เช็กท่าที 3 สว. ก่อนเปิดสภาถกแก้ ม. 256 ทำไมต้องเป็น "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ"?

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐสภาผ่านร่างแก้ไข 256 เพื่อนำไปสู่การตั้ง สสร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐสภาผ่านร่างแก้ไข 256 เพื่อนำไปสู่การตั้ง สสร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเตรียมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 13-14 ก.พ. นี้

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บางส่วน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม ออกมาประกาศจุดยืน "ไม่เห็นด้วย" กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ นั่นทำให้โอกาสที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรจะผ่านความเห็นชอบจาก 2 สภาในวันแห่งความรัก 14 ก.พ. เป็นเรื่องที่ "แทบเป็นไปไม่ได้"

พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบายจัดทำ "รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย" ได้ยื่นญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ต่อประธานรัฐสภา ทว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ สส. ชุดที่ 26 ที่มาจากการเลือกตั้งปี 2566 และ สว. ชุดที่ 13 ที่มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและเลือกไขว้กลุ่มเมื่อปี 2567 จะมีโอกาสร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แม้ 2 พรรค จาก 2 ขั้วการเมือง มีเสียงในสภาล่างรวมกันถึง 285 เสียง (พรรค พท. 142 เสียง และพรรค ปชน. 143 เสียง) แต่ลำพังเสียงของ สส. ไม่อาจเปิดประตูสู่การ "รื้อรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20" ได้ หากไม่ได้เสียงสนับสนุนจาก สว. เกิน 1 ใน 3 ของสมาชิกที่มีอยู่

รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องมี สว. เห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สว. 67 คน จาก สว. ทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ในปัจจุบัน 199 คน

ขณะที่ภาคประชาชนนำโดยคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) นัดเดินขบวนไปยังลานประชาชน หน้ารัฐสภา 13 ก.พ. เพื่อร่วมกัน "ส่งเสียง" ถึงสมาชิกรัฐสภาว่าประชาชนต้องการการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

ภาคประชาชนเคยทำแคมเปญ #Conforall “เขียนใหม่ทั้งฉบับ เลือกตั้ง100%” โดยมีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน 211,904 คน ภายในระยะเวลา 3 วัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ภาคประชาชนเคยทำแคมเปญ #Conforall "เขียนใหม่ทั้งฉบับ เลือกตั้ง100%" โดยมีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน 211,904 คน ภายในระยะเวลา 3 วัน

บีบีซีไทยตรวจสอบท่าทีล่าสุดจาก สว. 3 คน โดยพวกเขาระบุตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคสีส้ม ที่ไม่ห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

เลขาฯ วิปวุฒิฯ หนุนส่งศาล รธน. ชี้ขาดประชามติ

แม้ที่ประชุมร่วมระหว่างประธานรัฐสภา กับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เมื่อ 6 ก.พ. เห็นควรกำหนดวันประชุมร่วมรัฐสภา 13-14 ก.พ. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 2 ฉบับ เสนอโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กับ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. และประธานวิปรัฐบาล

ทว่าวันเดียวกัน (6 ก.พ.) กลับมีสัญญาณแทรกซ้อนว่า 2 สภาอาจไม่ได้พิจารณาเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันดังกล่าว เมื่อ ชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้า พท. ออกมาเปิดประเด็นว่า ขณะนี้ยังมีความกังวลของสมาชิกว่าสุดท้ายแล้วต้องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง จึงเสนอผ่านไปทางวิปรัฐบาลให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 210 ของรัฐธรรมนูญ

"เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนสบายใจ เพราะหากเดินหน้าต่อไปอาจทำให้ สส. และ สว.หลายคนเกิดความกังวล ไม่กล้าพิจารณาและโหวตรัฐธรรมนูญ" ชูศักดิ์ กล่าว

มือกฎหมายของรัฐบาลเพื่อไทยเชื่อว่า การยื่นวินิจฉัยครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับไว้พิจารณา เพราะครั้งนี้ประธานรัฐสภาบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเแล้ว ทั้งนี้การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ สามารถยื่นได้ทันที หรือประชุมไปแล้วก็สามารถยื่นได้

ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นเจ้าของร่างร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม. 256 ฉบับแรกของเพื่อไทย โดยเขายื่นร่างต่อประธานสภาเมื่อ 16 ม.ค. 2567 แต่ประธานไม่ยอมบรรจุระเบียบวาระ เขาจึงเสนออีกญัตติขอให้รัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความจำนวนครั้งประชามติ แต่ศาลไม่รับพิจารณา

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นเจ้าของร่างร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม. 256 ฉบับแรกของเพื่อไทย โดยเขายื่นร่างต่อประธานสภาเมื่อ 16 ม.ค. 2567 แต่ประธานไม่ยอมบรรจุระเบียบวาระ เขาจึงเสนออีกญัตติขอให้รัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความจำนวนครั้งประชามติ แต่ศาลไม่รับพิจารณา

ย้อนไปเมื่อ 29 มี.ค. 2567 ที่ประชุมรัฐสภามีมติ 233 ต่อ 103 ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง และทำในขั้นตอนใด ก่อนเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ต่อมา 17 เม.ย. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าการบรรจุวาระการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภา

"คำร้องมีสาระสำคัญเป็นเพียงข้อสงสัย และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายเนื้อหาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยโดยละเอียดและชัดเจนแล้ว ไม่ใช่กรณีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาที่เกิดขึ้นแล้ว" ศาลรัฐธรรมนูญระบุ

สำหรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่นักการเมืองและภาคประชาชนว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่ และทำให้กระบวนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องชะงักงันมา 3 ปีเศษ ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า "หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง"

ข้อเสนอของ ชูศักดิ์ ได้รับการขานรับจากแกนนำ สว. อย่าง วุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา)

เขากล่าวกับบีบีซีไทยว่า สว. คุยกันแล้วว่าอยากได้ความชัดเจนในการทำประชามติ เพราะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ สว. กับ สส. มองไม่ตรงกัน เรามีความกังวล ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่สอบถามเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน ท่านจะได้ชี้ขาดว่าให้ทำประชามติก่อนหรือหลัง ทุกคนจะได้สบายใจ เพราะอย่างไรเสียก็ต้องรอกฎหมายประชามติฉบับใหม่อยู่แล้ว ซึ่งเหลือเวลาอีก 100 กว่าวัน

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ไม่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญที่กระทบหมวด 1 หมวด 2

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ไม่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญที่กระทบหมวด 1 หมวด 2

"เอาให้ชัวร์ดีไหม แล้วเราค่อยเดินไป จะว่ายังไงก็ว่ากันไป ส่วนใครจะริเริ่ม (ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ) คงเป็นส่วนของ สส. เพราะเขาเป็นคนอยากแก้ (รัฐธรรมนูญ) สว. เราไม่ได้เสนอ คงให้เป็นเรื่องของท่าน" วุฒิชาติ กล่าว

ส่วนถ้ารัฐสภาเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน ส่วนตัวจะเข้าร่วมประชุมหรือไม่ หรือถ้าเข้าประชุม จะร่วมลงมติหรือไม่นั้น เจ้าตัวยอมรับว่า รู้สึกกังวล คงต้องหารือกันในการประชุมวิปวุฒิสภา 11 ก.พ. "สว. เราอะไรก็ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง"

สว. พิสิษฐ์ ประกาศคว่ำ 2 ร่าง ตั้งแง่ต้องแก้รายมาตราเท่านั้น

วุฒิสมาชิกอีกคนซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมกลุ่ม 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว), ร่วมก๊วน "สีน้ำเงิน" และร่วมวงวิปวุฒิฯ อย่าง พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ มองว่า หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็คงได้คำตอบแบบเดิม เขาจึงไม่ขอร่วมกระบวนการส่งศาลตีความซ้ำ

