เปิด 4 เหตุผล กกต. ไม่เลื่อนเลือก สว. ระดับอำเภอ 9 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับอำเภอที่กำหนดไว้ในวันอาทิตย์นี้ (9 มิ.ย.) จะเดินหน้าต่อไปตามกำหนดเดิม แม้มีคดีคาศาลรัฐธรรมนูญอยู่ก็ตาม หลังผู้สมัคร สว. บางส่วนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเนื้อหา 4 มาตราของกฎหมายเลือก สว. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
การตัดสินใจของ 7 กกต. ที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน เกิดขึ้นในระหว่างการประชุม กกต. นัดพิเศษวันนี้ (7 มิ.ย.)
กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เลื่อนวันเลือก สว. ระดับอำเภอ ออกไปจากกำหนดเดิม 9 มิ.ย.
“เราจะเลือกวันที่ 9 ต่อไป” นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
เขากล่าวว่า เคยพูดไว้เสมอว่าสิ่งที่สำนักงาน กกต. ทำร่วมกับผู้สมัครหรือประชาชนคืออยากได้ สว. 200 คนตามที่กฎหมายกำหนด แต่สิ่งที่ต้องทำคือรักษากระบวนการเลือก ถ้ากระบวนการไม่เรียบร้อย ก็จะกระทบต่อเป้าหมาย
เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ภายหลังทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ทางสำนักงาน กกต. ได้นำมาวิเคราะห์และเห็นว่า
- หนึ่ง ศาลระบุในเอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า “ยังไม่ปรากฏว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง”
- สอง เหตุที่ศาลรับ ยังไม่ถึงขนาดเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา 104 ของรัฐธรรมนูญ
- สาม มาตรา 132 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) แล้ว ให้ส่งร่างให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และและองค์กรอิสระดูว่ามีประเด็นอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือปฏิบัติไม่ได้บ้าง นั่นหมายความว่ากฎหมายนี้ผ่านการรับรองตามมาตรา 132 มาชั้นหนึ่งแล้ว
- สี่ ณ วันนี้เรากำลังปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่ออกโดยชอบของรัฐสภาคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
“ส่วนกรณีข้างหน้า ถ้ามีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ กกต. ท่านก็คงใช้อำนาจและหน้าที่ตามที่ท่านมีแก้ไขปัญหาเหล่านี้” นายแสวงกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ย้อนไปเมื่อ 5 มิ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 รับคำร้องไว้วินิจฉัยว่า พ.ร.ป.สว. มาตรา 36 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง (3) มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (3) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่
ศาลสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากผู้สมัคร สว. 2 กลุ่ม รวม 6 คน ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนระเบียบในการเลือก สว. ของ กกต. และขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า เนื้อหาของ 4 มาตราใน พ.ร.ป.สว. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ศาลปกครองกลางจะใช้บังคับแก่คดี และยังไม่มีคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้มาก่อน จึงรับคดีไว้พิจารณา
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 4 มาตราขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ นายอิทธิพรบอกว่า กกต. ก็ต้องปฏิบัติตาม และไม่หวั่นหากมีคนไปยื่นร้องว่าการเลือก สว. เป็นโมฆะ เพราะที่ กกต. ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ เป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน ไม่ได้ทำต่างจากที่กฎหมายกำหนด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การเลือก สว. ชุดใหม่ 200 คน เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 ภายใต้ระบบใหม่ที่ไทยนำมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก โดยประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิเลือก สว. เพราะกฎหมายให้เฉพาะผู้สมัครที่เสียค่าธรรมเนียม 2,500 บาทเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนน โดยผู้สมัครต้อง “เลือกกันเอง” ในแต่ละกลุ่มอาชีพรวม 20 กลุ่ม และ “เลือกไขว้กลุ่ม” อาชีพ กว่าพวกเขาจะเข้าสู่สภาสูงได้ต้องผ่านการ “เลือกแบบไต่ระดับ” จากระดับอำเภอ สู่จังหวัด และประเทศ
