เรื่องเล่านอกสคริปต์จาก 4 สว. “ตัวแสดงหลัก” กับสารพัดบทบาทในวุฒิสภา

สว.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

บทบาทของ สว. 200 คนได้รับการจับจ้องจากผู้คนในสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ที่มา การลงมติแบบ “ไม่แตกแถว” และล่าสุดคือการจัดสรรเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำวุฒิสภาทั้ง 21 คณะ ที่ สว. เสียงข้างน้อยหลายคนพูดตรงกันว่า สว. ที่ถูกเรียกขานว่า “สายสีน้ำเงิน” จะเข้ายึดครองเก้าอี้ทั้งหมด

ในระหว่างร่วมงาน “วุฒิสภาพบสื่อมวลชน” เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บีบีซีไทยพูดคุยกับ 4 สว. ซึ่งเป็น “ตัวแสดงหลัก” ทว่ารับบทบาทแตกต่างกันไป

แต่ละฉาก-แต่ละช็อตที่เกิดขึ้นใน “สภาจันทรา” อันเป็นอีกชื่อเรียกของวุฒิสภา มีเรื่องราวนอกสคริปต์อะไรบ้าง อ่านได้จากบรรทัดนี้

มงคล ขอเป็นผู้ประสาน สว. ให้เป็นหนึ่ง “ไม่จุ้นจ้าน” การโหวตของสมาชิก

มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา บรรยายความรู้สึกของการทำหน้าที่บนบัลลังก์ในรอบเดือนที่ผ่านมาว่า รู้สึก “เหมือนเด็กนักเรียน” เพราะได้ฟังในสิ่งที่ไม่รู้มาก่อน จึงถือว่า “มีบุญ” ที่ได้มาพบกับสมาชิกทุกคน

ในฐานะต้องผู้ควบคุมการประชุม ชายวัย 72 ยึดหลัก “วางอุเบกขา” ไม่โกรธ-ไม่เกลียด-รักได้แต่ไม่รักมาก-ไม่หลงตนเอง ไม่เช่นนั้นจะใช้อำนาจเหมือนตัวเองเหนือกว่าคนอื่น

ประมุขสภาสูงพูดอยู่บ่อยครั้งว่า ในสังคมการเมืองมีความเห็นต่างกัน แต่มองเป็นความสวยงามเหมือน “ดอกไม้หลากสี” คิดต่างกันได้ แต่ไม่แตกแยก

ในระหว่างการแสดงวิสัยทัศน์เสนอตัวชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาเมื่อ 23 ก.ค. มงคล สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) ประกาศว่า พร้อมใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ประสานงานกับทุกคนให้เป็นเนื้อเดียวกันให้เร็วที่สุด โดย “เริ่มต้นจากความเป็นหนึ่งเดียวของวุฒิสภา” ทว่าภาพลักษณ์-ภาพจำของวุฒิสภาชุดที่ 13 ที่ปรากฏต่อสาธารณะคือ มี สว. กลุ่มใหญ่ราว 120-140 เสียง “เป็นเอกภาพ” ลงมติในทิศทางเดียวกัน กับอีกกลุ่มที่เป็น สว. เสียงข้างน้อย เสนออะไร โหวตทีไร ไม่เคยชนะ

คำถามที่เกิดขึ้นคือ จะมีเครื่องมืออะไรที่ทำให้ข้อเสนอของ “เสียงข้างน้อย” เป็นไปได้-เกิดขึ้นได้จริงในวุฒิสภา

มงคล สุระสัจจะ ลุกขึ้นตอนคำถามของบีบีซีไทยเมื่อ 10 ก.ย.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, มงคล สุระสัจจะ ลุกขึ้นตอนคำถามของบีบีซีไทยเมื่อ 10 ก.ย.

มงคล ลุกขึ้นยืนเพื่อตอบคำถามของบีบีซีไทยในงานพบสื่อมวลชน โดยบอกว่า “ยืนยัน” ว่าการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในหมู่ สว. เริ่มขึ้นแล้ว “เราคิดต่างกันได้ ไม่ใช่สภาดุเดือดเลือดพล่าน คิดว่าออกมาดี เรากำลังค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า”

ส่วนการลงมติแต่ละครั้ง ประธานวุฒิฯ เห็นว่า “ไม่เหมือนกัน” บางครั้งเสียงเห็นด้วยมาก บางครั้งเสียงเห็นด้วยน้อย ทุกคนล้วนแต่มีเหตุผล

“ถ้าจะบอกให้ท่าน (สว.) ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ยาก เรานั่งกัน 3 คน (ประธานและรองประธานวุฒิสภา) ทำได้อย่างเดียวคืองดออกเสียง คิดได้ทุกอย่าง แต่คนที่คิดได้พูดได้คือ สว. คือขุนพลของประชาชน”

“ถึงเวลาอภิปราย ลงมติ ของใครของมัน ผมไม่เคยไปนั่น ถ้าเราไปจุ้นจ้านทุกเรื่อง เราก็เป็นประธานไม่ได้ ดังนั้นผมไม่ไปแทรกแซงก้าวก่าย” มงคล ระบุ

ส่วนเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่อง “บ้านใหญ่” จับจองเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 21 คณะไว้ให้ “สว. สายสีน้ำเงิน” ยึดครองแล้วนั้น ประธานวุฒิสภา ผู้มาจาก จ.บุรีรัมย์ ปฏิเสธว่าไม่ทราบ เพราะได้ตั้ง กมธ.สามัญเพื่อสรรหาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่ง กมธ.สามัญประจำวุฒิสภา ไปแล้ว

“ใครจะเป็นประธาน สมาชิกไปเลือกกันเอง ผมไม่มีความเห็น ไม่สามารถตอบอะไรได้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ภายในของ กมธ.” เขากล่าว

รองฯ เกรียงไกร รับบท “ปิดไมค์-ปิดเกม”

วุฒิสมาชิกอีกคนที่ต้องขึ้นทำหน้าที่บนบัลลังก์ด้วยบุคลิก-ท่าทีที่ต่างออกไป แม้แต่เจ้าตัวก็ยังยอมรับว่า ประธาน 3 คน มี 3 บุคลิก หนีไม่พ้น พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1

เมื่ออดีตแม่ทัพภาค 4 และอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กลายเป็นนักการเมืองเต็มขั้น และได้รับเลือกเข้ามาด้วยคะแนนเป็นอันดับ 1 ของ สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินฯ) เขาใช้คำว่าเป็นการ “พลิกผันอีกครั้งในชีวิต” จากเคยคิดว่าอยากเข้ามาทำหน้าที่ สว. เพื่อมีส่วนสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ แต่ต้องเกิดเรื่อง “เหนือคาด” เมื่อได้รับบทบาทรองประธานวุฒิสภา

“ผมไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นรองประธาน แต่เมื่อถูกเพื่อนเลือก ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด มีบางครั้งเพื่อนอาจไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ จะให้ถูกใจคนทั้งหมดคงไม่ได้ สิ่งที่ทำไป พวกเรามือใหม่กันทั้งนั้น ย่อมมีข้อบกพร่องบ้าง แต่ลงจากบัลลังก์แล้ว เราคุยกันได้” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

แม้มีคำย้ำ-ยืนยันจากปาก พล.อ.เกรียงไกร ว่า “ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่เพิกเฉยเสียงส่วนน้อย” แต่ภาพลักษณ์ที่สังคมจดจำเขาได้คือ “มือปิดไมค์” จนถูกวิจารณ์ว่าจงใจ “ปิดปาก” สว. เสียงข้างน้อยกลางสภา

“เรายอมเสียหาย ยอมให้คนมองว่าทำในสิ่งที่เขาคิดว่ามากไป” พล.อ.เกรียงไกร เผยความรู้สึกกับบีบีซีไทย

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เล่าว่า เขานั่งบนบัลลังก์ก็อยากพูดบ้าง แต่พูดไม่ได้ พอลงมาจึงมาพรั่งพรูกับเพื่อนสมาชิก

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เล่าว่า เขานั่งบนบัลลังก์ก็อยากพูดบ้าง แต่พูดไม่ได้ พอลงมาจึงมาพรั่งพรูกับเพื่อนสมาชิก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการประชุมวุฒิสภาเมื่อ 27 ส.ค. โดย นันทนา นันทวโรภาส สว. ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม “พันธุ์ใหม่” ลุกขึ้นเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้ที่ประชุมวุฒิสภาปรึกษาหารือกรณีมีผู้ร้องเรียนพฤติกรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าววาจาในที่สาธารณะ แต่ พล.อ.เกรียงไกร ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมได้ตัดบท โดยบอกว่า ญัตติทั้งหลายต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา แม้บางเรื่องสามารถเสนอเป็นญัตติด่วนได้ แต่ประธานมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุม ดังนั้นการเสนอญัตติทุกเรื่อง ประธานต้องได้รับทราบข้อมูลก่อน

