ยุบสภา หรือได้โหวตนายกฯ อนุทิน หลังภูมิใจไทยปิดเกมตั้งรัฐบาล 146 เสียง ได้พรรคประชาชนร่วมโหวตหนุน 5 ก.ย.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง ภายหลังแกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน (ปชน.) มีมติร่วมโหวตสนับสนุนเขาเป็นนายกฯ คนที่ 32 ถึงแม้รองนายกฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) จะชิงทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ 2 ก.ย. แล้วก็ตาม
ศึกช่วงชิงเสียงจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ระหว่าง พรรคสีแดง กับ พรรคสีน้ำเงิน คล้ายจบลงในยกแรกด้วยชัยชนะของพรรค ภท. เมื่อพรรคอันดับ 1 ของสภาอย่างพรรค ปชน. มีมติร่วมโหวตสนับสนุนนายอนุทิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ภท. เป็นผู้นำรัฐบาลคนใหม่
หัวหน้าของ 2 พรรคได้ลงนามในข้อตกลงระหว่างพรรค ปชน. กับพรรค ภท. มีเงื่อนไข 5 ข้อ ในจำนวนนี้คือ นายกฯ คนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน และผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อรวมเสียง สส. ที่พรรค ภท. รวบรวมมาได้ 146 เสียง กับพรรค ปชน. 142 เสียง (ไม่นับ สส. "งูเห่า" ที่ไปแสดงตัวในกลุ่ม 146 เสียงแล้ว) นั่นหมายความว่า นายอนุทินจะได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจาก สส. ให้เป็นนายกฯ คนใหม่ อย่างน้อย 288 เสียง
อย่างไรก็ตามเส้นทางสู่ทำเนียบรัฐบาลของนายอนุทินอาจไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติที่แทนนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตัดสินใจยื่นทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (2 ก.ย.) โดยอ้างเหตุผลว่า "ระบอบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยว ไม่เป็นทำนองที่ควรจะทำ"
พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลคาดหวังว่า จะได้โหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 5 ก.ย. ล่าสุดนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา สังกัดพรรคประชาชาติ (ปช.) ซึ่งเป็นพรรคพันธมิตรใกล้ชิดของเพื่อไทย บรรจุระเบียบวาระโหวตเลือกนายกฯ ในวันดังกล่าวให้แล้ว
พรรค พท. ซึ่งมีเสียงในสภา 140 เสียง กับพรรค ภท. ซึ่งมีเสียงในสภา 69 เสียง ได้เปิดฉากช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ คนที่ 31 ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน "คดีคลิปเสียง" เมื่อ 29 ส.ค. โดยแกนนำทั้ง 2 พรรคต่างเดินสายขอเสียงสนับสนุนจากพรรค ปชน. ซึ่งประกาศว่า "พร้อมช่วยโหวต แต่ไม่ร่วมรัฐบาล" หากพรรคใดพรรคหนึ่งตอบรับเงื่อนไขของพรรคสีส้ม
บีบีซีไทยรวบรวมความชุลมุนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันนี้ จากการช่วงชิงอำนาจฝ่ายบริหารชุดใหม่ระหว่างพรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินที่ใช้ทั้งกลการเมืองและเกมกฎหมายชิงไหวชิงพริบและต่อสู้กัน โดยมีพรรคสีส้มเป็นตัวแปรสำคัญ
ปชน. ตั้ง 5 เงื่อนไขแลกเสียงโหวต

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ภายหลังปิดห้องประชุม สส. มา 2 วัน รับฟังเสียงของสมาชิกพรรค เครือข่าย และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ปชน. เช้าวันนี้ (3 ก.ย.) คณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) มีมติร่วมโหวตเห็นชอบให้นายอนุทินเป็นนายกฯ คนใหม่ หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ
เวลา 08.45 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. แถลงมติ กก.บห. พร้อมเปิดเผยเอกสารข้อตกลงร่วม (Term of Agreement - TOA) ระหว่างพรรค ปชน. กับพรรค ภท. ที่มีเนื้อหา 5 ข้อ โดยที่เขาได้ลงนามไว้ก่อนเพียงฝ่ายเดียว ทว่าข้อตกลงนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อหัวหน้าพรรค ภท. ร่วมลงนามด้วย
เงื่อนไขของพรรค ปชน. ที่ยื่นต่อพรรค ภท. ประกอบด้วย
1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป
2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป
3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 256 นั้น ครม. ชุดใหม่ พรรค ปชน. และพรรค ภท. จะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาชุดนี้โดยเร็ว
4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกฯ คนใหม่จะยุบสภาภายใน 4 เดือนจริง พรรค ภท. ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใด ๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
5. พรรค ปชน. ยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
บีบีซีไทยถามว่า ตอนลงนาม MOU (Memorandum of Understanding – บันทึกความเข้าใจร่วมกัน) ในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคภายหลังเลือกตั้ง 2566 ยังถูกฉีก ข้อตกลงที่เซ็นฝ่ายเดียวก่อนนี้จะมีอายุนานแค่ไหน นายณัฐพงษ์ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถามนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เหตุผล-ความเสี่ยงจากการโหวตอนุทิน
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา "เป็นเวลาแห่งความไม่แน่นอน" พรรค ปชน. เห็นว่า หากงดออกเสียงในการโหวตนายกฯ คนใหม่ อาจเกิดสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภา อาจเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการไหลไปรวมตัวกันของพรรคร่วมรัฐบาลชุดเดิมที่ได้บริหารประเทศล้มเหลวมา 2 ปีที่ผ่านมา และเสี่ยงต่อการเปิดทางให้หัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง หรือเปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอกซึ่งขัดต่อหลักการที่พรรคประชาชนยึดถือ กก.บห.พรรค จึงมีมติให้ความเห็นชอบนายอนุทินเป็นนายกฯ
ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่า พรรค พท. และพรรค ภท. เป็น "ทางเลือกที่ไม่ดีทั้งคู่ แต่ต้องเลือกเพื่อผ่าทางตัน" จึงน่าสนใจว่าพรรค ภท. แย่น้อยกว่าพรรค พท. ตรงจุดไหน
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่ได้ตัดสินใจว่าทางเลือกไหนดีกว่ากัน แต่ตัดสินใจบนทางออกของประเทศ และบนพื้นฐานหลักประกันที่จะทำให้พรรค ปชน. มั่นใจว่ามีกลไกกำกับว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมุ่งหน้าสู่การยุบสภา และจัดทำประชามติเพื่อเปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
"ถ้าประเมินตามข้อเท็จจริง พรรค ภท. เป็นพรรคที่ทำให้พวกเรามองเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ทำให้พรรค ปชน. ใช้เสียงในสภา ในฐานะฝ่ายค้านที่มีเสียงข้างมากกว่า สามารถกำกับทิศทางของสภาเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดนั้น" ผู้นำฝ่ายค้านในสภากล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ผู้สื่อข่าวแย้งว่า พฤติกรรมในอดีตของพรรค ภท. เจ้าของฉายาว่า "ภูมิใจขวาง" การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เช่นกัน แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการโหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ จะนำมาซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง เขาตอบว่า ข้อเท็จจริงส่วนนั้นก็ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายมีประวัติเรื่องการกระทำตามที่ประชาชนได้เห็น มีประวัติการใช้อำนาจที่ไม่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ แต่ในสถานการณ์ ณ ตอนนี้ หากเห็นตรงกันว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุดคือการยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หากพรรค ปชน. อยู่เฉยหรือไม่เลือกผู้ใดก็ไม่สามารถนำไปสู่จุดนั้นได้ ขณะเดียวกัน 143 เสียงที่พรรค ปชน. มีสามารถกำกับให้นำไปสู่จุดนั้นได้ โดยมีความเสี่ยงที่ประเมินมาเป็นอย่างดีแล้ว
"ครั้งนี้เชื่อว่าทุกคนมองออกว่าไม่ใช่การตัดสินใจเพื่อคะแนนนิยมของตนเอง มีความเสี่ยงที่พรรค ปชน. จะสูญเสียคะแนนนิยม แต่เราตัดสินใจเพื่อสร้างทางออกให้ประเทศจริง ๆ" นายณัฐพงษ์กล่าว
เขาปฏิเสธด้วยว่า พรรค ปชน. ไม่ได้ใช้กรณีนี้เดินเกมบีบพรรค พท. ให้ยุบสภา แต่หากเกิดการยุบสภา ทุกพรรคต้องพร้อมเลือกตั้งในทุกวัน
เมื่อถามถึงความมั่นใจว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะไม่ดูด-ซื้อ สส. เข้าไปเติมเสียงใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ชี้ว่า การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ "ทำให้พรรค ภท. มีต้นทุนสูงหากจะตระบัดสัตย์" อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรอาจบิดพลิ้วได้ แต่ถ้าบิดพลิ้วก็ถือว่าเป็นต้นทุนที่เขาจะต้องแลกมา
ภูมิธรรมอ้างเหตุการเมือง "สับสนอลหม่าน" ทูลเกล้าฯ ยุบสภา
ไม่กี่นาทีหลังพรรค ปชน. แถลงข่าว นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค พท. เปิดเผยในเวลา 09.00 น. ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาแล้ว แต่รอนายภูมิธรรมแถลงรายละเอียดอีกครั้ง
"มีหลายสาเหตุมาก มันเดินต่อไม่ได้แล้ว พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนแคดิเดตจากภูมิใจไทย แต่กลับไม่ร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะมีเสียงประมาณ 130 กว่าเสียง จึงถามว่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ไหน มันเดินต่อได้ยาก" นายสรวงศ์กล่าวและย้ำว่า มีความมั่นใจในฝ่ายกฎหมายของพรรคที่เห็นว่าการยุบสภาสามารถทำได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในระหว่างให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.35 น. นายภูมิธรรมกล่าวว่า "ผมตัดสินใจที่จะยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวาน (2 ก.ย.) แล้ว ก็ต้องรอเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ"
รองนายกฯ ผู้นี้กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น "ระบอบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยว ไม่เป็นทำนองที่ควรจะทำ" การตัดสินใจของพรรค ภท. พรรค ปชน. ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรค ปชน. ไม่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็เท่ากับว่าเป็น 3 กลุ่มเหมือนเดิม พรรค พท. ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรค ภท. เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรค ปชน. มี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง เป็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน
นายภูมิธรรมอ้างเหตุผลว่า บรรยากาศทางการเมืองที่เป็นอยู่ มีการดึงซื้อ สส. มันก็สับสนอลหม่าน อีกทั้งเศรษฐกิจมีปัญหา ถ้าไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับสู่ประเทศได้ ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกกระทบและถูกรุมเร้า
"จากปัญหาทั้งหมดนี้และตามที่ได้คุยกันของฝ่ายกฎหมาย มันควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครมีสิทธิไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย กับสถานการณ์ต่าง ๆ ผมในฐานะที่ปฏิบัตินายกฯ ได้พิจารณารวบรวมความคิดเห็นต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็คิดว่าควรจะต้องมีการกราบบังคมทูลถวายรายงานสถานการณ์ต่าง ๆ ให้พระองค์ทราบ จะได้แก้ไข" นายภูมิธรรมกล่าว
ปิดยอดรัฐบาลที่ 146 เสียง-ไม่ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เวลา 11.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. นำแกนนำพรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล 146 เสียง เปิดหน้า-เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ประกาศรับ 5 เงื่อนไขของพรรค ปชน. ลงนามในข้อตกลงร่วม พร้อมขอบคุณที่ให้การสนับสนุนพรรค ภท. เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
"พรรคภูมิใจไทย และ สส. 146 คนมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ได้มอบรายชื่อ และให้คำมั่นกับพรรคประชาชนว่าจะให้การสนับสนุนกระผมเป็นนายกรัฐมนตรี และจะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชน ซึ่งทุกท่านได้ลงลายมือชื่อในเอกสารแสดงคำมั่น และผมจะได้นำส่งให้ผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป" แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ภท. กล่าว
