ผู้สมัคร สว. เล่าประสบการณ์ก่อน "ตกรอบ" จับตา “เกมเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” ในการเลือกระดับจังหวัด

หีบบัตร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไอลอว์ประเมินว่าจะเกิด “เกมเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ในสนามเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับจังหวัด 16 มิ.ย. นี้ พร้อมขอความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับแนวปฏิบัติซึ่งแต่ละแห่งมีมาตรฐานต่างกัน

นอกจากผู้สมัครที่สมหวังราว 2.3 หมื่นคน ที่กำลังจะเดินเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับจังหวัด ซึ่งเชื่อกันว่า “จะโหดกว่ารอบอำเภอมาก” เนื่องจากต้องคัดคนทิ้งราว 2 หมื่นคน ยังมีผู้สมัครเกือบ 2 หมื่นคนต้องผิดหวังกลับบ้าน เพราะไม่ได้ไปต่อเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของผู้สมัคร สว. บางส่วนที่ต้องตกรอบในระดับอำเภอ ซึ่งมาถ่ายทอดบนเวทีเสวนา “บอกเล่าประสบการณ์ผู้สมัคร สว. ดวงแตก” จัดโดยศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับวีวอตช์ (We Watch) และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์ - iLaw)

บีบีซีไทยขอเรียบเรียงเอาไว้ ดังนี้

คีย์เวิร์ดนอกไลน์ “ให้จับบัดดี้กัน”

เกรียงไกร สันติพจนา เป็นผู้สมัคร สว. กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา ใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

เขาจำต้องเดินออกจากสนามในรอบสอง “เลือกไขว้” หลังผู้สมัครร่วมสาย 3 จาก 5 คนมีคะแนนเท่ากัน จึงต้องใช้วิธีจับสลาก ซึ่งปรากฏว่าเขา “จับสลากไม่ได้”

การจ่ายเงินค่าธรรมเนียมสมัคร 2,500 บาท ทำให้นักดนตรีรายนี้มีโอกาสสังเกตการณ์กระบวนการเลือก สว. ทั้งใน ออนกราวด์ และ ออนไลน์

ในช่วงเตรียมตัว เกรียงไกร พบสิ่งที่เรียกว่า “ห้องสัมมนา” ซึ่งมีการนัดหมายล่วงหน้าก่อนกระบวนการเปิดรับสมัคร สว. จะเริ่มต้นขึ้น โดยไปเปิดโรงแรมและโรงเรียนที่แต่ละคนสังกัดเพื่อพูดคุยกัน มีค่าอาหารและค่าน้ำนิดหน่อย ซึ่งส่วนตัวเขามองว่า “เป็นสิ่งที่ดีที่ต้องได้คุยกัน การมีโพร์ไฟล์ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนดี”

นอกจากนี้ยังมีการเปิดห้องสนทนากลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ โดยแต่ละเช้าจะมีผู้สมัครแวะเวียนเข้าไปส่งภาพสวัสดีวันจันทร์ อังคาร พุธ... ครบทั้ง 7 วัน

“แต่จริง ๆ แล้ว พอเราเข้ากลุ่มไป จะมีคนทักหลังไมค์มาหาเรา อันนี้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะถ้าจะผิดกฎหมาย ต้องสัญญาว่าจะให้ จะไม่ให้ สัญญาว่าจะแลก เราเลือกเขา เขาเลือกเรา แต่เขาจะไม่ได้พูดอย่างนี้ตรง ๆ เขาก็จะอธิบาย ให้ช่วยพิจารณา แต่มันจะมีคีย์เวิร์ด (คำสำคัญ) ที่ไม่อยู่ในไลน์ จะโทรบอกว่า ‘ให้จับบัดดี้กัน’ บัดดี้จะเทา ๆ เนอะ เหมือนเทคแคร์กัน ผมเทคแคร์พี่ พี่เทคแคร์ผม แต่ผมเทคแคร์พี่ ๆ อาจไม่เทคแคร์ผมก็ได้ ซึ่งในตอนเลือกก็เป็นแบบนั้นเกิดขึ้น” เกรียงไกร กล่าว

เสวนา

ที่มาของภาพ, FB/ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มธ.

