ย้อนไทม์ไลน์คดี-สรุปคำสั่งศาลปกครองให้เพิกถอนระเบียบแนะนำตัว สว. 5 ข้อ

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาลปกครองกลางสั่งเพิกถอนระเบียบการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 จำนวน 5 ข้อ โดยชี้ว่า การให้ผู้สมัครแนะนำตัวในกระดาษเอ 4 ไม่เกิน 2 หน้า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกับการห้ามผู้สมัครกลุ่มสื่อ-บันเทิงใช้ความสามารถทางอาชีพในการแนะนำตัว เป็นการ “จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าเหตุ-เลือกปฏิบัติ”
แม้ผู้ฟ้องจะชนะคดีในวันนี้ แต่คำสั่งศาลปกครองที่ให้เพิกถอนระเบียบแนะนำตัวในการเลือก สว. จะยังไม่มีผลใช้บังคับทันที เพราะก่อนหน้านี้ศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับคดี นั่นหมายความว่า คำพิพากษาศาลจะมีผลก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หรือพ้นระยะเวลาอุทธรณ์
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีเวลา 30 วันในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด แต่ผู้ฟ้องคดีคาดหวังว่า กกต. จะไม่ยื่นอุทธรณ์ และใช้ช่วงเวลาทองในการ "กลับตัวกลับใจ" ทำระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 107
ระเบียบพิพาทที่นำไปสู่การฟ้องคดีมี 2 ฉบับ
ฉบับแรก ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 27 เม.ย.
ฉบับที่สอง ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 16 พ.ค. ซึ่งเป็นการแก้ไขเนื้อหาของระเบียบเดิมในข้อ 7 และ 8
สำหรับเนื้อหาของระเบียบ กกต. ที่ศาลปกครองเห็นว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และมีคำสั่งให้เพิกถอนมีทั้งสิ้น 5 ข้อ ประกอบด้วย ข้อ 3 เฉพาะบทนิยาม “การแนะนำตัว”, ข้อ 7 (ฉบับแรก และฉบับที่สอง), ข้อ 8 (ฉบับแรกที่บังคับใช้ในช่วง 27เม.ย.-15 พ.ค.), ข้อ 11 (2) และ ข้อ 11 (3) ทั้งนี้ให้ผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ระเบียบดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
ขณะที่ข้อ 5 และข้อ 11 (5) ศาลเห็นว่า เป็นอำนาจโดยชอบของ กกต. แล้วในการออกระเบียบ
คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. 2 กลุ่ม รวม 7 คน ลุกขึ้นมาฟ้อง 7 กรรมการ กกต. ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. เนื่องจากเห็นว่า ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 มีเนื้อหา “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้สมัครเกินสมควรกว่าเหตุ, ก่อเกิดระบบ “ปิดลับ” ในหมู่ผู้สมัครเท่านั้น เอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายจัดตั้ง, กระทบต่อเสรีภาพของผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน, และ “ปิดกั้น” การมีส่วนร่วมของประชาชน จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำพิพากษาศาลปกครองในวันนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. หลายหมื่นคนทั่วประเทศ
ตลอด 4 วันที่ผ่านมา มีผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั่วประเทศแล้ว 34,169 คน ตามการรายงานของสื่อมวลชนหลายสำนักที่อ้างข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยจะปิดรับสมัครในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 24 พ.ค.
