เรื่องราวเบื้องหลังชัยชนะของ “สว. เสียงข้างน้อย” ฝ่าด่าน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ กลางดง “น้ำเงิน”

อังคณา นีละไพจิตร สว. อิสระหนึ่งเดียวที่ได้เป็นประธาน กมธ. สามัญประจำวุฒิสภา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อังคณา นีละไพจิตร สว. อิสระหนึ่งเดียวที่ได้เป็นประธาน กมธ. สามัญประจำวุฒิสภา
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การปรากฏชื่อ อังคณา นีละไพจิตร เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของบรรดาผู้ทรงเกียรติในสภาสูง และผู้มีบารมีเหนือคนกลุ่มใหญ่ที่ถูกเรียกขานว่า “สว. สีน้ำเงิน”

ด้วยเพราะ กมธ. ชุดนี้ เป็นชุดที่มีการแข่งขัน-ช่วงชิงเก้าอี้กันอย่างดุเดือด เนื่องจากฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เรียกตัวเองว่า “สว. อิสระ” ตั้งธงว่าต้อง “เอาให้ได้” นับจากพวกเขาได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกเมื่อ 3 เดือนก่อน ขณะที่แกนนำ สว. กลุ่มใหญ่ก็ประกาศว่า “ปล่อยให้หลุดไปไม่ได้”

ในระหว่างการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เมื่อ 24 ก.ย. “สว. สีน้ำเงิน” เสนอชื่อ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี หรืออดีต “ผู้ว่าฯ ปู” สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) ชิงตำแหน่งกับ อังคณา นีละไพจิตร สว. กลุ่ม 17 (กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) ซึ่งต้องลงคะแนนเลือกกัน 2 รอบ เพราะต่างฝ่ายต่างได้คะแนน 9 เสียงเท่ากัน สุดท้ายต้องตัดสินด้วยวิธีจับฉลาก ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา

ผลปรากฏว่า วีระศักดิ์ จับฉลากก่อนแต่ไม่ได้ เก้าอี้ประธานจึงกลายเป็นของ สว. หญิงไปโดยปริยาย

ปรากฏการณ์ “หลุดเดี่ยว” ของ สว. เสียงข้างน้อยที่สอดแทรกเข้าไปยึดเก้าอี้ประธาน กมธ. ได้สำเร็จ โดยเป็น 1 จาก กมธ. สามัญประจำวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 21 คณะ หาใช่เรื่องบังเอิญ แต่ผ่านการแบ่งบท-กำหนดยุทธศาสตร์มาเป็นอย่างดี

พวกเขาทำได้อย่างไร บีบีซีไทยพูดคุยกับ 2 สว. คนรุ่นใหม่จากกลุ่มอิสระ เพื่อบันทึกเรื่องราวเบื้องหลัง “ชัยชนะ” ยกแรกที่เกิดขึ้นในสภาจันทรา

ความผิดพลาดของ สว. สีน้ำเงิน

“มันมาจากความสามัคคี บวกดวงด้วย คล้าย ๆ กับที่พวกเราได้เข้ามาในรอบประเทศเลย และพี่อัง (อังคณา) มีโปรไฟล์ชัดเจนว่าเชี่ยวชาญด้านสิทธิ ทำมาทั้งชีวิต เป็นโปร์ไฟล์ที่ใครก็เถียงเป็นอื่นไม่ได้” พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อิสระ กลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน) ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ มณีรัฐ เขมะวงค์ สว. อิสระ กลุ่ม 9 (ผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม) ที่อธิบายเบื้องหลังความสำเร็จเอาไว้ว่า เกิดจากความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างมากของแต่ละคนที่จะอยู่ใน กมธ. ชุดนี้ ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามาทำให้จิตใจไขว้เขว หรือมีการตัดสินใจที่เป็นอื่นไป ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ ทุกคนที่ต่างยึดมั่นในความตั้งใจ เหมือนสัญญาที่มีให้กันตั้งแต่แรก

“มันเป็นไปตามข่าวที่ออกเลยว่า เขาวางตัวประธานเอาไว้หมดแล้ว แต่ด้วยความที่เราเกาะกันแน่น และตั้งใจว่ายังไงตรงนี้คือฐานที่มั่นของเรา” มณีรัฐ รองประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง คนที่ 4 กล่าว

นันทนา พรชัย อังคณา (ซ้ายไปขวา) หารือกันในระหว่างการประชุมวุฒิสภานัดแรกเมื่อ 23 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นันทนา พรชัย อังคณา (ซ้ายไปขวา) หารือกันในระหว่างการประชุมวุฒิสภานัดแรกเมื่อ 23 ก.ค.

แรกเริ่มเดิมทีมี สว. แสดงความจำนงเป็น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ รวม 23 คน แบ่งเป็น สว. อิสระ 10 คน และ สว. สีน้ำเงิน 13 คน

ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภากำหนดให้แต่ละคณะมี กมธ. ได้ไม่เกิน 18 คน โดย สว. 1 คน สามารถเลือกลง กมธ. ได้ 2 คณะ ยกเว้นประธานที่เป็น กมธ. ได้เพียงคณะเดียว

เมื่อเกิดภาวะ “คนล้นตำแหน่ง” จึงต้องประชุมรอบแรก 17 ก.ย. เพื่อเกลี่ย-กล่อมแคนดิเดตทั้งหลายให้ย้ายไปลงคณะอื่นที่มีจำนวนไม่ครบ แต่ไม่มี สว. รายใดเปลี่ยนใจ-ยอมถอนตัว จึงต้องลงคะแนนเลือกกันเองให้เหลือ 18 คน โดย 1 คนโหวตเลือกได้ไม่เกิน 18 รายชื่อ

ในขณะที่ผู้ประสานงาน (วิป) สว. สีน้ำเงิน แจ้งเพื่อนร่วมกลุ่มให้โหวต 18 รายชื่อ แต่มีอยู่ 5 ชื่อที่ถูก “กาออก” เพราะแกนนำสีน้ำเงินมองว่าเป็น “ตัวแรง” ของฝ่ายอิสระ ส่วนที่เหลือให้ใช้ดุลพินิจเลือกตามอัธยาศัย

ต่างจากข้อตกลงภายในของ สว. อิสระที่ชัดเจนว่าให้ “โหวตเฉพาะพวกเรา”

นอกจากนี้ยังมี สว. สีน้ำเงินรายหนึ่งทำบัตรเสีย เพราะกาเครื่องหมายในบัตรลงคะแนนเกินกว่า 18 ชื่อ

ผู้ได้รับเลือกให้เป็น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จำนวน 18 คน จึงได้คะแนนตั้งแต่ 22-11 เสียง โดยมี ประภาส ปิ่นตบแต่ง และ สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกกลุ่มอิสระ ได้ 22 คะแนนเต็ม (ตัดบัตรเสียออก 1 ใบ) นั่นหมายความว่าทั้งคู่ได้คะแนนข้ามขั้วจาก สว. สีน้ำเงินทุกคน

ขณะที่ นันทนา นันทวโรภาส ได้คะแนนน้อยที่สุดเพียง 10 คะแนน ซึ่งแปลว่าเธอไม่ได้เสียงจากคนนอกกลุ่มอิสระแม้แต่คะแนนเดียว ต้องหลุดจากการร่วมเป็น กมธ. ชุดนี้ โดยมี สว. สีน้ำเงินอีก 4 คน ได้ 10 คะแนนเท่ากับ นันทนา

สัดส่วนของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ 18 คน จึงออกมา “คนละครึ่ง” มี สว. อิสระ 9 คน และ สว. สีน้ำเงิน 9 คน

“รอบแรกที่เราเข้าไปได้ เพราะคนของฝั่งเขามาโหวตให้ฝั่งเรา แต่คนของเราไม่โหวตให้เขา ก็ถือเป็นความผิดพลาดของฝั่งเขาที่ทำให้เราเข้าไปได้ 9 ต่อ 9 มันเลยต่อเนื่องไปถึงรอบสองที่ต้องโหวตเลือกประธาน ของเรา 9 คนก็โหวตคนของเรา ของเขา 9 คนก็โหวตคนของเขา มันเลยออกมาเท่ากัน 9 ต่อ 9 สุดท้ายต้องจับฉลาก ก็ยอมรับว่าดวงช่วยส่วนหนึ่ง ก็เป็นความจริง” พรชัย ซึ่งมีสถานะเป็นโฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ กล่าว

วีระศักดิ์ กับ อังคณา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เมื่อ 23 ก.ย. โดยที่ประชุมตั้ง วีระศักดิ์ เป็นประธานที่ปรึกษา กมธ. หลังจากชวดตำแหน่งประธาน

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, วีระศักดิ์ กับ อังคณา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เมื่อ 23 ก.ย. โดยที่ประชุมตั้ง วีระศักดิ์ เป็นประธานที่ปรึกษา กมธ. หลังจากชวดตำแหน่งประธาน

สารพัดเกมใต้ดิน

ประธานวุฒิสภาสั่งงดประชุมวุฒิสภาชุดใหญ่เมื่อ 24 ก.ย. เพื่อเปิดโอกาสให้มีการประชุม กมธ. ทั้ง 21 คณะ เพื่อเลือกประธานและตำแหน่งต่าง ๆ ใน กมธ. โดย สว. สีน้ำเงินสามารถกุมสภาพได้เกือบทั้งหมด เพราะสามารถจัดสรร-กระจายสมาชิกในกลุ่มที่มีอยู่ราว 140 คนไปอยู่ตามคณะต่าง ๆ จนสามารถยึดกุมเสียงส่วนใหญ่ใน กมธ. ได้ทุกชุด

การวางตัวประธาน กมธ. จึงไม่ใช่เรื่องยาก รายชื่อที่ออกมาจึงไม่ “พลิกโผ” ยกเว้น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่เกิดเหตุ “พลิกผัน” จากองค์ประกอบของ กมธ. ที่ยันกันอยู่ที่ 9 คน จึงมีความพยายามอย่างหนักในการเดินเกมใต้ดินเพื่อลดสัดส่วนของ สว. อิสระที่อยู่ใน กมธ. ชุดนี้

ก่อนถึงวัน ว. เวลา น. อังคณา เปิดเผยว่า “มีกรรมการในคณะโทรศัพท์มาบอกว่าให้ถอนตัว เพื่อนบางคนก็ถูกประกบให้ไปเลือกคนอื่น ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่น่าละอาย”

แต่เมื่อ อังคณา ไม่ถอย กลุ่มใหญ่จึงจำต้องเปลี่ยนตัวแคนดิเดตใหม่ที่คิดว่า “สู้ได้” ลงแข่งแทน หวยจึงไปออกที่ ผู้ว่าฯ ปู จากโผแรกที่มี นิฟาริด ระเด่นอาหมัด สว. กลุ่ม 3 (กลุ่มการศึกษา) เป็นตัวเต็งประธาน

นอกจากเขย่าหัว ยังมีความพยายามจะต่อสายตรงถึง สว. กลุ่มอิสระรายอื่น ๆ ที่คิดว่า “พอคุยได้” เชิญไปถกนอกรอบเพื่อหยั่งเชิง, หาข่าว, โน้มน้าวให้ถอนตัวจาก กมธ. โดยเสนอตำแหน่งต่าง ๆ ให้ อาทิ รองประธาน กมธ. คณะอื่น, ประธานอนุ กมธ. หรือให้ย้ายไปลง กมธ. ชุดใดก็ได้ที่สนใจ

ในส่วนของ มณีรัฐ-พรชัย ไม่ได้รับการติดต่อเพื่อยื่นข้อเสนอใด ๆ แต่ทั้งคู่ทราบความเคลื่อนไหวอันคึกโครมนี้จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมกลุ่ม

“เขาอาจมองว่าเราชัดเจน เลยไม่มาเสนออะไร” สว. มณีรัฐ จาก จ.เชียงราย คาดการณ์

ส่วน พรชัย ระบุว่า มีความพยายาม “ล็อบบี้” และ “เสนอผลประโยชน์” ให้ สว. กลุ่มอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่หนึ่งในเรื่องน่าขบขันคือ บางคนได้รับข้อเสนอว่าให้เอาไพร์เวตเจ็ตส่งกลับบ้านวันจันทร์ (23 ก.ย.) เพื่อจะได้ไม่ต้องมาประชุมเพื่อโหวตประธานวันอังคาร

“แต่คนของเราใจแข็ง ถึงบอกว่าความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ทำให้เราไม่ไปไหน 9 คนนี้คือเหนียวแน่นมาก เป็น 9 เสียงที่ใครมาทำอะไรไม่ได้เลย แม้มีความพยายามล็อบบี้จนถึงนาทีสุดท้าย ตอนอยู่ในห้องประชุม บางคนก็ยังได้ไลน์เลย” พรชัย บอก

โฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยังชี้ชวนให้จับตาดูว่า จะมีความพยายามกีดกัน นันทนา ไม่ให้เข้ามาร่วมเป็น กมธ. ชุดนี้อีกหรือไม่ เพราะขณะนี้มี กมธ. เดิม 3 คนพ้นไป เนื่องจากได้รับเลือกให้เป็นประธาน กมธ. คณะอื่น เสียงจึงยันกันอยู่ที่ สว. อิสระ 9 คน และ สว. สีน้ำเงิน 6 คน ซึ่งเดิม กมธ. สรรหาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่ง กมธ.สามัญประจำวุฒิสภา 21 คณะ บอกว่าจะให้คนที่ถูกเกลี่ยออกไป มีสิทธิเข้ามาก่อน ซึ่งขณะนี้ นันทนา ก็ยังรออยู่

หู-ตา-เสียง ของ สว. ส่วนน้อย

มณีรัฐ (คนแรก) มักพูดคุยกับเพื่อน สว. กลุ่มเล็ก ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารให้เท่าทันกลเกมการเมือง โดยเชื่อว่าหากยึดมั่นอุดมการณ์ที่มี ในสิ่งที่ทำ ก็น่าจะเอาตัวรอดได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, มณีรัฐ (คนแรก) มักพูดคุยกับเพื่อน สว. กลุ่มเล็ก ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารให้เท่าทันกลเกมการเมือง โดยเชื่อว่าหากยึดมั่นอุดมการณ์ที่มี ในสิ่งที่ทำ ก็น่าจะเอาตัวรอดได้

การยึดเก้าอี้ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ของ สว. เสียงข้างน้อย ไม่เพียงเป็นการล้มเกม “กินรวบ” ของขั้วใหญ่ แต่ยังทำให้ อังคณา แทรกตัวเข้าไปเป็น กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของสภาสูงได้

แม้ 1 เสียงไม่อาจเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ที่กำหนดโดยเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่วาระที่เข้าสู่ห้องประชุม กมธ.กิจการวุฒิสภา จะไม่ใช่เรื่อง “ดำมืด” ที่ปิดห้องพูดคุย-ตกลง-ต่อรอง-ทุบโต๊ะ แล้วจบ เพราะมี อังคณา คอยเป็นหูเป็นตา

ความรู้สึกของ สว. เจนฯ 40 คือ “ดีใจ” ที่ส่ง อังคณา เป็นประธาน กมธ. ได้

  • พรชัย: “ดีใจที่อย่างน้อย สว. เสียงข้างน้อย จะได้เข้าไปดูในวิปวุฒิฯ ว่าเขาทำงานกันอย่างไร มีการตัดสินใจอย่างไร การตัดสินให้โควต้า กมธ.วิสามัญ ในอนาคตเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็มีคนของเราคอยเป็นหูเป็นตา”
  • มณีรัฐ: “ดีใจที่ความมุ่งมั่นตั้งใจของเราตั้งแต่แรกเริ่มในการลงสมัคร สว. คืออยากมีส่วนในการพัฒนาการเมืองให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่ มันเป็นไปได้ คุณอังคณาก็ถือว่าเป็นตัวแทนของกลุ่ม ก็รู้สึกว่าเมื่อเราได้ตรงนี้มา ก็สามารถทำอะไรอีกหลายอย่างเพื่อส่งเสียงออกไปข้างนอกได้ และมีเสียงดังขึ้นด้วย”

ยกต่อไป หลังคว้าชัยชนะเวทีเล็ก

นี่ถือเป็น “ชัยชนะ” ของเสียงข้างน้อยได้หรือไม่ บีบีซีไทยถาม

คำตอบของ มณีรัฐ คือ ถือเป็นกำลังใจที่จะทำงานได้ต่อไป หรือมีอะไรที่ได้ดีใจบ้าง

“จริง ๆ เราต้องทำงานกันอีก 5 ปี ตอนนี้ฝั่งเราได้ประธาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังต้องร่วมงานกัน ไม่อยากให้มองว่าชนะแล้ว เพราะยังต้องร่วมมือกันอีกยาว” เธอบอก

ความสำเร็จในครั้งนี้ พรชัย ชี้ว่าเป็นผลจากพลังแห่งความสามัคคีของเสียงข้างน้อย “เราอยากให้เป็นตัวอย่างแก่ สว. อิสระอื่น ๆ ด้วย ถ้าจับมือกันเหนียวแน่น สามัคคี ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ เราก็มีชัยชนะได้ เราก็ได้ตำแหน่งได้”

เขาบอกด้วยว่า สว. อิสระควรได้มากกว่านี้ เพราะมี กมธ. บางชุดที่เข้าไปได้ครึ่ง ๆ เหมือนกัน “แต่บางคนได้รับการติดต่อ แล้วถอนไป แปรพักตร์ไป ก็ทำให้กลุ่มอิสระไม่ได้ประธาน กมธ. ชุดนั้น”

ส่วนการ “ฝ่าด่าน” ในเวทีเล็ก-ในห้อง กมธ. จะต่อยอดไปเป็นชัยชนะ “กลางดงสีน้ำเงิน” ในเวทีสภาใหญ่ได้หรือไม่อย่างไรนั้น พรชัย พอเห็นวิธีที่จะโน้มน้าวได้ โดยหาวาระ win-win ของทั้ง กมธ. วุฒิสภาโดยรวม หรือ สว. กลุ่มใหญ่ ถ้าเขาได้ประโยชน์ด้วย ก็อาจพอโน้มน้าวได้ แต่ถ้าเป็นวาระล่อแหลมเปราะบาง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปกติควรต้องเข้ามาใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ “แต่ถ้าพูดตรง ๆ เราก็กลัวเขาเอาไปเข้า กมธ.กฎหมาย ซึ่งมันไม่ตรง หรือใช้วิธีตั้ง กมธ.วิสามัญ เกรงจะเป็นอย่างนั้น แต่หวังว่าเราได้เป็นประธาน กมธ. ชุดนี้ และกลุ่มเรา สื่อมวลชนก็ให้ความสนใจ ก็หวังว่าจะกดดันไม่ให้กลุ่มใหญ่ทำแบบนั้นได้ ก็ให้ชุดนี้ศึกษาในเมื่อมี กมธ. แล้ว ไม่ต้องสิ้นเปลืองซ้ำซ้อน”

ภาพที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาตลอดเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา จะยังดำเนินต่อไปจนครบ 5 ปี สังคมจะได้เห็นการ “งัดข้อ” สลับกับการ “เจรจา”

ในทัศนะของ พรชัย เขาจะเลือกใช้การเจรจาในวาระที่อีกฝ่ายพอฟัง-พอยอม-พอให้ได้ แต่ถ้าอะไรที่เจรจาไม่ได้ ก็ต้องไฟต์ วอล์กเอาต์ ออกมาฟ้องสื่อ ก็ต้องต่อสู้แบบงัดข้อกันไป ใน 5 ปีก็คงต้องเป็นแบบนี้ต่อไป

รายชื่อ กมธ.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

สำหรับวาระ “ธงนำ” ที่ สว. อิสระ ทั้ง มณีรัฐ-พรชัย พูดตรงกันว่าต้องการผลักดัน หนีไม่พ้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งต้องมาคุยกันว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร

ในสัปดาห์หน้า วาระเฉพาะหน้าที่คาบเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ กมธ.วิสามัญฯ มีมติ 17 ต่อ 1 กลับความเห็นที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาในวาระ 1 ไปแล้ว โดยให้กลับไปใช้ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” ในการหาข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาชุดใหญ่ โดย สว. เสียงข้างน้อยเชื่อว่าจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภา เพราะมองว่าเป็น “แทคติกถ่วงเวลา” ไม่ให้ทำประชามติยกแรกเพื่อเปิดทางไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาด้วยมติเอกฉันท์ 409 เสียง และวุฒิสภามีมติรับหลักการในวาระ 1 ด้วยคะแนน 179 ต่อ 5 ก่อนตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณา มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. สายสีน้ำเงินจากกลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) เป็นประธาน

การลงมติที่ทำให้ “ช็อก-เซอร์ไพร์ส”

นอกจากเป็น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ พรชัย ยังเป็น กมธ.ต่างประเทศ โดยมีตำแหน่งเป็นเลขานุการ กมธ. “อยู่ดี ๆ ก็ได้มาแบบงง ๆ อาจเพราะตอนเป็น กมธ.พิจารณางบปี 2568 ผมถามเยอะ เขาคงเห็นว่าทำงาน ก็เลยให้ตำแหน่ง ที่จริงฝั่งนั้นเขาก็ต้องการคนทำงานเหมือนกัน”

ก่อนหน้านี้ พรชัย เป็นล่ามแปลภาษาไทย-ญี่ปุ่น-อังกฤษมากว่า 20 ปี เคยเป็นล่ามให้ “วีไอพี” จากหลากหลายแวดวง ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงล่ามในศาล

เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ในสภาจันทรา สว. วัย 43 ปี บอกว่า ทักษะที่ปรับใช้-เป็นประโยชน์อย่างมากคือการสื่อสาร เพราะล่ามต้องสื่อสารให้รู้เรื่อง ส่วนตัวคิดว่าจับประเด็นได้ ตอบตรงคำถามกระชับหนักแน่น แต่สิ่งที่ช่วยไม่ได้คือล่ามแปลคอนเทนต์ที่มีอยู่แล้วให้เป็นอีกภาษา แต่นักการเมืองต้องสร้างคอนเทนต์เอง ต้องเป็นผู้ส่งสาร ไม่ใช่แปลสาร จึงต้องพยายามพัฒนาความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ และต้องเตรียมตัวทำการบ้านอย่างหนักก่อนขึ้นอภิปรายแต่ละครั้ง

ไม่ต่างจาก สว. จากเชียงรายอย่าง มณีรัฐ ผู้ทำธุรกิจโรงงานแปรรูปผลไม้ ที่ต้อง “ปรับตัวแรง” ต้องฟื้นความรู้ด้านกฎหมายมหาชนที่ร่ำเรียนมา ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ทั้งที่อยู่อาศัย ผู้คนที่เป็นสังคมใหม่ พร้อมเรียนรู้ระบบงานสภา ซึ่งจริง ๆ ควรมีอิสระในการตัดสิน แต่สิ่งที่ปรากฏในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เธอคิดว่าไม่สามารถโน้มน้าวอะไรใครได้ง่าย ๆ “สุดท้ายมันมีคำตอบที่เป็นธงของเขาอยู่แล้ว แม้บางคนอาจจะเห็นด้วยกับฝั่งเรา แต่เขาก็ต้องลงมติไม่เห็นด้วย”

“การลงมติน่าจะเป็น culture shock (ความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นชิน) ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นแค่ดิฉันคนเดียว แต่ทุกคนก็น่าจะช็อก” สว. หญิงกล่าวยอมรับพลางหัวเราะเล็ก ๆ