อำนาจ กับ ความกลัว
สำนักงาน กกต. เสนอ 2 แนวทางในการเลือก สว. ระหว่าง เดินหน้าจัดไปตามปฏิทินเดิม กับประกาศเลื่อนการเลือก สว. ออกไป โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ของ พ.ร.ป.สว. แต่ท้ายที่สุด กกต. เลือกแนวทางแรก
สำหรับมาตรา 35 ระบุว่า กรณีที่มีเหตุจําเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกระดับอําเภอ ระดับจังหวัด หรือระดับประเทศพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรตามวันที่คณะกรรมการประกาศกําหนดตามมาตรา 12 (1) (ปฏิทินเลือก สว. 3 ระดับที่ กกต. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว) อันมิใช่เป็นกรณีตามมาตรา 34 (เกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย) และคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (กกต. 5 จากทั้งหมด 7 คน) ว่า “การดําเนินการเลือกต่อไปตามกําหนดวันเดิม จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือเรียบร้อย คณะกรรมการจะประกาศกําหนดวันเลือกใหม่ก็ได้”
เย็นวานนี้จนถึงเช้าวันนี้ (6-7 มิ.ย.) สื่อหลายสำนัก อาทิ ไทยรัฐ มติชน ไทยโพสต์ รายงานตรงกันโดยอ้างแหล่งข่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 4 มาตราของ พ.ร.ป.สว. ที่กำหนดวิธีการเลือก สว. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจสุ่มเสี่ยงเกิดความเสียหายต่อทั้งตัวผู้สมัคร สว. และ กกต. อาจนำไปสู่การร้องให้การเลือก สว. เป็นโมฆะได้ โดย กกต. ทั้งคณะอาจถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย เหมือน กกต. ในอดีตที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นโมฆะ และมีการฟ้อง กกต. ให้รับผิดชอบค่าเสียหายมาแล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ชนวนเหตุในการชงข้อเสนอ “ฉีกปฏิทินเลือก สว.”
ชนวนเหตุที่ทำให้สำนักงาน กกต. ชงข้อเสนอให้ “ฉีกปฏิทินเลือก สว.” เป็นเพราะผู้สมัคร สว. 2 กลุ่ม รวม 6 คน ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง กรณี กกต. ออกระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือก สว. พ.ศ. 2567 ข้อ 91, ข้อ 3, ข้อ 6 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. (ฉบับ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 8 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 จึงขอให้ศาลสั่งเพิกถอนระเบียบทั้ง 3 ฉบับ และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาระงับใช้ระเบียบดังกล่าวไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษา และส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญว่า มาตรา 36, มาตรา 40, มาตรา 41, มาตรา 42 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่
บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญที่ผู้ยื่นคำฟ้องมองว่าเนื้อหา 4 มาตราของกฎหมายเลือก สว. ขัดต่อกติกาสูงสุดเอาไว้ ดังนี้
- มาตรา 36 การแนะนำตัวของผู้สมัคร: ปล่อยให้คนที่ไม่ได้ตั้งใจเป็น สว. เข้ามา “สมัครเพื่อโหวต”, ปล่อยให้บุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิเลือกเข้ามาทำหน้าที่ “ผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร” ในการแนะนำตัว ทำให้เกิดการแทรกแซง ครอบงำ ชักจูง สั่งการจากบุคคลภายนอก, กรณีให้ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์และประชาชนอาจเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ “เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครที่มีกำลังทรัพย์ กำลังคน เครือข่ายโซเชียล สามารถใช้กลไกเหล่านี้สร้างความได้เปรียบ ไม่เป็นธรรม เหลื่อมล้ำ กับผู้สมัคร สว. รายอื่น”