ส่วนที่ สส. และ สว. บางส่วน เริ่มปลุกกระแสผ่านสื่อมวลชนและผ่านห้องไลน์ของสมาชิกให้เกิดความหวาดกลัวว่าการร่วมพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 มีความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย อาจโดนฟ้องฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง พิสิษฐ์ ขอให้เป็นดุลพินิจของสมาชิกแต่ละคน แต่เขาจะเข้าประชุมแน่นอน เพราะเป็นการพิจารณาวาระ 1 ต้องไปทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ส่วนใครจะรับ-ไม่รับร่าง ก็แล้วแต่สมาชิกแต่ละคน

"สำหรับผม ไม่เห็นชอบแน่นอนทั้ง 2 ร่าง" สว. จากกระบี่ ประกาศผ่านบีบีซีไทย

เขาศึกษาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับพรรค ปชน. และพรรค พท. แล้วตีความว่า "เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วร่างใหม่ ไม่ใช่การแก้ไข" พร้อมหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 มาสนับสนุนแนวคิดของตนที่ว่า เมื่อไม่มีกฎหมาย ย่อมไม่มีอำนาจ เมื่อกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ทำได้ การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

"ถ้าร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับผ่านสภา ก็ต้องตั้ง สสร. ขึ้นมาทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกไหมครับ ผมถึงบอกว่ากระบวนนี้คือการยกเลิก ไม่ใช่การแก้ไข" พิสิษฐ์ เจ้าของสมญา "ตัวจี๊ด" จากสายสีน้ำเงิน กล่าว

พิสิษฐ์ กับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในงานพบปะสื่อมวลชนเนื่องในเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, พิสิษฐ์ (ซ้าย) กับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในงานพบปะสื่อมวลชนเนื่องในเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน

สว. รายนี้ยืนยันว่า ไม่ได้ปิดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าจะแก้ "ต้องแก้เป็นรายมาตราเท่านั้น ไม่ใช่เขียนใหม่ทั้งฉบับ" เพราะถ้าจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไปถามประชาชนก่อน ถ้าประชาชนเห็นด้วย ผ่านประชามติมา ก็ไม่ขัดข้อง

สว. "สีน้ำเงิน" ลั่นห้ามแตะหมวด 1, 2

นอกจากเหตุผลเรื่องอำนาจในการสถาปานารัฐธรรมนูญ พิสิษฐ์ ยัง "ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง" ต่อเนื้อหาที่เสนอแก้ไข เพราะมีอยู่ 3 หมวดที่เขาเห็นว่า "ไม่ควรแก้ ไม่ควรแตะ" ประกอบด้วย หมวด 1 บททั่วไป, หมวด 2 พระมหากษัตริย์, หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับมีจุดต่างกันบางประการ ฉบับเพื่อไทย ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1, หมวด 2, หมวด 15 ส่วนฉบับประชาชน ล็อกเพียงหมวด 15 หากจะแก้ต้องทำประชามติก่อน

"เท่าที่คุยมา สว. ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขอยู่แล้ว และยิ่งไปแตะหมวด 1, 2, 15 เสียงส่วนก็ไม่เห็นชอบด้วยแน่" พิสิษฐ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิปวุฒิสภา กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ สว. "สีน้ำเงิน" รุ่นใหญ่อย่าง วุฒิชาติ ที่ขอออกความเห็นในนามส่วนตัว "ผมบอกเลยว่าอย่าไปกระทบหมวด 1 หมวด 2 และมาตรา 112 (ประมวลกฎหมายอาญา) ถ้ากระทบ ผมไม่เอาเลย"

แสดงว่ารับได้รับร่างของเพื่อไทยที่ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 ใช่หรือไม่?