สว.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

การลงมติของเพื่อนร่วมสภาเป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ พรชัย เช่นกัน

“ผมไม่คิดว่าเขาจะสามารถส่งอิทธิพลต่อการโหวตของคนในกลุ่มเขาได้เหนียวแน่นขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผมเซอร์ไพร์ส ตอนจะตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาน้ำท่วม ทางนั้นก็อภิปรายสนับสนุน ผมนับเลย คนที่อภิปราย 27 คน มีฝั่งน้ำเงินลุกขึ้นอภิปรายเห็นด้วยเกิน 90% และจริง ๆ ก็มีการไปคุยในวิปชั่วคราวว่าจะตั้งใคร มีการวางตัว กมธ. กันแล้ว แต่มากลับลำกลางคัน ไม่เอา คนที่เคยอภิปรายว่าจะเอา บอกไม่เอาแล้ว มีการเยาะเย้ย เสียดสี ร้องไห้ เราเห็นชัด ๆ เลยว่ารอบที่แล้วเขาอภิปรายเห็นด้วย แต่ตอนกดลงคะแนน ลงไม่เห็นด้วย ฝั่งนั้นสามารถสั่งได้จริง ๆ สามารถทำให้คนที่มีดิจิทัลฟุตปรินต์ว่าเห็นด้วย ยอมกดไม่เห็นด้วย ซึ่งก็เป็นดิจิทัลฟุตปรินต์ไปอีกแบบ เขาทรงอิทธิพลขนาดนั้น คือสั่งให้กลืนน้ำลายตัวเองได้”

หวังจะเห็น “สภาคลายมนต์”

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคาดหวังว่าพวกเขาอยากให้สังคมจดจำ สว. ชุดที่ 13 อย่างไร

พรชัย สะท้อนมุมมองว่า เขามีโอกาสทำความรู้จักกับ สว. อีกฝั่งหนึ่งหลายคนผ่านการพูดคุยตอนกินข้าว ตอนร่วมงานกันใน กมธ.งบประมาณ เห็นว่าหลายคนในฝั่งนั้นมีความสามารถ มีความคิดของตัวเอง และอึดอัดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากพูดหรือทำอะไรก็ทำไม่ได้

“ก็หวังว่า 5 ปีนี้ จะมีอะไรคลายมนต์สะกดต่อพวกเขา ทำให้ สว. เป็นอิสระ มีเจตจำนงเสรีของตนอย่างแท้จริง ได้เป็นตัวตนแท้จริง ผมเชื่อว่าหากเป็นอย่างนั้น สว. ชุดที่ 13 จะสวยงาม มีคุณภาพมาก เพราะประกอบด้วยคนหลากหลายกลุ่ม... แต่ถ้ามนต์ไม่คลาย ก็จะกลายเป็น 5 ปีที่มีแต่คำครหาของผู้คน มีการตัดสินใจและมีการกระทำที่ทำให้คนนอกตั้งคำถามว่ามี สว. ไว้ทำไม” พรชัย กล่าว

ส่วนภาพจำส่วนตัวทั้ง พรชัย-มณีรัฐ ต้องการเป็นปากเสียงแทนกลุ่มอาชีพของตนและประชาชนทั่วไป

พรชัย หวังว่าจะถูกจดจำในฐานะ “หนึ่งในกลุ่ม สว. ที่ช่วยปลดล็อกประเทศนี้ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ช่วยสร้างสมดุลทางอำนาจ ทำให้ประเทศกลับเข้ารูปเข้ารอย”

ส่วน มณีรัฐ อยากให้เสิร์ชชื่อของเธอในกูเกิล แล้วปรากฏคำว่า “สว. ประชาชน”

“แม้ สว. ชุดนี้มีที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพราะประชาชนไม่ได้เลือกมา แต่เราพยายามหาช่องที่จะยึดโยงกับประชาชนให้ได้ อยากเป็นปากเสียงให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มองเราอยู่ สุดท้ายก็พยายามทำหน้าที่ให้ดี” เธอกล่าวทิ้งท้าย