คำบรรยายภาพ, ผู้สมัคร สว. ที่ไม่ได้ไปต่อร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรง

ในวันเลือกระดับอำเภอที่ปากเกร็ด เกรียงไกร เล่าบรรยายกาศไว้ว่า “คุยกันสนุกเลย เดินพล่านเลย จน กกต. ต้องบอกว่าขอให้ท่านผู้สมัครอยู่กับที่ด้วย”

ส่วนอำเภออื่น ๆ ใน จ.นนทบุรี เขาทราบจากเพื่อนที่ลงสมัครว่า เจ้าหน้าที่ล้อมวงแต่ละสายเพื่อให้ผู้สมัครต่างกลุ่มที่ไขว้มาเจอกันได้ทำความรู้จักกัน ส่วนจะมีการตกลงอะไรหรือไม่ เขาไม่ทราบ

ข้อสังเกตจากผู้สมัครรายนี้คือ ในรอบเลือกกันเอง บางคนได้คะแนนนำโด่ง สมมติในกลุ่มมีผู้สมัคร 12 คน ปรากฏว่า 10 คนเลือกคนนี้หมดเลย ที่เหลือได้คะแนน “ยืนหนึ่ง” หรือมี 1 คะแนน ซึ่งอาจมาจากการเลือกตัวเอง จนต้องจับสลากเพื่อให้ได้เข้าสู่รอบเลือกไขว้

“มันมีเสียงฮือฮา เพราะบางคนที่โพร์ไฟล์ดี คิดว่าน่าจะผ่าน แต่ไม่ได้รับเลือก หรือไม่ก็จับสลากแพ้ แต่เป็นเพราะอะไร ไม่ทราบได้ หรือมีการหักอะไรกันหรือเปล่า อาจจะไม่ตามโผ เราไม่ยืนยัน แต่ตัวเลขมันบอกเรา” ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 16 ระบุ

เขาโยนคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า “เราคาดหวังว่าจะได้ สว. แบบไหน เราจะได้ สว. ดวงดี หรือ สว. ที่เป็นล็อบบี้ยิสต์หรือเปล่า”

“เขาจะจดโพยไว้แล้วในใบ สว. 3”

แต่สำหรับ พัชรี พาบัว ผู้สมัครที่ อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี มากับดวงในรอบแรก “เลือกกันเอง” ในกลุ่มประชาสังคม ก่อนมาตกรอบ “เลือกไขว้”

“เราได้จับสลาก (รอบเลือกกันเอง) เพราะคะแนนเท่ากัน ได้เข้ามา อยู่ที่ดวง ไม่ได้ใช้อะไรเลย” พัชรี ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม เธอตั้งข้อสังเกตต่อวิธีการจับสลากของแต่ละสถานที่เลือกซึ่งแตกต่างกันไป บางแห่งให้จับสลากทีละคน ทำให้คนสุดท้ายไม่มีสิทธิเลือก แต่บางแห่งให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากัน จับสลากพร้อมกัน

เมืองลพบุรี เป็นอำเภอที่มีผู้มารับใบสมัครมากที่สุดของประเทศจำนวน 209 คน ขณะที่ยอดผู้สมัครจริงอยู่ที่ 277 คน ทำให้เอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร หรือที่เรียกว่า “แบบ สว. 3” ที่ผู้สมัครได้รับ “หนามาก” เทียบยเท่กระดาษเอสี่ 1 รีม

ในฐานะผู้สมัครที่อยู่นอกพื้นที่ เพราะทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นหลัก พัชรี พยายามเข้ากลุ่มไลน์ของผู้สมัครจังหวัดเพื่อทำความรู้จักและแนะนำตัวกับผู้สมัครรายอื่น ๆ

เมื่อถึงวันเลือก เธอเห็นบรรยากาศคึกคัก เนื่องจากผู้สมัครกับเจ้าหน้าที่ที่ “รู้จักกันอยู่แล้ว” และเมื่อผู้สมัครมีจำนวนมาก การจัดที่นั่งของแต่ละแถวจึงอยู่ติด ๆ กัน

“มีการมาคุยขอคะแนนเป็นเรื่องปกติมาก ถ้าเลือกเรา เราเลือกคุณนะ แต่ส่วนใหญ่ เขาจะจดโพยไว้แล้วในใบ สว. 3 จะมีติ๊กไว้แล้วว่าคนไหนรู้จักบ้าง จะเข้ามาเลือกเบอร์อะไร อันนี้เขาก็เปิดเผย ไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นอะไร ก็มาโชว์กัน กลุ่มนี้จะเลือกใคร มีเบอร์ไหนบ้างของลพบุรี” เธอเล่า

