เรื่องราวเบื้องหลังชัยชนะของ “สว. เสียงข้างน้อย” ฝ่าด่าน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ กลางดง “น้ำเงิน”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การปรากฏชื่อ อังคณา นีละไพจิตร เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของบรรดาผู้ทรงเกียรติในสภาสูง และผู้มีบารมีเหนือคนกลุ่มใหญ่ที่ถูกเรียกขานว่า “สว. สีน้ำเงิน”
ด้วยเพราะ กมธ. ชุดนี้ เป็นชุดที่มีการแข่งขัน-ช่วงชิงเก้าอี้กันอย่างดุเดือด เนื่องจากฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เรียกตัวเองว่า “สว. อิสระ” ตั้งธงว่าต้อง “เอาให้ได้” นับจากพวกเขาได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกเมื่อ 3 เดือนก่อน ขณะที่แกนนำ สว. กลุ่มใหญ่ก็ประกาศว่า “ปล่อยให้หลุดไปไม่ได้”
ในระหว่างการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เมื่อ 24 ก.ย. “สว. สีน้ำเงิน” เสนอชื่อ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงสี หรืออดีต “ผู้ว่าฯ ปู” สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) ชิงตำแหน่งกับ อังคณา นีละไพจิตร สว. กลุ่ม 17 (กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) ซึ่งต้องลงคะแนนเลือกกัน 2 รอบ เพราะต่างฝ่ายต่างได้คะแนน 9 เสียงเท่ากัน สุดท้ายต้องตัดสินด้วยวิธีจับฉลาก ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา
ผลปรากฏว่า วีระศักดิ์ จับฉลากก่อนแต่ไม่ได้ เก้าอี้ประธานจึงกลายเป็นของ สว. หญิงไปโดยปริยาย
ปรากฏการณ์ “หลุดเดี่ยว” ของ สว. เสียงข้างน้อยที่สอดแทรกเข้าไปยึดเก้าอี้ประธาน กมธ. ได้สำเร็จ โดยเป็น 1 จาก กมธ. สามัญประจำวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 21 คณะ หาใช่เรื่องบังเอิญ แต่ผ่านการแบ่งบท-กำหนดยุทธศาสตร์มาเป็นอย่างดี
พวกเขาทำได้อย่างไร บีบีซีไทยพูดคุยกับ 2 สว. คนรุ่นใหม่จากกลุ่มอิสระ เพื่อบันทึกเรื่องราวเบื้องหลัง “ชัยชนะ” ยกแรกที่เกิดขึ้นในสภาจันทรา
ความผิดพลาดของ สว. สีน้ำเงิน
“มันมาจากความสามัคคี บวกดวงด้วย คล้าย ๆ กับที่พวกเราได้เข้ามาในรอบประเทศเลย และพี่อัง (อังคณา) มีโปรไฟล์ชัดเจนว่าเชี่ยวชาญด้านสิทธิ ทำมาทั้งชีวิต เป็นโปร์ไฟล์ที่ใครก็เถียงเป็นอื่นไม่ได้” พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อิสระ กลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน) ให้ความเห็น
เช่นเดียวกับ มณีรัฐ เขมะวงค์ สว. อิสระ กลุ่ม 9 (ผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม) ที่อธิบายเบื้องหลังความสำเร็จเอาไว้ว่า เกิดจากความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างมากของแต่ละคนที่จะอยู่ใน กมธ. ชุดนี้ ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามาทำให้จิตใจไขว้เขว หรือมีการตัดสินใจที่เป็นอื่นไป ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ ทุกคนที่ต่างยึดมั่นในความตั้งใจ เหมือนสัญญาที่มีให้กันตั้งแต่แรก
“มันเป็นไปตามข่าวที่ออกเลยว่า เขาวางตัวประธานเอาไว้หมดแล้ว แต่ด้วยความที่เราเกาะกันแน่น และตั้งใจว่ายังไงตรงนี้คือฐานที่มั่นของเรา” มณีรัฐ รองประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง คนที่ 4 กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
แรกเริ่มเดิมทีมี สว. แสดงความจำนงเป็น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ รวม 23 คน แบ่งเป็น สว. อิสระ 10 คน และ สว. สีน้ำเงิน 13 คน
ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภากำหนดให้แต่ละคณะมี กมธ. ได้ไม่เกิน 18 คน โดย สว. 1 คน สามารถเลือกลง กมธ. ได้ 2 คณะ ยกเว้นประธานที่เป็น กมธ. ได้เพียงคณะเดียว
เมื่อเกิดภาวะ “คนล้นตำแหน่ง” จึงต้องประชุมรอบแรก 17 ก.ย. เพื่อเกลี่ย-กล่อมแคนดิเดตทั้งหลายให้ย้ายไปลงคณะอื่นที่มีจำนวนไม่ครบ แต่ไม่มี สว. รายใดเปลี่ยนใจ-ยอมถอนตัว จึงต้องลงคะแนนเลือกกันเองให้เหลือ 18 คน โดย 1 คนโหวตเลือกได้ไม่เกิน 18 รายชื่อ
ในขณะที่ผู้ประสานงาน (วิป) สว. สีน้ำเงิน แจ้งเพื่อนร่วมกลุ่มให้โหวต 18 รายชื่อ แต่มีอยู่ 5 ชื่อที่ถูก “กาออก” เพราะแกนนำสีน้ำเงินมองว่าเป็น “ตัวแรง” ของฝ่ายอิสระ ส่วนที่เหลือให้ใช้ดุลพินิจเลือกตามอัธยาศัย
ต่างจากข้อตกลงภายในของ สว. อิสระที่ชัดเจนว่าให้ “โหวตเฉพาะพวกเรา”
นอกจากนี้ยังมี สว. สีน้ำเงินรายหนึ่งทำบัตรเสีย เพราะกาเครื่องหมายในบัตรลงคะแนนเกินกว่า 18 ชื่อ
ผู้ได้รับเลือกให้เป็น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จำนวน 18 คน จึงได้คะแนนตั้งแต่ 22-11 เสียง โดยมี ประภาส ปิ่นตบแต่ง และ สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกกลุ่มอิสระ ได้ 22 คะแนนเต็ม (ตัดบัตรเสียออก 1 ใบ) นั่นหมายความว่าทั้งคู่ได้คะแนนข้ามขั้วจาก สว. สีน้ำเงินทุกคน
ขณะที่ นันทนา นันทวโรภาส ได้คะแนนน้อยที่สุดเพียง 10 คะแนน ซึ่งแปลว่าเธอไม่ได้เสียงจากคนนอกกลุ่มอิสระแม้แต่คะแนนเดียว ต้องหลุดจากการร่วมเป็น กมธ. ชุดนี้ โดยมี สว. สีน้ำเงินอีก 4 คน ได้ 10 คะแนนเท่ากับ นันทนา
สัดส่วนของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ 18 คน จึงออกมา “คนละครึ่ง” มี สว. อิสระ 9 คน และ สว. สีน้ำเงิน 9 คน
“รอบแรกที่เราเข้าไปได้ เพราะคนของฝั่งเขามาโหวตให้ฝั่งเรา แต่คนของเราไม่โหวตให้เขา ก็ถือเป็นความผิดพลาดของฝั่งเขาที่ทำให้เราเข้าไปได้ 9 ต่อ 9 มันเลยต่อเนื่องไปถึงรอบสองที่ต้องโหวตเลือกประธาน ของเรา 9 คนก็โหวตคนของเรา ของเขา 9 คนก็โหวตคนของเขา มันเลยออกมาเท่ากัน 9 ต่อ 9 สุดท้ายต้องจับฉลาก ก็ยอมรับว่าดวงช่วยส่วนหนึ่ง ก็เป็นความจริง” พรชัย ซึ่งมีสถานะเป็นโฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ กล่าว

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI
สารพัดเกมใต้ดิน
ประธานวุฒิสภาสั่งงดประชุมวุฒิสภาชุดใหญ่เมื่อ 24 ก.ย. เพื่อเปิดโอกาสให้มีการประชุม กมธ. ทั้ง 21 คณะ เพื่อเลือกประธานและตำแหน่งต่าง ๆ ใน กมธ. โดย สว. สีน้ำเงินสามารถกุมสภาพได้เกือบทั้งหมด เพราะสามารถจัดสรร-กระจายสมาชิกในกลุ่มที่มีอยู่ราว 140 คนไปอยู่ตามคณะต่าง ๆ จนสามารถยึดกุมเสียงส่วนใหญ่ใน กมธ. ได้ทุกชุด
การวางตัวประธาน กมธ. จึงไม่ใช่เรื่องยาก รายชื่อที่ออกมาจึงไม่ “พลิกโผ” ยกเว้น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่เกิดเหตุ “พลิกผัน” จากองค์ประกอบของ กมธ. ที่ยันกันอยู่ที่ 9 คน จึงมีความพยายามอย่างหนักในการเดินเกมใต้ดินเพื่อลดสัดส่วนของ สว. อิสระที่อยู่ใน กมธ. ชุดนี้
ก่อนถึงวัน ว. เวลา น. อังคณา เปิดเผยว่า “มีกรรมการในคณะโทรศัพท์มาบอกว่าให้ถอนตัว เพื่อนบางคนก็ถูกประกบให้ไปเลือกคนอื่น ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่น่าละอาย”
แต่เมื่อ อังคณา ไม่ถอย กลุ่มใหญ่จึงจำต้องเปลี่ยนตัวแคนดิเดตใหม่ที่คิดว่า “สู้ได้” ลงแข่งแทน หวยจึงไปออกที่ ผู้ว่าฯ ปู จากโผแรกที่มี นิฟาริด ระเด่นอาหมัด สว. กลุ่ม 3 (กลุ่มการศึกษา) เป็นตัวเต็งประธาน
นอกจากเขย่าหัว ยังมีความพยายามจะต่อสายตรงถึง สว. กลุ่มอิสระรายอื่น ๆ ที่คิดว่า “พอคุยได้” เชิญไปถกนอกรอบเพื่อหยั่งเชิง, หาข่าว, โน้มน้าวให้ถอนตัวจาก กมธ. โดยเสนอตำแหน่งต่าง ๆ ให้ อาทิ รองประธาน กมธ. คณะอื่น, ประธานอนุ กมธ. หรือให้ย้ายไปลง กมธ. ชุดใดก็ได้ที่สนใจ
ในส่วนของ มณีรัฐ-พรชัย ไม่ได้รับการติดต่อเพื่อยื่นข้อเสนอใด ๆ แต่ทั้งคู่ทราบความเคลื่อนไหวอันคึกโครมนี้จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมกลุ่ม
“เขาอาจมองว่าเราชัดเจน เลยไม่มาเสนออะไร” สว. มณีรัฐ จาก จ.เชียงราย คาดการณ์
ส่วน พรชัย ระบุว่า มีความพยายาม “ล็อบบี้” และ “เสนอผลประโยชน์” ให้ สว. กลุ่มอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่หนึ่งในเรื่องน่าขบขันคือ บางคนได้รับข้อเสนอว่าให้เอาไพร์เวตเจ็ตส่งกลับบ้านวันจันทร์ (23 ก.ย.) เพื่อจะได้ไม่ต้องมาประชุมเพื่อโหวตประธานวันอังคาร
“แต่คนของเราใจแข็ง ถึงบอกว่าความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ทำให้เราไม่ไปไหน 9 คนนี้คือเหนียวแน่นมาก เป็น 9 เสียงที่ใครมาทำอะไรไม่ได้เลย แม้มีความพยายามล็อบบี้จนถึงนาทีสุดท้าย ตอนอยู่ในห้องประชุม บางคนก็ยังได้ไลน์เลย” พรชัย บอก
โฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยังชี้ชวนให้จับตาดูว่า จะมีความพยายามกีดกัน นันทนา ไม่ให้เข้ามาร่วมเป็น กมธ. ชุดนี้อีกหรือไม่ เพราะขณะนี้มี กมธ. เดิม 3 คนพ้นไป เนื่องจากได้รับเลือกให้เป็นประธาน กมธ. คณะอื่น เสียงจึงยันกันอยู่ที่ สว. อิสระ 9 คน และ สว. สีน้ำเงิน 6 คน ซึ่งเดิม กมธ. สรรหาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่ง กมธ.สามัญประจำวุฒิสภา 21 คณะ บอกว่าจะให้คนที่ถูกเกลี่ยออกไป มีสิทธิเข้ามาก่อน ซึ่งขณะนี้ นันทนา ก็ยังรออยู่
หู-ตา-เสียง ของ สว. ส่วนน้อย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การยึดเก้าอี้ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ของ สว. เสียงข้างน้อย ไม่เพียงเป็นการล้มเกม “กินรวบ” ของขั้วใหญ่ แต่ยังทำให้ อังคณา แทรกตัวเข้าไปเป็น กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของสภาสูงได้
แม้ 1 เสียงไม่อาจเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ที่กำหนดโดยเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่วาระที่เข้าสู่ห้องประชุม กมธ.กิจการวุฒิสภา จะไม่ใช่เรื่อง “ดำมืด” ที่ปิดห้องพูดคุย-ตกลง-ต่อรอง-ทุบโต๊ะ แล้วจบ เพราะมี อังคณา คอยเป็นหูเป็นตา
ความรู้สึกของ สว. เจนฯ 40 คือ “ดีใจ” ที่ส่ง อังคณา เป็นประธาน กมธ. ได้
- พรชัย: “ดีใจที่อย่างน้อย สว. เสียงข้างน้อย จะได้เข้าไปดูในวิปวุฒิฯ ว่าเขาทำงานกันอย่างไร มีการตัดสินใจอย่างไร การตัดสินให้โควต้า กมธ.วิสามัญ ในอนาคตเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็มีคนของเราคอยเป็นหูเป็นตา”
- มณีรัฐ: “ดีใจที่ความมุ่งมั่นตั้งใจของเราตั้งแต่แรกเริ่มในการลงสมัคร สว. คืออยากมีส่วนในการพัฒนาการเมืองให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่ มันเป็นไปได้ คุณอังคณาก็ถือว่าเป็นตัวแทนของกลุ่ม ก็รู้สึกว่าเมื่อเราได้ตรงนี้มา ก็สามารถทำอะไรอีกหลายอย่างเพื่อส่งเสียงออกไปข้างนอกได้ และมีเสียงดังขึ้นด้วย”
ยกต่อไป หลังคว้าชัยชนะเวทีเล็ก
นี่ถือเป็น “ชัยชนะ” ของเสียงข้างน้อยได้หรือไม่ บีบีซีไทยถาม
คำตอบของ มณีรัฐ คือ ถือเป็นกำลังใจที่จะทำงานได้ต่อไป หรือมีอะไรที่ได้ดีใจบ้าง
“จริง ๆ เราต้องทำงานกันอีก 5 ปี ตอนนี้ฝั่งเราได้ประธาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังต้องร่วมงานกัน ไม่อยากให้มองว่าชนะแล้ว เพราะยังต้องร่วมมือกันอีกยาว” เธอบอก
ความสำเร็จในครั้งนี้ พรชัย ชี้ว่าเป็นผลจากพลังแห่งความสามัคคีของเสียงข้างน้อย “เราอยากให้เป็นตัวอย่างแก่ สว. อิสระอื่น ๆ ด้วย ถ้าจับมือกันเหนียวแน่น สามัคคี ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ เราก็มีชัยชนะได้ เราก็ได้ตำแหน่งได้”
เขาบอกด้วยว่า สว. อิสระควรได้มากกว่านี้ เพราะมี กมธ. บางชุดที่เข้าไปได้ครึ่ง ๆ เหมือนกัน “แต่บางคนได้รับการติดต่อ แล้วถอนไป แปรพักตร์ไป ก็ทำให้กลุ่มอิสระไม่ได้ประธาน กมธ. ชุดนั้น”
ส่วนการ “ฝ่าด่าน” ในเวทีเล็ก-ในห้อง กมธ. จะต่อยอดไปเป็นชัยชนะ “กลางดงสีน้ำเงิน” ในเวทีสภาใหญ่ได้หรือไม่อย่างไรนั้น พรชัย พอเห็นวิธีที่จะโน้มน้าวได้ โดยหาวาระ win-win ของทั้ง กมธ. วุฒิสภาโดยรวม หรือ สว. กลุ่มใหญ่ ถ้าเขาได้ประโยชน์ด้วย ก็อาจพอโน้มน้าวได้ แต่ถ้าเป็นวาระล่อแหลมเปราะบาง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปกติควรต้องเข้ามาใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ “แต่ถ้าพูดตรง ๆ เราก็กลัวเขาเอาไปเข้า กมธ.กฎหมาย ซึ่งมันไม่ตรง หรือใช้วิธีตั้ง กมธ.วิสามัญ เกรงจะเป็นอย่างนั้น แต่หวังว่าเราได้เป็นประธาน กมธ. ชุดนี้ และกลุ่มเรา สื่อมวลชนก็ให้ความสนใจ ก็หวังว่าจะกดดันไม่ให้กลุ่มใหญ่ทำแบบนั้นได้ ก็ให้ชุดนี้ศึกษาในเมื่อมี กมธ. แล้ว ไม่ต้องสิ้นเปลืองซ้ำซ้อน”
ภาพที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาตลอดเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา จะยังดำเนินต่อไปจนครบ 5 ปี สังคมจะได้เห็นการ “งัดข้อ” สลับกับการ “เจรจา”
ในทัศนะของ พรชัย เขาจะเลือกใช้การเจรจาในวาระที่อีกฝ่ายพอฟัง-พอยอม-พอให้ได้ แต่ถ้าอะไรที่เจรจาไม่ได้ ก็ต้องไฟต์ วอล์กเอาต์ ออกมาฟ้องสื่อ ก็ต้องต่อสู้แบบงัดข้อกันไป ใน 5 ปีก็คงต้องเป็นแบบนี้ต่อไป

ที่มาของภาพ, PR SENATE
สำหรับวาระ “ธงนำ” ที่ สว. อิสระ ทั้ง มณีรัฐ-พรชัย พูดตรงกันว่าต้องการผลักดัน หนีไม่พ้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งต้องมาคุยกันว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร
ในสัปดาห์หน้า วาระเฉพาะหน้าที่คาบเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ กมธ.วิสามัญฯ มีมติ 17 ต่อ 1 กลับความเห็นที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาในวาระ 1 ไปแล้ว โดยให้กลับไปใช้ “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” ในการหาข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาชุดใหญ่ โดย สว. เสียงข้างน้อยเชื่อว่าจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภา เพราะมองว่าเป็น “แทคติกถ่วงเวลา” ไม่ให้ทำประชามติยกแรกเพื่อเปิดทางไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาด้วยมติเอกฉันท์ 409 เสียง และวุฒิสภามีมติรับหลักการในวาระ 1 ด้วยคะแนน 179 ต่อ 5 ก่อนตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณา มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. สายสีน้ำเงินจากกลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) เป็นประธาน
การลงมติที่ทำให้ “ช็อก-เซอร์ไพร์ส”
นอกจากเป็น กมธ.พัฒนาการเมืองฯ พรชัย ยังเป็น กมธ.ต่างประเทศ โดยมีตำแหน่งเป็นเลขานุการ กมธ. “อยู่ดี ๆ ก็ได้มาแบบงง ๆ อาจเพราะตอนเป็น กมธ.พิจารณางบปี 2568 ผมถามเยอะ เขาคงเห็นว่าทำงาน ก็เลยให้ตำแหน่ง ที่จริงฝั่งนั้นเขาก็ต้องการคนทำงานเหมือนกัน”
ก่อนหน้านี้ พรชัย เป็นล่ามแปลภาษาไทย-ญี่ปุ่น-อังกฤษมากว่า 20 ปี เคยเป็นล่ามให้ “วีไอพี” จากหลากหลายแวดวง ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงล่ามในศาล
เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ในสภาจันทรา สว. วัย 43 ปี บอกว่า ทักษะที่ปรับใช้-เป็นประโยชน์อย่างมากคือการสื่อสาร เพราะล่ามต้องสื่อสารให้รู้เรื่อง ส่วนตัวคิดว่าจับประเด็นได้ ตอบตรงคำถามกระชับหนักแน่น แต่สิ่งที่ช่วยไม่ได้คือล่ามแปลคอนเทนต์ที่มีอยู่แล้วให้เป็นอีกภาษา แต่นักการเมืองต้องสร้างคอนเทนต์เอง ต้องเป็นผู้ส่งสาร ไม่ใช่แปลสาร จึงต้องพยายามพัฒนาความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ และต้องเตรียมตัวทำการบ้านอย่างหนักก่อนขึ้นอภิปรายแต่ละครั้ง
ไม่ต่างจาก สว. จากเชียงรายอย่าง มณีรัฐ ผู้ทำธุรกิจโรงงานแปรรูปผลไม้ ที่ต้อง “ปรับตัวแรง” ต้องฟื้นความรู้ด้านกฎหมายมหาชนที่ร่ำเรียนมา ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ทั้งที่อยู่อาศัย ผู้คนที่เป็นสังคมใหม่ พร้อมเรียนรู้ระบบงานสภา ซึ่งจริง ๆ ควรมีอิสระในการตัดสิน แต่สิ่งที่ปรากฏในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เธอคิดว่าไม่สามารถโน้มน้าวอะไรใครได้ง่าย ๆ “สุดท้ายมันมีคำตอบที่เป็นธงของเขาอยู่แล้ว แม้บางคนอาจจะเห็นด้วยกับฝั่งเรา แต่เขาก็ต้องลงมติไม่เห็นด้วย”
