ประชามติแบบใช้ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” คืออะไร ถือเป็นการ “ถ่วงรั้ง-ปิดประตูบานแรก” การแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ มีเนื้อหา 12 มาตรา มีการแก้ไข 1 มาตรา เฉพาะเรื่องให้กลับไปใช้ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” ในการผ่านประชามติ

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ มีเนื้อหา 12 มาตรา มีการแก้ไข 1 มาตรา เฉพาะเรื่องให้กลับไปใช้ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” ในการผ่านประชามติ
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พลันที่วุฒิสภาพลิกมติของสภาผู้แทนราษฎร โดยแก้กฎหมายประชามติให้กลับไปใช้เกณฑ์ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” ทำให้ปฏิทินแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แน่นอน สว. เสียงข้างน้อย ชี้ว่า เป็นการ “ถ่วงเวลา” ของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน และเป็นการ “ต่อเวลา” ให้แก่รัฐธรรมนูญที่สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลงไปอีกนาน

วันนี้ (30 ก.ย.) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 167 ต่อ 19 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในวาระ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา ที่มี “สว. สีน้ำเงิน” เป็นประธาน เสนอแก้ไข โดยกลับไปใช้ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” หาข้อยุติการทำประชามติ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

นี่ถือเป็นการ “กลับหลักการสำคัญ” ของร่างกฎหมายฉบับเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเอกฉันท์ 409 เสียง และวุฒิสภาเองก็มีมติรับหลักการ ในวาระ 1 ไปแล้ว

ผลที่ตามมาหลังจากนี้คือ การทำประชามติยกแรก ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 มีแนวโน้มจะไม่เกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2568 และทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จไม่ทันวาระของรัฐบาล “แพทองธาร” ที่เหลืออยู่อีก 2 ปี 8 เดือน

ทำไมร่างกฎหมายประชามติถึงสำคัญ

ร่างกฎหมายฉบับนี้สำคัญต่อกระบวนการ “รื้อ” รัฐธรรมนูญฉบับเดิม และ “ร่าง” รัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 เนื่องจากรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ กำหนดเงื่อนไขว่า ประชาชนจะได้เข้าคูหาครั้งแรก ก็ต่อเมื่อกฎหมายประชามติฉบับใหม่เสร็จสิ้น หลังจากรัฐบาล “เศรษฐา” ตัดสินใจว่าจะให้ทำประชามติ 3 ครั้ง โดยตั้งคำถามในการทำประชามติครั้งแรกว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

คณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา” มีมติเมื่อ 23 เม.ย. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณายกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ก่อนเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 3 ด้วยมติเอกฉันท์ 409 ต่อ 0 เมื่อ 21 ส.ค. พรรค พท. จึงเผยแพร่ภาพและประกาศความเห็นของพรรคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า “เปิดแล้ว ประตูบานแรกแก้รัฐธรรมนูญ”

พรรคเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, พรรคเพื่อไทย

รัฐบาลเพื่อไทยนำวาระแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ มาผูกติดกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงงบประมาณ เนื่องจากในการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบราว 3,200 ล้านบาท จึงมีความกังวลว่า หากทำประชามติแล้วมีผู้ออกมาใช้สิทธิไม่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศ จะทำให้ความสูญเปล่าทางงบประมาณหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้จัดประชามติครั้งแรกในเดือน ก.พ. 2568 วันเดียวกับการเลือกนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

“เสียงข้างมาก 2 ชั้น” คืออะไร

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของร่าง ปรากฏอยู่ในมาตรา 7 (ให้ยกเลิกความในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ประชามติปี 2564) โดยให้ยกเลิกเกณฑ์ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” (Double Majority) แล้วให้กลับไปใช้ “เสียงข้างมากชั้นเดียว” (Simple Majority) ในการหาข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ

ทว่าร่างที่ผ่านการพิจารณาของ กมธ. วุฒิสภา ได้แก้ไขเพียงมาตราเดียว โดยเติมความวรรคสองว่า “ออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในการจัดทำประชามติ มาตรา 9 (1) หรือ (2) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

นิกร จำนง กมธ. จากสัดส่วนรัฐบาลใช้คำว่า ประเด็นนี้เป็น “หัวใจสำคัญที่สุด” ของร่างกฎหมายฉบับนี้

สำหรับ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” หมายความว่า ในการผ่านประชามติ ชั้นแรก ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และชั้นที่สอง ต้องมีผู้โหวตเห็นชอบเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง

ตัวอย่างเช่น หากมีประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 52 ล้านคน ในชั้นแรก ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 26 ล้านเสียง แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านได้ ต้องมีผู้โหวตเห็นชอบเกิน 13 ล้านเสียง

ส่วน “เสียงข้างมากชั้นเดียว” ก็เหมือนกับระบบเลือกตั้งที่เราคุ้นชินคือ ในการผ่านประชามติอาศัย “เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น” หรือพูดง่าย ๆ ว่าคะแนนของผู้โหวตเห็นชอบ ต้องมากกว่าคะแนนผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือไม่แสดงความคิดเห็น

สำหรับประเทศที่ใช้หลักเสียงข้างมาก 2 ชั้น ส่วนใหญ่เป็นสหพันธรัฐ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย เพื่อรักษาสิทธิของรัฐที่มีประชากรน้อย แต่กรณีไทยเป็นรัฐเดี่ยว

นอกจากนี้ในการออกเสียงประชามติ 2 ครั้งในไทย เพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 (ลงประชามติ 19 ส.ค. 2550) และเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 (ลงประชามติ 7 ส.ค. 2559) ก็ใช้หลักเสียงข้างมากธรรมดา

กฤช เอื้อวงศ์ กมธ. โควต้า ครม. ที่ขอสงวนความเห็นเอาไว้ ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถือเป็น “ยานแม่” ยังใช้เสียงข้างมากธรรมดาในการออกเสียงประชามติเมื่อปี 2559 แล้วทำไมการแก้ พ.ร.บ. นี้ถึงไปใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น

ประภาส ปิ่นตบแต่ง สว. ผู้อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยถึงความแตกต่างในการลงมติแต่ละแบบ

  • Vote YES – ออกมาใช้สิทธิออกเสียงแล้วลงคะแนน “เห็นชอบ” กับเรื่องที่ขอประชามติ หรือโหวต “รับร่าง” รัฐธรรมนูญ
  • Vote NO – ออกมาใช้สิทธิออกเสียงแล้วลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ” กับเรื่องที่ขอประชามติ หรือโหวต “ไม่รับร่าง” รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม คำว่า Vote NO ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป จะหมายถึงการกาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” เลือกผู้ใดเป็น สส.
  • No Vote – ออกมาใช้สิทธิออกเสียงแล้วกาช่อง "ไม่ประสงค์ลงคะแนน" กับ ไม่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงเลย

อดีตนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้ว่า การใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น ทำให้สถานะทางกฎหมายของกลุ่มที่ “โนโหวต” นอนอยู่กับบ้าน เท่ากับสถานะของกลุ่มที่ออกไป “โหวตโน” เพราะการไม่ออกไป จะถือเป็นการใช้สิทธิแบบหนึ่ง ทำให้เสียงประชามติในชั้นแรกไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ว่าต้องเกิน 50% ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทั้งหมด ขณะเดียวกันทำให้จำแนกแยกประชามติปี 2552แยะคะแนน “โนโหวต” ไม่ได้ เพราะมีทั้งกลุ่มที่นอนอยู่บ้านเพราะนอนหลับทับสิทธิ กับกลุ่มที่นอนอยู่บ้านเพราะแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ขอประชามติ

ประภาส ปิ่นตบแต่ง บอกว่า การลงมติของวุฒิสภาครั้งนี้ “เป็นการถ่วงเวลาของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน”

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, ประภาส ปิ่นตบแต่ง บอกว่า การลงมติของวุฒิสภาครั้งนี้ “เป็นการถ่วงเวลาของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน”

ปัญหาของ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น”

ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ วาระ 2-3 ในวุฒิสภา มี สว. ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากต้องจัดประชามติภายใต้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น

หนึ่งในข้อสังเกตที่ถูกพูดกันมากคือ การทำให้เสียงของคนไม่มาใช้สิทธิมีอำนาจเหนือคนที่ออกมาใช้สิทธิ และความไม่เป็นธรรมของเสียงโหวต เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่อยากให้ประชามติผ่าน ก็ใช้วิธีง่ายกว่าคือนอนอยู่กับบ้าน ทำให้เสียงไม่ถึง 50% ในชั้นแรก ต่างจากคนที่ตั้งใจให้ประชามติผ่านต้องสู้ทั้งกับคนที่มาใช้สิทธิแล้วโหวตไม่เห็นชอบหรือโหวตไม่รับร่าง กับคนที่มาใช้สิทธิแล้วโหวตไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือไม่แสดงความคิดเห็น

