คุยกับ 3 สว. จากบุรีรัมย์ เมื่อเขาหาว่า “สีน้ำเงิน” ยึดวุฒิสภา

สว.

ที่มาของภาพ, Thai news Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้งหญิงชายที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองราวกับนัดหมายกันมา ทยอยเข้าแสดงตนกับสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ที่อาคารรัฐสภา ถ.สามเสน ตลอดทั้งวัน

บางช่วงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อาทิ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ กระบี่ แวะเวียนมารอต้อนรับ-แสดงความยินดี-ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ สว. น้องใหม่ด้วย

วานนี้ (10 ก.ค.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือก สว. ครบทั้งสภา 200 คน และบัญชีสำรองอีก 99 คน ภายหลังพวกเขาผ่านกระบวนการเลือก 3 ระดับ จากอำเภอ จังหวัด และประเทศซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อ 26 มิ.ย. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเรื่องการ “จัดตั้ง-บล็อกโหวต-ฮั้ว” โดยเฉพาะเมื่อผลคะแนนในรอบ “เลือกไขว้” ระดับประเทศของ “คนหัวตาราง” 5-6 อันดับแรก ออกมาแบบเกาะกลุ่มและทิ้งห่างจาก “คนท้ายตาราง” กว่าเท่าตัว

อีกทั้งจังหวัดที่มียอด สว. มากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ยังถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของ “พรรคสีน้ำเงิน” ทำให้สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวตรงกันว่า “สภาสีน้ำเงิน”

บีบีซีไทยพูดคุยกับ 3 วุฒิสมาชิกชุดใหม่ จาก 3 กลุ่มอาชีพ ผู้เลือกใช้บุรีรัมย์เป็นสนามแข่งขันแรก ก่อนที่จังหวัดนี้จะกลายเป็นจังหวัดที่มี สว. มากที่สุดของประเทศไทยรวม 14 คน

2 สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ถ่ายรูปคู่กับ 2 สว. ใหม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, 2 สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ถ่ายรูปคู่กับ 2 สว. ใหม่

อดีตผู้การฯ บุรีรัมย์ ลั่น “ไม่มีตำแหน่งติดตามนาย มีแต่ช่วยประชาชน”

“เชื่อมั่นในตัวเอง ผมได้ (เป็น สว.) จากการทำงานของเรา” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม วิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้เขาได้เข้ามาทำหน้าที่ในวุฒิสภา

อดีตนายตำรวจวัย 67 ปี ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมสาย ง จำนวน 67 คะแนน จึงมีคะแนนเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มกฎหมายฯ ตามหลังลำดับ 1 เพียง 1 คะแนนเท่านั้น

ในฐานะที่เรียนจบกฎหมาย และรับราชการตำรวจมาค่อนชีวิต ต้องติดต่อ-ประสานงาน-ทำงานร่วมกับคนทุกฝ่ายและทุกระดับ ทำให้เขาเชื่อว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภาได้เป็นอย่างดี

แม้เป็นชาวเมืองเพชร แต่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ถือเป็น “เขยบุรีรัมย์” เนื่องจากบ้านเกิดของภรรยาอยู่ที่ อ.นางรอง ส่วนตัวเขาก็รับราชการในภาคอีสานมาตลอด โดยประจำการที่บุรีรัมย์มาร่วม 20 ปี ไต่ระดับจาก ผู้กำกับการ (ผกก.) สภ.อ.โนนสุวรรณ, ผกก.สภ.นางรอง และขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) บุรีรัมย์

“ชีวิตราชการ ผมอยู่กับประชาชนตลอด ไม่มีตำแหน่งติดตามนาย มีแต่ช่วยประชาชน” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร อดีตผู้การฯ บุรีรัมย์ ได้เข้ามาทำหน้าที่ในวุฒิสภา ด้วยคะแนนเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มกฎหมาย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร อดีตผู้การฯ บุรีรัมย์ ได้เข้ามาทำหน้าที่ในวุฒิสภา ด้วยคะแนนเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มกฎหมาย

เหตุผลที่ทำให้ นายพลตำรวจนอกราชการ ตัดสินใจกระโจนลงสู่สนาม สว. 67 อาจเหมือนกับใครหลายคนที่ต้องการเข้าไปเป็นโหวตเตอร์

