ฟังเสียงจาก "ผู้รอด" เข้า "สภาจันทรา" หรือ วุฒิสภา เช็กชื่อจริงเทียบโผ "สว. ประชาชน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ตลอด 47 วันนับจากมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือก สว. เมื่อ 11 พ.ค. จนถึงวันเลือกระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. ผู้สมัครแต่ละคนต้องผ่านอุปสรรคและได้รับประสบการณ์แตกต่างหลากหลาย
จาก “ผู้ลงสนาม” ทั้งสิ้น 4.8 หมื่นคน ค่อย ๆ ถูกคัดออกใน 3 ด่านหินในการเลือกระดับอำเภอ-จังหวัด-ประเทศ จนเหลือ 200 คนสุดท้ายเป็น “ผู้รอด” เข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภา
ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว. ประชาชน” จำนวน 28 คน หรือคิดเป็น 14% ของวุฒิสภา
นี่คือเสียงจาก ว่าที่ “สว. ประชาชน” ถึงเส้นทางที่ผ่านมา และเป้าหมายปลายทางของการได้เข้าไปทำหน้าที่ใน “สภาจันทรา”
“พื้นที่นี้มีการจองไว้ให้กับคนบางกลุ่ม”
“เหนื่อย เราลุ้นทุกคะแนนว่า คนธรรมดาอย่างเราจะได้ไหม” คือความรู้สึกของ อังคณา นีละไพจิตร หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือก สว. แบบมาราธอนข้ามวันข้ามคืน
หญิงวัย 68 ปี เป็นว่าที่ สว. จากกลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ โดยสั่งสมประสบการณ์มาหลากหลาย ทั้งในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2550 และยังเป็นเจ้าของรางวัลแมกไซไซปี 2019 (พ.ศ. 2562)
ด้วยบทบาทโดดเด่นในด้านสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม ทำให้ชื่อชั้นของ อังคณา เป็นที่รู้จัก-ยอมรับในหมู่เครือข่ายภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) และมีชื่อติด 5 อันดับแรกใน “โผ สว. ประชาชน” ก่อนกลายเป็นว่าที่ สว. ตัวจริงในวันนี้
แม้ผ่านการแข่งขันในสนามโหด-หินที่สุดอย่าง กทม. ที่มียอดผู้สมัครสูงสุดของประเทศมาได้ เนื่องจากเธอเลือกลงสมัคร สว. ที่เขตธนบุรี ก่อนผ่านเข้ารอบจังหวัด และมาจบที่รอบประเทศ แต่ว่าที่ สว.หญิง รู้สึก “ผิดหวังกับระบบการเลือก” โดยเฉพาะเมื่อเห็นบางคนในตำแหน่ง “หัวตาราง” มีคะแนนสูงลิ่ว ขณะที่ภาคประชาชนที่กระจายอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ได้เข้าวุฒิสภาน้อยมาก
ข้อสังเกตจาก อังคณา หลังพิจารณาคะแนนในชาร์ตนับคะแนนคือ บางคนมีคะแนนสูง และเป็นการสูงแบบเกาะกลุ่มเป็นแท่งนำโด่งขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมากในหมู่ผู้สมัครที่เข้ารอบสุดท้าย 40 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า ว่าที่ สว. ในกลุ่ม 17 ที่มีผลโหวตเป็นลำดับ 1 ในรอบ “เลือกไขว้” ได้คะแนนไป 63 คะแนน (จ.ระนอง) ส่วน 5 คนถัดมา มีคะแนนในระดับ 50 คะแนน+ (จ.บุรีรัมย์ 2 คน, นครพนม, สิงห์บุรี, อุทัยธานี) ส่วนที่เหลือก็เป็นคะแนนระดับ 30 และ 20 คะแนน ส่วน อังคณา ได้ 22 คะแนน
“เรายอมรับว่าเราคุยกัน (ในหมู่ภาคประชาสังคม) พร้อมทำงาน และอยากเข้ามาทำงาน แต่พอเราเจอกับวิธีการในการเข้ามาของบางกลุ่ม เราก็รู้สึกผิดหวังว่าพื้นที่นี้มีการจองไว้ให้กับคนบางกลุ่ม และในส่วนของภาคประชาชนจริง ๆ ได้มาน้อยมาก” อังคณา กล่าว
ว่าที่เพื่อน สว. ร่วมกลุ่ม 17 ของ อังคณา มีสารพัดอาชีพ ทั้งนักธุรกิจ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บางคนเขียนประวัติและประสบการณ์การทำงานในเอกสารแนะนำตัว (สว. 3) เพียงบรรทัดเดียว แต่สามารถเข้ามารอบสุดท้ายได้ ในขณะที่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ของเธอที่ทำงานภาคประชาสังคมมาอย่างหนักต้องตกรอบตั้งแต่การ “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ
เมื่อบีบีซีไทยถามว่า ถ้าดูภาพรวมแล้วคิดว่า 200 สว. เป็นตัวแทนของใคร อังคณา ยังไม่ตอบคำถามนี้ โดยขอรอดูโฉมหน้าของ สว. ก่อน นอกเหนือจากข้อมูลของกลุ่มภาคประชาสังคม และอีก 4 กลุ่มที่เจอกันในรอบ “เลือกไขว้”
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าได้ยินหลายคนพูดว่า มีกลุ่มการเมืองเข้ามาสนับสนุนผู้สมัครบางคน แต่ไม่กล้าพูดว่าเป็นกลุ่มใด เพราะบางกลุ่มมีพรรครัฐบาลก็ได้คะแนนน้อยมาก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อดีต สสร. ชุด 2550 ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของกติกาในการเลือก สว. ที่ออกแบบมาโดยอ้างว่าเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม แต่เมื่อนำใช้จริงกลับพบปัญหาอุปสรรคในการทำให้คนธรรมดาเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สว. ได้
“รัฐธรรมนูญบอกว่าการจัดวิธีเลือกแบบพิสดารเพื่อให้ทุกคนมามีส่วนร่วมได้ แต่เอาจริง ๆ แล้วแทบทุกกลุ่ม คนที่มาจากภาคประชาชนเข้ามาลำดับท้าย ๆ เกือบหล่น หรือหล่นไปอยู่ในบัญชีสำรอง มันพิสูจน์ให้เห็นว่า สุดท้ายคนที่ไม่มีอำนาจ ไม่ได้มีเส้นสาย มันไม่ง่ายเลย” อังคณา กล่าว
“แก้ระบบเพื่อให้ สว. สะท้อนการเป็นตัวแทนประชาชน”
เทวฤทธิ์ มณีฉาย อดีตบรรณาธิการบริหาร (บก.บห.) สำนักข่าวประชาไท เป็นอีกคนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตต่อคะแนนของว่าที่ สว. กลุ่ม 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม โดยบอกว่า คนที่ได้อันดับ 1 คะแนนพุ่งกระฉูด “ถ้ามองโลกในแง่ดีคือเขาอาจได้รับความนิยม แต่ความนิยมมันเป็นแบบแผน”
เขาขยายความ “ความนิยมเป็นแบบแผน” ว่าหมายถึง การมีคะแนนนิยมเป็นหมู่คณะ และลงคะแนนเลือกในรูปแบบคล้าย ๆ กัน
บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า ว่าที่ สว. ในกลุ่ม 18 ที่มีผลโหวตเป็นลำดับ 1 ในรอบ “เลือกไขว้” ได้คะแนนไป 67 คะแนน (จ.อุทัยธานี) ส่วน 5 คนถัดมา มีคะแนนตั้งแต่ 61-57 คะแนน (จ.สงขลา, สุรินทร์, อ่างทอง, บุรีรัมย์, และสตูล)
ขณะที่กลุ่มที่มีชื่อในบัญชี “สว.ประชาชน” ยึดพื้นที่ 3 ลำดับท้ายตาราง (ลำดับ 8-10) โดยมีคะแนนลดหลั่นกันไป ดังนี้ ชิบ จิตรนิยม พิธีกรรายการโทรทัศน์ได้ 34 คะแนน, ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ได้ 33 คะแนน และ เทวฤทธิ์ มณีฉาย ได้ 21 คะแนนเท่ากับผู้สมัครอีกคน แต่จับสลากชนะ จึงได้เป็นว่าที่ สว.
“ผมเป็น สว. จับฉลากตัวจริงเลย” อดีต บก.บห.ประชาไท กล่าวทีเล่นทีจริง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้ผู้สมัครหลายคนออกมาตั้งข้อสังเกตว่ามีกระบวนการ “บล็อกโหวต” ในการเลือก สว. ชุดใหม่ แต่ เทวฤทธิ์ ชี้ชวนให้มองว่าปัญหาอยู่ที่ระบบ บรรดากลุ่มผู้เล่นต่าง ๆ พยายามหาช่องทางในการเล่นให้ตัวเองได้เปรียบในระบบ ดังนั้นอยากให้ไปโทษที่ระบบ
ภารกิจสำคัญที่สุดสำหรับว่าที่ สว. สายสื่อมวลชนรายนี้จึงอยู่ที่การแก้ไขระบบเพื่อให้ สว. สะท้อนการเป็นตัวแทนประชาชน โดยเขามองว่ากระบวนการเลือก 3 ระดับ และการเลือกในกลุ่มอาชีพและไขว้กลุ่มอาชีพ ไม่สะท้อนความเป็นตัวแทนประชาชน “จนเราไม่รู้ว่ามันเป็นตัวแทนของอะไร มั่วไปหมด จึงมีปัญหาเรื่องความเป็นตัวแทนแน่นอน”
เทวฤทธิ์ มีชื่อเป็นอันดับ 1 ตามโผ “สว. ประชาชน” ในกลุ่มสื่อสารมวลชนฯ แต่วันนี้เขาคือผู้ถือตั๋วใบสุดท้ายในตำแหน่งท้ายสุดในรอบเลือกไขว้กลุ่ม
เขาคาดการณ์ว่า สัดส่วน สว. ประชาชน จะมีราว 10% ของวุฒิสภาทั้งหมด ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายขั้นต่ำที่ตั้งกันไว้ 67 คน หรือ 1 ใน 3 ของ สว. ทั้งหมดเพื่อให้มีเสียงเพียงพอในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ถึงกระนั้น ว่าที่ สว. วัย 40 ปี ย้ำจุดยืนเรื่องการผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีการล็อกเนื้อหาในหมวดใด และให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% และถือเอาประเด็นนี้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญในการเข้าสภาสูงที่ “แบกความคาดหวัง” ของเพื่อนร่วมทางไปด้วย พร้อมระบุว่า “ตำแหน่งนี้เป็นของพวกคุณ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แรกเริ่มเดิมที เทวฤทธิ์ ตัดสินใจลงสนาม “เพื่อโหวต” และ “ไม่ได้หวังจะเป็น สว.” โดยเลือกใช้บ้านเกิดใน อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นสถานที่สมัครและรณรงค์เผยแพร่จุดยืนต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งเขายอมรับว่า มีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง
ถึงวันนี้มี สว. ประชาชนราว 10% ได้เข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภา แต่เขายังมองโลกในแง่ดีว่าอาจสามารถโน้มน้าวให้เพื่อนร่วมสภาคนอื่น ๆ ให้เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญได้
ว่าที่วุฒิสมาชิกรุ่นใหม่ยังประกาศว่า จะ “ไม่ขัดขวางร่างกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎรหรือประชาชน” หลังพบว่ามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียง 1 จาก 26 ฉบับผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาชุดก่อน
เปิดชื่อว่าที่ 28 “สว. ประชาชน” หลุดเข้าสภาสูง
ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกระดับประเทศ ปรากฏความเคลื่อนไหวในการพยายามเกาะกลุ่มรวมตัวของผู้สมัครจากหลากหลายกลุ่ม ซึ่งมีทั้งการนัดประชุมตามโรงแรมและสถานที่ปิดลับอื่น ๆ ทั้งเพื่อแนะนำตัวอย่างใกล้ชิด และเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการเลือกว่าใครจะเป็นแคนดิเดต และใครจะเป็นโหวตเตอร์
หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว. ภาคประชาชน” ซึ่งนัดประชุมเมื่อ 25 มิ.ย. ที่ห้องจูปิเตอร์ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ก่อนที่เย็นวันเดียวกัน จะมี “โผ สว. ประชาชน” จำนวน 19 กลุ่ม จากทั้งหมด 20 กลุ่มอาชีพ ถูกส่งต่อตามสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีรายชื่อของบุคคลรวม 10 คน
บีบีซีไทยนำบัญชีรายชื่อที่ถูกระบุว่าเป็น “โผ สว. ประชาชน” มาเปรียบเทียบกับบัญชีว่าที่ สว. ที่ผ่านการเลือกในระดับประเทศ พบว่า มีผู้สมัครในโผ “สว. ประชาชน” จำนวน 24 คน ได้รับเลือกให้เป็น สว. ตัวจริง กระจายอยู่ใน 15 กลุ่มอาชีพ และมีอีก 8 คนที่ติดบัญชีสำรองของกลุ่ม
ต่อมา บีบีซีไทยได้รับแจ้งจากผู้ประสานงานกลุ่ม สว. ประชาชนว่า ว่าที่ สว. ชุดใหม่มีอีก 4 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่ม แต่ไม่ปรากฏชื่อในบัญชีแคนดิเดต 10 อันดับแรก แต่พวกเขาได้รับเลือกให้เป็น สว. ตัวจริง ซึ่งถ้ารวมกลุ่มนี้จะทำให้มี สว. ประชาชนทั้งหมด 28 คน หรือคิดเป็น 14% ของ สว. ทั้งสภา
มีรายชื่อดังต่อไปนี้
- กลุ่ม 2 บุญส่ง น้อยโสภณ (จ.ระยอง - ไม่ปรากฏชื่อในโผแคนดิเดต)
- กลุ่ม 3 ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ (จ.สมุทรสาคร)
- กลุ่ม 4 วีระพันธ์ สุวรรณามัย (จ.พิษณุโลก) ส่วนสำรอง คือ ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย (กทม.), ประชา กัญญาประสิทธิ์ (จ.เชียงใหม่)
- กลุ่ม 5 นิชาภา สุวรรณนาค (จ.ประจวบคีรีขันธ์), กัลยา ใหญ่ประสาน (จ.ลำพูน)
- กลุ่ม 6 โชติชัย บัวดิษ (จ.ระยอง)
- กลุ่ม 7 แล ดิลกวิทยรัตน์ (กทม.), ปิยพัฒน์ สุภาวรรณ (จ.นนทบุรี)
- กลุ่ม 8 เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ (จ.สมุทรปราการ) ส่วนสำรอง คือ เพียรพร ดีเทศน์ (จ.แม่ฮ่องสอน) และ ปัญญา โตกทอง (จ.สมุทรสงคราม)
- กลุ่ม 9 นรเศรษฐ์ ปรัชญากร (กทม.), มณีรัฐ เขมะวงศ์ (จ.เชียงราย)
- กลุ่ม 10 นิคม มากรุ่งแจ้ง (จ.สมุทรสาคร - ไม่ปรากฏชื่อในโผแคนดิเดต)
- กลุ่ม 11 ณภพ ลายวิเศษกุล (จ.อุบลราชธานี), ประทุม วงศ์สวัสดิ์ (จ.ชลบุรี - ไม่ปรากฏชื่อในโผแคนดิเดต) ส่วนสำรอง คือ ชโลมใจ ชยพันธนาการ (จ.น่าน), กฤษฏนันต์ ทองวิภาวรรณ์ (จ.แพร่)
- กลุ่ม 12 วีรยุทธ สร้อยทอง (จ.ฉะเชิงเทรา) ส่วนสำรอง คือ ชัชชัย ชินธรรมมิตร (จ.กาญจนบุรี)
- กลุ่ม 15 ศรายุทธ ยิ้มยวน (จ.สุพรรณบุรี)
- กลุ่ม 16 รัชนีกร ทองทิพย์ (จ.พังงา), ชวพล วัฒนพรมงคล (จ.สมุทรสาคร)
- กลุ่ม 17 ประภาส ปิ่นตบแต่ง (จ.นครปฐม), อังคณา นีละไพจิตร (กทม.), ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล (จ.เชียงใหม่ - ไม่ปรากฏชื่อในโผแคนดิเดต)
- กลุ่ม 18 นันทนา นันทวโรภาส (กทม.), ชิบ จิตรนิยม (จ.กาญจนบุรี), เทวฤทธิ์ มณีฉาย (จ.สมุทรสงคราม) ส่วนสำรอง คือ ประทีป คงสิบ (จ.เพชรบูรณ์)
- กลุ่ม 19 สุนทร พฤกษพิพัฒน์ (จ.นนทบุรี), พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ (กทม.)
- กลุ่ม 20 วราวุธ ตีระนันทน์ (กทม.), เอกชัย เรืองรัตน์ (จ.ฉะเชิงเทรา)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หนึ่งในแนวร่วมกลุ่ม สว. ประชาชน วิเคราะห์กับบีบีซีไทยว่า เหตุที่ภาคประชาชนหลุดเข้าสภาได้บางส่วน เป็นเพราะยุทธศาสตร์ “เทหมดหน้าตัก” ของคู่แข่งขัน ส่งผลให้คะแนนไปกระจุกตัวอยู่ที่ผู้สมัครไม่กี่คนที่อยู่ในส่วนหัวตาราง แทนที่จะกระจายคะแนนออกไป ภาคประชาชนที่มีคะแนนจัดตั้งมาบางส่วนจึงพอเบียดแทรกเข้าไปเกาะในช่วงท้ายตารางได้
ก่อนหน้านี้ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามผู้สมัครพบปะและแนะนำตัวกัน ซึ่งระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. ได้รับการผ่อนคลายโดยคำพิพากษาศาลปกครอง “ดังนั้นกระบวนการที่ทำโดยเปิดเผยย่อมถือว่าทำโดยสุจริต”
เช่นเดียวกับบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่มอาชีพที่ถูกส่งต่อตามห้องไลน์ ซึ่งประธาน กกต. มองว่า ถ้าเป็นการเสนอข้อคิดเห็นว่าตามบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่ม มีผู้ใดน่าจะได้รับเลือก ก็เป็นเรื่องการให้ข้อคิดเห็น หรือแม้กระทั่งการ “ล็อบบี้” ให้โหวตเลือกผู้สมัครรายหนึ่งรายใด ถ้าไม่ใช่การเสนอให้ผลประโยชน์ เป็นการนำเสนอระหว่างผู้สมัครว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ก็เป็นเรื่องปกติ

ที่มาของภาพ, คณะก้าวหน้า
คณะก้าวหน้าภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดแคมเปญ “สว. ประชาชน” เมื่อเดือน เม.ย. โดยเดินสายรณรงค์ให้ประชาชนผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายไปลงสมัครรับเลือกเป็น สว.
พวกเขาตั้งเป้าหมายให้มี “สว. ประชาชน” อย่างน้อย 67 คน จากทั้งหมด 200 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของวุฒิสภา และเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญต่อการชี้ขาดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะสำเร็จหรือไม่
ก่อนถึงวันชี้ชะตา สว. ชุดใหม่ ธนาธร เผยแพร่ “จดหมายถึงผู้สมัคร สว. ฝ่ายประชาธิปไตย” ทางเฟซบุ๊กของเขา เนื้อหาตอนหนึ่งเป็นการ “เตือนสติผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตยทุกคน” ให้ระลึกถึงวันแรกที่ตัดสินใจลงสมัคร สว. โดยเชื่อว่าตัดสินใจเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ต้องการทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อต้องการเป็น สว. กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ มีผู้เสียสละมาก่อนหน้า พวกเขาเสียเงินค่าสมัคร เสียเวลาเพื่อเข้าสู่กระบวนการ ทิ้งคะแนนให้คนที่พวกเขาเห็นว่าจะเป็น สว. ที่ดี เป็น สว. ฝ่ายประชาธิปไตย
“พวกเขาและเธอ เสียสละทิ้งคะแนนเพื่ออะไร? เสียแรงเสียเงินเพื่ออะไร? เพื่อให้พวกท่านทะเลาะเบาะแว้งกัน หลงลืมอุดมการณ์ แสดงอัตตาใหญ่โต ดื้อรั้นไม่ไยดีกับอนาคตของคนรุ่นต่อไป พร้อมหักหาญน้ำใจเพื่อน เพื่อเป็น สว. ทั้งที่โอกาสและความเป็นจริงริบหรี่อย่างนั้นหรือ?” เขาตั้งคำถาม
ประธานคณะก้าวหน้าระบุว่า “คณิตศาสตร์บอกเราว่า ถ้าเรารวมกันแน่น เราจะชนะ แต่ถ้าเราแตกกัน ฝ่ายประชาธิปไตย จะไม่ได้อะไรเลย” และ “อย่าให้กฎกติกาของพวกเขาทำลายพวกเรา อย่าให้กฎกติกาของพวกเขา ทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีและความดีงามในใจท่าน”