"ต้องดูบางประเด็น ดูเป็นรายมาตรา ถ้าเป็นปัญหาค่อยแก้ไปดีกว่าไหม โอเคไหม ทำไมต้องมาทำกันใหม่ทั้งฉบับอะ" วุฒิชาติ ตั้งคำถามกลับ

นี่จะเป็นครั้งแรกที่ สว. ชุดที่ 13 ที่มาด้วย "กติกาพิสดาร" ได้ร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นี่จะเป็นครั้งแรกที่ สว. ชุดที่ 13 ที่มาด้วย "กติกาพิสดาร" ได้ร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว. "ยังเติร์ก" เตรียมแฉตัวเอง เหตุเปลี่ยนจุดยืน (ไม่) แก้ รธน. ทั้งฉบับ

ขณะที่ ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.กลุ่ม 3 (กลุ่มการศึกษา) ซึ่งอยู่นอกกลุ่มใหญ่ บอกว่า เท่าที่พูดคุยกับเพื่อน สว. ที่เป็นพรรคพวกกันซึ่งมีหลักสิบ สนใจอยากให้มี สสร. เกิดขึ้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแก้หมวด 1 และหมวด 2

"ถ้าเป็นร่างของเพื่อไทย ผมพอรับได้ แต่ต้องดูเชิงลึกว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ หรือมีประเด็นอื่นที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของตุลาการ (ศาลรัฐธรรมนูญ) หรือไม่" ปริญญา กล่าวและว่า ในส่วนร่างของพรรค ปชน. ไปแก้หมวด 1 และหมวด 2 จึงขอรอฟังเหตุผลในสภาก่อน เพราะการแตะ 2 หมวดนี้ดูจะเป็น "สิ่งต้องห้าม" ของ สว.

ปีที่แล้ว ปริญญา เคยเปิดเผยเหตุผลความตั้งใจในการลงสมัคร สว. ว่าเพื่อ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายให้ไทยก้าวนำการศึกษาสู่เวทีนานาชาติได้ดีขึ้น"

ข้อมูลจุดยืนและวิสัยทัศน์ที่เขากรอกและเผยแพร่ผ่านเว็บไซด์เซเนท 67 (senate67) จัดทำโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ ดังนี้

  • เห็นด้วย: แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560, เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ "ทั้งฉบับ", ให้มี สสร. ใหม่ จากการเลือกตั้ง100%, แก้ไขที่มาของ สว., ยกเลิก สว. ใช้ระบบสภาเดี่ยว, ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ
  • ไม่เห็นด้วย: สว. มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ, เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยกเว้นหมวด 1 หมวด 2

แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานจริงใน "สภาจันทรา" อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไป จากเคยประกาศจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ปริญญา ชี้แจงว่า ต้องการดูว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ จะส่งผลกระทบต่อผู้คนมากน้อยแค่ไหน ถ้ากระทบคนวงเล็ก ๆ ตอนนี้สถานกาารณ์บ้านเมืองยังสงบนิ่ง ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเท่าไร ถ้าไปแตะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญก็จะมีการแบ่งสี และยิ่งถ้าแก้โดยแตะหมวด 1 หมวด 2 จะทำให้มีประเด็นแน่นอน ถ้ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยว

ปริญญา

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, ปริญญา เป็น 1 ใน 7 สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า สว. "ยังเติร์ก"

นอกจากสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เขายังเคยระบุว่า "เห็นด้วย" กับการแก้ไขมาตรา 112 พร้อมยอมรับว่า แต่ก่อนอะไรที่เป็นแนวทางของพรรคก้าวไกล/ประชาชน เราเอาหมด

"ก่อนเรามาเป็นนักการเมืองเต็มตัว เราได้แค่รับฟังอยู่นอกสภา ไม่ได้มาศึกษาจริงจัง เราก็คิดว่าถ้ามีการแก้ไขกฎหมาย มันควร มันดี มันน่าจะทำให้สถาบันฯ ดีขึ้น เป็นที่เคารพสักการะมากขึ้น แต่พอเราเข้ามาอยู่ตรงนี้ ดูสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าเราไม่ไปยุ่งเกี่ยวเลยมันดีกว่า จริง ๆ สถาบันฯ อยู่คู่กับสังคมไทย ไม่ได้ทำร้ายประชาชนเลย" สว. วัย 42 ปี กล่าว

หนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของ ปริญญา เกิดขึ้นระหว่างที่เขาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน จ.เชียงราย ที่ประสบอุทกภัยเมื่อเดือน ก.ค. 2567 ซึ่งเขาลุยดุ่ม ๆ ไปคนเดียว

"ผมไปถึงเจอโรงครัวพระราชทาน พระองค์ทรงนำเข้าไป แต่ตอนนั้นยังไม่มีข่าวออกทางสื่อเลย คนที่มีข่าวตลอดเวลาคือนักการเมือง รัฐมนตรีซึ่งลงพื้นที่พร้อมนักข่าว" เขาเล่า

ปริญญา เคยมีชื่อเป็นหนึ่งใน "สว. ประชาชน" แต่ปัจจุบันเขาไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับคนกลุ่มนี้ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "สว. พันธุ์ใหม่" และหันไปเกาะกลุ่ม-รวมตัวกับคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "ยังเติร์ก" มีสมาชิก 7 คน ส่วนใหญ่เข้ามาด้วยแรงสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม "สว. ประชาชน" ก่อนแยกตัวออกมา

"พอมาทำงาน สว. เราสลายมาอยู่ด้วยตัวเอง อยู่กับเพื่อน ๆ ไม่ใช่ว่าโดนใครซื้อนะ แต่สิ่งที่เราเป็น ทัศนคติของเรา ไม่ได้มีแนวคิดตรงกับเขาทั้งหมด"

สว. จากสมุทรสาครย้ำว่า การได้เข้ามาทำงานในวุฒิสภา ทำให้มีข้อมูลมากขึ้น และได้ศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าอะไรควรไม่ควร เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ แม้เห็นด้วยกับการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบ สส. ก็จะเห็นว่ามีการซื้อเสียง ส่วนตัวเห็นว่ารัฐธรรมนูญสำคัญกว่า สส. ถ้ารัฐธรรมนูญดี จะได้ใช้มันตลอดไป ไม่ควรต้องมานั่งแก้กันบ่อย ๆ รัฐธรรมนูญไม่ควรถูกตีตราโดยใคร และไม่ว่าใครใช้ก็ต้องได้ประโยชน์

ปริญญา บอกด้วยว่า จะขอร่วมอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า และ "เตรียมแฉตัวเอง" ด้วยการนำจุดยืนที่ประกาศผ่านเว็บไซต์เซเนท 67 มาขึ้นจอประกอบการอภิปรายกลางรัฐสภา "ผมเก็งเอาไว้ว่าโดนแน่นอน ดังนั้นชิงแฉตัวเองดีกว่า ถ้าคนอื่นแฉ จะไม่ได้อธิบาย ส่วนตัวเป็นคนฟังเหตุผล ใครด่า ๆ ได้เลย แต่ขอให้ด่าอย่างมีเหตุผล และผมก็พร้อมโต้แย้งเหตุผลกลับ"

นอกจาก ปริญญา ยังมี สว. รวมอย่างน้อย 19 คนที่เคยประกาศจุดยืนทางเว็บไซต์เซเนท 67 ว่าต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ประสานเสียงค้านตัดอำนาจ สว. 1/3 ไฟเขียวแก้ รธน.

ผ่านมาเกือบ 8 ปีนับจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 มีความพยายามจากนักการเมืองและภาคประชาชนในการเสนอแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศที่จัดทำในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 อย่างน้อย 26 ครั้ง ทว่ามีเพียงครั้งเดียวที่ประสบความสำเร็จ โดยเป็นการแก้ไขรายมาตรา เฉพาะเรื่องระบบเลือกตั้ง สส.

เหตุที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทำแทบไม่ได้ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน กำหนดเงื่อนไขว่าการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องมีเสียง สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งที่ผ่านมา สว. 250 คนที่มาจากการคัดสรรและแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ยอมโหวตเห็นชอบด้วย

สว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

มาครั้งนี้ พรรคสีแดง-พรรคสีส้ม จึงพร้อมใจกันเสนอหั่นเกณฑ์ สว. ต้องเห็นชอบ 1 ใน 3 ออกไป หวังเพิ่มความเป็นไปได้-เปิดประตูบานแรกในการรื้อ "มรดก คสช." แต่ดูเหมือนประเด็นนี้จะสร้างความไม่พอใจให้แก่ สว. ชุดปัจจุบันบางคนที่บีบีซีไทยมีโอกาสพูดคุยด้วย

พิสิษฐ์ กล่าวว่า สว. มี 200 คน สส. มี 500 คน ถ้าเอาตามหลักเสียงข้างน้อยกับเสียงข้างมาก เสียงของคน 200 คนไม่มีทางชนะโหวตในสภา 700 เสียงได้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงให้อำนาจบางส่วนกับ สว. ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในรัฐสภาเพื่อให้ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จึงไม่เห็นด้วยกับการตัดอำนาจ สว. ในเรื่องนี้

แต่ในวุฒิสภาเองก็มีข้อครหาเรื่องเสียงข้างมากไม่เปิดพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยอยู่บ่อย ๆ ทำไมจึงอ้างเหตุผลเรื่องเสียงข้างมาก-เสียงข้างน้อยในรัฐสภา บีบีซีไทยแย้ง

คำตอบของ พิสิษฐ์ คือ "พวกผมไม่มีพรรคการเมือง จะบอกว่าเสียงข้างมากใน สว. มันไม่มี เพราะเราไม่ได้สังกัดพรรค ทุกคนเป็นอิสระ ผมไม่ชอบมาก ๆ เลยเวลาคนพูดว่า สว. เสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมาก เพราะความเป็นจริงแล้วมันไม่มี"

สว. ปริญญา เป็นอีกคนที่บอกว่า "ไม่ยินดีกับการตัดอำนาจ สว." ทว่าเขาให้เหตุผลที่ต่างออกไป

สว. กลุ่ม "ยังเติร์ก" อธิบายว่า ตามที่สื่อรู้ว่ามี สว. สีน้ำเงินเป็นกลุ่มใหญ่ "ถ้าเป็น สว. สีน้ำเงิน พรรคน้ำเงินสั่งซ้ายไปซ้าย สั่งขวาไปขวา แต่ของพวกผมไปดูว่าทำเพื่อประชาชนขนาดไหน เราต้องเป็นนักการเมืองอาชีพ เขาเลือกมืออาชีพมาทำงาน ไม่ใช่เลือกคนมาทดลอง" และย้ำว่า สว. นอกกลุ่มใหญ่ 40-50 คนมีความคิดของตัวเอง และหวังว่าสักวันหนึ่ง สว. จะตระหนักว่าตัวเองไม่ใช่ สส. มีหน้าที่คัดค้าน ติติง แนะนำ

ปริญญา วิเคราะห์ว่า เหตุที่ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการตัดบทบาทของ สว. เพราะรู้ว่าถ้ายื่นมาทีไร ก็ไม่ได้เสียง 1 ใน 3 เพราะสีน้ำเงินเขาใหญ่ แต่ถ้าลองคิดในทางกลับกัน หากเขาเป็นกลุ่มใหญ่ใน สว. ก็เชื่อว่าจะไม่ตัดอำนาจตรงนี้ ดังนั้นต้องย้อนไปว่าคนรวมมวลชนไปสมัคร สว. คือใคร แต่คนที่ทำสำเร็จคือใคร หรือถ้ามีผู้เสนอให้ตัดบทบาท สส. แล้วให้อำนาจ สว. มากขึ้นบางเรื่อง เขาจะยอมไหม เขาก็ไม่ยอมแน่นอน

"ถ้าตัดอำนาจผมไป แล้วผมจะใช้อำนาจอะไรช่วยประชาชน... ถ้าตัดหนึ่ง มันก็จะไปเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น เรื่องนี้ไม่ต้องใช้โหวตของ สว. แล้ว ต่อไปจะมีการแก้กฎหมายก็ไม่ใช้ สว. สุดท้าย สว. ก็จะไม่มีอำนาจป้องกันตัวเองเลยถ้าตัดทอนประตูแรกไป"