นันทนา พยายามชี้แจงว่า เธอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จึงขออธิบายหลักการและเหตุผลแล้วจะขอผู้รับรอง “ประธานยังไม่ได้ฟังดิฉันเลย ท่านทราบได้อย่างไรว่าจะเสนอญัตติอะไร แล้วท่านก็ไม่อนุญาต” และ “ท่านตัดบทไปหรือเปล่าคะ”

ระหว่างนั้น สว. หญิงพยายามพูดเนื้อหาในญัตติของเธอต่อไป แต่ประธานได้กดปิดไมโครโฟนเป็นระยะ ๆ และมี สว. สายสีน้ำเงิน ประท้วงประธานให้ควบคุมการประชุม

“ผมไม่อนุญาตครับ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าวหลายครั้ง สุดท้ายวาระนี้ก็จบลงในเวลาเพียง 7 นาที

แม้ต้องเสียภาพพจน์ไป แต่รองฯ 1 เห็นสิ่งที่ได้มากกว่า

“ได้มีความชะงักงันของบุคคลที่ไปพูดจาล่วงเกินบุคคลที่ 3 ซึ่งอยู่ภายนอก แล้วท่านเป็นนักกฎหมาย เกิดท่านเอาเรื่องขึ้นมามันก็แย่ ไม่ใช่เฉพาะคนพูด คนที่อนุญาตให้พูดก็จะแย่ไปด้วย แต่ผมก็ปล่อยให้ท่านนันทนาพูดไปสักพักนะ ไม่ใช่ไม่ให้พูดเลย” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

ดูเหมือนวิธีคิด-วิธีปฏิบัติของรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 คือยอม “โดนด่า” ถ้าสามารถบรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือ “ตัดบท-ตัดจบ” ได้

“ใช่” พล.อ.เกรียงไกร พยักหน้ารับ

นันทนา และ สว. กลุ่ม "พันธุ์ใหม่" ร่วมงาน "สว. พบสื่อมวลชน" เมื่อ 10 ก.ย.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, นันทนา (ซ้ายสุด) และ สว. กลุ่ม "พันธุ์ใหม่" ร่วมงาน "สว. พบสื่อมวลชน" เมื่อ 10 ก.ย.

รองประธานวุฒิสภา ผู้ได้รับสมญา “มือปิดไมค์” ไม่ติดใจกับเสียงวิจารณ์ที่มีต่อการทำหน้าที่ของเขา โดยให้เหตุผลว่า ชีวิตนี้เจอมาเยอะแล้ว โต๊ะอิหม่าม อุสตาซ ก็วิจารณ์ทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงตลอด “ผมก็ปล่อยให้เขาพูดไป เขาด่าจนตอนหลังกลายเป็นเพื่อนเราแล้ว”

ส่วนที่มีการตั้งสังเกตว่าหากสถานการณ์ในห้องประชุมมีแนวโน้มวุ่นวาย-มีประเด็นสอดแทรกเข้ามา รองฯ เกรียงไกรต้องขึ้นมา “ปิดเกม” ตลอด

เจ้าตัวแย้งทันควัน “ไม่ใช่ มันเป็นตารางเวลาที่เขาจัดไว้พอดี”

พล.อ.สวัสดิ์ นายพล “มือประสาน-จอมล็อบบี้”

ชื่อ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา อาจไม่คุ้นหู-คุ้นตาคนนอกวงงานวุฒิสภานัก แต่กับบรรรดา สว. ไม่ว่ากลุ่มไหน-สีใด ต่างรู้ดีว่า สว. จาก จ.สุโขทัยรายนี้คือ “ประธานวิปตัวจริง” ของกลุ่มใหญ่ โดยเป็น “มือประสาน” ความต้องการและผลประโยชน์ของคนทั้งในและนอกสภา และเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดลำดับที่ 4 ในสภาจันทรา รองจากประธานกับอีก 2 รองประธาน

นายพลนอกราชการรายนี้เป็น สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินฯ) และกำลังรับหน้าที่สำคัญในฐานะประธาน กมธ.สามัญเพื่อสรรหาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา

กมธ. ชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 10 วัน ระหว่าง 11-19 ก.ย. เพื่อสรรหาสมาชิกเป็น กมธ.สามัญ ทั้ง 21 คณะ โดยเปิดให้ สว. แจ้งความจำนงเลือก กมธ. คนละ 2 คณะ คณะละไม่เกิน 18 คน หาก กมธ. ชุดใดมีผู้สมัครเกิน 18 คน ให้เจรจากันเองภายในเพื่อถอนตัวไปลงคณะอื่น แต่ถ้าเจรจาไม่สำเร็จก็ให้ใช้วิธีจับฉลากคัดคนออก แต่สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. จะนั่งเป็น กมธ. ได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น

  • “เขาเอาไป 100% อย่าให้พูดเลย ไม่ต้องไปหวัง”
  • “โผมันไม่ได้เพิ่งมาล็อกตอนนี้ มันล็อกตั้งแต่ตอนที่เขาล็อกจำนวน กมธ. ไว้ที่ 21 คณะแล้ว เพราะคนของเขาที่ตึง ๆ มีอยู่จำนวนเท่านั้น”
  • “มันเหมือนเป็นการ ‘ชงเอง กินเอง’ หรือไม่ เพราะใน กมธ.สรรหาฯ เป็นสายสีน้ำเงินไปแล้ว 70% ของ กมธ. ทั้งหมด 30 คน และต่อมาเราก็เห็นโผว่า สว. ขั้วใหญ่จะเข้าไปนั่งเป็นประธาน กมธ.สามัญฯ คณะไหน”

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวจากวุฒิสมาชิกแจ้งว่า “บ้านใหญ่” เตรียมจัดสรรเก้าอี้ประธานอนุ กมธ. (ในแต่ละ กมธ. ชุดใหญ่ มีอนุ กมธ. ได้ 3 ชุด รวมแล้วมี 63 อนุ กมธ.) ให้ สว. เสียงข้างน้อยบางส่วน และบรรลุการเจรจากันแล้ว

สว.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ก่อนได้รับเลือกให้เป็นประธาน กมธ.สรรหาฯ อย่างเป็นทางการ บีบีซีไทยถาม พล.อ.สวัสดิ์ ว่าจะเปิดโอกาสให้ สว. เสียงข้างน้อยนั่งเก้าอี้ประธาน กมธ. บ้างหรือไม่ เพื่อลดเสียงวิจารณ์เรื่องสีน้ำเงิน “กินรวบ” สภาสูง

เขายิ้มรับ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ได้อธิบายขั้นตอนในการเสนอรายชื่อ กมธ. ทั้ง 21 คณะต่อวุฒิสภา ส่วนใครจะเป็นประธาน เป็นเรื่องที่สมาชิกจะเป็นผู้พิจารณาและเลือกกันมา

สำหรับ พล.อ.สวัสดิ์ เป็นอดีตรอง ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีชื่อติดโผประธาน กมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ

ก่อนรับหน้าที่เจรจา-จัดเพื่อน สว. ลง 21 กมธ. พล.อ.สวัสดิ์ ทำหน้าที่ “จัดคิว-ดีลคน” มาก่อน ล่าสุดในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของ ครม. “แพทองธาร” ต่อรัฐสภา เขาก็เป็นตัวหลักในการจัดคิว-จัดเวลาในการอภิปรายให้เพื่อน สว. เกือบ 50 คน

ทำไมต้องเป็น พล.อ.สวัสดิ์ ที่มารับบท “มือประสาน” ?

คำตอบของเขาคือ ถ้าดูคนข้างบน ประธานและรองประธานไม่สามารถทำอะไรได้เลย พวกเรายังใหม่กันทั้งนั้น จึงต้องช่วยกันประสานงานให้เกิดความเข้าใจ ทั้งเรื่องกฎ กติกา หลักเกณฑ์ต่าง ๆ

“เรามาจากร้อยพ่อพันแม่ ก็ต้องพยายามสื่อสารกัน จัดเป็นกลุ่มละ 10 คนเพื่อให้ง่ายต่อการประสาน เพราะคนตั้ง 200 คน จะพูดกันทั้งหมด พูดกันทีเดียว คงไม่ได้ ก็มีคนช่วยประสานงานในแต่ละกลุ่ม มีอะไรก็มาคุยกัน” พล.อ.สวัสดิ์ กล่าว

แต่ในการลงมติ เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็น “ผู้คุมเสียง” พร้อมยืนยันว่า สมาชิกแต่ละคนตัดสินใจเองจากการรับฟังการอภิปรายในสภา ไม่มีใครไปกำหนดได้

คำกล่าวของผู้นำหน้าที่ประหนึ่งประธานวิปวุฒิฯ จากขั้วน้ำเงิน ดูจะขัดต่อภาพที่สังคมเห็น เพราะแม้กระทั่งสีเครื่องแต่งกายยังเหมือนกัน-ตรงกัน ราวกับมี dress code ของกลุ่ม

พล.อ.สวัสดิ์ ระบุว่า ไม่มีขนาดนั้น วันจันทร์ก็ใส่สีเหลืองกันเป็นปกติอยู่แล้ว วันอังคาร ใครจะใส่ชุดข้าราชการ สูท หรือผ้าไทยก็สุดแต่เขา ไม่มีการนัดแนะ

นอกจากเป็น “มือประสาน” เขาถูกชี้ชวนให้เชื่อว่าเป็น “จอมล็อบบี้” เมื่อ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม “อิสระ” เปิดเผยกลางที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ 10 ก.ย. ว่า มี พล.อ. รายหนึ่งต่อสายถึงตัวเองก่อนการประชุม เพื่อให้ “ล้มเลิก” การตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติจากวิกฤตอุทกภัยอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ ทั้งที่มีข้อตกลงกันแล้วว่าให้มี กมธ. 30 คน ซึ่งในสัดส่วนของ สว. 20 คน ขอเป็นกลุ่มใหญ่ 15 คน และกลุ่มเล็ก 5 คน

“ผมขอให้พิสูจน์กันหน่อยว่าทำไมกลับไปกลับมา แม้ผมไม่ใช่นายพล แต่รักษาสัจจะ และ พล.อ. คนนี้ยังบอกว่าหากอภิปรายขอให้จบ ไม่ต้องตั้ง กมธ. ผมงง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ต่อมา พล.อ.สวัสดิ์ ลุกขึ้นกล่าวยอมรับว่า เป็นคนโทรหาหมอเปรมเพื่อปรึกษาและอธิบายว่าวุฒิสภาจะตั้ง กมธ.สามัญแล้ว ต่อไปจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กมธ. จะขัดแย้งหรือเป็นภาระหรือไม่

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา บอกว่า คนจะทำการเมืองได้ต้องมีพื้นฐานและมีฐานะตามสมควร แต่ สว. ชุดนี้มาจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ได้มีเงินทอง ดังนั้นจะความเห็นจะหลากหลายและความรอบรู้ในแต่ละอาชีพ

ที่มาของภาพ, HATAIKARN TREESUWAN/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา บอกว่า คนจะทำการเมืองได้ต้องมีพื้นฐานและมีฐานะตามสมควร แต่ สว. ชุดนี้มาจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ได้มีเงินทอง ดังนั้นจะความเห็นจะหลากหลายและความรอบรู้ในแต่ละอาชีพ

พิสิษฐ์ สว. “ตัวจี๊ด” สายสีน้ำเงิน

ปิดท้ายที่ สว. กลุ่ม 11 (ผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว) พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ เจ้าของวาทะ “คุณพ่อคิด คุณลูกทำ” ซึ่งสื่อมวลชนหลายสำนักหยิบไปเป็นประเด็นพาดหัวข่าว

เขาคือ สว. คนแรกที่ประเดิมอภิปรายนโยบายรัฐบาล “แพทองธาร” เมื่อ 12 ก.ย. ทว่าหากใครติดตามการประชุมวุฒิสภา จะคุ้นหน้าค่าตา สว. รายนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาลุกขึ้นพูดแทบทุกนัด โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องโต้แย้ง-คัดง้าง-หักล้าง สว. เสียงข้างน้อย จนถูกมองว่าเป็น “ตัวจี๊ด” จากสายสีน้ำเงิน

พิสิษฐ์ หัวเราะรับสมญาดังกล่าว ก่อนเล่าเบื้องหลังการถ่ายทำกับบีบีซีไทยว่า เวลาจะขึ้นอภิปราย เขาจะเตรียมทำการบ้านมาก่อน ด้วยการไล่ดูว่า สส. อภิปรายประเด็นใดมาก่อน เพราะหลายวาระวุฒิสภาต้องรับไม้ต่อจากสภาผู้แทนราษฎร และไล่อ่านข่าวตามหน้าสื่อว่าเสนอประเด็นใดบ้าง

