ประชุมรัฐสภา : ส.ว.ค้านตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ด้าน พปชร. แสดงท่าทีรับเฉพาะร่าง 1 และ 2

สมาชิกรัฐสภาในห้องประชุมสภา

ที่มาของภาพ, ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai News Pix

สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) หรือที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญที่มาจากภาคประชาชน โดยอ้างว่า ผิดรัฐธรรมนูญ และผูกมัดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)

ด้านไอลอว์ยืนยัน ข้อเสนอไม่ได้ผูกมัด และจะยอมรับความเห็นของ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จำเป็นต้องรื้อถอนระบอบอำนาจที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. และอนุกรรมาธิการของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาร่างแก้รัฐธรรมนูญ เป็นหนึ่งใน ส.ว.ที่ย้ำจุดยืนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้อง "ไม่ก้าวล่วงสถาบันฯ" ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน วิจารณ์ว่า รายงานผลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ. "เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์" และเป็นการเตะถ่วงเพื่อซื้อเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 6 ฉบับ ซึ่งเสนอโดย ส.ส. และอีก 1 ฉบับที่เพิ่มมาของภาคประชาชน เสนอโดยไอลอว์ มีขึ้นในวันที่ 17 พ.ย. เป็นวันแรก ขณะที่นอกรั้วรัฐสภากลุ่มประชาชนที่มีความเห็นต่าง 2 ฝ่าย ได้รวมตัวกดดันรัฐสภา

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เริ่มเปิดประชุมในเวลา 09.56 น. ก่อนสรุปเวลาการอภิปรายที่ 14 ชั่วโมงเศษ โดยในการรายงานร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนหรือไอลอว์ ใช้เวลาชี้แจงร่างกฎหมาย 30 นาที

การประชุมเริ่มต้นด้วยการชี้แจงรายงานผลศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ร่าง โดยในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวสรุปปิดท้ายในการรายงานผลการศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ญัตติของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้มีการเสนอหรือแตะต้องในหมวดนี้ ส่วนข้อกังวลของ ส.ว.เกี่ยวกับประเด็นพระราชอำนาจที่อยู่ในบทบัญญัติมาตราอื่น ๆ อีก 38 มาตรา สามารถเสนอต่อ กมธ.ให้อยู่ในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สามารถเสนอให้อยู่ในพิจารณาวาระที่สอง

สมาชิกรัฐสภาหารือกันในห้องประชุมสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายสมชาย แสวงการ (คนกลาง) สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการหารือกันระหว่างที่สมาชิกรัฐสภาอภิปราย

"ส่วนนี้เป็นอีกส่วนที่เราไม่ได้เข้าไปแตะต้อง อันนี้ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง" นายวิรัช กล่าว

ญัตตินี้กลายเป็นวาระ "ค้างสภา" หลังจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 23-24 ก.ย. ไม่ยอมลงมติรับ/ไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ให้ตั้ง กมธ. ศึกษาร่างแก้รัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ โดยอ้างว่า ส.ส. กับ ส.ว. ยังไม่เคยคุยกันเลย สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ชุมนุมประท้วงบนท้องถนน ที่ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องหลัก

นายวิรัช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับรัฐบาล และเป็น "ตัวชง" ข้อเสนอให้ตั้ง กมธ. ก่อนที่ตัวเขาจะนั่งเป็นประธาน กมธ. ชุดที่ไม่มี ส.ส. ฝ่ายค้านร่วมสังฆกรรมแม้แต่คนเดียว

ส.ส. และ ส.ว. เริ่มพิจารณาผลการศึกษาของ กมธ.ศึกษาร่างแก้รัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการทั้ง 6 ร่าง ก่อนพิจารณาร่างของไอลอว์ โดยคาดว่าจะลงมติได้วันที่ 18 พ.ย. หลังเวลา 19.00 น.

ในการผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา" หรือ 366 จาก 732 เสียง (มี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน และ ส.ว. 245 คน) ในจำนวนนี้ต้องเป็นคะแนนเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของวุฒิสภาที่มีอยู่ หรือ 84 คน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาตรวจพื้นที่

ที่มาของภาพ, ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เดินตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่บริเวณทางเข้าออกรัฐสภา ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎรประกาศสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันที่ 17 พ.ย. 2563

ทั้งนี้ส่วนของ ส.ว. มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 245 คน เนื่องจากผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 5 เหล่า (บก-เรือ-อากาศ-กองทัพไทย-ตำรวจ) ประกาศไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นวุฒิสมาชิกและอยู่ระหว่างขั้นตอนการแต่งตั้ง

รายงานผลศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ ไร้ข้อสรุป

นายนิกร จำนง ประธานอนุกรรมาธิการ จากพรรค ชาติไทยพัฒนา จัดทำรายงานพิจารณาศึกษา ชี้แจงเนื้อหารายงาน เมื่อไม่มีฝ่ายค้านร่วมด้วย จึงไม่มีข้อสรุปหรือข้อยุติใด ๆ มีเพียงบันทึกให้ความเห็นของคณะกรรมาธิการ เช่น เห็นควรว่าควรมีการออกเสียงประชามติเพียง 1 ครั้ง และต้องมีกฎหมายประชามติฉบับใหม่

ส่วนการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขกระทบพระราชอำนาจในมาตราอื่นๆ นอกจากหมวด 1 และ 2 นายนิกร ระบุว่า "กรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า หมวด 1 หมวด 2 ไม่มีการแก้ไขเขียนไว้ชัด แต่ว่าในหมวดอื่นที่มีพระราชอำนาจอยู่ในหลายมาตรา จะมีผลกระเทือนหรือไม่ในการจัดตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา กมธ. มีความเห็นทางเดียวกันว่า ส่วนพระราชอำนาจมาตราอื่นเป็นไปตาม ฐานะของประมุขของรัฐอยู่แล้ว แต่ให้กำหนดเป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาวาระต่อไป

รัฐสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สมาชิกรัฐสภาติดตามการถ่ายทอดสดเหตุสลายการชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" ด้านหน้ารัฐสภา ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เพื่อพิจารณารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ.... ที่ ห้องประชุมรัฐสภา เมื่อ 17 พ.ย. 2563

ส.ว. ค้านตั้ง สงส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ส่วนการอภิปรายของ ส.ว. มีการอภิปราย ในหลากหลายประเด็น โดยการอภิปรายที่น่าสนใจ คือ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งชี้ประเด็นการแก้ไขมาตรา 255 และ 256 ชี้ว่าให้แก้เพิ่มเติมอย่างเดียว ไม่ใช่การร่างใหม่ทั้งฉบับ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหากแก้ไขเพิ่มเติม หากเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองมี่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้

"สิ่งสำคัญที่สุดการจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือออกในรูปแบบใดก็ตาม ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบัน ต้องเคารพเทิดทูน แล้วทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่าอย่าไปสร้างปัญหา เรื่องความแตกแยก ต้องหยิบยกเรื่องสถาบันอยู่นอกเหนือการเมือง อย่าหยิบยกมาต่อสู้ถกเถียงกัน ล้อเลียนกัน มันเกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง" นายเสรี กล่าว

นายเสรี ยังตั้งคำถามถึงการเสนอญัตติให้ตั้ง ส.ส.ร.ว่าการแก้ไขบทบัญญัติให้ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นอาจเป็นการละเมิดมาตรา 255 เนื่องจากรัฐสภามีอำนาจในการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่กลับไปตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง

"พอไปบัญญัติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี ส.ส.ร.เกิดขึ้น รัฐสภามีอำนาจอยู่แล้ว แต่เราไม่ใช้ เรากลับไปมอบอำนาจให้คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่"

นายสมชาย แสวงการ เป็น ส.ว. อีกคน ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ เนื่องจากเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้จะขอให้สภา ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อความรอบคอบ ถ้าทำไม่ได้ จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าศาลวินิจฉัยให้ทำได้ก็จะเดินหน้าต่อไป