“การลงมติน่าจะเป็น culture shock (ความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นชิน) ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นแค่ดิฉันคนเดียว แต่ทุกคนก็น่าจะช็อก” สว. หญิงกล่าวยอมรับพลางหัวเราะเล็ก ๆ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การลงมติของเพื่อนร่วมสภาเป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ พรชัย เช่นกัน
“ผมไม่คิดว่าเขาจะสามารถส่งอิทธิพลต่อการโหวตของคนในกลุ่มเขาได้เหนียวแน่นขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผมเซอร์ไพร์ส ตอนจะตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาน้ำท่วม ทางนั้นก็อภิปรายสนับสนุน ผมนับเลย คนที่อภิปราย 27 คน มีฝั่งน้ำเงินลุกขึ้นอภิปรายเห็นด้วยเกิน 90% และจริง ๆ ก็มีการไปคุยในวิปชั่วคราวว่าจะตั้งใคร มีการวางตัว กมธ. กันแล้ว แต่มากลับลำกลางคัน ไม่เอา คนที่เคยอภิปรายว่าจะเอา บอกไม่เอาแล้ว มีการเยาะเย้ย เสียดสี ร้องไห้ เราเห็นชัด ๆ เลยว่ารอบที่แล้วเขาอภิปรายเห็นด้วย แต่ตอนกดลงคะแนน ลงไม่เห็นด้วย ฝั่งนั้นสามารถสั่งได้จริง ๆ สามารถทำให้คนที่มีดิจิทัลฟุตปรินต์ว่าเห็นด้วย ยอมกดไม่เห็นด้วย ซึ่งก็เป็นดิจิทัลฟุตปรินต์ไปอีกแบบ เขาทรงอิทธิพลขนาดนั้น คือสั่งให้กลืนน้ำลายตัวเองได้”
หวังจะเห็น “สภาคลายมนต์”
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคาดหวังว่าพวกเขาอยากให้สังคมจดจำ สว. ชุดที่ 13 อย่างไร
พรชัย สะท้อนมุมมองว่า เขามีโอกาสทำความรู้จักกับ สว. อีกฝั่งหนึ่งหลายคนผ่านการพูดคุยตอนกินข้าว ตอนร่วมงานกันใน กมธ.งบประมาณ เห็นว่าหลายคนในฝั่งนั้นมีความสามารถ มีความคิดของตัวเอง และอึดอัดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อยากพูดหรือทำอะไรก็ทำไม่ได้
“ก็หวังว่า 5 ปีนี้ จะมีอะไรคลายมนต์สะกดต่อพวกเขา ทำให้ สว. เป็นอิสระ มีเจตจำนงเสรีของตนอย่างแท้จริง ได้เป็นตัวตนแท้จริง ผมเชื่อว่าหากเป็นอย่างนั้น สว. ชุดที่ 13 จะสวยงาม มีคุณภาพมาก เพราะประกอบด้วยคนหลากหลายกลุ่ม... แต่ถ้ามนต์ไม่คลาย ก็จะกลายเป็น 5 ปีที่มีแต่คำครหาของผู้คน มีการตัดสินใจและมีการกระทำที่ทำให้คนนอกตั้งคำถามว่ามี สว. ไว้ทำไม” พรชัย กล่าว
ส่วนภาพจำส่วนตัวทั้ง พรชัย-มณีรัฐ ต้องการเป็นปากเสียงแทนกลุ่มอาชีพของตนและประชาชนทั่วไป
พรชัย หวังว่าจะถูกจดจำในฐานะ “หนึ่งในกลุ่ม สว. ที่ช่วยปลดล็อกประเทศนี้ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ช่วยสร้างสมดุลทางอำนาจ ทำให้ประเทศกลับเข้ารูปเข้ารอย”
ส่วน มณีรัฐ อยากให้เสิร์ชชื่อของเธอในกูเกิล แล้วปรากฏคำว่า “สว. ประชาชน”
“แม้ สว. ชุดนี้มีที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพราะประชาชนไม่ได้เลือกมา แต่เราพยายามหาช่องที่จะยึดโยงกับประชาชนให้ได้ อยากเป็นปากเสียงให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มองเราอยู่ สุดท้ายก็พยายามทำหน้าที่ให้ดี” เธอกล่าวทิ้งท้าย











