เปิดเบื้องหลัง 19.8 ล้านเสียง "ชัยชนะประชาชนผ่านคูหาประชามติ" แต่จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อใด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 17 นาที
ประชาชนกว่า 19.8 ล้านคน พร้อมใจกันออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่ามี 7 จังหวัดในภาคใต้ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ยกร่างกติกาฉบับใหม่
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาในอนาคตทุกคน "เดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนมากที่สุด" หลังเสียงประชามติออกมาว่าประชาชนอยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เช่นเดียวกับ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน หรือไอลอว์ ที่แถลงประกาศ "ชัยชนะครั้งสำคัญที่ประชาชนไปประกาศเจตจำนงผ่านคูหาลงคะแนนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นอยู่ ต้องการมีส่วนร่วมในการออกแบบและกำหนดอนาคตของเราเองในทางข้างหน้า ไม่ได้อยากให้สิ่งที่คณะรัฐประหารเขียนเอาไว้ กำหนดไว้ ใช้ครอบงำเราตลอดไปในประเทศนี้"
ผลการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนับคะแนนแล้ว 94% ณ เวลา 16.00 น ของวันที่ 9 ก.พ. พบว่า คะแนนเห็นชอบอยู่ที่ 19.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง (คิดเป็น 65.44% ต่อ 34.56%) และมีผู้ไม่แสดงความคิดเห็น 2.8 ล้านเสียง
เมื่อบีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลเป็นรายจังหวัด พบว่า ประชาชนใน 66 จังหวัดพร้อมใจกัน "โหวตเยส" (Vote Yes) เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่ามีอยู่ 7 จังหวัดที่เสียงส่วนใหญ่กา "โหวตโน" (Vote No) ประกอบด้วย ชุมพร, ระนอง, พังงา, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, และพัทลุง
นอกจากนี้ยังมีอีก 10 เขตเลือกตั้งใน 4 จังหวัดที่คะแนน "ไม่เห็นชอบ" สูงกว่าคะแนน "เห็นชอบ" ในจำนวนนี้มี จ.บุรีรัมย์ เขต 3 และเขต 10 รวมอยู่ด้วย
วันที่ 8 ก.พ. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยได้รับ "บัตรใบที่ 3" เพื่อตัดสินใจว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" หลังอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหารปี 2557 มาเกือบ 9 ปี
นี่ไม่เพียงเป็นการออกเสียงประชามติครั้งแรกที่ไม่ได้จัดขึ้นภายใต้บรรยากาศหลังรัฐประหาร แต่ยังเป็นครั้งแรกที่การเข้าคูหาประชามติเกิดขึ้นในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป
ผลประชามติจะถือว่ามีข้อยุติก็ต่อเมื่อเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง "กาเห็นชอบ" และต้องได้คะแนนมากกว่าผู้ "กาไม่แสดงความคิดเห็น"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ผอ.ไอลอว์คาดการณ์ว่า เมื่อผลการนับคะแนนครบ 100% คะแนนเห็นชอบน่าจะไปถึง 20 ล้านเสียงบวก ๆ อย่างในภาคใต้ ซึ่งดูเหมือนมีเสียงไม่เห็นชอบเยอะกว่าในบางจังหวัด แต่ถ้าดูภาพรวมทั้งภาค คนก็ยังเห็นชอบมากกว่า และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผลการทำประชามติกับผลการเลือกตั้ง สส. พบว่า ประชาชนที่ออกเสียงให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มาจากทุกภาค ทุกจังหวัด และเลือกพรรคต่าง ๆ ไม่จำเป็นว่าคนที่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ มาจากจังหวัดที่เลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง
"ดังนั้น พอจะกล่าวได้ว่าเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง ไม่ได้ต้องเป็นสาวกพรรคไหนถึงต้องออกเสียงเห็นชอบเท่านั้นที่มาออกเสียงเห็นชอบด้วยกันในรอบนี้" ยิ่งชีพกล่าว
หัวหอกรณรงค์ "กาเห็นชอบ" บอกต่อไปว่า ขอให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไป โดยคำนึงถึงเสียงเห็นต่างราว 10 ล้านเสียงที่ไม่ได้เห็นด้วยกันทุกเรื่อง
คะแนน "เห็นชอบ" มาจากไหน
บีบีซีไทยพูดคุยกับนักการเมืองและนักกิจกรรมการเมืองที่ร่วม "ขบวนการธงเขียว" ก่อนสรุป 3 เหตุผลหลักที่พวกเขาเห็นพ้องกันว่าทำให้ประชาชนเปิด "ไฟเขียว" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21
เหตุผลแรก ความไม่พอใจต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งสัมพันธ์กับการเลือกตั้ง สส. 3 ครั้ง และโฉมหน้าของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
2 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) "นอกกลุ่มใหญ่" ประภาส ปิ่นตบแต่ง และ สุนทร พฤกษพิพัฒน์ ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า ประชาชนรู้สึกว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากองค์กรอิสระ "รู้สึกว่าถูกกระชากสิทธิเสียงไป" และ "รู้สึกโกรธแค้น" ที่ออกมาเลือกตั้งแล้ว แต่กลับไม่ได้นายกรัฐมนตรีที่พวกเขาต้องการ เนื่องจากการตัดสินคดีการเมืองขององค์กรอิสระ รวมถึงการออกแบบกลไกให้ สว. ชุดเฉพาะกาลมีส่วนร่วมกับ สส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง 2 ครั้ง เมื่อปี 2562 และ 2566

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เช่นเดียวกับ จาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างความเสียหาย ทำให้การเลือกตั้งไม่มีความหมาย ประชาชนเลือกแล้วไม่ได้รัฐบาลที่เลือก
กับการเลือกตั้ง 2569 พ่วงการออกเสียงประชามติ ภายใต้งบประมาณ 7,800 ล้านบาท กกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 ก.พ. ที่พบข้อผิดพลาดบกพร่องหลายประการ จนผู้คนตั้งคำถามว่า "มี กกต. เอาไว้ทำไม" ขณะที่บางคนยกให้ กกต. เป็น "ผู้ช่วยหาเสียงให้ประชามติผ่าน"
สุนทรใช้คำว่า กกต. "ทำงานห่วย" และเป็นเครื่องยืนยันว่าองค์กรอิสระมีปัญหา รัฐธรรมนูญมีปัญหา และจำเป็นต้องแก้ไข
ไม่ต่างจากมุมมองของจาตุรนต์ที่ว่า บทบาท กกต. มีส่วนสนับสนุนให้สังคมเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดการเลือกตั้ง และ "เป็นไปได้" ว่าเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิออกเสียงโหวตเห็นชอบ
เหตุผลที่สอง การประกาศจุดยืน "เห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคการเมืองหลัก โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเคยมีฐานเสียงรวมกัน 24.9 ล้านเสียงในปี 2566 (พรรค ก.ก. 14.4 ล้านเสียง พรรค พท. 10.9 ล้านเสียง) แม้ครั้งนี้คะแนนมหาชนของ 2 พรรคจะลดฮวบ-เหลือรวมกันเพียง 14.8 ล้านเสียงก็ตาม (พรรค ปชน. 9.7 ล้านเสียง พรรค พท. 5.1 ล้านเสียง)
พรรค พท. เคลื่อนไหวอย่างชัดเจนที่สุด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่มี จาตุรนต์ เป็นประธาน ออกรณรงค์ให้ประชาชนโหวต "เห็นชอบ" โดยลงพื้นที่อย่างน้อย 4-5 จังหวัดใน 4 ภาค เปิดปราศรัยย่อย แจกแผ่นพับรายทาง ขึ้นเวทีดีเบต และร่วมเคลื่อนไหววิ่ง-เดินขบวนกับเครือข่ายภาคประชาชน
บีบีซีไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงแรก ๆ บนเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรค พท. แคนดิเดตนายกฯ แกนนำพรรค และผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญเลือกที่จะ "ไม่พูดถึง" เรื่องประชามติเลย ก่อนมีการพูดถึงบ้างประปรายในช่วงท้าย ๆ
จาตุรนต์อธิบายว่า แต่ละพรรคมีโจทย์สำคัญในสนามเลือกตั้งคือมุ่งเน้นนำเสนอนโยบายและขายผู้สมัคร สส. ทั้ง 2 ระบบ เพราะลำพังการชี้แจงว่าคนเบอร์อะไร พรรคเบอร์อะไร ก็ต้องใช้การทำความเข้าใจและพูดหลายรอบแล้ว อีกทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อน จึงจัดให้มีคณะกรรมการรณรงค์ฯ แยกออกมาต่างหาก จะได้พูดกันได้เต็มที่
"ทั้งพรรคแดงและส้มพูดตรงกัน และแสดงจุดยืนอย่างแรงกล้าที่จะให้ประชาชนโหวตเห็นชอบ จึงเชื่อว่าผู้สนับสนุนพรรคก็จะได้รับ message (สาร) เหล่านี้อยู่แล้ว" จาตุรนต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติฯ ของพรรคสีแดงพบว่า พอจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเลือกตั้ง ความสนใจของผู้คน "น้อยกว่าที่ควรเป็นมาก" เพราะคนไปให้ความสนใจกับผู้สมัคร สส., แคนดิเดตนายกฯ, เรื่องพรรค มากกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่พรรค ปชน. เลือกสื่อสารสั้น ๆ พ่วงไปบนเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรค โดยกล่าวในทำนองเดียวกันว่า 8 ก.พ. มีบัตร 3 ใบ อย่าลืมบัตรสีเหลือง "กาเห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ฝากด้วยนะคะ/ครับ เนื่องจากพลพรรคสีส้มประเมินว่าคนที่จะกาเลือกพรรค ปชน. คือกลุ่มคนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังออกคำขวัญรวบไปกับการขอคะแนนเสียงเลือกตั้ง อาทิ "กาพรรคประชาชน 2 ใบ กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม" อีกทั้งยังมีนักการเมืองจากค่ายส้มร่วมกิจกรรมรณรงค์ของเครือข่ายภาคประชาชนด้วย
เหตุผลที่สาม การเปิดหน้า-เปิดตัวของบรรดาศิลปิน นักแสดง คนดัง และผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ ซึ่งแยกย้ายกัน "ปล่อยของ" ตามแนวทางที่ตัวเองถนัด ทว่ามีเป้าหมายในการสื่อสารตรงกันที่ "กาเห็นชอบ" ทำให้เกิดแรงสนับสนุนจากคนกลุ่มใหม่ ๆ
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) บอกว่า การผลิตคอนเทนต์ของทีม "ปากุมแภด" (คำผวนของ 8 กุมภา) แล้วเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ช่วยขยายการรับรู้เรื่องประชามติและรัฐธรรมนูญไปในวงกว้างขึ้น นอกเหนือจากคนที่สนใจการเมืองอยู่แล้ว หลายคลิปกลายเป็นไวรัล-เป็นมีม ทำให้คนหันมาสนใจกระบวนการประชามติ ดังนั้นถ้าคะแนนเห็นชอบมาก ก็ต้องให้เครดิตกับทีมนี้ด้วยว่า "มีส่วนสำคัญมาก" รวมถึงศิลปินที่มาแสดงฟรีคอนเสิร์ตและร่วมรณรงค์ประชามติด้วย
ขณะที่ยิ่งชีพแสดงความชื่นชมอย่างสูงต่อประชาชนคนธรรมดาหลักพันคน ที่ลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมรณรงค์ เพราะหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ โดยมีขบวนการธงเขียว เดิน-วิ่ง 18 ขบวน, จัดกิจกรรมตั้งวงคุย เดินสาย แจกใบปลิว 711 ครั้ง, ตั้งจุดรณรงค์ตามร้านอาหารและบ้านเรือนประชาชน 742 จุด
เขากล่าวว่า ผลรวมคะแนน 20 ล้านเสียงที่ได้มา เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนธรรมดา
ได้เสียงเท่าไร ถึงจะมีนัยสำคัญ
แม้คะแนน "เห็นชอบ" จะมากกว่าคะแนน "ไม่เห็นชอบ" ถึง 9.3 ล้านเสียง แต่ถ้านำคะแนน "ไม่เห็นชอบ" รวมกับ "ไม่แสดงความคิดเห็น" จะเป็นตัวเลข 13.3 ล้านเสียง นั่นทำให้ส่วนต่างระหว่างคะแนนของฝ่ายสนับสนุนให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่กับฝ่ายคัดค้านการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ลดลงเหลือ 6.5 ล้านเสียง
นี่อาจไม่ใช่ตัวเลขที่วางใจได้ว่าจะกดดันให้ "ผู้มีอำนาจ" ยอมเปิดทางให้มีการจัดทำ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" อย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และยกร่างภายใต้กรอบที่ คสช. กำหนด ก่อนนำร่างไปขอความเห็นชอบจากประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 16.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง (คิดเป็น 61.35% ต่อ 38.65%) ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกขานว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"
ต่อมา มีการแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทานรวม 7 มาตรา ซึ่งเป็นเนื้อหาในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ก่อนประกาศใช้เมื่อ 6 เม.ย. 2560
ที่ผ่านมา ฝ่ายคัดค้านการ "รื้อรัฐธรรมนูญ" ทั้งในและนอกสภา มักใช้ตัวเลข 16.8 ล้านเสียงเป็น "ข้ออ้าง" ไม่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ไม่ว่า 250 สว. ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช. และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หรือ 200 สว. ที่มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ต่างมีผู้ออกมาประกาศตัวเป็น "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" และทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 26 ฉบับถูกโหวตคว่ำกลางรัฐสภา
รัฐธรรมนูญ 2560 ล็อกเงื่อนไขไว้ว่า การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) และวาระที่ 3 (เห็นชอบทั้งฉบับ) ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เป้าหมายของ "ขบวนการธงเขียว" จึงต้องการใช้ "ประชามติใหม่ฆ่าประชามติเดิม" ตั้งเป้าหมายได้คะแนนเห็นชอบ 24-25 ล้านเสียง ซึ่ง มายด์-ภัสราวลี แจกแจงว่าเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้หากอิงจากฐานเสียงเดิมของ 2 พรรคใหญ่ที่ประกาศเห็นชอบ ผสมผสานกับคนที่ไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ส่วน "ตัวเลขที่ปลอดภัย" ในสายตาของ สว.ประภาส ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจไม่สูงเท่ากับเป้าหมายที่นักกิจกรรมการเมืองตั้งไว้ แต่เห็นว่าจำเป็นต้องเกินครึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือ 20 ล้านเสียงขึ้นไป ถึงจะมีนัยสำคัญ และใช้กดดันฝ่ายขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
"มันต้องชนะขาด ถึงจะกดดัน สว. ได้ อย่างน้อยเขาก็ควรมียางอายที่จะไม่รักษาอำนาจตัวเองเอาไว้ เพราะครั้งที่แล้วมี สว. แค่ 18 คนที่โหวตให้ (สนับสนันให้ตัดอำนาจ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) แต่กลุ่มใหญ่ไม่มีใครยกให้เลย... ถ้าประชามติผ่าน แต่คะแนนเกิน 16 ล้านเสียงนิดหน่อย มันอาจไม่เพียงพอ ก็ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนและกดดันจากภายนอกอย่างหนัก" ประภาสกล่าว
ประชาชนชนะ แต่จะได้รัฐธรรมนูญใหม่จริงหรือ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสได้มาซึ่ง "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" สัมพันธ์กับโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง
เมื่อรัฐบาลชุดต่อไป มีแนวโน้มจะได้ "นายกฯ หน้าเดิม" และมีภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลดังเดิม นักรัฐศาสตร์จึงชี้ชวนให้จับตาดูว่าพรรค ภท. จะงัด "แทคติก" ต่าง ๆ ขึ้นมาใช้เพื่อประวิงเวลา หรือสร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคในการผ่านความเห็นชอบในแต่ละขั้นตอนทั้งในและนอกสภา ซึ่งต้องไปผ่านด่านประชามติอีก 2 ยก
บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจาก 3 นักการเมืองที่ถือเป็น "หัวหอก" ในวาระรัฐธรรมนูญของ 3 พรรค ส้ม-แดง-น้ำเงิน ว่า จะไม่ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ค้างอยู่ในรัฐสภา ก่อนที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรค ภท. จะประกาศยุบสภา แต่จะเสนอร่างใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยอาจยึดแนวทางตามร่างเดิมที่แต่ละพรรคเคยจัดทำเอาไว้ แล้วนำมาปรับปรุงเล็กน้อย
"ถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับมา ก็ต้องจัดทำร่างกันใหม่เลย ครม. ต้องไปดู เพราะของเดิมที่ค้างอยู่เป็นของพรรคประชาชน รอให้เราชนะก่อน รอให้ประชามติผ่านก่อน แล้วจะพูดให้ฟัง" นิกร จำนง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. กล่าวกับบีบีซีไทยเพียงสั้น ๆ
แม้อนุทินเคยออกมาสื่อสารผ่านสื่อว่า "เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" แต่ในทางปฏิบัติ พรรคไม่ได้แจ้งให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ร่วมรณรงค์เห็นชอบแต่อย่างใด
"เราไม่ได้ให้ผู้สมัครไปบอกชาวบ้านว่าต้องโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยปล่อยให้เป็นดุลพินิจของผู้สมัครรายนั้น ๆ" นักการเมืองค่ายน้ำเงินระบุ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทว่าการอ้อนขอคะแนนเสียงจากประชาชนด้วยการบอกว่า "ขอคะแนนจากคนรัก 'ลุงตู่' ให้ 'ลุงหนู'" ทำให้เกิดคำถามว่าหัวหน้าพรรค ภท. จะกล้ายกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถูกมองว่าเป็นมรดกชิ้นสำคัญของหัวหน้า คสช. ได้หรือไม่อย่างไร
ประภาสยังขอมองโลกในแง่ดี โดยคาดหวังว่าเมื่อผลประชามติออกมาแล้ว ภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองและนักการเมืองก็ย่อมต้องฟังความเห็นของประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเสียหายต่อคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะยาว
ขณะที่สุนทรชี้ชวนให้ดูว่าถ้าเขตไหน พรรค ภท. ชนะเลือกตั้ง แต่ผลประชามติในเขตนั้นแพ้ ก็แปลว่า "หักหลังประชาชน ไม่มีความจริงใจ แต่ที่จริงถ้าติดตามข่าวเราจะเห็นว่าเวลาคุณอนุทินพูดอะไร ผลมักจะออกมาในทางตรงกันข้ามอยู่บ่อย ๆ"
เทียบผลเลือกตั้ง VS ผลประชามติ
บีบีซีไทยตรวจสอบผลการนับคะแนนประชามติ และผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 15.00 น. พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
- "จังหวัดสีส้ม" อันหมายถึงพื้นที่ที่พรรค ปชน. กวาดชัยชนะในการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตยกจังหวัด มีทั้งสิ้น 4 จังหวัด คือ กทม., นนทบุรี, ลำพูน, สมุทรสงคราม >> ผลการออกเสียงประชามติเป็นไปในทิศทางเดียวกับจุดยืนของพรรคคือ "เห็นชอบ" เช่น กทม. มีคะแนนเห็นชอบ 2 ล้านเสียง ต่อ 8.3 แสนเสียง
- รอบนี้ไม่มี "จังหวัดสีแดง" หลงเหลืออยู่เลย เพราะไม่มีจังหวัดใดที่พรรค พท. ชนะการเลือกตั้งครบทุกเขต
- "จังหวัดสีน้ำเงิน" ซึ่งพรรค ภท. ยึดครองเก้าอี้ สส.แบบแบ่งเขตได้ครบทุกที่นั่ง มีทั้งสิ้น 19 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ, อำนาจเจริญ, ยโสธร, สุรินทร์, บุรีรัมย์, เพชรบูรณ์, พิจิตร, อุทัยธานี, สิงห์บุรี, อยุธยา, อ่างทอง, เพชรบุรี, ชุมพร, ระนอง, พังงา, กระบี่, สตูล, ปราจีนบุรี, ตราด >> ผลการออกเสียงประชามติมีทั้ง "เห็นชอบ" และ "ไม่เห็นชอบ"
ในจำนวนนี้มี 3 จังหวัดสีน้ำเงินที่ประชาชน "กาไม่เห็นชอบ" ยกจังหวัด ได้แก่ ชุมพร (ไม่เห็นชอบ 1.56 แสนเสียง ต่อ 9.6 หมื่นเสียง), ระนอง (ไม่เห็นชอบ 4.3 หมื่นเสียง ต่อ 3.2 หมื่นเสียง), พังงา (6.9 หมื่นเสียง ต่อ 5.6 หมื่นเสียง) และมีอีก 4 จังหวัดที่ผลประชามติไม่ผ่านคือ สุราษฎร์ธานี (ไม่เห็นชอบ 3 แสนเสียง ต่อ 2.3 แสนเสียง), นครศรีธรรมราช (ไม่เห็นชอบ 4.1 แสนเสียง ต่อ 2.9 แสนเสียง), ตรัง (ไม่เห็นชอบ 1.7 แสนเสียง ต่อ 1.3 แสนเสียง), และพัทลุง (ไม่เห็นชอบ 1.5 แสนเสียง ต่อ 1.2 แสนเสียง)
นอกจากนี้ยังมีอีก 4 จังหวัด ที่บางเขตเลือกตั้ง คะแนน "โหวตโน" ชนะ "โหวตเยส" ได้แก่ จ.บุรีรัมย์ (เขต 3, เขต 10) จ.ประจวบคีรีขันธ์ (เขต 3) จ.กระบี่ (เขต 2, เขต 3) จ.สงขลา (เขต 1, 3, 4, 5, 6)
สถิติน่าสนใจใน 2 ประชามติซึ่งเป็น "จุดเริ่มต้น-จุดสิ้นสุด" รธน. 60
หากประชามติ 7 ส.ค. 2559 คือจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญ 2560 ประชามติ 8 ส.ค. 2569 ก็กำลังจะเป็นจุดสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
บีบีซีไทยขอเปรียบเทียบสถิติที่น่าสนใจใจประชามติที่ห่างกัน 10 ปี
ประชามติ 2559
คำถามประชามติมี 2 ข้อคือ 1. "ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ... ทั้งฉบับ" 2. "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี" (ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะคำถามที่ 1 เท่านั้น)
ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29.7 ล้านคน คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50 ล้านคน
จังหวัดที่ลงมติ "ไม่เห็นชอบ" ร่างรัฐธรรมนูญยกจังหวัด มีทั้งสิ้น 23 จังหวัด
- ภาคอีสาน 15 จังหวัด - กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม, สกลนคร, อุดรธานี, ร้อยเอ็ด, ชัยภูมิ, ศรีสะเกษ, หนองบัวลำภู, หนองคาย, ยโสธร, บึงกาฬ, นครพนม, มุกดาหาร, และสุรินทร์
- ภาคเหนือ 5 จังหวัด - เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, พะเยา, และแพร่
- ภาคใต้ 3 จังหวัด - ปัตตานี, นราธิวาส, และยะลา
ประชามติ 2569
คำถามประชามติมี 1 ข้อคือ "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
ผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 34.1 ล้านคน คิดเป็น 64.5% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 52.9 ล้านคน
จังหวัดที่ลงมติ "ไม่เห็นชอบ" ให้จัดมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยกจังหวัด มีทั้งสิ้น 7 จังหวัด
- ภาคใต้ 7 จังหวัด - ชุมพร, ระนอง, พังงา, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตรัง, และพัทลุง