ผู้สมัคร สว. ทุกคน “ไม่สามารถหาเสียงได้” ทำได้แค่ “แนะนำตัว” ภายใต้กติกาที่ กกต. กำหนดไว้เท่านั้น หากใครฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
ในการเลือก สว. ชุดใหม่ 200 คน กำหนดให้ผู้สมัคร “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพรวม 20 กลุ่ม และ “เลือกไขว้กลุ่ม” โดยผู้ที่จะได้เป็น สว. ต้องผ่านการเลือก 3 ชั้น จากระดับอำเภอ ไปจังหวัด และจบที่ระดับประเทศ โดยการเลือกครั้งแรกซึ่งเป็นการเลือกระดับอำเภอ 928 แห่ง จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 มิ.ย. นี้
นั่นหมายความว่า หาก กกต. ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์การเลือก สว. อย่างน้อย 2 ชั้นคือ ระดับอำเภอและจังหวัดจะถูกบริหารจัดการภายใต้ระเบียบที่ศาลชี้แล้วว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ที่มาของภาพ, ฺBBC
ใครคือผู้ฟ้อง ร้องประเด็นใด
กรณีนี้เป็นผลจากการยื่นฟ้องคดีของบุคคล 2 กลุ่ม แยกเป็น 2 สำนวน
สำนวนแรก มีนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวประชาไท ในฐานะผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. (ขณะยื่นฟ้อง) ยื่นคำฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อ 28 เม.ย. ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต. ก่อนระบุรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลังว่าให้เพิกถอน 4 ข้อ ได้แก่ ข้อ 7, 8, 11 (2) และ 11 (5)
สำนวนที่สอง มีนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กับพวก ซึ่งเป็นผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. (ขณะยื่นฟ้อง) อีก 5 คน ประกอบด้วย นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย แพทย์, นายถนัด ธรรมแก้ว นักเขียนเจ้าของนามปากกา “ภูกระดาษ”, น.ส.ชลณัฏฐ์ กลิ่นสุวรรณ พิธีกร, นายศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ นักร้อง และนายนิติพงศ์ สำราญคง นักเขียน ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อ 30 เม.ย. ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต. รวม 7 ข้อ ได้แก่ ข้อ 5, 7, 8, 11 (2) และ 11 (5) ก่อนมาเพิ่มข้อ 3 และ 11 (3) ในภายหลัง
ผู้ฟ้องทั้ง 2 กลุ่ม ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา แต่ศาลยกคำร้องในส่วนนี้ไปแล้ว
ระเบียบพิพาทมีเนื้อหาว่าอย่างไร

ที่มาของภาพ, EPA
สำหรับเนื้อหาของระเบียบที่ผู้ฟ้องต้องการให้เพิกถอนการใช้บังคับมีทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้
ข้อ 3 เฉพาะบทนิยาม “การแนะนำตัว” หมายความว่า การบอก ชี้แจง หรือแจกเอกสาร เพื่อให้ผู้สมัครอื่นรู้จัก
ข้อ 5 ให้ผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกสามารถแนะนำตัวตามระเบียบนี้ได้นับแต่วันที่ระเบียบฉบับนี้มีผลใช้บังคับ
ข้อ 7 (เดิม) การใช้เอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร ให้ใช้เอกสารไม่เกินขนาดเอ 4 (ขนาด 210 X 297 มิลลิเมตร) สามารถระบุข้อความเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ใส่รูปถ่ายของผู้สมัคร ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครเท่านั้น ไม่เกิน 2 หน้า
การแจกเอกสารแนะนำตัวตามวรรคหนึ่ง จะกระทำในสถานที่เลือกไม่ได้
ข้อ 7 (แก้ไข) การใช้เอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร ให้ใช้เอกสารไม่เกินขนาดเอ 4 (ขนาด 210 X 297 มิลลิเมตร) สามารถระบุข้อความเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ใส่รูปถ่ายของผู้สมัคร กลุ่มที่ลงสมัคร ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงาน ไม่เกิน 2 หน้า ทั้งนี้ ในกรณีมีเหตุอันสมควร ผู้สมัครอาจแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเอกสารแนะนำตัวเท่าที่จำเป็นด้วยก็ได้
ข้อ 8 (เดิม) ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง โดยให้ใช้ข้อความตามเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัครตามข้อ 7 และเผยแพร่แก่ผู้สมัครอื่นในการเลือกเท่านั้น
ข้อ 8 (แก้ไข) ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ใช้ข้อความตามเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัครตามข้อ 7 ซึ่งประชาชนอาจเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วยก็ได้”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ข้อ 11 (2) นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือก สว. มีผลใช้บังคับไปจนถึงวันที่ กกต. ประกาศผลการเลือก ห้ามผู้ประกอบอาชีพทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชน หรือสื่อโฆษณา เช่น นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร เป็นต้น ใช้ความสามารถ หรือวิชาชีพ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการแนะนำตัว
ข้อ 11 (3) นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือก สว. มีผลใช้บังคับไปจนถึงวันที่ กกต. ประกาศผลการเลือก ห้ามแจกเอกสารเกี่ยวกับการแนะนำตัวโดยวิธีการวาง โปรยหรือติดประกาศในที่สาธารณะ
ข้อ 11 (5) นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือก สว. มีผลใช้บังคับไปจนถึงวันที่ กกต. ประกาศผลการเลือก ห้ามแนะนำตัวทางวิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง เคเบิลทีวี หรือสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงการให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน นักข่าว หรือสื่อโฆษณาซึ่งเผยแพร่ผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล
สรุปคำพิพากษาศาลปกครอง
บีบีซีไทยขอสรุปคำพิพากษาศาลปกครองกลางในทั้ง 2 คดี ซึ่งตุลาการมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยแยกเป็นรายประเด็นไว้ ดังนี้
ระเบียบที่ศาลเห็นว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และมีคำสั่งเพิกถอนมี 5 ข้อ
ข้อ 3 เฉพาะบทนิยาม “การแนะนำตัว” เห็นว่า เป็นการนิยามที่จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สมัครด้วยกัน ทั้งที่การแนะนำตัวดังกล่าว ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมรับรู้ได้ จึงมีลักษณะเป็นบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
ข้อ 7 เห็นว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้ สว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่ง สว. มีหน้าที่สำคัญหลายประการ รวมทั้งการเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่ง “กฎหมายที่ผ่านรัฐสภาและมีผลบังคับใช้ย่อมมีผลใช้บังคับกับทุกคนในราชอาณาจักร ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาย่อมมีผลต่อปวงชนชาวไทย จึงควรให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ”
แม้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเอง มิใช่ประชาชนทั่วไปเลือก แต่ผู้มีสิทธิสมัคร “มีสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นแม้ระเบียบนี้จะมีผลใช้บังคับกับผู้ประสงค์ลงสมัคร ผู้สมัคร และผู้ช่วยเหลือผู้สมัคร แต่เมื่อมาตรา 70 ของ พ.ร.ป.สว. กำหนดบทลงโทษให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัคร ผู้ช่วยเหลือผู้สมัครในการแนะนำตัวโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบพิพาท “ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว. ไม่อาจกล่าวถึงผู้สมัครได้มากกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ 7” ส่งผลให้ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการเลือก สว.
ระเบียบนี้จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่ไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ สว. เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง ตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ
แม้ผู้ถูกฟ้อง (กกต.) ชี้แจงว่า การกำหนดเนื้อหาในเอกสารแนะนำตัว และจำกัดให้ “ไม่เกิน 2 หน้า” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในหมู่ผู้สมัคร แต่ศาลเห็นว่า ไม่ชอบด้วยมาตรา 26 และ 34 ของรัฐธรรมนูญ ระเบียบนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถึงแม้มีการออกระเบียบฉบับที่ 2 แก้ไขเนื้อหาในข้อ 7 แต่ก็ยังคงกำหนดสาระและเนื้อหาทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
ข้อ 8 เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าข้อความในข้อ 7 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื้อหาของข้อ 8 (ฉบับแรก) ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 27 เม.ย.-15 พ.ค. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 11 (2) เห็นว่า การออกระเบียบจำกัดเฉพาะ 2 กลุ่ม (กลุ่มสื่อมวลชน-กลุ่มศิลปะบันเทิง) “ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ของความเท่าเทียม และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าเหตุ เป็นการเลือกปฏิบัติ” จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 11 (3) เห็นว่า การกำหนดให้ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวผ่านอิเล็กทรอนิกส์ โดยประชาชนสามารถเข้าถึงได้ แต่ไม่ได้กำหนดวิธีการแนะนำตัวอื่น เช่น การติดป้าย หรือวางเอกสาร ทำให้ผู้สมัครหรือผู้ช่วยเหลือผู้สมัครที่ไม่มีความพร้อมจะแนะนำตัวผ่านอิเล็กทรอนิกส์ สามารถดำเนินการโดยวิธีการอื่นได้ “เป็นการสร้างภาระเกินพอสมควรให้กับผู้สมัคร ทำให้เกิดความไม่เสมอภาคกัน จึงเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้สมัครที่เกินความจำเป็นแก่การดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการแนะนำตัวเพื่อให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และไม่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ระเบียบที่ศาลเห็นว่า “ชอบด้วยกฎหมายแล้ว” และยกคำฟ้องในส่วนนี้
