ประชุมสภา: รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. ของฝ่ายค้านและรัฐบาล
ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีมติรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน 2 ร่าง หลังได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง โดยร่างฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลได้รับความเห็นชอบมากที่สุด 647 เสียง ไม่รับหลักกการ 17 เสียง และงดออกเสียง 55 เสียง ขณะที่ร่างอีก 5 ฉบับ ของฝ่ายค้าน รวมทั้งร่างฉบับภาคประชาชน ถูก "โหวตคว่ำ" โดยสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผู้แแทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายรัฐบาลที่ "งดออกเสียง-ไม่รับหลักการ"
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ประกาศผลการลงมติรับ-ไม่รับ ต่อญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. หลังจากเริ่มลงมติเมื่อเวลา 13.00 น.
สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน สมาชิกรัฐสภารับหลักการ 576 เสียง ไม่รับ 21 เสียง งดออกเสียง 123 เสียง
ขณะที่ร่างฉบับที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขมาตรา 256 เปิดทางตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้งทั้งหมด และแก้ไขได้ทั้งฉบับ สมาชิกรัฐสภา รับหลักการ 212 เสียง ไม่รับ 139 เสียง และงดออกเสียง 369 เสียง โดยการลงมติรับหลักการที่น่าสนใจมาจาก ส.ว. 3 คน
ทั้งนี้ ในการผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา" หรือ 366 จาก 732 เสียง (มี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน และ ส.ว. 245 คน) ในจำนวนนี้ต้องเป็นคะแนนเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของวุฒิสภาที่มีอยู่ หรือ 82 คน

ที่มาของภาพ, Thai news pix
หลังการลงมติของที่ประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้น และทราบผลว่าร่างแก้ไขฉบับภาคประชาชนถูกตีตก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ในฐานะผู้แทนประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายจำนวน 98,071 รายชื่อ กล่าวว่า "การลงมติเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่อำนาจของประชาชนตั้งแต่ต้น ประชาชนมีอำนาจเพียงเข้าชื่อมาเสนอ ซึ่งได้ทำหน้าที่ครบถ้วน สมบูรณ์ สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว"
เวลา 16.40 น. ในขณะที่การลงมติยังไม่เสร็จสิ้น นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาที่ได้ให้คะแนน เขาบอกว่าไม่ว่าจะเป็นร่างที่ 1 หรือร่างที่ 2 ถือว่าเกินกว่า 1 ใน 3 ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องการ หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้
ประธานวิปรัฐบาลกล่าวอีกว่า ตามธรรมเนียมแล้วร่างที่เป็นหลักที่ กมธ. จะนำมาพิจารณา คือ ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนร่างฉบับประชาชนที่มีแรงกดดันนอกสภา นายวิรัชระบุว่า ส่วนดีของร่างฉบับอื่นเห็นว่าน่าจะมีการได้นำเสนอในคณะกรรมาธิการต่อไป
"อะไรที่เป็นส่วนดีในส่วนของไอลอว์เราก็จะพิจารณารวมกัน แต่ส่วนที่ย้ำอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้น ก็คือเราไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และเกี่ยวกับพระราชอำนาจอีก 38 มาตรา ในตรงนี้เราจะไม่ยุ่ง"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้ว่าในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 7 ฉบับ ที่ผ่านมา 2 วัน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ส่วนใหญ่ ได้อภิปรายโจมตีร่างฉบับภาคประชาชน ทว่าในการลงมติ มี ส.ว. อย่างน้อย 3 คน ลงมติรับหลักการร่างแก้ไขของภาคประชาชน ได้แก่ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, พิศาล มาณวพัฒน์ และพีระศักดิ์ พอจิต อดีตรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคร่วมรัฐบาล อภิปรายคัดค้านร่างแก้ไขฯ ฉบับภาคประชาชน เพราะเชื่อว่าเป็นร่างฯ ที่จัดทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า "คณะราษฎร" ซึ่งหนึ่งในหลักการสำคัญร่างฉบับภาคประชาชน คือ การเปิดกว้างให้มีการแก้ไขทุกหมวดทุกมาตรา
ประเด็นนี้ทำให้ ส.ว. และ ส.ส.หลายคน อภิปรายคัดค้านเพราะเห็นว่าเป็นการเปิดช่องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในหมวดที่ 1 ว่าด้วยบททั่วไป และหมวด 2 ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 และ 256 (1) ที่ระบุว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอันใดที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองจะกระทำไม่ได้
"ร่างของไอลอว์จัดทำรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้อง 10 ข้อของคณะราษฎร ล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ ร่างที่ทำตามข้อเรียกร้องเป็นการกระทำที่ก้าวล่วงไม่บังควร" นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายเมื่อวันที่ 17 พ.ย.
ช่วงเช้าวันนี้ ก่อนจะเริ่มการลงมติ ส.ว. และ ส.ส. พรรครัฐบาลยังคงเดินหน้าอภิปรายคัดค้านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายมากที่สุดคือ การโจมตีแหล่งทุนต่างชาติของไอลอว์ต่อเนื่องจากวานนี้ และร่างที่เปิดทางให้แก้ไขหมวด 1-2 อันเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ "ขัดกับแนวคิดและอุดมการณ์ของคนที่รักและเทิดทูนสถาบัน"

ส.ว. 56 คน โหวตอำนาจตัวเองเลือกนายกฯ
การลงมติของ ส.ว. ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 เสนอโดยฝ่ายค้าน ให้แก้ไขมาตรา 159 และยกเลิกมาตรา 272 เพื่อตัดสิทธิการเลือกนายกรัฐมนตรีของ ส.ว. และปิดสวิตช์นายกฯ คนนอก มีผลการลงมติที่น่าสนใจ สมาชิกสองสภาโหวตรับหลักการร่างนี้ 268 เสียง ในจำนวนนี้มี ส.ว.ที่ลงมติรับในหลักการที่ลดอำนาจตัวเองในการเลือกนายกฯ จำนวน 56 คน
ส่วนสมาชิกรัฐสภาที่โหวตไม่รับมี 20 เสียง และงดออกเสียง 432 เสียง
ส.ส.รัฐบาลที่ลงมติสวนมติคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลงมติไม่รับหลักการทั้ง 7 ฉบับ ได้แก่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร.-รมว. ศึกษาธิการ รวมถึง นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.พปชร. และนายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
สภาตั้ง กมธ.พิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญ 45 คน ประชุมนัดแรก 24 พ.ย.
ขั้นตอนต่อไปของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมสภาได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา จำนวน 45 คน กำหนดแปรญัตติภายใน 15 วัน ประชุมนัดแรก 24 พ.ย. นี้ โดยใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ 2
ในการพิจารณาวาระ 2 ขั้นกำหนดแปรญัตติจะเป็นการพิจารณารายมาตรา ส.ส.ที่ขอแปรญัตติหรือสงวนคำแปรญัตติเท่านั้นจึงจะอภิปรายได้ ก่อนมีการลงมติ และเข้าสู่การลงมติในวาระ 3 เพื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างทั้งฉบับ
ไอลอว์ ยังไม่มีแผนเสนอญัตติในการประชุมสมัยหน้า
นายยิ่งชีพ กล่าวภายหลังการลงมติเสร็จสิ้นว่า การที่มีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนอภิปรายสนับสนุนหลักการของร่างถือว่าเป็นประสบความสำเร็จ ในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นไอลอว์ที่เป็นผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ทว่าประชาชนคนอื่นก็สามารถเป็นผู้ริเริ่มในการเข้าชื่อ 50,000 ชื่อได้ อย่างไรก็ตาม ไอลอว์ยังไม่มีแผนเสนอญัตตินี้ในการประชุมรัฐสภาสมัยหน้า
"ทางข้างหน้าต้องบอกว่าประตูของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เปิดขึ้นแล้ว การที่รัฐสภาจะลงมติอย่างไรไม่ได้มีผลเป็นการปิดประตูที่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่การเข้าชื่อเสนอชุดเดิม อาจได้ผลมติแบบเดิม" เขาระบุ
ผู้จัดการไอลอว์ยังแสดงความเห็นถึงการรับหลักการร่างฉบับประชาชนของ ส.ว. 3 คนว่า "น่าชื่นชมอยากมีโอกาสได้เจอท่าน"
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ยิ่งชีพ ได้กล่าวถึงประชาชนที่เข้าชื่อว่าขอให้ภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำมา สองวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่รัฐสภาได้พิจารณาข้อเสนอแก้ไขของประชาชน
"สำหรับทุกท่านที่อาจจะรู้สึกผิดหวัง ก็รู้สึกผิดหวังได้ รู้สึกผิดหวังกันสักช่วงเวลาสั้น ๆ เวลาหนึ่ง เดี๋ยวก็ลุกขึ้นมาและมีอะไรต้องทำต่อ ถ้าเรายังมีความฝันร่วมกันที่อยากจะทำให้ระบอบการเมืองที่ผิดปกติกลับสู่ความปกติได้ ก็ยังอะไรต้องทำมากกว่านี้"
ฝ่ายค้านประกาศรับหลักการทั้ง 7 ฉบับ
พรรคฝ่ายค้าน โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายย้ำฝ่ายค้านรับหลักการทั้ง 7 ฉบับ ชี้จำเป็นต้องตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ
นพ.ชลน่าน ยังอภิปรายกรณีกล่าวหาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มไอลอว์ไม่บัญญัติห้ามแก้ไขหมวด 1 และ 2 ว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ยอมรับว่าหมวด 1 และหมวด 2 สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ที่มาตรา 256 (8) และ (9) ว่ากรณีแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ให้ไปทำประชามติได้ และรัฐธรรมนูญ 21 ฉบับที่ผ่านมา ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหมวด 1 และหมวด 2 ในทางที่ดีขึ้น ส่งเสริมพระราชอำนาจในฐานะเป็นประมุขของประเทศและผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่มีเลวร้ายลงทุกครั้ง แต่มีบางครั้งก็ต้องโทษคนที่จัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนหน้าที่และอำนาจย้อนแย้งกัน
เขาย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านยินดีรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ แบบไม่มีเงื่อนไข และขอให้ร่างของภาคประชาชนเป็นร่างหลัก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ส.ว. อ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อในสภา
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายว่าสิ่งที่กังวลใจคือการเขียนรัฐธรรมนูญแล้วไปกระทบสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ "จะไม่ยอม" และมีการวางหลักการไว้แล้วว่าจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 แต่ปรากฏว่าไอลอว์ได้นำข้อมูลข้อเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อของ "คณะราษฎร 2563" มาจัดทำเป็นอย่างดีบนเว็บไซต์ แล้วจะบอกว่าที่ ส.ว.อภิปราย เป็น "มายาคติ" และ "หลอกลวงประชาชน" ได้อย่างไร
นายเสรียังได้อ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้ง 10 ข้อกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมกลางที่ประชุมรัฐสภา ก่อนระบุว่า "สิ่งที่เสนอมาเป็นความขัดแย้งของคนในชาติ"
"สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีโอกาสที่จะถูกนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และจะกลายเป็นการต่อสู้เพื่อให้ ส.ส.ร.ไปเขียนอีก"

ส.ส.พปชร. ชี้ร่างไอลอว์ เอื้อประโยชน์ฝ่ายค้าน - ไม่ยอมให้แก้ไขหมวด 1-2
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มไอลอว์ว่าไม่ได้เป็นของกลุ่มไอลอว์ แต่เป็นของกลุ่มผู้ชุมนุม "คณะราษฎร 63" ที่ชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.)
ส.ส. พรรครัฐบาล บอกว่าร่างแก้ไขฯ ฉบับของภาคประชาชน ตอบโจทย์พรรคฝ่ายค้าน เนื่องจากหลักการที่เสนอมานั้น มีสาระสำคัญที่ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทำให้คนที่มีคดีทุจริตหนีไปต่างประเทศ ทั้งนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กลับบ้านหมด และถ้ายกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินคดีกับอดีตหัวหน้าและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) คดีต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะหยุดหมด เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านและประโยชน์แน่นอน
เขาอภิปรายเชื่อมโยงการเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้แก้หมวด 1 หมวด 2 เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ กับเหตุการณ์ชุมนุมของ "คณะราษฎร 63" ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวานนี้ มีการขึ้นป้ายชัดเจนในบอลลูน ซึ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไรกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มไอลอว์ ซึ่งเรื่องนี้ขัดกับแนวคิดและอุดมการณ์ของพวกเราทุกคนที่รักและเทิดทูนสถาบัน และอำนาจบางอย่างไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ แต่มาจากความรักความศรัทธาของพี่น้องประชาชน
"ท่านไม่เว้นเลยแก้ทุกเรื่อง หมวด 1 หมวด 2 ท่านก็ต้องการให้แก้ ท่านต้องการอะไรครับ" เขาตั้งคำถาม
หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขอสมาชิกสภา หยุดเป็น "นั่งร้าน" ให้ผู้มีอำนาจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญไอลอว์ทำให้นึกถึงการแก้ไขปี 2538 ของ ส.ส.ร. ในการแก้มาตรา 211 ซึ่งทำให้พรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล และเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ซึ่งขณะนั้นการเดินหน้าแก้ของ ส.ส.ร. ได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ภายใต้ "ขบวนการธงเขียว" แม้จะมีแรงต้านไม่น้อย แต่ท้ายที่สุด ส.ส.ร.ก็แก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จ เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่าดี
นายพิธากล่าวว่า สิ่งที่แตกต่างจากปี 2538 ก็คือเมื่อวานนี้บรรยากาศภายในรัฐสภากลับเต็มไปด้วยความหดหู่ รัฐสภากลับไม่ไว้ใจอำนาจของประชาชน มีการกล่าวหาและสร้างวาทกรรมมากมาย เพื่อไม่รับร่างของประชาชน
หัวหน้าพรรค กก. ได้กล่าวกับสมาชิกรัฐสภาอีกว่าทราบว่าหลายประเด็นในการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนได้ทิ่มแทงไปในดวงใจ แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ได้รับไม่ใช่อยู่กับสมาชิกสภา แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ประชาชน และประเทศชาติ
"เราต้องเลิกเป็นนั่งร้านให้กับผู้มีอำนาจที่หมดความชอบธรรมไปแล้ว ต้องพาประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติ"












