร็ว–เปิดเร็ว พึ่งพาได้" รมช.อุตสาหกรรม บอกว่าอาจจะตีความผิด ความหมายคือ หากโรงงานหรืออุตสาหกรรมทำผิดกฎหมาย สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน ต้องสั่งปิดอย่างรวดเร็ว แต่หากแก้ไขถูกต้องตามกฎหมายครบถ้วน ก็ต้องเปิดให้ดำเนินกิจการต่อโดยเร็ว เพราะอุตสาหกรรมคือหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจ เป็นเสมือนเครื่องพิมพ์เงินของประเทศ ต้องบริหารจัดการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วน "พึ่งพาได้" เป็นการทำความเชื่อมั่นกับผู้ประกอบการและนักลงทุน ไม่ได้สื่อสารว่า "จ่ายครบ จบแน่" เพราะพ่อแม่สอนมา มีแต่เรื่องดี ๆ เรื่องไม่ดีตนไม่เอามาทำ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กลุ่มที่สาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ อภิปรายโดยนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โดยตั้งคำถามว่านายกฯ "กินดีหมี สวมหัวใจเสือ" มาจากไหนถึงกล้าตั้งคนที่หลายรัฐบาลไม่เคยตั้งเป็นรัฐมนตรี
"สมัยก่อน ผมเคยฟังเพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน แต่ถ้าเขียนเพลงวันนี้เป็นรางวัลแด่คนช่างหัก หักเขาไปหมด หักนายเก่า หักขั้วรัฐบาลเดิม หักพรรคเพื่อไทย ท่านหักใครได้ก็หักไป แต่อย่าหักหลังประชาชนโดยการตั้งรัฐมนตรีต้นทุนต่ำ" นายอนุสรณ์กล่าวและเสนอว่า ถ้าไปตั้งพรรคการเมือง แนะนำให้ตั้งชื่อพรรคกล้าหัก สโลแกนคือ "หักนายเก่า หักนายใหญ่ หักนายใหม่ หักไม่เว้นใคร เลือกกล้าหัก"
จากนั้นเขาได้นำภาพ ร.อ.ธรรมนัสขึ้นจอ โดยมีข้อความว่า "รอยด่างพร้อยสำคัญ" โดยยก 3 กรณีสำคัญคือ "คดีมันคือแป้ง" ปี 2536, การซ่อนทรัพย์สินและใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน, รายได้ลึกลับจากธุรกิจกองสลาก พร้อมระบุว่าได้ยินแว่ว ๆ ว่าจะมีคนไปร้อง นายกฯ ตั้งคนมีปัญหาแบบนี้ ถือว่ามีปัญหาหรือไม่
ปฏิกิริยาจาก ร.อ.ธรรมนัสคือ "ขอบคุณผู้อภิปรายที่อภิปรายเรื่องเก๊าเก่า ๆ" ก่อนแฉกลับสิ่งที่นายอนุสรณ์มาพูดคุยกับเขา โดยขอร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ไม่มั่นใจว่าวันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวกับฟ้ากับดิน วันนั้นชื่นชมว่าตนทำงานได้ดี ได้ใจประชาชน ทำงานถึงลูกถึงคน บอกว่าอยู่บ้านนี้ไม่มีความสุข อยากมาร่วมอุดมการณ์ด้วย
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เขาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง และท้ายที่สุดได้รับความไว้วางใจจาก สส. ให้ทำหน้าที่รัฐมนตรีต่อ เวลานี้มีคดีอยู่ที่ จ.พะเยา 200 คดีแล้ว ส่วนเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินชี้ขาดแล้วว่าไม่ผิดคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
"อย่าเอาเรื่องเก่ามาพูดให้เป็นประเด็นอีก หากยังสงสัย คุยส่วนตัวได้ อนุสรณ์น้องเอ้ย จำคำพูดตัวเองไว้บ้างว่าจะพูดอะไร อย่ากลืนน้ำลายตัวเอง" ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX











