รวมเกร็ดน่าสนใจในสนามเลือก สว. 67 ก่อนได้ 200 คนสุดท้าย 26 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ ซึ่งถือเป็น “ด่านสุดท้าย” ในการเลือกสมาชิกสภาสูง 200 คน จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 มิ.ย. นี้
จากผู้สมัครชั้นแรกราว 4.8 หมื่นคน เหลือเพียง 3 พันคนสุดท้ายที่ผ่านการเลือกระดับอำเภอและจังหวัดมาได้ เตรียมเดินทางไปศูนย์การประชุมอิมแพคฟอรัม อาคาร 4 เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในวันพุธหน้า ทั้งเพื่อ “เลือก” และ “ถูกเลือก” เป็น สว. ชุดที่ 13 ของไทย เข้าไปทำหน้าที่ในสัปปายะสภาสถาน
ภายใต้ระบบการเลือก สว. แบบใหม่ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิลงคะแนน เปิดให้เฉพาะผู้สมัคร “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพรวม 20 กลุ่ม และ “เลือกไขว้กลุ่ม” ในแต่ละระดับ
ตลอดเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา บรรดาผู้สมัครต้องเจอกับอะไร-ผ่านประสบการณ์อย่างไรมาบ้าง บีบีซีไทยรวบรวมรวมเกร็ดน่าสนใจในสนาม สว. 67 สรุปมาให้อ่านตรงนี้
1. สวัสดีวันจันทร์
ทันทีที่คุณยื่นใบสมัคร สว. ในระดับอำเภอ ระหว่าง 20-24 พ.ค. คุณจะมี “เพื่อนใหม่” พุ่งตัวเข้ามาทำความรู้จักกับคุณทันที ทั้งในโลกออนไลน์หรือออนกราวนด์
หลายคนได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมที่เรียกว่า “งานสัมมนา” ตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร โรงเรียน ตั้งแต่ประกาศตัวว่าสนใจลงสมัคร สว. แม้ในเวลานั้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่เปิดรับสมัคร สว. เลยก็ตาม โดยต่างคนต่างรับผิดชอบจ่ายค่าน้ำ-ค่าข้าวของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
มีทั้งโปรแกรมที่ภาคประชาชนจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายและกติกาในการเลือก สว. อย่างจริงจัง และโปรแกรมที่ภาคเอกชนจัดฝึกอบรมตามจังหวัดต่าง ๆ โดยแจ้งเหตุผลฉากหน้าว่าเพื่อให้ความรู้แก่ว่าที่ผู้สมัคร ทว่าเหตุผลหลังฉากคือการจัดให้ผู้สมัครในอำเภอ/จังหวัดนั้น ๆ มีโอกาสปะหน้าอย่างใกล้ชิดและอาจนำไปสู่การเปิดดีลในอนาคต
เมื่อยื่นใบสมัครแล้ว คุณจะถูกดึงเข้าห้องสนทนากลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ โดยแต่ละเช้า สมาร์ทโฟนของคุณจะมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นรัว ๆ ราวกับนาฬิกาปลุก เมื่อมีผู้สมัครแวะเวียนเข้าไปส่งภาพสวัสดีวันจันทร์ อังคาร พุธ... จนครบทั้ง 7 วัน หรือไม่ก็ส่งภาพหลวงพ่อแนบคำสอน “ธรรมสวัสดี” หรือภาพไปตักบาตรยามเช้ามาให้ร่วมอนุโมทนาสาธุ
“มองว่ามันอาจนิสัยส่วนตัวของเขาที่ทำอยู่แล้ว และอาจเป็นยุทธศาสตร์ของเขาด้วย เพื่อให้รู้ว่า ‘มีฉันอยู่’ ในกลุ่มนี้ เพราะพอเขาส่งสวัสดีวันจันทร์มา ชื่อของเขาก็จะเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรก สมาชิกคนอื่นในกลุ่มก็มีโอกาสมองเห็นชื่อเขา” ผู้สมัคร สว. รายหนึ่งบอกกับบีบีซีไทย พลางบ่นว่าอุตส่าห์หนีจากลุง ๆ ป้า ๆ ในไลน์ครอบครัวมา มิวายต้องมาเจอน้า ๆ อา ๆ ในไลน์ผู้สมัคร สว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
2. เรซูเมรายวัน
อีกสิ่งที่คุณจะได้รับ ประหนึ่งเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ในห้องไลน์ผู้สมัคร สว. หนีไม่พ้น เอกสารแนะนำตัว หรือเรซูเม (Resume) ที่แต่ละคนจัดทำขึ้น โดยผู้สมัครหลายคนบอกตรงกันว่า “ลงสมัคร สว. ครั้งเดียว ได้ทักษะขั้นแอดวานซ์ในการใช้แคนวา (Canva)” แอปพลิเคชันออกออกแบบกราฟิกที่ผู้สมัครนิยมนำมาใช้ในการจัดทำเอกสารแนะนำตัว
เรซูเมที่ “ท่วมท้นล้นทะลัก” ในห้องไลน์ ทำให้สมาร์ทโฟนของผู้สมัครรายหนึ่งมีข้อความที่ยังไม่เปิดอ่านมากถึง 990 ข้อความในยามที่เขาตื่นนอน
เขาบอกว่า เกิดมาอายุ 40 ปี+ เพิ่งมีโอกาสได้เห็น-ได้รับ-ได้อ่านเรซูเมของผู้อื่นมากที่สุดในชีวิต ดีไม่ดีอาจมากกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource - HR) บริษัทใหญ่ ๆ ด้วยซ้ำ เพราะผู้สมัครหลายคนขยันส่งเรซูเมมารายวัน เรียกว่า “ส่งแล้ว ส่งอยู่ ส่งต่อ” แต่เมื่อยิ่งเข้ารอบลึก ๆ หลายคนยิ่ง “ส่งหนัก” ปรับเป็น 3 มื้อหลังอาหาร
แรก ๆ คุณอาจสนใจ-ตั้งใจอ่าน เพราะต้องการรู้จักเพื่อนผู้สมัคร แต่พอคนหน้าเดิม ส่งเรซูเมเดิมมาให้ซ้ำ ๆ แม้พวกเขาจะดัดแปลงรูปแบบ เปลี่ยน 7 สี ส่ง 7 วัน แต่ก็ทำให้คุณรู้สึกว่า “เยอะไปไหม” และเริ่มคิดว่าเปลืองความจำโทรศัพท์มือถือของคุณมาก
แต่ทว่าคุณต้องรักษามารยาทอันงดงาม ยังต้องสิงอยู่ในกลุ่มนั้นต่อไปจนกว่าจะตกรอบ เพราะคนเหล่านั้นเป็นทั้งคนที่คุณต้องไปโหวตเลือก และเป็นโหวตเตอร์ที่จะเลือกคุณด้วย
ผู้สมัครรายหนึ่งให้ความเห็นว่า หนึ่งในสิ่งดี ๆ ที่ได้รับหลังตกรอบในการเลือกระดับจังหวัดคือ “ชีวิตอันสงบ” และปราศจากการแจ้งเตือน (Notifications) ในไลน์แบบรัว ๆ เมื่อเธอได้ออกจากห้องสนทนาของชาว สว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
3. “แก๊งคอลเซเนเตอร์”
แม้คุณจะรำคาญมากบ้างน้อยบ้างกับภาพและข้อความที่เด้งขึ้นมาในไลน์แบบไม่หยุดหย่อน แต่นั่นยังไม่ใช่จุด “พีค” ของเรื่อง เพราะพอคุณหลุดเข้ากลุ่มไลน์ผู้สมัคร สว. ไม่ว่าห้องผู้สมัครแยกเป็นระดับอำเภอ/จังหวัด หรือ แยกเป็นกลุ่มอาชีพ คุณจะได้รับการติดต่อแบบ “หลังไมค์” ก่อนต่อ “สายตรง” จากปลายสายที่ไม่รู้จัก
งานนี้ไม่ใช่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” (Call Center) แต่เป็น “แก๊งคอลเซเนเตอร์” (Call Senators) ที่ตั้งใจมาสื่อสารในสิ่งที่ “พูดไม่ได้” หรือ “ไม่อยากพูด/พิมพ์” ในห้องใหญ่ที่มีคนหมู่มาก เพราะจะกลายเป็นหลักฐานและมีสักขีพยานหลายสิบคน
สำหรับสารที่นำมาสื่อ ขึ้นอยู่กับศิลปะในการสื่อสารและวาทศิลป์แต่ละคน บ้างก็โทรมาขอแลกคะแนนแบบโต้ง ๆ บ้างก็อธิบายคุณงามความดีของตัวเองเป็นพิเศษ, บรรยายให้เห็นว่าตัวเองมีเครือข่ายมากแค่ไหน จะช่วยการันตีเสียงโหวตได้อย่างไร, ชักชวนให้ดูแลกันและกัน, โน้มน้าวให้เทคแคร์กัน ช่วย ๆ พากันไปจนถึงรอบประเทศให้ได้ ฯลฯ
4. ก๊วน “หน้าประตูสภาจันทรา”
ยิ่งคุณเข้ารอบลึกจากอำเภอ สู่จังหวัด และรอไปโหวตในระดับประเทศ คุณก็จะถูกดึงเข้าไปอยู่ในไลน์กลุ่มสนทนามากขึ้น ๆ ซึ่งแต่ละห้องสนทนามีสมาชิกตั้งแต่หลักสิบไปยันหลักหลายร้อยคน ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของสนามเลือกและชั้นความลับ
เมื่อเกิดสารพัดกลุ่ม สว. แอดมินที่ตั้งกลุ่มจึงต้องใช้ความสร้างสรรค์ในการตั้งชื่อกลุ่มไลน์ ก่อนเชิญผู้สมัครเข้ากลุ่มก๊วน
มีทั้งชื่อที่ไม่ซับซ้อน-สื่อความหมายตรง ๆ ง่าย ๆ เช่น “ผู้สมัครระดับอำเภอ... (ใส่ชื่ออำเภอไป)” “ผู้สมัครระดับจังหวัด... (ใส่ชื่อจังหวัดไป)” “สว. กลุ่ม... (ใส่ชื่อกลุ่มอาชีพไป)” “สว. ประเทศไทย”
ชื่อที่สื่อความหมายแฝงในเชิงอุดมการณ์ เช่น “สว. ประชาชน” “กลุ่ม.. คิดดีทำดี”
ชื่อที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของผู้จัดตั้งกลุ่ม เช่น “ปลายทางเมืองทอง” “หน้าประตูสภาจันทรา”
รวมถึงชื่อที่ถ้าไม่บอก ไม่รู้เลยว่าเป็นอยู่ในช่วงแข่งขันกันเข้าสภาสูง เช่น “มิตรภาพ” “สายใยรักผู้สมัครจังหวัด...”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
5. ค่าใช้จ่ายงอก
เป็นที่รู้กันดีว่าหากคุณต้องการเป็นแคนดิเดต สว. หรือเป็นโหวตเตอร์ คุณต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมสมัคร 2,500 บาท แต่นั่นไม่ใช่รายจ่ายเดียวของคุณ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ งอกขึ้นมาในระหว่างทาง อาทิ
- ค่าถ่ายรูปติดใบสมัคร ราว 200-300 บาท โดยผู้สมัครบางคนเล่าว่าต้องถ่ายรูป 2 ครั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ประจำสถานที่รับสมัครบอกว่าใส่ชุด “ไม่สุภาพ” ต้องเสียเงิน 2 รอบ
- ค่าใบรับรองแพทย์ ราว 80-400 บาท (ขึ้นอยู่กับ รพ./คลินิก)
- ค่าจัดเตรียมเอกสารสมัคร และเอกสารแนะนำตัวเพื่อไว้แจกจ่ายเพื่อนผู้สมัคร (ขึ้นอยู่กับจำนวนที่จัดทำ)
ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดสำหรับผู้สมัครที่เลือกลงสมัครในพื้นที่ที่ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่ในปัจจุบัน และอาจต้องเสียค่าที่พักในกรณีไม่มีบ้านพักในอำเภอ/จังหวัดนั้น ๆ แล้ว
“ลงสมัครเพื่อโหวต แต่จ่ายไปเกินหมื่นแล้ว” ผู้สมัครรายหนึ่งที่ตกรอบระดับจังหวัดแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ
6. ไป ๆ กลับ ๆ
ภายใต้ระบบเลือก สว. แบบไต่ระดับ 3 ชั้น แรกเริ่มเดิมทีคุณอาจได้ยินว่าต้องไปแสดงตัวในพื้นที่ที่คุณตัดสินใจลงสมัคร 4 ครั้งคือ วันสมัคร วันเลือกระดับอำเภอ วันเลือกระดับจังหวัด ก่อนมาจบการเลือกระดับสุดท้ายที่เมืองทองธานี
แต่โดยข้อเท็จจริง กว่าจะไปถึงเมืองทองได้ คุณต้องไป ๆ กลับ ๆ พื้นที่ที่คุณเลือกลงสมัครอย่างน้อย 6 ครั้ง
- วันยื่นใบสมัคร ณ ที่ว่าการอำเภอที่ลงสมัคร
- วันรับแบบ สว. 3 ของผู้สมัครครั้งแรก ณ ที่ว่าการอำเภอที่ลงสมัคร
- วันเลือกระดับอำเภอ ณ สถานที่ที่ ผอ.การเลือกระดับอำเภอประกาศไว้
- วันรับแบบ สว. 3 ของผู้สมัครครั้งที่สอง ณ ที่ว่าการอำเภอที่ลงสมัคร หลังผ่านเข้าสู่รอบจังหวัด
- วันเลือกระดับจังหวัด ณ สถานที่ที่ ผอ.การเลือกระดับจังหวัดประกาศไว้
- วันรับแบบ สว. 3 ของผู้สมัครครั้งที่สาม ณ สำนักงาน กกต.จว. หลังผ่านเข้าสู่รอบประเทศ
- วันเลือกระดับประเทศ ไปที่เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
แม้ สำนักงาน กกต. นำแบบ สว. 3 หรือเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน และแอปพลิชัน “สมาร์ทโหวต” แต่คุณยังต้องเดินทางไป “เซ็นลายเซ็น” เพื่อรับเอกสารด้วยตนเองที่อำเภอ/จังหวัดที่คุณลงสมัคร สว. และรับคู่มือในปฏิบัติตนเมื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
7. แบบ สว. 3

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หนึ่งในตัวช่วยที่จะทำให้คุณรู้จักผู้สมัครคนอื่น ๆ มากขึ้นทั้งเพื่อนร่วมกลุ่มและต่างกลุ่ม หนีไม่พ้น เอกสารแนะนำตัว หรือที่รู้จักในชื่อแบบ สว. 3 ซึ่งกำหนดให้กรอกข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร 5 บรรทัด แต่ถึงกระนั้นมีผู้สมัครที่ไม่เขียนอะไรลงไปเลย หรือกรอกพองาม หรือกรอกแบบจุก ๆ จัดเต็ม
หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เคยนั่งไล่อ่าน สว. 3 คุณอาจได้รับความรู้สึกอันหลากหลาย... คุณอาจประหลาดใจเมื่อเจอเรื่อง “ไม่ตรงปก” จากการที่ผู้สมัครหลายคนระบุคุณสมบัติไม่ตรงกับกลุ่มที่ลงสมัครเลย หรืออาจรู้สึกบันเทิง จนคุณอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า “แบบนี้ก็ได้หรือ” ตัวอย่างเช่น
- กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา: ผู้สมัครระบุประสบการณ์ของเขาว่า “ไปร่วมงานบุญบั้งไฟ” หรืออีกคนแจ้งว่ามีอาชีพทำสวน และใส่ประวัติการทำงานว่า “ได้เข้ากิจกรรม เข้าร่วมชมรมวัฒนธรรม ในจังหวัด... ทำกิจกรรมต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น ไปดูงาน”
- กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์: ผู้สมัครแจ้งว่ามีอาชีพ เกษตรกร และใส่ประวัติการทำงานว่า “เป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ลูกค้าธนาคาร.... (37 ปี)”
- กลุ่ม 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม: ผู้สมัครแจ้งว่ามีอาชีพธุรกิจส่วนตัว พร้อมบรรยายการทำงานเกี่ยวกับการรับพิมพ์สื่อทุกชนิด และตบท้ายว่า “พร้อมพิมพ์ใบเสร็จทั่วราชอาณาจักร”
8. ทำการบ้านวนไปไม่รู้จบ
ด้วยกฎกติกาการเลือก สว. สุดสลับซับซ้อน วิธีการเลือกในแต่ละรอบแค่ “คล้ายกัน” แต่ “ไม่เหมือนกัน” เสียทีเดียว ทำให้บรรดาผู้สมัครต้องทบทวน-ทำการบ้านอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องลงคะแนนให้คนถึง 42 โหวต
- ระดับอำเภอ: รอบเลือกกันเองในกลุ่ม (เลือกตัวเองได้) 2 โหวต รอบเลือกไขว้ (เลือกตัวเองไม่ได้) 4 โหวต (เลือกผู้สมัครจากกลุ่มอื่น กลุ่มละ 1 คน)
- ระดับจังหวัด: รอบเลือกกันเองในกลุ่ม (เลือกตัวเองได้) 2 โหวต รอบเลือกไขว้ (เลือกตัวเองไม่ได้) 4 โหวต (เลือกผู้สมัครจากกลุ่มอื่น กลุ่มละ 1 คน)
- ระดับประเทศ: รอบเลือกกันเองในกลุ่ม (เลือกตัวเองได้) 10 โหวต รอบเลือกไขว้ (เลือกตัวเองไม่ได้) 20 โหวต (เลือกผู้สมัครจากกลุ่มอื่น กลุ่มละ 5 คน)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ที่สำคัญคือ คนที่คุณต้องเข้าไปเลือกจะเปลี่ยนหน้าไปทุกรอบ หากคุณมีเจตจำนงอันมุ่งมั่นว่าต้องการเลือกคนที่มีจุดยืนและอุดมการณ์ใกล้เคียงกับคุณ เลือกคนมีวิสัยทัศน์เข้าไปทำหน้าที่ในสภาสูง หรืออย่างน้อยส่งพวกเขาไปให้ไกลที่สุด ก็ถือเป็นภาระอันใหญ่หลวงที่คุณต้องทำความรู้จักพวกเขาล่วงหน้าเอาเอง นอกจากไล่อ่านแบบ สว. 3 คุณต้องเป็น “นักขุด” เสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเองจากกูเกิล หรือตามไปส่องพฤติกรรมและคำพูดที่แคนดิเดตแสดงออกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเขาด้วย
งานนี้เรียกว่าต้องทำการบ้านวนไปไม่รู้จบ และต้องหาทำแบบหว่านไปทั่ว เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะจับสลากเจอผู้สมัครจากกลุ่มไหน
9. ไปให้สุด หยุดที่ “ดวง”
ท้ายที่สุดต่อให้คุณเป็นคนมีโปร์ไฟล์ดี-มีชื่อเสียง แต่หลายคนยังไม่ทันได้แสดงความสามารถใด ๆ เพราะใช้ “ดวง” ล้วน ๆ ในการจับสลากเพื่อให้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในกรณีมีคะแนนเท่ากับผู้สมัครรายอื่น ๆ
นอกจากนี้คุณยังต้อง “ฝากดวง” ไว้กับตัวแทนกลุ่มของคุณที่เป็นผู้จับสลากแบ่งสายในรอบเลือกไขว้ ว่าจะไปเจอผู้สมัครจากกลุ่มที่มีคนน้อย ๆ 1-2 คน ซึ่งก็จะไปลดโอกาสได้รับคะแนนโหวตของคุณลงด้วย หรือเจอผู้สมัครกลุ่มใหญ่ ๆ ที่มีคนจำนวนมาก
นี่คือเสียงจากผู้สมัครบางส่วนที่ไปไม่ถึงการเลือก สว. ในระดับสุดท้าย
“ไม่ได้ทำอะไรเลย ดวงล้วน ๆ”
“ตกรอบ เพราะจับสลากแพ้”
“แต้มบุญไม่พอ”
“ไปให้สุด แต่มาหยุดที่ดวง”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในการเลือก สว. ทุกระดับ กฎหมายกำหนดว่า ลำดับใดมีผู้ได้คะแนนเท่ากันจนทำให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเกินจำนวนที่กำหนดไว้ “ให้ผู้ซึ่งได้คะแนนเท่ากันดังกล่าวจับสลากกันเองว่าผู้ใดจะได้รับเลือกในกลุ่มนั้น” โดยกฎหมายเปิดช่องให้ผู้สมัครสละสิทธิ์การจับสลากได้ด้วย