ประภาส อภิปรายว่า หลักการเสียงข้างมาก 2 ชั้น ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ทำให้ถูกเลือกใช้โดยจุดยืนของแต่ละฝ่ายตลอดเวลา หลักการแบบนี้ไม่ควรสถาปนาให้ลงหลักปักฐานในการเมืองของเรา เพราะล่อแหลม

นอกจากนี้ยังทำลายหลักการลงคะแนน “โดยลับ” คือ คนที่ออกมาลงคะแนนมีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มที่โหวตเห็นด้วย ส่วนคนที่ไม่ต้องการให้ผ่านก็นอนอยู่บ้าน และทำลายหลักการลงคะแนน “โดยเสรี” เพราะเมื่อคนที่ออกมาใช้สิทธิเป็นกลุ่มที่โหวตเห็นด้วย ก็จะนำไปสู่การออกมาคัดค้านขัดขวางด้วยกระบวนการอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งถ้าเป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรืออย่ในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ก็จะเป็นปัญหามาก

สว. รายนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่นำไปออกเสียงประชามติล้วนผ่านมาด้วยการโหวตโดยใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา แต่พอผ่านประชามติแล้ว น่าแปลกที่ผู้มีอำนาจได้สร้างเกณฑ์ใหม่ โดยแก้ไขกฎหมายให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น สะท้อนผ่าน พ.ร.บ.ประชามติปี 2552 กับ พ.ร.บ.ประชามติปี 2564

เสียงนินทา-ข้อพิรุธของ “สว. สีน้ำเงิน”

เหตุที่ สว. 200 คนต้องมาถกเถียงกันเรื่องหลักเสียงข้างมาก 1 ชั้น และ 2 ชั้น เป็นเพราะ กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. สายสีน้ำเงิน จากกลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) เป็นประธาน มีมติเมื่อ 25 ก.ย. ด้วยคะแนนเสียง 17 ต่อ 1 ให้แก้ไขหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติ โดยกลับไปใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น

นันทนา นันทวโรภาส สว. ในฐานะ กมธ. เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ถึงตอนนี้ก็ยังงงว่าทำไมดิฉัน พร้อม กมธ. ในโควต้ารัฐบาลรวม 5 คน ต้องมาอภิปรายคัดค้านมติ กมธ. เสียงข้างมาก ทั้งที่ตลอดการประชุม กมธ. 4 นัด ทุกคนดูจะยอมรับ พูดถึงข้อดีและประโยชน์แนวทางของการลงมติชั้นเดียวอย่างชัดเจน แต่ในการประชุมครั้งที่ 5 กลับมีการเสนอให้ทบทวนมติในการประชุมครั้งที่ 4 และ “น่ามหัศจรรย์ใจที่สมาชิกอภิปรายและสนับสนุนโดยพร้อมเพรียง”

เธอตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 24 ก.ย. มีหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “นั่นจะเป็นเหตุให้กลับมติในห้องประชม กมธ. 25 ก.ย. หรือไม่ การกลับมติพร้อมกัน 17 ต่อ 1 มันไม่งามนะคะ ชาวบ้านจะนินทาว่าเป็นการลงมติไปตามใบสั่ง”

สว. เสียงข้างน้อย ซึ่งมักนิยามตัวเองว่า “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” กล่าวว่า หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบตามร่างของสภา และในที่สุดก็ไม่สามารถทำประชามติพ่วงกับการเลือก อบจ. จะทำให้ต้องเสียงบประมาณหลายพันล้านบาทในการทำมติแบบเดี่ยว ๆ

“สว. ก็จะตกเป็นจำเลยของสังคม ในการถ่วงเวลาและใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลือง จึงอยากเรียกร้องให้ สว. แสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตัวเองโดยไม่ต้องเกรงอำนาจอิทธิพลใด ๆ โดยตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านอย่าทำตัวเป็น สว. ความจำสั้น เพราะเมื่อ 27 ส.ค. ที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้ลงมติรับร่าง พ.ร.บ. นี้ในวาระ 1 อย่างท่วมท้นถึง 179 เสียง หวังว่าท่านยังจำได้” นันทนา กล่าว

นันทนา

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, นันทนา นันทวโรภาส เป็น กมธ. เสียงข้างน้อยเพียง 1 เดียวที่โหวตไม่เห็นชอบให้กลับมติในชั้น กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

ด้าน เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ไล่เลียง “พิรุธ” ในมติของ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่ทำให้เกิดการยอม “ขัดใจ” คน 5 กลุ่ม ได้แก่