“ไม่ใช่อะไร ผมอยากลองว่าเสีย 2,500 บาท แล้วได้เป็นผู้เลือก”

แต่สุดท้ายเมื่อกลายเป็นผู้ได้รับเลือกด้วยคะแนนท่วมท้น เขามองว่า “การที่เราทำงานมา แสดงว่าเกิดผล”

ภายใต้กติกาเลือก สว. ซึ่งถูกวิจารณ์สารพัด บ้างก็ว่า “ซับซ้อนที่สุดในโลก” บ้างก็ว่า “พิสดารที่สุดในโลก” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ เล่าว่า ในระดับอำเภอ เข้าไปไม่รู้จักใครเลย แต่คนที่เป็นเครือญาติของผู้สมัครรู้จักเขา แล้วอาศัยการบอกปากต่อปากไป แต่พอไปถึงระดับจังหวัด รู้จักคนมากขึ้น เพราะเคยทำงานประสานราชการทุกหน่วย และดูแลโรงพักทุกอำเภอมาก่อน ทว่าสิ่งที่เขาต้องทำด้วยตัวเองคือการส่งเอกสารแนะนำตัวให้คนที่ไม่รู้จักมาก่อน

“ผมไม่ได้เน้นแต่กลุ่มกฎหมายนะ และผมก็รับปากคนอื่นมาตั้งเยอะ แต่พอตอนเลือกจริง ดันอยู่คนละสาย ไม่ได้จับสลากเจอกัน หรือพอได้ร่วมสาย แต่เขาไม่ผ่านรอบแรก ที่จริงตรงนี้จะบอกว่าหักหลังหรืออะไรก็คงไม่ได้ เพราะบางทีเราก็ลง (คะแนน) ไม่ได้ตามที่รับปากเอาไว้” สว. หน้าใหม่กล่าว

ถามตรง ๆ ว่านอกจากโปรไฟล์ดี ต้องมีพลังเกื้อหนุนเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะนักการเมือง-บิ๊กตำรวจ-บิ๊กทหารที่มีชื่อเสียง แต่ไม่ใช่ “สายสีน้ำเงิน” ก็ตกรอบไปไม่น้อย

คำตอบของ สว.ฉัตรวรรษ คือ โปรโพล์เป็นเรื่องแต่ละบุคคล แต่ส่วนตัวเชื่อในความสามารถในการทำงานของผู้สมัครแต่ละคน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพูดถึง จ.บุรีรัมย์ คนจะนึกถึง เนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ “ครูใหญ่” ค่ายภูมิใจไทย สว. หน้าใหม่เลี่ยงตอบคำถามนี้ โดยบอกเพียงว่า “อันนั้นก็เป็นเรื่องของเขา”

เมื่อถามย้ำว่า รับราชการบุรีรัมย์มา 2 ทศวรรษ สนิทสนมกับ “บ้านใหญ่ชิดชอบ” หรือไม่ เขาไม่ตอบคำถามนี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า “อันนั้นไม่รู้ หน้าที่เรามี ก็ทำหน้าที่”

กับภาพลักษณ์ “วุฒิสภาสีน้ำเงิน” ซึ่งมีอดีตผู้การฯ บุรีรัมย์เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย เจ้าตัวเห็นว่าเป็นเรื่องของคนที่จะคิดและให้เป็นอคติของเขาไป

“การที่กล่าวอ้างว่าเราสีน้ำเงิน มันดีอย่างหนึ่งนะ เราคิดในทางบวก สีน้ำเงินเป็นสีของสถาบันฯ เป็นสีหนึ่งของธงชาติ เราก็ได้รับเกียรติ เพราะตำรวจเราหนีไม่ออกในเรื่องของความจงรักภักดี นี่ผมพูดด้วยจิตสำนึกเลย เรารับราชการมา สำนึกตลอด” สว.ฉัตรวรรษ กล่าว

สว. รายงานตัวแล้ว 136 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ในวันแรก มี สว. แสดงตนต่อสำนักเลขาธิการวุฒิสภาแล้ว 136 คน

อดีต ผช.รมต. บอก “ขอบคุณที่ให้ผมอยู่ในสีน้ำเงิน”

ไม่ว่าบังเอิญหรือจงใจ คำตอบจาก พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ใกล้เคียงกับชุดคำอธิบายของ ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. ผู้เกิดและทำงานที่ จ.บุรีรัมย์