- มาตรา 40 วรรคหนึ่ง (3) การเลือกระดับอำเภอ: ในรอบ “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ กำหนดให้ผู้สมัครแต่ละกลุ่มลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันได้ไม่เกิน 2 คน โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนนมิได้ “ในการเลือกกันเองโดยไม่เลือกตนเอง ต้องสันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
- มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (3) การเลือกระดับจังหวัด: ในรอบ “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ กำหนดให้ผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอแต่ละกลุ่มลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันได้ไม่เกิน 2 คน โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนนมิได้ “ในการเลือกกันเองโดยไม่เลือกตนเอง ต้องสันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
- มาตรา 42 วรรคหนึ่ง (3) การเลือกระดับประเทศ: ในรอบ “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ กำหนดให้ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันได้ไม่เกิน 10 คน โดยจะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนนมิได้ “ในการเลือกกันเองโดยไม่เลือกตนเอง ต้องสันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า ผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองล้วนเป็นผู้สมัคร สว. คดีแรก มี น.ส.วิเตือน งามปลั่ง ผู้สมัคร อ.เมือง จ.นนทบุรี ยื่นฟ้องเมื่อ 21 มิ.ย. คดีที่สอง ยื่นฟ้องในอีก 4 วันต่อมา มีผู้ร่วมฟ้อง 5 คน ประกอบด้วย นายฤทธิชัย ศรีเมือง ผู้สมัคร อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช, นายเฉลิมชัย ผู้พัฒน์ ผู้สมัคร อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี, นายสิทธิชัย ผู้พัฒน์ ผู้สมัคร อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี, นายจำนอง บุญเลิศฟ้า ผู้สมัคร อ.บ้านคา จ.ราชบุรี และนายสากล พืชนุกูล ผู้สมัคร อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
ทั้ง 2 คดี มีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอดีตพระพุทธะอิสระ และมือยื่นฟ้อง “คดีล้มล้างการปกครอง” ของพรรคก้าวไกล เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้อง
ทนายธีรยุทธตอบ ตั้งใจ “เลื่อน” หรือ “ล้ม”?
“เจตนาแรก เราไม่ได้ขอให้เกิดการ ‘เลื่อน’ หรือ ‘ล้ม’ แต่ที่เราจับตาดูเฉพาะบางคนที่เขาอุตส่าห์ออกข่าวว่าไปลงเยอะ ๆ นะ จะได้มีคนของเรา” นายธีรยุทธกล่าวกับบีบีซีไทย
อย่างไรก็ตาม นายธีรยุทธไม่ขอระบุถึงชื่อบุคคลหรือกลุ่มคนที่เขา “จับตาดู” โดยให้เหตุผลว่า “แค่นี้ก็มีคนเกลียดผมเยอะแล้ว” พร้อมย้ำว่า การลุกขึ้นมาทำคดีนี้ไม่มีใครบงการอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่ากับตัวเขาเอง หรือผู้สมัครทั้ง 6 คน แต่ทำบนหลักกฎหมาย
แรกเริ่มเดิมที นายธีรยุทธต้องการเสนอให้ กกต. ออกมาตรการป้องกันการฮั้วในกระบวนการเลือก สว. “แต่ถ้าเสนออย่างเดียว กกต. คงเฉย เพราะเราเป็นแค่ประชาชนคนเดียวที่ไม่มีสภาพอะไรไปบังคับท่าน” จึงตรวจสอบต่อไปว่าระเบียบของ กกต. เขียนขึ้นมาโดยอ้างอำนาจอะไร เมื่อพบว่าอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.สว. จึงตรวจสอบต่อจนพบว่า เนื้อหาของ 4 มาตรา ขัดต่อมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือก สว. และหนีจากการติดกับดักทางการเมือง “แต่ กกต. กลับไปสร้างกับดักนั้นเสียเอง หากใครมีกำลังจ้างสื่อ จ้างคน ก็ส่งมาลงได้”
นายธีรยุทธกล่าวต่อว่า ระเบียบ กกต. ถือเป็นกฎ จึงเป็นมูลฟ้องที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ โดยผู้ได้รับความเสียหายยื่นฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนกฎนั้นได้ และถ้าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่จะใช้บังคับทางปกครองขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลปกครองว่าจะเห็นสมควรส่งความเห็นนั้นไปศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเห็นสมควรก็ส่งไป และรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อส่งความเห็นกลับมาก็จะมีผลผูกพันทุกองค์กร นั่นเท่ากับว่า คดีนี้จะไม่ได้จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมาจบที่ศาลปกครอง
ในความเห็นของทนายความรายนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระบวนการเลือก สว. 2567 ทำให้เขาหวนคิดถึงการเลือกตั้ง สส. ปี 2557 ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เป็นโมฆะเพราะไม่ได้จัดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในกรณีของ สว. เมื่อมีข่าวและข้อวิจารณ์ปรากฏในสื่อมวลชนเรื่องการจัดตั้งและฮั้ว จึงถือเป็นอำนาจโดยตรงของ กกต. ตาม พ.ร.ป.สว. ที่ต้องระงับความเสียหาย และต้องดูว่า “กกต. จะรักษาผลประโยชน์ของชาติในระดับไหน เพราะต้องใช้งบประมาณของบ้านเมืองในการจัดการเลือก สว.”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตามเมื่อ กกต. ตัดสินใจไม่เลื่อนวันเลือก สว. ระดับอำเภอออกไป นายธีรยุทธบอกว่า หน้าที่ของเขาคือรอศาลวินิจฉัยอย่างเดียวเท่านั้น กกต. จะเลื่อนหรือไม่เลื่อน ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา เพราะไม่ได้ลงสมัคร สว. อยู่แล้ว
ส่วนจะยื่นฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เขาตอบว่า “โอ้ย ไม่เคยคิดทำใครขนาดนั้น เรายังไปพึ่งพาการทำงานของเขาอยู่เลย”
ย้อนเส้นทางเลือกตั้งโมฆะเมื่อ 10 ปีก่อน
การเลือกตั้ง สส. เมื่อ 10 ปีที่แล้วกลายเป็นโมฆะ เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หนีแรงกดดันทางการเมืองบนท้องถนนด้วยการประกาศยุบสภา 9 ธ.ค. 2556 ทว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ได้เปิดปฏิบัติการ “ปิดคูหา” เพื่อ "ล้มการเลือกตั้ง"
ขณะที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศคว่ำบาตร-งดส่งผู้สมัคร สส. ทุกเขตทั้งประเทศ
แม้ กกต. ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลรักษาการ "เลื่อนวันเลือกตั้ง" ออกไป แต่ปฏิทินการเลือกตั้งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังเดินไปตามเดิม ท่ามกลางกระแสรณรงค์ "ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง"ของ กปปส. จนเกิดภาพ "การเลือกตั้งที่ทุลักทุเลที่สุด" ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

4.6 หมื่นคน เข้าคูหาตามเดิม
เมื่อการเลือก สว. ไม่เจอ “โรคเลื่อน” ผู้สมัคร สว. ที่ กกต. ประกาศรับรองรายชื่อทั้งสิ้น 46,206 คน จะเดินเข้าคูหาพร้อมกันในวันที่ 9 มิ.ย.
กกต. กำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันเลือก สว.ระดับอำเภอ ซึ่งจะดำเนินการพร้อมกันใน 928 อำเภอ/เขตทั่วประเทศไทย ณ สถานที่เลือกที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอกำหนด
นี่ถือเป็น “ด่านแรก” เพื่อคัดผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกของกลุ่ม เข้าสู่ด่านต่อไปคือ การเลือกระดับจังหวัดซึ่งเดิมกำหนดไว้ 16 มิ.ย. คัดผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 2 ลำดับแรกของกลุ่ม เข้าสู่ด่านสุดท้ายคือ การเลือกระดับประเทศซึ่งเดิมกำหนดไว้ 26 มิ.ย. โดยผู้ได้คะแนน 10 ลำดับแรกของกลุ่ม จะได้เป็น สว. ชุดใหม่รวม 200 คน และผู้ได้คะแนนลำดับที่ 11-15 จะอยู่ในบัญชีสำรองของกลุ่มอาชีพนั้น ๆ รวม 100 คน
กกต. เคยคาดการณ์ว่า ในวันที่ 2 ก.ค. จะได้รายชื่อ สว. ชุดใหม่ 200 คน เพื่อมาทำหน้าที่แทน สว.ชุดเฉพาะกาล 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งหมดวาระไปตั้งแต่ 10 พ.ค. 2567 แต่อยู่ทำหน้าที่และมีอำนาจเต็มทุกประการ ยกเว้นการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3