เมื่อถึงรอบเลือกไขว้ เธอต้องรอแบบ สว. 3 ชุดใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลานานมากในการจัดทำและปรินท์มาให้ โดยที่เนื้อหาก็เหมือนกับเอกสารซึ่งได้รับแจกมาก่อนหน้า

ข้อสังเกตจากผู้สมัครอำเภอเมืองลพบุรีมี 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. บางคนที่เข้ามาเพื่อ “ตั้งใจมาเท” จะใส่ประวัติการทำงาน/ประสบการณ์การทำงาน แค่บรรทัดเดียว ส่วนคนที่ตั้งใจลงสมัครรับเลือกจริง ๆ จะใส่ประวัติมาเต็ม 2. คนที่ทำงานภาคราชการ เป็นอดีตทหาร เลือกไปลงกลุ่มอาชีพทำสวน หรือกลุ่มอาชีพทำนา แทนที่จะลงกลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ทำให้ “คนเข้ารอบบางคนไม่ตรงกับคุณสมบัติของกลุ่ม”

เลือก สว.อำเภอ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำถามที่ทำให้รู้สึกแปลก

ผู้สมัครกลุ่ม 17 ประชาสังคม อีกคนอย่าง พนิดา บุญเทพ ลงสนามใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเธอบอกว่าเป็น “จุดแข็งของวัดชื่อดัง”

เธอตกรอบแรก เพราะได้ 2 แต้มจากผู้สมัครกลุ่มเดียวกันที่มีทั้งหมด 16 คน โดย 14 คนทำงานด้านพระพุทธศาสนา จิตอาสา บำรุงวัด ในจำนวนนี้มีรองโฆษกวัดด้วย

ประสบการณ์ตรงที่ พนิดา รับรู้มาจาก “คำถาม” ที่เธอได้ยิน-ได้ฟัง ตั้งแต่วันสมัคร วันรับเอกสาร ไปจนถึงวันเลือกระดับอำเภอ ทำให้รู้สึกถึง “ความผิดปกติ”

  • วันสมัคร: เพื่อนของ พนิดา ที่รออยู่ด้านนอก ได้ยินผู้สมัครคนอื่นถามกันว่า “มารถคันไหน” ซึ่งเขาอาจไม่ได้ฮั้ว แต่นั่งรถเหมากันมาหรือไม่
  • วันรับเอกสาร สว.3: ได้ยินผู้สมัครนั่งคุยกันถามกันว่า “ถึงวันจริงไม่ไปได้ไหม” อ้าว สมัครมาทำไมจะไม่เลือก อีกคำถาม “ได้ใบลงคะแนนมา ไม่ลงได้ไหม” จึงรู้สึกมีความแปลก ๆ ในคำถามที่เขาถามกัน ทั้งนี้แบบ สว. 3 ที่ อ.คลองหลวง ได้เฉพาะของกลุ่มที่ลงสมัครเท่านั้น ไม่ได้ทั้งอำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ กกต. ให้เหตุผลว่าหมึกหมด หรือกระดาษเอสี่ยังมาไม่ถึง
  • วันเลือกระดับอำแภอ: รู้สึกถึงบรรยากาศ “อึดอัด เกร็ง ไม่คุยกันเลย มีความไม่เป็นธรรมชาติทำว่าไม่รู้จักกัน” โดยเธอพยายามแนะนำตัว เพราะคิดว่าคะแนนหน้างานน่าจะช่วยได้

สุดท้ายไม่เป็นตามหวัง พนิดา ได้ 2 คะแนนจากการโหวตเลือกตัวเอง และอีกตคคะแนนมาจากผู้สมัครที่เธอมั่นใจว่าเป็นผู้สมัครอิสระเช่นกัน

คุณสมบัติผู้สมัครกลุ่มศิลปะฯ คือ “มีทักษะการพูดภาษาเขมรได้

ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ สากล พูนกลาง ชายเจ้าของกิจการ ลงสมัคร สว. ที่ อ.แคนดง

เขาลงสมัครในกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่ “ไม่ได้สักคะแนน” ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านไป โดยที่เจ้าตัวคาดว่าถูกสกัดกันด้วย “การจัดตั้งมาบล็อก”