หัวหน้าพรรคอันดับ 3 ของสภา ซึ่งมี สส. อยู่ 69 เสียง กล่าวยืนยันว่า จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของทุกคนสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อ ที่ให้ไว้กับพรรค ปชน. ตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้เข้าทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา
หัวหน้าพรรค ภท. ยังขอบคุณ 146 สส. ที่ให้การสนับสนุน ต้องถือเป็นความเสียสละ มุ่งมั่นตั้งใจ เราผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ผ่านความกดดัน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวจิตหัวใจของทุกคนคือความรักชาติ รักแผ่นดิน หวงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องคนไทยทุกคน มีความห่วงใยประชาชนต่อความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต จึงทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน และย้ำว่าทุกคนรู้จักกันมานาน รู้มือ รู้ฝีมือ และรู้ถึงความทุ่มเทที่จะมีให้กับประชาชนและประเทศไทยที่รัก
"เรามั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลให้ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่าน" นายอนุทินระบุ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การเปิดแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรค ภท. เป็นแกนนำเกิดขึ้นหลังจากนายภูมิธรรมระบุว่าทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการเลือกนายกฯ คนใหม่จะเป็นอย่างไร นายอนุทินให้ความเห็นว่า "คิดว่าทุกอย่างมีขั้นตอน ยังถือว่ามีสภาอยู่ สภายังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ ลงมาให้รับทราบว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ ส่วนจะต้องมีการตีความอย่างใดหรือไม่ เป็นเรื่องของผู้ที่ยื่นไปว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบอย่างไรต่อไป"
เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจว่ารัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจยุบสภาใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้เขาทำตามหน้าที่ สส. ที่จะดำเนินการเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดตามกฎหมายและทำตามรัฐธรรมนูญทุกประการ
ส่วนถ้าการโหวตเลือกนายกฯ ใหม่เกิดขึ้นได้จริง รัฐบาล "อนุทิน" จะเป็นรัฐบาล 146 เสียง ไม่มี สส. มาเติมเสียงแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า "ถูกต้อง" ก่อนอ่านเงื่อนไขข้อที่ 4 ของพรรค ปชน. ที่ระบุตอนหนึ่งว่า พรรค ภท. จะต้องไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
ทว่าเสียงของรัฐบาลที่ต่างจากกึ่งหนึ่งของสภาถึง 100 เสียง (องค์ประชุมคือ 246) จะเป็นอุปสรรคในการผลักดันงานในสภา หรือผ่านกฎหมายหรือไม่ นายอนุทินบอกว่า 4 เดือนนี้จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ปัญหาความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งอยู่กับประเทศกัมพูชา ตลอดจนการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ได้รับการยืนยันจากพรรค ปชน. ว่ากฎหมายใดก็ตามถ้าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน พรรค ปชน. พร้อมที่จะสนับสนุนให้ร่างกฎหมายฉบับนั้น ๆ ผ่าน
ในระหว่างแถลงข่าว นายอนุทินได้เอ่ยชื่อแกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลบางส่วน ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม, พรรคพลังประชารัฐ, พรรครวมไทยสร้างชาติเฉพาะส่วนที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่ม 16", พรรคเพื่อไทยบางส่วน, พรรคประชาธิปัตย์บางส่วน, พรรคประชาธิปไตยใหม่ นอกจากนี้ยังมี สส. พรรคอื่นที่นายอนุทินไม่ได้เอ่ยนาม แต่ปรากฏตัวในห้องประชุมคือ พรรคไทยสร้างไทย, พรรคประชาชน, พรรคไทยก้าวหน้า, พรรคไทรวมพลัง
ที่ผ่านมา พรรค ภท. ถูกวิจารณ์ว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "สว. สีน้ำเงิน" โดยวุฒิสภามีอำนาจในการเลือกกรรมการองค์กรอิสระ ทำให้มีกระแสข่าวรวมถึงมีข้อวิเคราะห์จากอดีตโฆษกพรรค พท. ว่ารายการนี้มี "ดีลคดี 44 สส." อดีตพรรคก้าวไกล ที่ถูกสอบจริยธรรมในชั้น ป.ป.ช. แลกกับการเทเสียงให้พรรค ภท.