“ถ้าบอกว่าสีน้ำเงินคืออะไร ผมก็ให้ไปดูธงชาติไทย จบไหม ธงชาติไทยมีความสำคัญต่อประเทศชาติ ก็ขอบคุณที่ให้ผมอยู่ในสีน้ำเงิน” ประพนธ์ กล่าว แม้ในตอนต้น เขาออกปากกับบีบีซีไทยว่าไม่อยากให้มีการพูดว่าสีนั้นสีนี้สีนี้

ประพนธ์ คือเป็น สว. ผู้มีคะแนนเป็นลำดับที่ 1 ของกลุ่ม 4 กลุ่มการสาธารณสุข ด้วย “กลยุทธ์” ที่เขาไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

สว. วัย 64 ปี เป็นศัลยแพทย์ รพ.บุรีรัมย์ มา 15 ปี ก่อนขยับขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมา 2 รพ. รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนั่งเก้าอี้รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ

จากนั้นเขาเข้ามาชิมลางงานการเมืองในบทบาทกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยทำงานใกล้ชิดกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สธ. (ขณะนั้น) เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ประสบการณ์ที่ผ่านมาในฐานะหมอ ทำให้เขาบอกว่า “ได้ดูแลประชาชนมาโดยตลอด” เมื่อต้องใช้กฎหมายสาธารณสุขควบคุมโรคและคุ้มครองประชาชน ก็ทำให้เห็นข้อจำกัดบางส่วน เนื่องจากฎหมายต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะสังคมและประเทศชาติ เมื่อมีโอกาสจึงอยากเข้ามาทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ

ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล บอกว่ารู้สึกกดดันที่สุดในรอบเลือกระดับประเทศ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล บอกว่ารู้สึกกดดันที่สุดในรอบเลือกระดับประเทศ

แต่กว่าจะเดินทางมาถึง “สภาจันทรา” อันเป็นชื่อเล่นที่ใช้เรียกขานวุฒิสภา ประพนธ์ ยอมรับว่า กระบวนการเป็นอะไรที่ใหม่มาก ต้องหาความรู้เรื่องกฎระเบียบ และดูเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หากไม่แน่ใจก็สอบถาม กกต. และพอเริ่มสมัครแล้ว ก็ต้องพยายามทำให้สิ่งที่เขาทำมาทั้งชีวิตไปถึงการรับรู้ของผู้สมัครอื่นจากระดับอำเภอ ขยายไปจังหวัด ซึ่งรวมถึงการเข้าไปอยู่ในสารพัดกลุ่มไลน์ของผู้สมัคร สว. ด้วย

“กระบวนการเลือกก็คือกระบวนการเลือก วิธีการก็คือวิธีการ กลยุทธ์ก็คือกลยุทธ์ ผมไม่เชื่อหรอกว่าใครที่เข้ามาถึงตรงนี้แล้วไม่แลกคะแนน มันอยู่ที่กลยุทธ์ว่าเขาแลกคะแนนกันอย่างไร การแลกคืออะไร หนึ่งต่อหนึ่ง แต่บางครั้งมันไม่ใช่ สมมติมีห้า ก็ควรไปแลกห้า แต่ไปแลกห้าหลายวง เป็นสิบวง แต่สุดท้ายก็คือต้องเลือกเท่ากับคะแนนที่เรามีอยู่ ถูกไหม” สว. หัวตารางของกลุ่ม 4 กล่าว

ทว่าเขาไม่ยอมเปิดเผยกลยุทธ์ที่ทำให้ตัวเองคว้า 72 คะแนน ในรอบเลือกไขว้กลุ่ม สาย ข ห่างจากผู้มีคะแนนลำดับที่ 2 ของกลุ่ม 4 ถึง 20 คะแนน แต่ยอมรับว่าสึก “กดดันที่สุด” ในรอบการเลือกระดับประเทศ

“ผู้สมัครเกิดความกดดัน พอเข้าไปแล้ว มันเหมือนกับที่เขาบอกกันว่าเหมือนแข่งเกมโชว์ที่ต้องคัดคนออก ดังนั้นก็ต้องหาวิธีการอะไรประมาณนั้น ขอแตะแค่นี้พอ”

อย่างไรก็ตามหมอประพนธ์ยอมรับว่า “ผู้สมัครเกิดความกดดัน พอเข้าไปแล้ว มันเหมือนกับที่เขาบอกกันว่าเหมือนแข่งเกมโชว์ที่ต้องคัดคนออก ดังนั้นก็ต้องหาวิธีการอะไรประมาณนั้น ขอแตะแค่นี้พอ”

ทว่าแทคติก “จัดตั้ง-ฮั้ว-บล็อกโหวต” ที่ทำให้ผู้สมัครบางส่วนได้เข้าสภา คล้ายทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดที่ 13 ติดลบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน แล้วจะทำอย่างไรให้วุฒิสภาพลิกกลับมามีภาพลักษณ์เชิงบวกในสายตาประชาชน?

เขาหยุดคิดพักหนึ่ง ก่อนตอบว่า ก็ต้องเข้ามาอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ ใช้ความรู้ความสามารถทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สังคมภายนอกจ้องมองคนที่เข้ามาตรงนี้ ดังนั้นขอให้ใช้ความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สว. “คนวิ่งน้ำ” บอก “พูดไม่ถูก” วันได้เข้าสภา

ชีวิตของชายผู้ประกอบอาชีพรับจ้างมาตลอด อย่าง จตุพร เรียงเงิน กำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อได้รับเลือกให้เป็น สว.กลุ่ม 7 กลุ่มพนักงาน หรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

เขาเล่าว่า สนใจการเมืองอยู่แล้ว เคยลงสมัครสมาชิกสภาจังหวัด (สจ. ซึ่งตำแหน่งนี้ยกเลิกไปแล้ว เปลี่ยนเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ส.อบจ.) และสมาชิกสภา อบต.เสาเดี่ยว ในสมัยที่แล้ว แต่ไม่ได้รับเลือก เมื่อมีโอกาสใหม่เข้ามา เขาจึงไม่รั้งรอจะยื่นใบสมัคร สว.

“สมัยก่อนต้องเลือกแต่คนใหญ่ ๆ คนมีเงิน แต่มาครั้งนี้ เราวุฒิภาวะได้ ก็ลุยเลย” จตุพร กล่าว

ในเอกสารแนะนำตัว (สว. 3) ของ จตุพร ระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานกลุ่มที่สมัครแบบไม่เต็มบรรทัด จากโควต้าที่เขียนได้ 5 บรรทัด โดยบรรยายเพียงว่า “วิ่งน้ำ และรับจ้าง ตั้งแต่อายุ 30 ปี ถึงปัจจุบัน”

เขาบอกบีบีซีไทยเพิ่มเติมว่า เรียนมาด้านการเกษตรจาก ม.ราชภัฎบุรีรัมย์ ไม่ได้ทำงานราชการ “เราเรียนจบ เป็นทหาร ออกมาก็มารับจ้าง เพราะสอบราชการไม่ติด ก็ต้องหางานทำ ก็เลยลงได้กลุ่มนี้ กลุ่มอื่นเราก็ไม่มีความสามารถขนาดนั้น”

แต่ชายวัย 46 ปียืนยันว่าเป็น “สว. ตรงปก” เพราะมีอาชีพตรงกับกลุ่ม 7 จริง ๆ โดยเริ่มต้นจากการรับจ้างขับรถสิบล้อเป็นเวลา 15 ปี ก่อนมาวิ่งน้ำถัง 18 ลิตร ส่งตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นเวลา 10 ปี

“ผมไปทุกหลังคาเรือนเลย วิ่งไปอำเภอเมือง วิ่งไปทั่ว เพราะต้องหาขายให้ได้ ก็เลยรู้จักคนเยอะ” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

จตุพร เรียงเงิน ยืนยันว่าเขาเป็น “สว. ตรงปก” เพราะมีอาชีพรับจ้างจริง ๆ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จตุพร เรียงเงิน ยืนยันว่าเขาเป็น “สว. ตรงปก” เพราะมีอาชีพรับจ้างจริง ๆ

แม้กระทั่งวันเลือก สว. ระดับประเทศแบบมาราธอนข้ามคืนที่ไปจบราว 04.00 น. ของวันที่ 27 มิ.ย. พอเขากลับถึงบ้านเกิด นอนพัก วันถัดไปก็ไปวิ่งน้ำทันที จน “สะดุดหินล้มหน้าคว่ำ”

แล้วในบรรดาคนที่บอกว่ารู้จักเยอะ มีผู้ใหญ่ทางการเมืองบ้างหรือไม่

“ไม่” เขาตอบคำเดียว

กับ เนวิน ชิดชอบ เขารู้จักว่า “มีสนามฟุตบอล” แต่ไม่เคยเจอตัวจริง

“โอ้ย เราวิ่งส่งน้ำ จะไปเจอได้ยังไง เขามีสปอนเซอร์ของเขา เราเข้าไม่ถึงเขาหรอก ไม่เคยเจอตัวเป็น ๆ เลย” จตุพร กล่าว

คิดว่าชาวบุรีรัมย์มีอะไรดีถึงได้เข้าสภาสูงถึง 14 คน จตุพร ตอบว่า ไม่รู้ แต่ย้ำอีกว่าตัวเองวิ่งน้ำไปทั่ว จึงรู้จักคนมาก

เมื่อถูกแย้งว่า แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีสิทธิเลือก สว. คนเลือกคือผู้สมัครด้วยกันเท่านั้น ทำให้เขายิ้มแห้ง ๆ ก่อนบอกว่า “มันก็พึ่งดวงเหมือนกันล่ะ มีสิ่งศักดิ์สิทธิแหละ มีพระครูอยู่ที่บ้าน พกติดตัวทุกรอบ”

แม้แต่เพื่อน สว. ร่วมจังหวัดอีก 13 คน จตุพร ก็บอกว่า ไม่รู้จัก เพราะเขาลงสมัครเขตชายแดน (อ.หนองหงส์)

แล้วทำไมผู้สมัครคนอื่นถึงเลือก จตุพร ตั้ง 55 คะแนน จนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 5 ของกลุ่ม 7?

“อันนี้ไม่รู้ แต่เราทำการบ้าน ก็อ่าน (สว. 3) ดูจังหวัดใกล้ ๆ ตัวเองไว้ก่อน ใครอยู่อีสาน ผมก็กาให้เขาหมด”

แต่ถึงกระนั้น ชื่อของ สว. ผู้ให้จำกัดความตัวเองว่าเป็น “คนวิ่งน้ำ” จาก จ.บุรีรัมย์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “สว. สีน้ำเงิน” แต่เจ้าตัวอ้างว่า ไม่ได้สนใจ ก็แล้วแต่เขาจะเรียก

“ไม่โกรธนะ เขาก็เหมารวมกันอยู่แล้ว ดีก็อาจจะดูมีเพื่อนมาก แต่นี่ไม่มีใครนั่งด้วยสักคนเลย” เขาพูดพลางชี้ให้ไปยังโซฟาที่ปราศจากคนนั่งข้าง ๆ

เมื่อถามอีกว่า เข้าใจว่า สว.สายสีน้ำเงิน หมายถึงอะไร?

นี่เป็นอีกครั้งที่เขาตอบว่า “ก็ไม่รู้ การเมืองไม่ได้สนใจมัน พวกสายสีน้ำเงิน แต่พวกอื่น ๆ สนใจอยู่ อย่างประชุมสภาก็เคยนอนดู ศึกษาดู”

ส่วนความรู้สึกในวันได้เข้ามาเป็น สว. ตัวจริง เขานิ่งคิดนาน และไม่มีคำตอบโดยบอกว่า “พูดไม่ถูก” แต่เฉพาะวันนี้เขายังใช้ชีวิตตามปกติ นั่งรถโดยสารประจำทางมาจาก จ.บุรีรัมย์ พร้อมภรรยาที่ “แอบ ๆ มา” อยู่ข้างนอก

ยังไม่พูดถึงภารกิจ

ท้ายที่สุดเมื่อให้ 3 สว. พูดถึงภารกิจที่ตั้งใจจะทำหลังจากนี้ พวกเขายังไม่ขอขยี้-ขยายรายละเอียด โดยบอกเพียงหลักการกว้าง ๆ ว่าจะทำงานดูแลประชาชนให้มากที่สุด

เช่นเดียวกับการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ จตุพร บอกว่า ขอเวลาศึกษาก่อน

“ต้องหาที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ ต้องอาศัยพวกนั้นด้วย เราต้องศึกษา” จตุพร พูดพลางตบกระเป๋าคู่มือ สว. ที่ได้รับแจกจากสำนักเลขาธิการวุฒิสภามา

ขณะที่ สว.ประพนธ์ บอกว่า “ยังไม่ขอแตะประเด็นนี้”