"การเสนอญัตติ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ และ การแก้รายมาตรา ถ้าสภารับไปพร้อมกันจะขัดแย้งกันเอง เราเดินมาผิดทางหมด ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้มีความเสียหายอะไรมากมายถึงขั้นไปล้ม ร่างใหม่ทั้งหมด แต่ท่านเดินมาถึงจุดนี้พร้อม ๆ กับการเคลื่อนมวลชนมาสู่สภาเลยทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย" นายสมชายกล่าว

คำบรรยายวิดีโอ, ประมวลสถานการณ์สลายการชุมนุมด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตา-ประชุมสภาวันที่ 17 พ.ย.

พรรคเพื่อไทย ชี้รายงานไม่มีข้อสรุป ชัดเจนต้องการเตะถ่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงรายงานของคณะกรรมาธิการ โดยไม่มีสาระสำคัญเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาตัดสินใจ เป็นเพียงการรวบรวมความคิดเห็นจากแต่ละคนเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ จึงเป็นรายงานที่ไม่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติม เป็นเพียงความเห็นที่เคยอภิปรายกันไปแล้ว จึงเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียความรู้สึก เพราะประชาชนมองว่าเป็นการซื้อเวลา รายงานฉบับนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ แตะถ่วงให้รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นโดยการกระทำการย้อนแย้ง แม้ฝ่ายรัฐบาลจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มี ส.ส.พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลถึง 25 คน ไปร่วมเข้าชื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ตอกย้ำความจริงว่าเขาอยากอยู่ยาว รัฐบาลจึงไม่อยากแก้ไขเพราะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

รัฐสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการไอลอว์ หารือกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ระหว่างเตรียมชี้แจงต่อรัฐสภา

นายนิยม เวชกามา ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญของไอลอว์ และหักล้างเหตุผลของสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยซึ่งอ้างว่า ร่างดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเขาได้ยกตัวอย่างข้อเสนอที่ไอลอว์เสนอว่าเคยมีการเสนอกันแล้วในรัฐสภา และหากไม่เห็นด้วยก็สามารถตัดออกได้

นายนิยมได้ยกตัวอย่าง การเสนอไม่ให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการยกเลิกมาตรา 272 ว่าเป็นเพียงการเสนอความคิดเห็น

"เขาผิดอะไร เป็นการเสนอความเห็น เขาไม่ได้ผูกมัด อันไหนที่รับไม่ได้ ก็ไม่ต้องใส่เข้าไป สมาชิกบางท่านเห็นว่า กลุ่มราษฎรมีส่วนร่วมก็วิตกจริตเลย ดูตรงไหนใน 10 ข้อที่ว่าจะผิดรัฐธรรมนูญ" นายนิยม กล่าว

ส่วนการเสนอให้ยกเลิกแผนปฏิรูป สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้หลายคนก็มีความคิดไม่แตกต่างกัน ดังนั้นเขาจึงต้องการให้มีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญของไอลอว์เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และหากไม่เห็นด้วยในเรื่องใด ก็สามารถตัดออกได้ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ

"กลุ่มที่เสนอเข้ามา จะมีสิทธิ์เป็นกรรมาธิการกับท่านได้สักกี่คน ท่านกลัวอะไร" นายนิยม กล่าว

นอกจากนี้ยังพูดถึงข้อเสนอยกเลิกมาตรา 279 คือการยกเลิกคำสั่งของ คสช. ทั้งหมด ว่า สมาชิกรัฐสภาก็เคยเสนอแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิด เขาจึงไม่เห็นว่าจะมีข้อเสนอใดที่เป็นการทำร้ายชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะการเสนอให้นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. และส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งในสมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็เคยผลักดันให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งมาแล้ว แต่เกิดรัฐประหารก่อน

ท่าทีพลังประชารัฐ

ท่าทีลของ พปชร. คือคาดว่าจะโหวตรับหลักการเพียง 2 ร่างเท่านั้นคือ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล และร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 เสนอโดย 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยกเว้นพรรคก้าวไกล ซึ่งมีหลักการสำคัญคือการเปิดทางตั้งส.ส.ร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายวีรกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ได้อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยไอลอว์ว่า ร่างดังกล่าวไม่ให้อิสระแก่ ส.ส.ร. แต่กลับเป็นการบังคับให้ ส.ส.ร. ทำตามข้อเสนอของไอลอว์ 10 ข้อ

"ในกรณีนี้เราให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. ขึ้นมาร่าง เมื่อเรามอบอำนาจให้กับประชาชน เลือกคนที่จะร่างขึ้นมา เราจะต้องให้อิสระกับเขา โดยไม่ไปผูกมัดความคิด" นายวีรกร กล่าว

นายวีรกร ระบุว่า เขาเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งคือ ร่างที่ 1 และ 2 มากกว่า

แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา ในวาระ 1 และเข้าสู่การตั้ง กมธ. วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 2 และ 3 แต่ก็ยังไม่มีอะไรการันตีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมือกฎหมายของพรรคแกนนำรัฐบาลนำทีมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ที่มีเนื้อหาให้ตั้ง ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับว่าทำได้หรือไม่ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าจงใจ "ยื้อเวลา" "ตีสองหน้า" และ "ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

สัปดาห์ก่อน 48 ส.ว. และ 25 ส.ส. สังกัด พปชร. นำโดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว. และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2)

"หากไม่ทำเช่นนี้ ส.ว. หลายคนไม่สบายใจ และอาจงดออกเสียงในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ" นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์อ้างว่า "ไม่มีเจตนาถ่วง" และสิ่งที่ทำ "เป็นทางออก" ที่ต้องการให้เกิดความชัดเจนก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสิ้นสุดทั้งกระบวนการ

สภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ไอลอว์ พูดอะไรในสภา

ขณะที่ด้านนอกสภายังเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความวุ่นวายมานานกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว การอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังดำเนินต่อไปในรัฐสภา

เวลาประมาณ 16.30 น. ผู้แทนจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือ "ไอลอว์" ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา

"นี่ไม่ใช่เรื่องสุดโต่งและไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในบ้านเมืองเรา" นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์กล่าวในที่ประชุมสภา

ทั้งนี้ไอลอว์ได้ส่งผู้แทน 3 คนมาชี้แจงร่างฉบับประชาชน ได้แก่ น.ส.จิรนุช เปรมชัยพร นายจอน อึ๊งภากรณ์ และนายยิ่งชีพ

ระหว่างการอภิปราย นายยิ่งชีพ ได้ลุกขึ้นชี้แจงเป็นระยะ โดยเขาได้ชี้แจงข้อกล่าวหาว่าข้อเสนอของร่างรัฐธรรมนูญของไอลอว์ผูกมัด ส.ส.ร. ว่า ระบบที่ไอลอว์ออกแบบมานั้น ไม่ได้ปิดกั้นความคิดเห็นของ ส.ส.ร.ใหม่ แต่ไอลอว์เสนอให้รื้อถอนอำนาจของ คสช. ก่อน ซึ่งหมายถึงองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. รวมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญ

นายยิ่งชีพกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้า ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% บอกว่าประชาชนอยากให้มี ส.ว. จากการแต่งตั้ง หรือมีนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีองค์กรอิสระที่ตรวจสอบไม่ได้ ทางไอลอว์ก็ยอมรับ

นายยิ่งชีพย้ำถึงความฝัน 5 ข้อ ซึ่งถูกนำเสนอสู่สาธารณะจนกระทั่งมีประชาชนกว่า 1 แสนคน ร่วมลงชื่อภายใน 43 วัน ว่าเป็นข้อเสนอที่เรียกร้องในหลักการพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตยที่หลายประเทศทั่วโลกใช้กัน

เขาไล่เรียงถึงความฝันของร่างฉบับประชาชนว่า คือ ความฝันในการอยู่ในประเทศที่กติกาการปกครองสูงสุดถูกเขียนโดยประชาชน มีการยกร่างจากประชาชน 100% ทว่ากลไกต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ความฝันเหล่านี้เป็นจริงไม่ได้

"ความฝันนี้ของพวกเราเป็นเรื่องยากเกินไปไหมครับ สิ่งที่พวกเราและอีกแสนคนเสนอเป็นข้อเสนอที่ธรรมดามาก ๆ และเรียกร้องหลักการที่พื้นฐานมาก ๆ" เขากล่าว

"นี่ไม่ใช่เรื่องสุดโต่งและไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในบ้านเมืองเรา...เราเพียงเรียกร้องให้แก้ไขระบอบการเมืองที่ผิดปกติในปัจจุบัน ให้กลับมาเป็นระบอบการเมืองที่ปกติธรรมดาเท่านั้นเอง"

รุมโจมตี แหล่งทุน ไอลอว์

นอกจากนี้ ส.ส. รัฐบาล และ ส.ว. อีกหลายคนผลัดกันโจมตีไอลอว์ว่ารับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ไม่หวังดีต่อประเทศ ซึ่ง น.ส. จีรนุช เปรมชัยพร ผู้แทนจากไอลอว์ ชี้แจงว่า องค์กรภาคประชาสังคมเองก็ไม่อยากรับเงินต่างชาติ หากองค์กรอิสระของรัฐ "ใจกว้างเพียงพอ" ในการอนุมัติงบประมาณให้กับองค์กรที่ทำงานวิพากษ์วิจารณ์รัฐ แต่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น องค์กรภาคประชาสังคมจึงต้องแสวงหาแหล่งทุนที่พร้อมจะสนับสนุนงบประมาณ

เธอยืนยันว่าแหล่งทุน "ไม่สามารถชี้นิ้วสั่งบอกให้ทำอะไร" ได้ อีกทั้งประเทศต้นทางของแหล่งทุนจะมีการตรวจสอบและมีกระบวนการโปร่งใส ไอลอว์ไม่เคยงุบงิบปิดซ่อนถึงกระบวนการรับทุนดังกล่าว

น.ส. จีรนุช กล่าวอีกว่า การพยายามนำข้อกล่าวหาเหล่านี้มาทำลายไอลอว์ เป็นการบั่นทอนความเป็นจริงที่ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นความต้องการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนไทยหนึ่งแสนคน ไม่ได้มีแหล่งทุนหรือต่างชาติที่ไหนมากำหนดหรือบงการ

"วาทกรรมลักษณะนี้ ขอเถอะค่ะ มันเหนื่อยและไร้สาระมาก เรามีงานใหญ่ที่ต้องทำ มีเรื่องที่ต้องปรึกษาหารือกับประชาชน มีเรื่องใหญ่ ๆ มากมาย ขอเถอะค่ะเรื่องนี้"

ประท้วง

ที่มาของภาพ, Jonathan Head/BBC

ชวน: ใครทำให้ผู้ชุมนุมโดยสงบเดือดร้อนต้องรับผิดชอบ

ช่วงหนึ่งของการประชุมสมาชิกรัฐสภา ซึ่งดำเนินไปขณะที่เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งมีการปะทะกันระหว่างกลุ่ม "ราษฎร" และกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่ด้านนอก สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นอภิปรายเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ประสานงานไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ยุติใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา และปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมด้วยความเท่าเทียมกัน

โดยนายชวนกล่าวว่า เขาได้สั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำบันทึกเหตุการณ์ และได้กำชับมาตลอดว่า ยินดีให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่ของรัฐสภาได้ โดยที่ไม่ต้องมีการเตรียมมาตรการใดใดเป็นพิเศษ แต่จะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่คุกคามในทุกรูปแบบ และยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ว่าอย่าทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ

ใครทำอะไรกับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบให้เดือดร้อน คนนั้นต้องรับผิดชอบนายชวนกล่าว

โดยนายชวน ได้เดินตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่บริเวณทางเข้าออกรัฐสภา ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎรประกาศสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา

นายชวนสั่งพักการประชุมในเวลา 0.08 น. ของวันที่ 18 พ.ย. และนัดหมายการประชุมในเวลา 09.30 น.