นายอนุทินหัวเราะหลังสื่อโยนสมมติฐานนี้ใส่ ก่อนส่ายหัว พลางพูดว่า "เขาต้องไม่เอาสิ่งที่ไปเทียบว่าคนอื่นจะต้องทำแบบเขาหมดทุกอย่าง ย้ำว่าต่างคนก็ต่างมีสไตล์การทำงานของตัวเอง"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
วิป 2 ฝ่ายไร้ข้อสรุป โยนประธานสภาเคาะโหวตนายกฯ 5 ก.ย. หรือไม่
หลังเสร็จการแถลงข่าว พรรค ภท. ได้เดินเกมเร็ว เวลา 11.50 น. นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรค ภท. ยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้นัดประชุมสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ คนใหม่โดยด่วน ทั้งนี้ได้แนบรายชื่อ สส. 146 คนประกอบ และเน้นย้ำว่า "เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเพื่อแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ"
บ่ายวันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาลเดิม) และวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 สังกัดพรรค พท. เป็นประธาน ทว่าที่ประชุมไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าจะบรรจุระเบียบวาระการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 5 ก.ย. หรือไม่ ทั้งนี้ตามขั้นตอน ต้องแจ้งสมาชิกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
เวลา 15.00 น. นายฉลาดกล่าวว่า หากมีมติวันนี้ก่อนเวลา 16.30 น. จะสามารถเสนอให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา บรรจุระเบียบวาระโหวตเลือกนายกฯ ได้ภายในวันที่ 5 ก.ย. แต่เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลเดิมชี้แจงว่า ขณะนี้นายภูมิธรรมได้ทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา และอยู่ในกระบวนการ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ จึงขอที่ประชุมว่าอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นของประธานสภา โดยจะหารือกับประธานสภาหลังลงจากการทำหน้าที่บนบัลลังก์
"ผมได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่าประเทศไทยจะต้องมีนายกฯ บนพื้นฐานของความสง่างาม ไม่ให้เกิดข้อครหานินทาภายหลัง และบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ควรรอได้ไม่กี่วัน ยืนยันไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่เป็นกระบวนการตามกฎหมาย เพราะมีเรื่องที่สำคัญคือเรื่องของพระราชอำนาจ" รองประธานสภากล่าว
นอกจากวันที่ 5 ก.ย. นายฉลาดบอกว่า หลายคนเสนอให้เป็นสัปดาห์ถัดไป สามารถทำได้ทุกวัน แต่ต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า 1 วัน หรือหากขยัน จะเป็นการประชุมในวันเสาร์-อาทิตย์ก็ได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แถลงตำหนิการทำหน้าที่ของนายฉลาด ซึ่งเคยปฏิญาณตนไว้ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่ในที่ประชุมวิป ไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่เข้าข้างพรรคที่สังกัดอยู่
เขากล่าวว่า พรรค ภท. แจ้งว่ารวบรวมเสียงเพียงพอในการเลือกนายกฯ ได้ในวันที่ 5 ก.ย. แล้ว แต่วิปจากพรรค พท. เสนอให้เลื่อนออกไปก่อน โดยยก 2 เหตุผลคือ
- เรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ: ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศลงวันที่ 30 ส.ค ดังนั้นข้อสงสัยว่าจะเกิดปัญหากับคำวินิจฉัย "คดีคลิปเสียง" หรือไม่ จึงไม่สมควรจะเป็นข้อสงสัยอีกต่อไป แต่พรรค พท. ได้รวบรวมรายชื่อ 20 สส. ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการพิจารณาคดีของอดีตนายกฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และอ้างว่าอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยังไม่สามารถเลือกนายกฯ วันที่ 5 ก.ย. ได้
- เรื่องการยุบสภา: การประกาศยุบสภาต่อสาธารณะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีการประกาศยุบสภาต่อหน้าสาธารณชน เพราะอำนาจยุบสภาเป็นอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ตน และ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี พรรค ภท. จึงทักท้วงว่าหนังสือเชิญมาประชุมคือ ให้พิจารณาการบรรจุวาระเลือกนายกฯ ในวันที่ 5 ก.ย. หรือไม่ แต่ที่ประชุมไม่มีการพูดถึง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
แกนนำรุ่นใหม่พรรค ภท. คาดหวังว่า ประธานสภาจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา และในฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกอำนาจให้ชัด ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญคือการเลือกนายกฯ คนใหม่โดยเร็ว ฉะนั้นต้องคาดหวังจากประธานสภาว่าจะเร่งบรรจุระเบียบวาระ
"ผมเชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ใหญ่ และในช่วงที่ไปยื่นหนังสือ ท่านบอกจะทำตามรัฐธรรมนูญและทำตามข้อบังคับ ซึ่งมั่นใจว่าประธานจะทำหน้าที่เพื่อความเป็นกลางและบรรจุระเบียบวาระในวันศุกร์ที่ 5 ก.ย." นายภราดรกล่าวทิ้งท้าย
เวลา 20.00 น. ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่าได้ทำเรื่องและเสนอต่อประธานสภาให้พิจารณาแล้ว เบื้องต้นไม่มีประเด็นปัญหาหรืออุปสรรคทางข้อกฎหมายใดต่อการพิจารณาบรรจุวาระเพิ่มเติม ตามที่ สส. พรรค ภท. เสนอ ทั้งนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของประธานสภาว่าจะบรรจุระเบียบวาระเมื่อใด
เวลา 21.15 น. เลขาธิการสภามีหนังสือด่วนที่สุดถึง สส. แจ้งว่า ประธานสภามีคำสั่งให้บรรจุเรื่องตามระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติม ในการประชุมสภาเป็นพิเศษ วันที่ 5 ก.ย.