สากล เดินทางไปสมัคร สว. ในวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร (16 พ.ค.) โดยสังเกตเห็นว่า “คนบางคนไม่เกี่ยวข้อง แต่อยู่ในห้องนั้นตั้งแต่เช้ายันเย็น คอยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มนั้นกลุ่มนี้มา”

เขาถ่ายทอด “ความผิดปกติ” ที่พบตลอดกระบวนการสมัคร ตั้งแต่ตอนไปถ่ายรูปซึ่งทั้งอำเภอมีอยู่ร้านเดียว “เจ้าของร้านถ่ายรูปถามว่ามาจากกลุ่มไหน”

ต่อมาในวันสมัคร ผู้สมัครบางคนกรอกเอกสารเองไม่ได้ ต้องมีคนช่วยกรอก “นี่หรือคนที่จะไปทำงานในสภาผู้มีเกียรติ ผมไม่ได้ดูถูกเขานะ บางคนลากอีแตะไปเลย” เขาสงสัย

ทว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ สากล เกิดคำถามอย่างหนักเกิดขึ้นในช่วงใกล้พักเที่ยง

“ผมมองเห็น ผอ.การเลือกตั้งเป็นคนสกรีน เรียกคนมา 4-6 คน เรียกคนมาฟัง ไหนใครทำอะไร สมัครตรงไหน ไหนใครจบอะไรมา ผมก็ว่าอ้าว... พวกนี้เขาไม่ได้เตรียมเอกสาร ไม่ได้เตรียมคุณสมบัติตัวเองมาหรือ ทำไมมีอย่างนี้อะ เกิดในใจแล้ว ประเทศชาติกู”

“ไหนใครเล่นดนตรีได้ ไอ้นี่ยกมือ ไหนใครเป็นลูกจ้างบริษัท ไอ้นี่ยกมือ เขาบอกไม่ได้นะต้อง 10 ปีขึ้นไป ไอ้นี่เอามือลง พอเขาพูดถึงอะไร ก็มีคนที่มาด้วยกันรู้จักกันหมดเลย 5-6-7-8 คน เจ้าเอาอันนี้ล่ะ เจ้าลงอันนี้ละ อ้าวคุณไม่ได้เตรียมพร้อมหรือ อันนี้ข้อสังเกต พอเสร็จต้องมีพยานรับรอง มันก็ชี้ข้ามหัวกันไปมา ไอ้นี่รับรองนั่น ไอ้นี่เป็นพยานนั่น” เขาระบุ

ประธาน กกต.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประธาน กกต. ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือก สว.ระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตหลักสี่ กทม. ก่อนเริ่มต้นกระบวนการ

สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการสมัคร สว. ตามที่ สากล เปิดเผยเอาไว้ต่อสาธารณะ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • การเลือกกลุ่มให้ผู้สมัคร: เจ้าหน้าที่บอกว่ากลุ่มนั้นเต็มแล้ว ให้ไปลงกลุ่มอื่นดีกว่า “ในความเห็นผม ไม่ว่าจะไปกี่ร้อยกี่พันคน เขาจะลงกลุ่มไหนก็ต้องให้เขาสมัครตามนั้น ไม่ใช่ไปจัดให้เขา คุณเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ไปชี้นำเขา”
  • คุณสมบัติผู้สมัคร: มีการตีความเกินไป เช่น กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรมฯ ใส่ว่า “มีทักษะการพูดภาษาเขมรได้ อ้าว ก็บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มันพูดภาษาเขมรได้อยู่แล้วนี่ มันเป็นคุณสมบัติด้วยหรือ บางคนมีความรู้อะไร ขนบธรรมเนียมประเพณี ไปร่วมร่วมงานบุญบั้งไฟ เกิดอะไรขึ้นอะ ผมก็อะไรเนี่ย”
  • การจัดตั้ง: แต่ละกลุ่มจะมีคนจบ ป. 6 ม. 3 ม. 6 แต่จะมีปริญญาตรีคนหนึ่ง วินิจฉัยได้เลย
  • แบบ สว. 3: ผู้สมัครบางคนไม่ลงเบอร์โทรศัพท์ บางคนระบุประสบการณ์การทำงานเพียง “กรีดยางมาเป็นระยะเวลา 10 ปี” หรือ “มีความชำนาญในการดำนา” เขียนบรรทัดเดียวจาก 5 บรรทัด ขณะที่ตัว สากล เอง 5 บรรทัดไม่พอเลยเพราะคุณสมบัติเยอะมาก

“ผมสำรวจมาแล้ว คนเข้ากลุ่มหลักในนี้คือ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) กับสตรี แล้วใครดูแลพวกนี้ ใคร มีคนเกณฑ์มาครับ มีคำสั่งมาตั้งแต่ สส. ถึง สจ. (สมาชิกสภาจังหวัด) มาชุดเดียวกัน ทีมเดียวกัน นั่งล้อมเป็นวงเดียวกันจนวันเลือก” สากล กล่าวหา

อย่างไรก็ตามบีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงตามคำบอกเล่าของผู้สมัคร สว. รายนี้ได้ แต่ สากลและผู้สมัครที่เรียกตัวเองว่า “ผู้สมัครอิสระ” ราว 20 คนได้ทำหนังสือถึง กกต.จว. เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบ และยังได้ยื่นฟ้องศาลจังหวัดบุรีรัมย์เมื่อ 7 มิ.ย. แต่ศาลไม่รับฟ้อง โดยระบุว่าไม่มีผู้เสียหาย

“ผมตกรอบแรกเลย กลุ่มผมมี 9 คน พูดง่าย ๆ ว่า 8 คนของเขาหมดเลย” เขาสรุปบทเรียนที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของการพ่ายแพ้ตั้งแต่ยกแรก

บัตรลงคะแนนในรอบ “เลือกไขว้” กลุ่มที่อยู่สายเดียวกัน ซึ่งถูกนับเป็นบัตรเสียเพราะผู้โหวตไม่ได้ลงคะแนนใด ๆ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บัตรลงคะแนนในรอบ “เลือกไขว้” กลุ่มที่อยู่สายเดียวกัน ซึ่งถูกนับเป็นบัตรเสียเพราะผู้โหวตไม่ได้ลงคะแนนใด ๆ

กลุ่มไหน คนเข้ารอบมาก-น้อยสุด

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือก สว. ระดับอำเภอทั้ง 928 อำเภอ เมื่อ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต. เปิดยอดผู้สมัครที่ผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด มีจำนวนทั้งสิ้น 23,645 ราย แบ่งเป็น ชาย 15,077 ราย และหญิง 8,568 ราย

แม้กฎหมายให้มี “ผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ” ได้กลุ่มอาชีพละ 3 คน ซึ่งถ้ามาสมัครกันอย่างเต็มพิกัดตามเป้าหมาย 1 แสนคนของ กกต. จะมีผู้ผ่านเข้ารอบในแต่ละกลุ่มอาชีพ 2,784 คน หรือ 55,680 คนเมื่อรวมทุกกลุ่มทุกอำเภอทั้งประเทศ แต่เมื่อยอดผู้สมัคร สว. จริงอยู่ที่ 4 หมื่นคนเศษเท่านั้น ทำให้ยอดผู้ได้ไปต่อในรอบ 2 หายไปเกินกว่าครึ่ง

สำหรับกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครทะลุจากระดับอำเภอเข้าสู่ระดับจังหวัดมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • กลุ่มที่ 15 กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น จำนวน 1,987 ราย
  • กลุ่มที่ 14 กลุ่มสตรี จำนวน 1,800 ราย
  • กลุ่มที่ 6 กลุ่มอาชีพทำสวน จำนวน 1,565 ราย
  • กลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จำนวน 1,465 ราย
  • กลุ่มที่ 5 กลุ่มอาชีพทำนา จำนวน 1,460 ราย

ส่วนกลุ่มที่มีผู้สมัครหลุดเข้ารอบ2 น้อยที่สด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • กลุ่มที่ 12 กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม จำนวน 443 ราย
  • กลุ่มที่ 18 กลุ่มสื่อสารมวลชน จำนวน 616 ราย
  • กลุ่มที่ 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ จำนวน 671 ราย
  • กลุ่มที่ 11 กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว จำนวน 707 ราย
  • กลุ่มที่ 8 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน 765 ราย

ขณะที่การเลือกระดับจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย ในวันที่ 16 มิ.ย. นี้ คนที่จะหลุดเข้ารอบต่อไปได้ ต้องมีคะแนนสูงสุด 2 ลำดับแรกของกลุ่ม นั่นหมายความว่า จะมีผู้ผ่านเข้ารอบในแต่ละกลุ่มอาชีพ 40 คน หรือ 3,080 คนเมื่อรวมทุกกลุ่มทุกจังหวัด

บรรยากาศการนับคะแนนเลือก สว.ระดับอำเภอ ที่เขตหลักสี่ กทม. เมื่อ 9 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศการนับคะแนนเลือก สว.ระดับอำเภอ ที่เขตหลักสี่ กทม. เมื่อ 9 มิ.ย.

ขอความชัดเจน กกต. เพื่อไม่ให้สถานที่เลือกกลายเป็น “ห้องมืด”

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ตอนว่า “หลังจากนี้มันจะโหดกว่ารอบอำเภอมาก” เพราะในรอบอำเภอ ทุกคนพอจะรู้ว่าใครเป็นผู้สมัครบ้าง ทำการบ้านได้ เตรียมตัวเตรียมใจได้ และคนไม่เยอะ คนสมัคร 4.6 หมื่น ผ่าน ระดับอำเภอ 2.3 หมื่นคน แต่ในรอบต่อไป จาก 2.3 หมื่นคน เหลือ 3,080 คน หรือคิดเป็น 13%

“เกมเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดทั้งหลายจะเกิดขึ้นมากมาย และมันจะเกิดในสถานที่เลือก ดังนั้นถ้า กกต. ไม่ชัดเจนว่าจังหวัดไหนทำอะไรได้ และทำไม่เหมือนกัน ไม่ให้คนเข้าดู (กระบวนการเลือก) คราวนี้ห้องเลือกคือห้องมืดของสถานที่สีเทาอย่างแน่นอน ผมอยากเห็นทุกจังหวัดที่จัดการเลือกมีกล้องไปตั้งมากมาย ใครไปทำอะไรก็เป็นที่รับรู้ร่วมกัน” ผอ.ไอลอว์ กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ภายใต้ความน่ากลัวก่อนการเลือกระดับจังหวัดและประเทศ และความไม่ชัดเจนของวิธีการที่มีอยู่ สิ่งที่ภาคประชาชนจะทำคือการจัดเวทีสาธารณะให้ผู้สมัครมาเจอกัน และแนะนำตัวแบบที่ทุกคนรู้ว่าแบบไหนที่ทำได้ เปิดให้สื่อไปดูได้ ประชาชนทุกคนไปดูได้ แต่คนไม่สมัครไม่ให้ร่วม ซึ่งคงไม่ทำทุกจังหวัด แต่จะทำเท่าที่ทำได้

“เราจะเชิญผู้สมัครมาใช้เวทีนั้นแนะนำตัวอย่างเท่าเทียมกัน ภายใต้การจับจ้องของสื่อและประชาชน ไม่ใช่กระบวนการปิดลับของ กกต.” เขากล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ senate67 ให้เข้าไปแนะนำตัวในนั้น ไปรู้จักกันในนั้น จะได้ไม่ต้องไปทำอะไรในห้องมืดที่คนอื่นมองไม่เห็น

ผอ.ไอลอว์ยังขอความชัดเจนจาก กกต. ไม่ว่าจะเป็น การให้ผู้สมัครคุยกันได้หรือไม่, แบบ สว. 3 แจกอย่างไร, โต๊ะกินข้าวของผู้สมัครจัดอย่างไร รวมถึงขอให้ผู้สังเกตการณ์มีส่วนร่วมได้จริง ๆ

ในวันเลือกระดับอำเภอ “ผมไปนั่งอยู่ 6 ชั่วโมง กล้องอย่างกว้าง มุมอย่างสวย ไม่เห็นอะไรเลย ไม่เห็นบัตรเสีย เสียงก็ไม่ได้ยิน... ถ้าอยากให้เราช่วยจับ (ฮั้ว) ก็ต้องให้เราดูหน่อย จัดที่นั่งให้เรานั่งตรงที่ไม่ได้คุยกับผู้สมัคร เราไม่ต้องการคุย แยกห้องน้ำให้เราถูกต้องแล้ว แต่ว่าต้องให้เราเห็น ไม่ใช่ว่าให้เราดูกล้องจากระยะไกลแล้วไม่ได้ยินเสียง” ยิ่งชีพ กล่าว

ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดสถานที่เลือกระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตพระนคร กทม. ถูกถ่ายทอดออกมาให้ผู้สังเกตการณ์รับชม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดสถานที่เลือกระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตพระนคร กทม. ถูกถ่ายทอดออกมาให้ผู้สังเกตการณ์รับชม