รัฐธรรมนูญ 2560 : 4 ปีประชามติ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” แต่ “เยาวชนไม่ได้เลือก”

รธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผู้นำรัฐบาลประกาศจุดยืนใหม่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งเขาเคยเรียกขานว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" หลังผ่านประชามติเมื่อ 4 ปีก่อน ท่ามกลางแรงกดดันนอกสภาจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักศึกษาทั่วประเทศ หรือที่รู้จักในชื่อ "แฟลชม็อบ" ภาค 2

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผลจากการชุมนุมใหญ่ภายใต้การนำของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เยาวชนปลดแอก" และ "สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อ 18 ก.ค. ทำให้เกิดการชุมนุมย่อย ๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลอย่างน้อย 76 จุด ใน 47 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคอีสาน 15 จังหวัด, ภาคเหนือ 9 จังหวัด, ภาคกลาง 9 จังหวัด, ภาคใต้ 7 จังหวัด ภาคตะวันออก 5 จังหวัด และภาคตะวันตก 2 จังหวัด

ในจำนวนนี้มีอยู่ 16 จังหวัดที่ประชาชนเคยโหวต "คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ" ในชั้นประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559 รวมถึง จ.เชียงใหม่ ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเข้าใจปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและรู้ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว ตามการประเมินของ ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ หรือเจมส์ สมาชิกกลุ่ม "สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย" ผู้จัดแฟลชม็อบใน จ.เชียงใหม่ 2 ครั้ง

"ที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรม คือต้นตอที่ทำให้เนื้อหามีปัญหา โดยออกแบบมาเพื่อสนองตอบความต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง" ประสิทธิ์กล่าวกับบีบีซีไทยถึง "ความไม่เป็นประชาธิปไตย" ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ตามทัศนะของเขา

แฟลชม็อบ มก.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, การชุมนุมของนิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อปลาย ก.ค.

"รับไปก่อน จะได้เลือกตั้ง" ทำฝ่ายโหวตโนแพ้ประชามติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ประสิทธิ์ นักศึกษาชั้นปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดหน้าทำกิจกรรมการเมืองเป็นครั้งแรกด้วยการออกรณรงค์ให้ประชาชนโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แม้ประสบความสำเร็จในพื้นที่เมื่อชาวเชียงใหม่โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียง 54.08% ต่อ 45.92% ทว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงบ้านเกิดของเขาใน จ.กำแพงเพชร เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับพวก เป็นผู้จัดทำ

เช็คความเคลื่อนไหว "นักศึกษาไม่ทน" เทียบ "ผลประชามติร่าง รธน."

แตะ หรือ คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม

เลือกหัวข้อที่จะไฮไลท์บนแผนที่

จังหวัดแนวร่วมประชาชนปลดแอกผลการลงประชามติ ปี 59
เชียงใหม่มีไม่รับ
เชียงรายมีไม่รับ
เพชรบุรีไม่มีรับ
เพชรบูรณ์มีรับ
เลยมีรับ
แพร่มีไม่รับ
แม่ฮ่องสอนไม่มีรับ
กระบี่มีรับ
กรุงเทพมหานครมีรับ
ปราจีนบุรีมีรับ
กาฬสินธุ์มีไม่รับ
กำแพงเพชรไม่มีรับ
ขอนแก่นมีไม่รับ
จันทบุรีมีรับ
ฉะเชิงเทรามีรับ
ชลบุรีมีรับ
สิงห์บุรีไม่มีรับ
ชัยภูมิมีไม่รับ
ชุมพรไม่มีรับ
ตรังไม่มีรับ
ตราดไม่มีรับ
ตากไม่มีรับ
นครนายกไม่มีรับ
นครปฐมมีรับ
นครพนมมีไม่รับ
นครราชสีมามีรับ
นครศรีธรรมราชมีรับ
นครสวรรค์มีรับ
สมุทรปราการมีรับ
นราธิวาสไม่มีไม่รับ
น่านมีรับ
หนองคายไม่มีไม่รับ
บุรีรัมย์ไม่มีรับ
ปทุมธานีมีรับ
ประจวบคีรีขันธ์ไม่มีรับ
บึงกาฬไม่มีรับ
ปัตตานีมีไม่รับ
พระนครศรีอยุธยามีรับ
พะเยามีไม่รับ
พังงาไม่มีรับ
พัทลุงมีรับ
พิจิตรไม่มีรับ
พิษณุโลกมีรับ
ภูเก็ตมีรับ
มหาสารคามมีไม่รับ
มุกดาหารไม่มีไม่รับ
ยโสธรมีไม่รับ
ยะลาไม่มีไม่รับ
ร้อยเอ็ดมีไม่รับ
ระนองไม่มีรับ
ระยองมีรับ
ราชบุรีมีรับ
อ่างทองไม่มีรับ
ลำปางมีรับ
ลำพูนมีไม่รับ
ศรีสะเกษมีไม่รับ
สกลนครมีไม่รับ
สงขลามีรับ
สตูลไม่มีรับ
สระบุรีมีรับ
สมุทรสงครามไม่มีรับ
สมุทรสาครมีรับ
สระแก้วมีรับ
สระบุรีไม่มีรับ
สิงห์บุรีไม่มีรับ
สุโขทัยไม่มีรับ
สุพรรณบุรีมีรับ
สุราษฎร์ธานีมีรับ
สุรินทร์ไม่มีไม่รับ
หนองคายมีไม่รับ
หนองบัวลำภูมีไม่รับ
อ่างทองไม่มีรับ
อำนาจเจริญไม่มีรับ
อุดรธานีมีไม่รับ
อุตรดิตถ์ไม่มีรับ
อุทัยธานีไม่มีรับ
อุบลราชธานีมีรับ

ที่มา: กกต., บีบีซีไทยรวบรวม ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2563

ประสิทธิ์สรุปบทเรียนย้อนหลังว่าเป็นเพราะชุดข้อมูลของฝ่ายรณรงค์ไม่รับร่างฯ กระจุกตัวอยู่ในหมู่นักวิชาการและนักศึกษา ไม่สามารถกระจายไปถึงประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้

"นักศึกษาเราเดินเคาะประตูบ้านไม่ได้ จัดประชุมกับชาวบ้านไม่ได้ หรือแม้แต่นักการเมืองพรรคใหญ่ที่ต้นสังกัดประกาศไม่รับร่างฯ พอลงมาถึงระดับพื้นที่ เขาก็ไม่ได้ทำงานสนับสนุนเชิงประเด็นนะ ตรงกันข้าม ส.ส. กับหัวคะแนนไปบอกประชาชนด้วยซ้ำว่าให้ 'รับไปก่อน จะได้เลือกตั้ง' พอประชาชนฟังอย่างนั้นก็เกิดความหวังว่าถ้ามีเลือกตั้งแล้วน่าจะดีขึ้น เขาจึงไม่รู้สึกว่าต้องไปโหวตโน (ไม่รับร่างฯ)" นักศึกษาวัย 25 ปีกล่าว

ข้อมูลที่ "พูดไม่ได้" เกี่ยวกับ รธน. 60 กำลังกระจายตัว

ภาพนักศึกษากลุ่ม "ประชาธิปไตยใหม่" (เอ็นดีเอ็ม) ถูกจับกุมคุมขังและตั้งข้อหาคดีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติและอื่น ๆ จากการแจกแผ่นพับ "7 เหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ" ที่ จ.สมุทรปราการ เมื่อ 23 มิ.ย. 2559 ก่อนนำตัวไปฝากขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือสิ่งที่ประสิทธิ์เชื่อว่าเรียกความสนใจจากสังคมได้มากต่อกระบวนการประชามติ

โรมกับเพื่อนนักศึกษาอีก 5 คนที่เรียกตัวเองว่า "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นางรังสิมันต์ โรม (ซ้ายมือ) กับเพื่อนนักศึกษา "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อ 6 ก.ค. 2559 หลังศาลทหารยกคำร้องขอฝากขังผัดที่สอง คดีรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

เด็กหนุ่มร่วมกับเพื่อนนักศึกษา นักวิชาการ และนักกิจกรรมการเมืองใน จ.เชียงใหม่ จัดสารพัดกิจกรรม อาทิ ปล่อยลูกโป่ง "รณรงค์ไม่ผิด" เพื่อยืนยันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเชิญชวนประชาชนเขียนโพสต์-อิทเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนร่วมอุดมการณ์ใน กทม.

"พอนักศึกษาเอ็นดีเอ็มถูกจับ ก็เป็นจุดที่ทำให้สังคมสนใจว่าทำไมพวกเขาถึงโดนจับ และกลายเป็นประเด็นต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เมื่อนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่สืบค้นข้อมูลย้อนหลังว่าฝ่ายโหวตโน (รณรงค์ไม่รับร่างฯ) มีคดีรุนแรงขนาดนี้เชียวหรือ ขณะที่ฝ่ายโหวตเยส (รณรงค์ให้รับร่างฯ) มีกลไกมีช่องทางการสื่อสารสารพัด คุณขังอดีตเอาไว้ไม่ได้หรอกเมื่อคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีเหตุรุนแรงขนาดจะระเบิดออกมาครั้งเดียว ยังเป็นการสะสมความไม่พอใจในหมู่เยาวชนอยู่" ประสิทธิ์บอก

นักศึกษาชั้นปี 6 จาก มช. เชื่อว่า ชุดข้อมูลที่เคย "พูดไม่ได้" ในช่วงประชามติ จะเป็นสิ่งที่ถูกต่อยอด-อธิบาย-ขยายความ-กระจายการรับรู้อย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทุกวัย และเมื่อการตัดสินใจครั้งใหม่มาถึง หากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นำไปลงประชามติใหม่ เชื่อว่าผลลัพธ์จะไม่เหมือนเดิม

"รธน.ฉบับประชาชน" VS "รธน.ฉบับเยาวชนไม่ได้เลือก"

รัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านประชามติด้วยคะแนนเห็นชอบ 16.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง (คิดเป็น 61.35% ต่อ 38.65%) แม้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกขานว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" แต่บรรดาแกนนำเยาวชนที่ปรากฏตัวในแฟลชม็อบต่างระบุตรงกันว่ากติกาฉบับนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เลือก

"หากบอกว่ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ผมก็อยากย้อนกลับไปว่าก่อนลงประชามติ คุณได้ให้พื้นที่ฝ่ายเห็นต่างพูดแค่ไหน กระบวนการโปร่งใสแค่ไหน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ต้องใช้กับคนทุกคน แต่แค่สิทธิในการส่งเสียงว่าไม่เห็นด้วยตรงจุดนั้นจุดนี้ยังทำไม่ได้ ดังนั้นวาทกรรมที่นายกฯ พยายามอ้างเครดิตของประชามติ ผมว่าใช้ไม่ได้นะ" สหรัฐ จันทสุวรรณ์ หรือโอม นักศึกษาชั้นปี 3 คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร สมาชิกกลุ่ม "ประชาคมศิลปากรเพื่อประชาธิปไตย" กล่าวกับบีบีซีไทย

เขาย้ำว่า ปรากฏการณ์ "คนเห็นด้วยพูดได้ แต่ปิดปากคนเห็นต่าง" คือเครื่องสะท้อนความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

กราฟฟิค รธน.

นักศึกษา ม.ศิลปากร ไม่มีสิทธิโหวตรับ/ไม่รับร่างฯ ในชั้นประชามติ เนื่องจากขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปี ทว่าเขาเคยเห็นจุลสารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่งไปยังบ้านพักใน จ.สงขลา ซึ่งสรุปข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้ แต่ไม่ปรากฏข้อวิจารณ์ใด ๆ

"ผมเคยอ่านสรุปร่างรัฐธรรมนูญ จำได้ว่ามาตรา 5 เขียนว่าถ้าเกิดวิกฤตการเมือง แล้วไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดทางออกไว้ ให้มีกรรมการมาจากศาลมาประชุมร่วมกันแล้วเสนอทางออก ตอนนั้นคิดว่าข้อนี้ดีจังเลย เชียร์พ่อ ให้รับรองไป แต่พอผ่านประชามติ มีการแก้ไขบางส่วนก่อนประกาศใช้ บางข้อก็ไม่ได้เป็นไปตามที่บอกไว้ตอนแรก เหมือนเป็นคนละเรื่องเลย และเมื่อนำมาใช้จัดการเลือกตั้งปี 2562 ก็ยิ่งเห็นปัญหาชัดเจนเลย ถึงขนาดมีนักการเมืองบางพรรคออกมาพูดว่า 'รัฐธรรมนญฉบับดีไซน์มาเพื่อพวกเรา' สรุปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้คนทุกกลุ่มในสังคม หรือคนบางกลุ่มเท่านั้น" นักศึกษาวัย 21 ปีตั้งคำถาม

คำขวัญ "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" และ "ประชาชนเป็นใหญ่" ยังจำขึ้นใจแกนนำนักศึกษารายนี้ ทว่าสิ่งที่เขาพบจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองหลังจากนั้น และไม่ปรากฏในเอกสารของทางการฉบับใดคือ "การสืบทอดอำนาจผ่าน ส.ว."

"ส.ว. ไม่มีอำนาจชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยเลย เพราะไม่ได้มาจากประชาชน มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร แต่กลับมีบทบาทกำหนดชะตาชีวิตประเทศได้ขนาดนี้ ตั้งแต่เลือกนายกฯ หรือจะแก้รัฐธรรมนูญก็ทำไม่ได้ถ้าไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. นี่เป็นจุดที่ทำให้เราเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ได้ยากมาก" เขาบอก

หวังได้ "รธน. ที่ดีกว่าปี 2540"

หากแฮชแท็ก "โหวตไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก" เกิดจากการรณรงค์ไม่รับร่างฯ ของนักศึกษาเอ็นดีเอ็มในปี 2559 แฮชแท็ก "ให้มันจบที่รุ่นเรา" คือข้อความที่แกนนำแฟลชม็อบในหลายสถาบันการศึกษาหยิบมาสื่อสารต่อสังคมในปี 2563 และถือเป็นภาคต่อทางภารกิจของเครือข่ายนักศึกษา

สำหรับสหรัฐคาดหวังจะเห็น "รัฐธรรมนูญที่ดีกว่า" เกิดขึ้นในชั่วอายุของเขา เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง เข้าถึงสิทธิ ตระหนักถึงหน้าที่ มีเสรีภาพในการแสดงออก และได้รับสวัสดิการอย่างครอบคลุมทั่วถึง

"ผมอยากให้รัฐธรรมนูญแบบนี้เกิดขึ้นในรุ่นเรา ไม่ใช่บอกว่าต้องย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั่นเป็นอดีตไปแล้ว เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ที่เราต้องทำคือทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าปี 2540" แกนนำนักศึกษา ม.ศิลปากรระบุ

ม็อบที่ ม.เกษตร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

อย่างไรก็ตามทั้งแกนนำนักศึกษา มช. และ ม.ศิลปากร เห็นตรงกันว่า โอกาสเกิด "ขบวนการธงเขียว" อันหมายถึงการชุมนุมขนาดใหญ่ของประชาชนเพื่อกดดันให้สภาผู้แทนราษฎรจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบในคราวเกิดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นไปได้ยาก เนื่องจากการชุมนุมบนท้องถนนขนาดใหญ่ไม่ใช่ธรรมชาติของเครือข่ายนักศึกษาในปัจจุบัน

"การชุมนุมของนักศึกษาอาจไม่ได้เป็นภาพขนาดใหญ่ แต่พลังอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าดูแฟลชม็อบตามสถาบันต่าง ๆ จะเห็นว่าทุกคนเห็นพ้องในข้อเรียกร้อง 3 ข้อ.. หากภาคประชาชนผลักดันกันสุดฤทธิ์สุดเดช นักการเมืองในสภาก็คงนิ่งเฉยไม่ได้ ส.ส. ก็ต้องรับฟังความเห็นประชาชน" สหรัฐกล่าว

ขณะที่ประสิทธิ์เห็นว่า ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 1 ใบเลือก 3 อย่าง ทั้ง ส.ส. พรรค และนายกฯ ทำให้ผู้แทนราษฎรไม่ค่อยเกรงใจประชาชน

"เราจะใช้วิธีขู่ ส.ส. ว่าถ้าคุณไม่แก้รัฐธรรมนูญ สมัยหน้าเราไม่เลือกคุณ ก็ทำได้ไม่ง่าย เพราะระบบเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดทางให้มี ส.ส. ประเภทเก็บคะแนนคนแพ้เข้าสภาได้ นี่ก็เป็นโจทย์ที่นักศึกษาและภาคประชาชนต้องไปขบคิดกันว่าทำอย่างไรเสียงของพวกเราถึงจะมีพลังกดดันคนในสภาได้" ประสิทธิ์บอก

แกนนำ ครช. ก็เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ต่อหน้าตัวแทน กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นักวิชาการ นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนที่เรียกตัวเองว่าคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ร่วมแสดงพลัง "ทวงคืนมรดกคณะราษฎร ทวงคืนสัญญารัฐธรรมนูญประชาชน" ที่รัฐสภา เมื่อ 24 มิ.ย. 2563 โดยใช้ "ธงเขียว" เป็นสัญลักษณ์รณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ

พล.อ. ประยุทธ์พลิกเกม หนุนแก้ รธน.

ความเคลื่อนไหวนอกสภาของแฟลชม็อบ สร้างแรงกดดันต่อคนในสภาอย่างไม่อาจปฏิเสธ เป็นผลให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อ 31 ก.ค. ว่า กมธ. เห็นร่วมกันว่าต้องแก้ไขมาตรา 256 เพื่อปลดล็อกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทำได้ง่ายขึ้น หากเป็นไปได้อาจเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ขณะที่ 6 พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคเพื่อไทยไม่รอผลการศึกษาของ กมธ. ชุดนายพีระพันธุ์ ประกาศยื่นญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบฉับพลันภายใน 15 ส.ค. โดยมีบางพรรคร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอเป็นแนวร่วมต่างขั้วการเมือง

ร้อนถึง พล.อ. ประยุทธ์ ต้องชิงตัดบท-โชว์เอกภาพของ 20 พรรคร่วมรัฐบาล โดยกล่าวเมื่อ 4 ส.ค. ว่า "จุดยืนของผมคือให้การสนับสนุนอยู่แล้วในเรื่องการทำงาน" และพร้อมส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับรัฐบาลประกบกับร่างฉบับฝ่ายค้าน โดยคาดว่าจะเริ่มพิจารณาได้ในสมัยประชุมหน้า

"ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม เป็นเรื่องการทำงาน ทุกคนต้องรู้ว่ากลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ยืนยันสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ควรแก้ไข ไม่ได้ขัดแย้งอะไร ต้องให้พรรคร่วมรัฐบาลมาหารือร่วมกันเพื่อเสนอร่างของรัฐบาลควบคู่ไป... รัฐบาลต้องทำตามขั้นตอนแสวงหาความร่วมมือ ไม่ใช่ต่างคนต่างยกเข้ามาชนกัน แล้วจะตั้ง กมธ. มาทำไม" พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

ประชามติ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประยุทธ์ ใช้สิทธิออกเสียงประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559 โดยก่อนหน้านั้นสองวัน นายกฯ ได้ประกาศรับร่างฯ และคำถามพ่วง พร้อมวิงวอน "ไม่อยากให้มองว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการร่างโดยทหาร แต่เป็นการร่างโดย กรธ."

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 จัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหารปี 2557 โดยหัวหน้า คสช. เป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. 21 คนขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบที่ คสช. กำหนด ก่อนนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 ต่อมามีการแก้ไขเนื้อหารวม 4 ครั้ง ทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับ "คำถามพ่วง" ที่ผ่านประชามติเช่นกัน และให้สอดคล้องกับ "ระยะเปลี่ยนผ่าน" ของบ้านเมือง ก่อนประกาศใช้ในวันที่ 6 เม.ย. 2560