แจ้งความเอาผิดภูมิธรรม ม.157 และ ม.112
ส่วนความเคลื่อนไหวนอกสภา ซึ่งเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นหลังจากนายภูมิธรรมตัดสินใจ "ลุยไฟ" ทูลเกล้าฯ ถวายร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา
เวลา 15.30 น. นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรค ภท. เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเขาเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่ารักษาการนายกฯ ไม่มีอำนาจในการยุบสภา การกระทำดังกล่าวจึงอาจก่อให้เกิดความไม่เหมาะสม และระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
ในเวลาไล่เลี่ยกัน สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน และไทยโพสต์ รายงานว่า นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) และนายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่นไหวทางการเมือง เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ตามมาตรา 112 โดยชี้ว่าความพยายามยื่นทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร เนื่องจากนายภูมิธรรมไม่มีอำนาจหน้าที่ หรือสิทธิที่สามารถทำได้ อีกทั้งการกระทำของนายภูมิธรรม "ยังส่อเจตนาดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ"
ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส. พรรค พท. กล่าวยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ถือว่าทำหน้าที่เต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก่อนหน้าหน้านั้น ทำหน้าที่รักษาการแทนนายกฯ ในขณะที่ น.ส.แพทองธาร อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะนี้อำนาจเต็มอยู่กับนายภูมิธรรม ถือว่าสามารถทูลเกล้าฯ ถวาย พ.ร.ฎ.ยุบสภาได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก และเชื่อมั่นว่าทำได้ถูกต้อง ไม่ได้มีความกังวลอะไร
ขณะที่พรรค ปชน. ชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค ยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจยุบสภา และไม่เห็นด้วยกับการแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาต่อนายภูมิธรรมเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งความเอาผิดตามมาตรา 112
เวลา 17.20 น. นายภูมิธรรมปฏิเสธจะให้ความชัดเจนหลังมีกระแสข่าวว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภาถูกตีกลับ โดยเขากล่าวเพียงว่า "ไม่ให้สัมภาษณ์" และเดินฝ่าวงล้อมสื่อมวลชน ออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที
ภาค ปชช. จี้เปิด TOR แก้รัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
วันเดียวกัน (3 ก.ย.) ภาคประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ" (Con for All) ยื่นหนังสือต่อ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรค ปชน., พรรค พท. และพรรค ภท. เรียกร้องให้ "เปิดเผย TOR ประชาชน" หรือข้อกำหนดการทำงานในฐานะรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีแนวทางหรือจุดยืนต่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนอย่างไร
ภาคประชาชนขอความชัดเจนใน 2 ประเด็นคือ 1. การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และ 2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมการเมืองไทยอีกครั้ง หลังจากพรรค ปชน. ซึ่งมีเสียงในสภามากที่สุด 143 เสียง และกลายเป็น "ตัวแปร" ชี้ขาดโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยกำหนดให้การออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในเงื่อนไขแลกโหวตนายกฯ
กลุ่ม Con for All จึงเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นการผ่าทางตันทางการเมืองที่ดีที่สุด และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีความชอบธรรมเพื่อนำประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ-นิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน











