เปิดภูมิหลังของวุฒิสภาชุดใหม่ หลัง กกต. ประกาศรับรอง 200 สว.-สำรอง 99 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ครบ 200 คน เผยได้ขอความร่วมมือ 3 หน่วยงานคือ ตร. ดีเอสไอ และ ปปง. ส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบความไม่สุจริตจากการ “จัดตั้ง-บล็อกโหวต-ฮั้ว”
รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 200 คน และบัญชีสำรองอีก 99 คน ได้รับการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาค่ำวันนี้ (10 ก.ค.) โดยล่าช้ากว่ากำหนดการที่สำนักงาน กกต. วางไว้วันที่ 3 ก.ค. ถึง 7 วัน
“ณ วันนี้ กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าการเลือก สว. เป็นไปด้วยความถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม จึงมีมติประกาศผลการเลือก สว. ของแต่ละกลุ่มทั้ง 20 กลุ่ม โดยลำดับที่ 1-10 ของแต่ละกลุ่ม เป็น สว. ส่วนลำดับที่ 11-15 เป็นบัญชีสำรอง ยกเว้นกลุ่มที่ 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) ซึ่ง กกต. ได้ให้ใบส้ม หรือสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกของผู้ได้รับเลือกเป็น สว. เป็นการชั่วคราว โดย สว. อยู่ในลำดับที่ 1-10 จึงต้องเลื่อนลำดับที่ 11 ขึ้นไปอยู่ในลำดับที่ 10 แทน ทำให้กลุ่ม 18 เหลือสำรองแค่ 4 คน” นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงข่าว
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กกต. ไม่ได้ระบุชื่อว่าใครคือผู้ที่ถูกแจกใบส้ม
ต่อมา เมื่อมีการเผยแพร่ประกาศ กกต. เรื่อง ผลการเลือก สว. พบว่าชื่อของ น.ส.คอดียะฮ์ ทรงงาม ผู้มีคะแนนเป็นลำดับที่ 4 ของกลุ่ม 18 หายไป โดยก่อนหน้านี้สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า เธอที่ปรึกษานายก อบจ.อ่างทอง ซึ่งศาลฎีกาวางแนวเอาไว้ว่าตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นผู้บริหารท้องถิ่น จึงถูก กกต. แจกใบส้ม
สำหรับบุคคลที่ได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สว. ตัวจริงคือ ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ประธานรุ่น 5 หลักสูตร “พัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร” (พคบ.) ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งมีคะแนนมาเป็นลำดับที่ 11 ของกลุ่ม 18
ส่วนการประกาศบัญชีสำรอง 99 คน จะขัดกับกฎหมายที่ให้ กกต. ประกาศรายชื่อ สว. 200 คน และบัญชีสำรอง 100 คน หรือไม่นั้น นายแสวงตอบว่า “ก็ทำไปแล้ว” โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือก สว. ฉบับที่ 3 ข้อ 154/1 ให้กกต .สามารถเลื่อนบัญชีสำรองขึ้นมาแทนได้
นายแสวงชี้แจงด้วยว่า เหตุที่ กกต. รับรอง สว. ครบ 200 คน “เพื่อให้เปิดสภาได้” โดยให้ สว. เข้ารับหนังสือที่สำนักงาน กกต. ระหว่างวันที่ 11-12 ก.ค. เวลา 08.30-16.30 น.
ด้านสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้จัดเตรียมสถานที่พร้อมรับการแสดงตนของ สว. ชุดใหม่ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน โดยใช้ห้องริมน้ำ 1 ชั้น 1 อาคารวุฒิสภา เพื่อรับเอกสารและคู่มือการปฏิบัติหน้าที่ โดยแจ้งให้บรรดา สว. เข้าแสดงตนได้ตั้งแต่วันที่ 11, 12 และ 15 ก.ค. เวลา 08.30-16.30 น. จากนั้นจะมีการเรียกประชุมวุฒิสภานัดแรกต่อไป
การเดินหน้ารับรอง สว. แบบยกชุด เกิดขึ้นท่ามกลางคำขู่จากอดีตผู้สมัครบางส่วนว่าจะฟ้องดำเนินคดีกับ 7 กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดให้ กกต. ประกาศผลการเลือก สว. ถ้าเห็นว่า “การเลือกเป็นไปโดยถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม” เมื่อได้รับรายงานจากผู้อำนวยการการเลือกระดับประเทศ ให้รอไว้ไม่น้อยกว่า 5 วัน แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องประกาศรับรอง สว. ภายในเมื่อใด
ถึงแม้มีสถานะ สว. แล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนที่ กกต. ประกาศรับรองไปก่อน จะรอดพ้นจากการถูกตามสอยในภายหลัง โดย กกต. มีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐานส่งเรื่องให้ 2 ศาลพิจารณาต่อไป โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พ.ร.ป.สว. มาตรา 62 และมาตรา 63
กรณี “ความปรากฏ” ต่อ กกต. ว่า สว. คนใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้โดยไม่ชักช้า (มาตรา 63)
แต่ถ้าเป็นกรณี “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น (มาตรา 62)
สว. ชุดที่ 13 มาจากกระบวนการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ และเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ โดยไต่ระดับ 3 ชั้น จากอำเภอ สู่จังหวัด และจบที่ระดับประเทศ ทว่าภายหลังกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นลงในช่วงรุ่งสางของวันที่ 27 มิ.ย. ก็มีสารพัดเรื่องร้องเรียนตามมา โดยมีผู้ร้องไปยังสำนักงาน กกต. ศาลปกครอง และสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป บางคนเสนอให้นับคะแนนใหม่ ขณะที่บางคนเรียกร้องให้ “ล้มกระดาน” ทำให้การเลือกเป็นโมฆะ
แม้แต่ สว. “ชุดเฉพาะกาล” บางส่วนก็ยังวิจารณ์ระบบ และเปิดหลักฐานกลางสภาว่ามีการ “ฮั้ว” ก่อนมีมติเมื่อ 8 ก.ค. ให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาตรวจสอบการเลือก สว. อย่างไรก็ตามเมื่อ กกต. รับรอง สว. ชุดใหม่แล้ว นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธาน กมธ. กล่าวว่า “ภารกิจเราก็เสร็จสิ้นเท่านั้นเอง”
การสิ้นสุดสมาชิกภาพ สว. ทั้ง 250 คน ส่งผลให้พวกเขาต้องพ้นจากทุกตำแหน่งในวุฒิสภา รวมถึงตำแหน่ง กมธ. ไปด้วย
กกต. จัด 3 กลุ่มความผิด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในระหว่างเปิดแถลงข่าววันนี้ (10 ก.ค.) นายแสวงเน้นย้ำ 3 คำสำคัญ ซึ่งนำมาสู่มติ กกต. ให้ประกาศรับรอง สว. ครบทั้งสภา พร้อมระบุด้วยว่าสำนักงาน กกต. ได้รวบรวมกลุ่มความผิดที่อาจทำให้การเลือก สว. ไม่ “ถูกต้อง สุจริต เที่ยงธรรม” และใช้เป็นเงื่อนไขในการประกาศรับรองผลการเลือก
เขาแบ่งกลุ่มความผิดออกเป็น 3 กลุ่ม และแจกแจงการปฏิบัติงานของ กกต. เอาไว้ ดังนี้
1. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม “ที่บอกว่า กกต. ไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะเราได้ตรวจสอบและคัดคนออกกว่า 2 พันคน”
จากผู้สมัครทั้งหมด 48,117 คน ผอ.การเลือกระดับอำเภอไม่รับสมัคร 1,917 คน และได้ลบชื่อออกอีก 526 คนก่อนถึงวันเลือกระดับอำเภอ เมื่อผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด ผอ.การเลือกระดับจังหวัดได้ลบชื่อออกอีก 87 คนก่อนถึงวันเลือกระดับจังหวัด และเมื่อผ่านเข้าสู่ระดับประเทศ ผอ.การเลือกระดับประเทศได้ลบชื่อออก 5 คนก่อนถึงวันเลือกระดับประเทศ
นอกจากนี้ กกต. ยังมีมติให้สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกของผู้สมัครเป็นการชั่วคราว รวม 89 กรณี และได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกด้วย จากปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม โดยให้ “ใบเหลือง” 88 ใบ ตามมาตรา 20 ของ พ.ร.ป.สว. และ “ใบส้ม” 1 ใบ ตามมาตรา 60 ของ พ.ร.ป.สว.
2. กระบวนการเลือก 3 ระดับ ระดับอำเภอในวันที่ 9 มิ.ย. ระดับจังหวัดในวันที่ 16 มิ.ย. และระดับประเทศในวันที่ 26 มิ.ย.
นายแสวงบอกว่า มีสำนวนร้องมายัง กกต. 3 สำนวน ได้พิจารณาจบแล้ว และมีสำนวนร้องไปยังศาลฎีกา 18 คดี ตามมาตรา 44 ของ พ.ร.ป.สว. “ศาลฎีกายกคำร้องทุกคดีแล้ว... ไม่มีคดีค้างศาลฎีกาแล้ว จึงถือว่าการเลือกเป็นไปโดยชอบ”
3. ความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมอันเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย นายแสวงบอกว่า มีสำนวนร้องมายัง กกต. 47 เรื่อง ซึ่งสังคมใช้คำว่า “จัดตั้ง-บล็อกโหวต-ฮั้ว” โดยสำนักงาน กกต. ได้รวบรวมพยานหลักฐานได้พอสมควร พบว่า “อาจเป็นขบวนการ” ต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารวมกัน จึงได้ทำหนังสือขอความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสอบสวนรวม 23 คน เพื่อดูความเชื่อมโยงของผู้สมัครและคนอยู่เบื้องหลัง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาวาเป็นการทำให้การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรมอย่างไร
เขากล่าวว่า เมื่อมีการกล่าวหาบุคคลกระทำผิด แต่ข้อมูล ณ วันนี้ยังไม่พอเพียงที่จะบอกว่าเขากระทำผิด สำนักงานต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม “ในชั้นนี้จึงยังไม่สามารถบอกว่าการเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม” และย้ำว่า กกต. จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าฝ่ายผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง จะให้โอกาสพิสูจน์ข้อกล่าวหาและแก้ข้อกล่าวหา
ใครเข้าสภาบนด้วยคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด
บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลจากประกาศ ผอ.การเลือกระดับประเทศ เรื่อง ผลการนับคะแนนในการลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน สาย ก ข ค ง และเอกสารบันทึกการนับคะแนนของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ในฐานะผู้สังเกตการณ์การเลือก สว. เมื่อ 26 มิ.ย. และสังเคราะห์ข้อมูลที่น่าสนใจเอาไว้ ดังนี้
สว. ชุดใหม่ 200 คน ได้รับคะแนนรอบ “เลือกไขว้” ในระดับประเทศ ตั้งแต่ 16-79 คะแนน
ผู้ได้เข้าสภาสูงด้วยคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย จากกลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) ได้ไป 79 คะแนน, นายชินโชติ แสงสังค์ กลุ่ม 7 (กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ) ได้ไป 77 คะแนน และ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี จากกลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) ได้ไป 76 คะแนน
ส่วนผู้ได้เข้าสภาสูงด้วยคะแนนต่ำสุดคือ นายอภินันท์ เผือกผ่อง จากกลุ่ม 1 (กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) ได้ไป 16 คะแนน
นอกจากนี้ยังมี สว. อยู่ 8 คน จาก 5 กลุ่ม ที่ได้เข้าสูงสภาเพราะการจับสลากในรอบสุดท้าย เนื่องจากมีคะแนนเท่ากับเพื่อนร่วมกลุ่มอาชีพที่มีคะแนนมาท้าย ๆ ตาราง ตามเอกสารบันทึกการนับคะแนนของไอลอว์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้านผู้มีชื่อในบัญชีสำรอง 100 คน ได้รับคะแนนรอบ “เลือกไขว้” ในระดับประเทศ ตั้งแต่ 25-7 คะแนน โดยคนสุดท้ายที่ติดบัญชีสำรองด้วยผลโหวตน้อยที่สุดเพียง 7 คะแนนคือ นายดิษฐ์พิเชษ สุวรรณโพธิ์ จากกลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) อีกทั้งยังเป็นการเข้าสู่บัญชีสำรองเพราะจับสลากได้ เนื่องจากในกลุ่ม 20 มีผู้ได้คะแนน 7 คะแนนเท่ากัน 5 คน
ส่วนตัวเลขอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากผลคะแนนเลือกในรอบสุดท้าย มีดังนี้
- ในทุกกลุ่มจะมีผู้สมัครที่มีคะแนนเป็น 0 คะแนน รวมทั้งหมด 49 คน
- ในทุกกลุ่ม คนหัวตารางที่อยู่ 5-6 อันดับแรก จะมีคะแนนเกาะกลุ่มกัน ตั้งแต่กว่า 70 คะแนน ถึง 50 คะแนนปลาย ๆ
- ในทุกกลุ่ม ผู้ที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 7 จะมีคะแนนช่วง 20 คะแนนปลาย ๆ ถึง 35 คะแนน
ผ่าดีเอ็นเอวุฒิสภาชุดที่ 13
บีบีซีไทยยังตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของวุฒิสมาชิกชุดใหม่ จากเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. หรือที่เรียกว่า “แบบ สว. 3” ก่อนประมวลข้อมูลที่น่าสนใจเอาไว้ ดังนี้
วุฒิสภาชุดที่ 13 มีสัดส่วนผู้ชายมากถึง 155 คน หรือคิดเป็น 77.5% โดยมี สว. หญิงเพียง 45 คนเท่านั้น
สิ่งที่แตกต่างจาก สว. “ชุดเฉพาะกาล” ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างชัดเจนคือ พลเรือนเข้ายึดเก้าอี้ได้ถึง 92% เนื่องจากมีอดีตนายทหารและนายตำรวจรวมกันเพียง 16 คนเท่านั้น แบ่งเป็น อดีตนายทหาร 6 คน และอดีตนายตำรวจ 10 คน
สำหรับสมาชิกที่มีอาวุโสสูงสุดคือ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี วัย 78 ปี สว.กลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) จะต้องทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุมวุฒิสภานัดแรก เพื่อดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภาอีก 2 คน
ว่าที่ประธานวุฒิสภาชั่วคราว เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6, อดีต สว. และอดีตประธานอนุกรรมการการเลือกตั้งสอบสวนกรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ส่วน สว. ที่มีอายุน้อยที่สุด 40 ปี อันเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายในการลงสมัคร สว. ได้มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สว.กลุ่ม 4 (กลุ่มการสาธารณสุข), นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว สว.กลุ่ม 6 (กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง), นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก สว.กลุ่ม 9 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม), น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สว.กลุ่ม 9 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม), นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.กลุ่ม 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม)

เมื่อไปดูวุฒิการศึกษา พบว่า สว. ชุดนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในสัดส่วนมากที่สุด 71 คน (คิดเป็น 35.5%) รองลงมาคือ ปริญญาตรี 67 คน (คิดเป็น 33.5%), ปริญญาเอก 35 คน (คิดเป็น 17.5%), มัธยมศึกษาและเทียบเท่า 14 คน (คิดเป็น 7%), ประถมศึกษา 4 คน (คิดเป็น 2%) ส่วนที่เหลือเป็นวุฒิการศึกษาอื่น ๆ ได้แก่ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.), วิทยาลัยครู, วิทยาลัยเทคนิค/วิทยาลัยเทคโน, การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.), การศึกษาผู้ใหญ่
ด้านพื้นที่ที่ สว. ทั้งหลายเลือกลงสมัครรับเลือก-เป็นตัวแทน พบว่า มี สว. จาก จ.บุรีรัมย์มากที่สุด 14 คน รองลงมาคือ กทม. 9 คน และพระนครศรีอยุธยา และสุรินทร์ จังหวัดละ 7 คน
ขณะเดียวกันมี 13 จังหวัดที่ไม่มี สว. แม้แต่คนเดียว ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ตาก นราธิวาส เพชรบูรณ์ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร สระแก้ว อุตรดิตถ์ อุดรธานี