“พอผมอ่านข่าว ผมเจอคำว่า ‘มรดกบาป’ จาก 250 สว. ก่อนมีญัตติรับรองประธานศาลปกครองสูงสุดและอัยการสูงสุด ทางฝั่งนู้น (สว. เสียงข้างน้อย) เขาแถลงเอาไว้ก่อน ผมก็เตรียมทำการบ้านเลย ถึงเวลาคุณนันทนา (นันทวโรภาส) คุณเทวฤทธิ์ (มณีฉาย) ก็พูดคำนี้จริง ๆ เรียกว่าที่เก็งไว้ตรงเป๊ะ ถ้าเขาไม่ขึ้นพูดคำนี้ ผมก็ไม่ลุกขึ้นพูดนะ แต่พอเขาพูด เราก็ต้องอธิบายว่ามันไม่ใช่” พิสิษฐ์ ระบุ

นอกจากต้อง “รู้เรา” พิสิษฐ์ เสพสื่อเพื่อให้ “รู้เขา” และคาดเดาทางทิศทางการเคลื่อนไหวของอีกฝากฝั่งหนึ่งในวุฒิสภา

“ผมรู้เลยว่าวิธีการเขาคือ เวลาจะทำอะไร จะวิ่งไปหาสื่อมวลชนก่อนเลย ถ้าเขาพูดถูก ทำถูก เราก็ไม่อะไรนะ ก็ให้เขาพูดไป แต่ถ้าฟังแล้วมันไม่ใช่ เราก็ต้องลุกขึ้นโต้แย้ง” เขากล่าว

สำหรับสื่อที่ สว. “ตัวจี๊ด” อ่าน-ดู-ฟังประจำมีอย่างน้อย 5 สำนัก ได้แก่ เดอะสแตนดาร์ด, บีบีซีไทย, มติชน, แนวหน้า, ท็อปนิวส์ เพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่สมดุล

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ คือ สว. คนแรกที่อภิปรายนโยบายรัฐบาลในระหว่างประชุมร่วมสองสภา และเขายังลุกขึ้นอภิปรายแทบทุกนัดในระหว่างประชุมวุฒิสภา

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ คือ สว. คนแรกที่อภิปรายนโยบายรัฐบาลในระหว่างประชุมร่วมสองสภา และเขายังลุกขึ้นอภิปรายแทบทุกนัดในระหว่างประชุมวุฒิสภา

สว. จาก “ขั้วใหญ่” พึงใจจะสวมบทตัวแสดงนำในการตอบโต้เสียงข้างน้อย โดยให้เหตุผลว่า “เป็นธรรมชาติของผม อะไรที่ขัดต่อความคิดของผม หรือพอฟังแล้วไม่เมคเซนส์ก็ปล่อยผ่านไม่ได้” เพราะเป็นอาจารย์ นักลงทุน และผู้สร้างแรงบันดาลใจทางธุรกิจมาก่อน

แต่สำหรับบทบาท “ดาวประท้วง” เขาไม่ขอรับ

“ผมไม่ใช่ อันนั้นต้องท่านบุญจันทร์ (พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย) ท่านอลงกต (วรกี)” เขาพูดขำ ๆ ถึงเพื่อน สว. สีน้ำเงิน

กับข้อสงสัยที่ว่าเขามองอะไร-อ่านอะไรจากสมาร์ทโฟน เป็นการดู “โพย” จากแอปพลิเคชันไลน์ที่ “ผู้กำกับนอกสภา” ส่งมากำหนด-กำกับประเด็นหรือไม่

พิสิษฐ์ ขอปฏิเสธ พลางยกโทรศัพท์มือถือของเขาขึ้นมาโชว์ให้เห็นหน้าจอ โดยเขามักจดประเด็นและคำอภิปรายในในโน๊ต ถึงเวลาก็อ่านไปตามนั้น

“ไม่มีใครส่งอะไรมาหรอกครับ ไม่มีใครสั่งมาให้พูดประเด็นไหน ๆ เราก็คิดและพูดของเราเอง” สว. พิสิษฐ์ ยืนยัน

แต่ถึงกระนั้น เขายอมรับว่ามี สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาชมว่าพูดดี แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรเป็นพิเศษ