"ประตูแรกของเขาสำคัญ ประตูแรกของเราก็สำคัญ... ผมไม่ได้ใช้อารมณ์พูด แต่ผมมีเหตุผลที่ประตูบานแรกต้องถูกรักษาเอาไว้" ปริญญา กล่าว

รธน.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

วุฒิสภาที่ "สีน้ำเงิน" คุมเกม ได้ลงมติพลิกหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ ด้วยมติเอกฉันท์ โดยให้กลับไปใช้เกณฑ์ "เสียงข้างมาก 2 ชั้น" (Double Majority) ในการหาข้อยุติกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนการใช้ "เสียงข้างมากชั้นเดียว" (Simple Majority)

เมื่อ 2 สภาเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องแขวนร่างกฎหมายนี้ไว้ 180 วันนับจาก 18 ธ.ค. 2567 ก่อนที่ สส. จะนำร่างเดิมของตนกลับมายืนยันและประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ในเดือน มิ.ย. 2568

พรรคแกนนำรัฐบาลเพื่อไทยเคยแสดงความปรีดาว่า "เปิดแล้วประตูบานแรกแก้รัฐธรรมนูญ" ในวันที่สภาล่างผ่านร่างกฎหมายประชามติฉบับใหม่ โดยหารู้ไม่ว่าจะถูกสภาสูง "ปิดประตู" ใส่ในภายหลัง และทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่อาจเกิดขึ้นและเสร็จทันวาระของรัฐบาล "แพทองธาร"

โต้ สว. ชุดนี้ ไม่เหมือน 250 สว. ชุดแต่งตั้ง

นอกจากนี้การลงมติแรกของ สว. ชุดที่ 13 ต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลายสัปดาห์หน้า (ถ้าได้พิจารณา) ยังส่อเค้าว่าจะเดินตามรอย สว. รุ่นพี่ชุดที่ 12 ซึ่งตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับ จนถูกวิจารณ์ว่าเป็น "ผู้ขัดขวางกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้ทรงเกียรติในสภาสูงขอโต้แย้ง โดย วุฒิชาติ ปฏิเสธว่า "สว. ไม่ใช่ผู้ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" แต่ สว. มีวิธีคิดของ ตัวเอง ในส่วนของรัฐธรรมนูญ มันดีไม่ดีตรงไหน อะไรไม่ดีก็มาว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ถ้าแก้แล้วดีขึ้น ช่วยกันเพื่อให้ประเทศเดินไปได้ เราก็ยินดี แต่อะไรที่ไปกระทบหมวด 1 หมวด 2 และมาตรา 112 ไม่เอาแน่นอน

วุฒิชาติ ไม่ขอตอบว่าวุฒิสภาจะเป็นผู้ "ปิดประตูถาวร" ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกต่อไป โดยขออย่าเพิ่งไปคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์ ณ วันนั้นจะเป็นยังไง ต้องรอดูเวลานั้นภายใต้เงื่อนไขของวันนั้นก่อน

สว. ชุด “เฉพาะกาล” 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ถ่ายภาพหมู่รวมกันเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ 18 มิ.ย. 2567 ก่อนครบวาระ และส่งไม้ต่อให้ สว. ชุด “กติกาพิสดาร” 200 คน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สว. ชุด "เฉพาะกาล" 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ถ่ายภาพหมู่รวมกันเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ 18 มิ.ย. 2567 ก่อนครบวาระ และส่งไม้ต่อให้ สว. ชุด "กติกาพิสดาร" 200 คน

ส่วนอีก 2 สว. ยืนกรานว่า สว. ชุด 200 คน ไม่เหมือนกับ สว. ชุดเฉพาะกาล 250 คน

พิสิษฐ์ มองว่า เพื่อนร่วมสภาของเขาต่างคนต่างมา และมาจากหลากหลายกลุ่มอาชีพ ไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้นที่มาของ 2 ชุดแตกต่างกันชัดเจน แต่คงไม่สามารถห้ามความคิดของประชาชนได้ ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แก้ไม่ได้ "แต่ถ้าจะแก้ทั้งฉบับแก้ไม่ได้ ถ้าแก้รายมาตรา ยินดีให้แก้ แต่หมวดที่แตะไม่ได้เลยคือ 3 หมวด ขอย้ำตรงนี้"