  • ขัดใจตัวเอง ถึงขนาดร่างบันทึกรายงานการประชุม กมธ. เมื่อ 11 ก.ย. ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบร่าง 3 ฉบับ ร่างของ ครม., ร่างที่สภาเห็นชอบแล้ว, ร่างที่ผ่านการพิจารณาของ กมธ. วุฒิฯ ก็ยังระบุว่า “ไม่มีการแก้ไขมาตรา 13” ดูว่ามีพิรุธ แม้แต่ตัวเองก็ยังขัดใจตัวเอง
  • ขัดใจสภา ที่ผ่านกฎหมายนี้ด้วยมติเอกฉันท์
  • ขัดใจรัฐบาล ซึ่งทิ้งทวนว่าผลงานในรอบ 1 ปีว่าได้ไขกุญแจแห่งโอกาส “เปิดประตูบานแรกในการแก้รัฐธรรมนูญ” ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ.ประชามติ “สว. อาจทุบกุญแจบานแรกของการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่” ซึ่งจะกระทบต่อวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลมุ่งหมาย ถ้าทำไม่ได้ก็รับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง
  • ขัดใจวุฒิสภา ที่ลงมติรับหลักการวาระแรก ด้วยคะแนน 179 ต่อ 5
  • ขัดใจประชาชน ตามที่มี สว. บางคนกล่าวว่าไม่เห็นมีประชาชนคนไหนอยากแก้รัฐธรรมนูญ ตนได้ยินตั้งแต่ปี 2559 แล้วที่ประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากการรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญในช่วงประชามติ

“สว. ชุดที่แล้วตีตกรัฐธรรมนูญไป ก็ไม่รู้ว่าปัญหาของวุฒิสภาชุดนี้ จะทำให้วาระรัฐธรรมนูญถูกตีตกไปด้วยการยืดเวลาประชามติหรือไม่” เทวฤทธิ์ กล่าว และตั้งคำถามไปยัง กมธ. ได้ “ข้อมูลใหม่” อะไรมา ถึงมาเปลี่ยนใจ-กลับมติแบบ 360 องศา ในการประชุมนัดสุดท้าย

ไม่ได้รวบรัด แต่ไร้คำชี้แจงทำไมกลับมติ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธาน กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนร่วมสภาว่ามี “ข้อมูลใหม่” อะไร ถึงนำไปสู่การตัดสินใจกลับมติในห้องประชุม กมธ. และชงเข้าเสนอใหม่เข้าสู่การพิจารณาของสภาใหญ่

เขาบอกเพียงว่า พยายามให้ความเป็นกลาง รอมชอมทุกฝ่าย และอธิบายขั้นตอนการลงมติหลังจาก พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เสนอคำแปรญัตติเข้ามา

“เราไม่ได้รวบรัด แต่เราพิจารณาในครั้งที่ 5 มีการหารือกัน ประชุมกัน ถกกันในครั้งนั้น แล้วเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้แก้ไขมาตรา 7” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ซึ่งเป็นอดีตผู้การฯ บุรีรัมย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. สีน้ำเงิน เจ้าของคำแปรญัตติ ยืนยันว่า ไม่มีเจตนา “เตะถ่วง” และเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนคนไทยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและคนไทยเท่านั้น แต่วันนี้ไม่ต้องการ “ปิดหูปิดตาประชาชน” จึงขอนำเสนอข้อมูลผลการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง

  • ปี 2550 ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ด้วยคะแนน 14.7 ล้านคน ต่อ 10.7 ล้านคน (คิดเป็นคะแนนเห็นชอบ 57.01%) โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 45 ล้านคน และมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 25.4 ล้านคน (คิดเป็น 56.4%)
  • ปี 2559 ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ด้วยคะแนน 16.8 ล้านคน ต่อ 10.5 ล้านคน (คิดเป็นคะแนนเห็นชอบ 61.351%) โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 50 ล้านคน และมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29.7 ล้านคน (คิดเป็น 59.4%)

เขาจึงสรุปว่า ต่อให้ใช้หลักเสียงข้างมาก 2 ชั้นก็ยังผ่านประชามติ เพราะประชาชนมาลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง และคะแนนเสียงเห็นชอบก็เกินกึ่งหนึ่ง

“ไอ้ที่คุณกล่าวหากล่าวอ้างว่ายาก ๆ ไม่จริง เว้นปิดหูปิดตาประชาชน แต่ที่เห็นข่าวว่าจะแก้จริยธรรม มันถูกต้องไหม เกี่ยวอะไรกับประชาชน” พิสิษฐ์ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร

ที่มาของภาพ, PR SENATE

สำหรับการลงมติของ สว. ชุดที่ 13 ต่อร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ใน 3 วาระ เป็นดังนี้

  • วาระ 1 สว. มีมติเห็นชอบ (ตามร่างที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯ) ด้วยคะแนนเสียง 179 ต่อ 5 งดออกเสียง 3
  • วาระ 2 สว. มีมติเห็นชอบ (ตามร่างที่ กมธ. วุฒิฯ มีการแก้ไข) ด้วยคะแนนเสียง 164 ต่อ 21 งดออกเสียง 9
  • วาระ 3 สว. มีมติเห็นชอบ (ตามร่างที่ กมธ. วุฒิฯ มีการแก้ไข) ด้วยคะแนนเสียง 167 ต่อ 19 งดออกเสียง 7 ไม่ลงคะแนน 2

การแก้รัฐธรรมนูญต้องเลื่อนไปถึงเมื่อไร

ผลจากการลงมติของวุฒิสภาในครั้งนี้ ทำให้ 200 สว. ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเตะถ่วงกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย

ประภาส ปิ่นตบแต่ง บอกว่า การลงมติของวุฒิสภาตามที่ กมธ. กลับมติในวันที่ 25 ก.ย. “เป็นการถ่วงเวลาของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน จะทำให้กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สามารถมีปฏิทินที่แน่นอน และเป็นการต่อเวลาให้แก่รัฐธรรมนูญที่สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลงไปอีกนาน”

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ วุฒิสภาต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประชามติ กลับไปให้สภาล่าง ซึ่งหากสภาผู้แทนฯ ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าวุฒิสภาไปแก้ไขสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ ก็จะต้องตั้ง กมธ. ร่วมกัน 2 สภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ใช้เวลา 60 วัน จากนั้นจึงส่งร่างกลับไปให้สภาใครสภามันพิจารณา หากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นด้วย ร่างดังกล่าวจะถูกแขวนไว้ 180 วัน จากนั้นสภาผู้แทนฯ อาจใช้การยืนตามร่างเดิมก็ได้ โดยไม่ต้องกลับมาถาม สว. อีก

นิกร จำนง กมธ. ในโควต้า ครม. เป็นอีกคนที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา เพราะ “ถือว่ากระทบหัวใจในการทำกฎหมายฉบับนี้ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมา” และเชื่อว่าจะมีปัญหาตามมา

“เราแก้กฎหมายนี้ เพราะเราอยากให้ไปทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งอื่น ๆ โดยเล็งการเลือกตั้ง อบจ. 2 ก.พ. 2568 ถ้าเป็นอย่างนี้ สรุปไม่ทันแน่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม”

“ถ้าติดล็อก 6 เดือน เชื่อผมได้เลย ผมคำนวณมา สรุปว่าทำไม่ทันในรัฐสภาชุดนี้แน่ ตอนนี้เรามีเวลาเหลือไม่ถึง 3 ปี คำถามคือ ถ้าเป็นเช่นนั้นเกิดรออยู่แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ”

อย่างไรก็ตาม นิกร ได้ทดลองทำปฏิทินที่อาจทำให้กระบวนการไม่เดินไปสู่จุดนั้นและนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาวันนี้ ซึ่งจะทันก่อนปิดสมัยประชุมสภา 31 ต.ค. พอดี

  • 9 ต.ค. สภาผู้แทนฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่วุฒิวสภาแก้ไขไป เมื่อไม่เห็นชอบ ก็ตั้ง กมธ. ร่วม 10 คนขึ้นมาพิจารณา
  • 15 ต.ค. วุฒิสภาตั้ง กมธ. ร่วมฯ 10 คนขึ้นมาพิจารณา
  • 16-23 ต.ค. กมธ. ร่วมฯ อาจพิจารณาร่วมกันเพื่อหาทางออก จับมือคุยกัน 2 สภา
  • 24 ต.ค. กมธ. ร่วมฯ ส่งร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ให้ 2 สภาพิจารณา
  • 28 ต.ค. วุฒิสภาเห็นชอบตามร่าง กมธ. ร่วมฯ
  • 30 ต.ค. สภาผู้แทนเห็นชอบตามร่าง กมธ.ร่วมฯ

“แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะสุ่มเสี่ยง ท่าน (สว.) จะถูกโทษว่ารั้งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไว้ ท่านต้องรับตรงนี้” นิกร กล่าวทิ้งท้าย