เช่นเดียวกับ ปริญญา ที่ชี้ว่า บริบทของ สว. แต่ละยุคต่างกัน อยากให้ลองเดินมาถามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เจ้าหน้าที่จะพูดเป็นเสียงเดียวเลยว่า สว. ชุดนี้อัธยาศัยดี พูดคุยเป็นเหตุเป็นผล ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องรอฟังเหตุผลของผู้เสนอร่างว่าแก้แล้วใครได้ประโยชน์ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์จริง ส่วนตัวจะพูดคุยโน้มน้าวเพื่อน สว. เองว่าทำเถอะ เอาเถอะ ประชาชนได้ประโยชน์

"199 คน ไม่อยากให้ใครมาด่าหรอกครับ เราอยู่กันแค่นี้ แต่ละคนอาสามาทำงานด้วยใจจริง แต่บางคนมาจากกลุ่มใหญ่ แล้วทำไมต้องโยนให้ สว. ที่มาโดยบริสุทธิ์ด้วย"

"ผมได้ยินว่ากลุ่มใหญ่เขาไม่เอาเลย นักการเมืองเครือข่ายเขาก็ไม่เอาด้วย ก็คงผ่านยาก" สว. ปริญญา บอก

เหตุผลของ "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

ท้ายที่สุดหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับถูกคว่ำไป เพราะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ไม่เพียงพอตามเกณฑ์ขั้นต่ำ คำถามใหญ่ที่บรรดา สว. ต้องตอบคือ ทำไมต้องทำหน้าที่ "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ?

วุฒิชาติ: อ้าว รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายสำคัญ พวกผมเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ของเรา มันไม่ได้ สว. มีหน้าที่พิทักษ์รักษากฎหมายและทำตามกฎหมาย

ปริญญา: ถ้าบังคับใช้กฎหมาย ทำตามรัฐธรรมนูญอย่างเข้นข้นจริง ๆ ก็คงทำให้ประเทศดีได้หรือเปล่า กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน พอยังไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ เหตุบ้านการเมืองก็ไม่มีอะไรรุนแรง ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถ้ามี มันจะเปิดประเด็นให้ประเทศไทยให้คนไทยทะเลาะเบาะแว้งกันหรือเปล่า

"ถ้าประชาชนจะมอง สว. เป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต้องบอกว่าเราไม่ได้มาจาก คสช. แต่พูดตรง ๆ ว่าเรายังไม่เห็นเหตุผลจริง ๆ (ในการแก้ไข)"

พิสิษฐ์: เป็นคำถามที่ต้องตอบชัด ๆ ว่า 1. เรามาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ 2. รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชอบธรรม เพราะมาจากมติมหาชนผ่านการลงประชามติปี 2559 และชอบด้วยกฎหมาย ช่วยลดความแตกแยกทางสังคม จะเห็นว่าตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความขัดแย้งแตกแยกเลย 3. รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขในการคัดคนมาดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้คัดคนมามีคุณภาพขนาดไหน ไม่มีใครมีประวัติด่างพร้อย มีแต่คนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

"นี่คือ 3 เหตุผลที่ สว. ต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ" เขาสรุป

ทว่ามุมมองของ สว. "ตัวจี๊ด" สีน้ำเงินดูจะสวนทางกับความรู้สึกของทั้งผู้แทนราษฎรและภาคประชาชนที่รณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ คสช. เป็นทั้งผู้เลือกมือยกร่าง และผู้กำหนดกรอบเนื้อหา ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานประชาธิปไตย แต่ พิสิษฐ์ บอกว่า "ส่วนตัวไม่ติดเรื่องที่มา ไม่ว่าแมวมันจะมาจากไหน ถ้าจับหนูได้ก็จบ อยากให้ดูที่เนื้อหาสาระมากกว่า"