ข้อ 5 เห็นว่า แม้บทบัญญัติจะกระทบเสรีภาพในการแนะนำตัวของผู้ประสงค์ลงสมัคร แต่มีความจำเป็นที่ต้องให้การแนะนำตัวเป็นไปอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมตามที่ผู้ถูกร้องระบุ ผลกระทบความเสียหายที่ผู้ประสงค์ลงสมัครได้รับจึงน้อยกวาประโยชน์ที่สาธารณะได้รับ จึงถือเป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องในการดำเนินการได้
ข้อ 11 (5) เห็นว่า การออกระเบียบนี้บังคับใช้กับผู้สมัครเท่านั้น ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพของห้ามสื่อมวลชน จึงไม่อาจมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
เสียงจากผู้ฟ้องคดี “เหมือนเราจะชนะ”
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชล คีรีกูณฑ์ ทีมทนายความของนายพนัส กล่าวว่า แม้ผู้ฟ้องจะชนะคดีในวันนี้ แต่คำสั่งศาลปกครองที่ให้เพิกถอนระเบียบข้อต่าง ๆ จะยังไม่มีผลบังคับทันที เนื่องจากวานนี้ (23 พ.ค.) ศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาไว้พิจารณา นั่นหมายความว่า คำพิพากษาศาลจะมีผลก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว โดย กกต. มีเวลา 30 วันในการยื่นอุทธรณ์
“ดังนั้นแม้มีคำพิพากษาในวันนี้ ให้เพิกถอนระเบียบ กกต. ในหลายข้อ แต่ผู้สมัคร สว. ก็ยังไม่สามารถแนะนำตัวได้อย่างเต็มที่ตามที่ศาลวินิจฉัย เพราะยังต้องทำตามระเบียบ กกต. อยู่ จึงขอให้ใจเย็น ๆ รอฟังว่า กกต. จะอุทธรณ์หรือไม่” นายชลกล่าว
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 70 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้รอการปฏิบัติตามการบังคับไว้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ ให้รอการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ในการพิจารณายกคำร้องขอทุเลาฯ ใช้ 3 องค์ประกอบหลักตามคำอธิบายของนายชล 1. ระเบียบนี้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลเห็นด้วย 2. ถ้าระเบียบยังใช้บังคับ อาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถเยียวยาได้ ศาลเห็นว่าได้ใช้การดำเนินกระบวนโดยเร่งด่วนแล้ว ความเสียหายจึงไม่น่ามากนัก 3. คำขอทุเลาฯ ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานราชการ ศาลอาจเห็นว่าหากรับคำร้องอาจกระทบต่อการบริหารภาคราชการ เช่น รัฐบาลได้ประกาศวันเลือก สว. ระดับต่าง ๆ แล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาฯ
ทนายความรายนี้จึงฝากไปยัง กกต. ให้เร่งสร้างความชัดเจนต่อระเบียบที่ศาลชี้แล้วว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” การที่ศาลเห็นตามผู้ฟ้อง 70-80% หาก กกต. อุทธรณ์ แล้วศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลาง ก็จะมีการเพิกถอนย้อนหลัง แต่มันก็มีปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจะทำอย่างไร
"ถ้า กกต. อุทธรณ์ กกต. ต้องคิดเรื่องนี้ด้วยว่าสุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องเลือกตั้ง สว. ใหม่หรือไม่ หรือเราจะทำยังไงกันต่อ”
หากการเลือก สว. ยังเดินหน้าไปภายใต้กติกาที่ศาลปกครองกลางชี้ว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” อะไรคือความเสียหายสูงสุด นายชลตอบว่า จะเกิดการปิดตา ปิดปาก ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
“วันนี้มันเหมือนเราจะชนะ แต่จะบอกว่า กกต. แพ้ก็พูดไม่ได้เต็มปาก ถือว่ามีทางลงทั้งคู่” ทนายชลกล่าว

ด้านนายเทวฤทธิ์ ผู้ฟ้องคดี ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา กกต. และเลขาธิการ กกต. อ้างว่าไม่มีอำนาจ และออกระเบียบเช่นนี้เพราะต้องทำตามกฎหมาย ด้วยความกังวลจึงต้องออกระเบียบอย่างเข้มงวด แต่วันนี้ฟ้าเปิดแล้ว เพราะมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญคือศาลปกครองชี้ทางสว่างให้ กกต. แล้ว เหมือนมีหลังพิงแล้ว ส่วนตัวเห็นว่า กกต. ไม่ควรอุทธรณ์ แต่ควรเร่งแก้ไขระเบียบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง เพื่อให้การเลือก สว. เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม
“นี่เป็นช่วงเวลาทองที่ กกต. จะได้กลับตัวกลับใจ ทำระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 107” ผู้ฟ้องคดีกล่าว
เมื่อถามว่า คำพิพากษาศาลที่ยังไม่มีผลใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทำให้ผู้ฟ้องเหมือนจะชนะแต่ไม่ชนะหรือไม่นั้น นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า “ถ้าพิจารณาตามคำพิพากษาศาล ก็แค่รอให้กระบวนการให้สะเด็ดน้ำ”
ในระหว่างรอเวลา 30 วัน ผู้สมัคร สว. ควรปรับรูปแบบการแนะนำตัวหรือไม่อย่างไรนั้น นายเทวฤทธิ์บอกว่า “มันมีสิ่งที่ต้องคำนึง แต่อย่ากลัวจนไม่ทำอะไร เพราะเรา (ผู้สมัคร) ก็มีหลังพิงเช่นกัน ก็คือคำสั่งศาล”
ผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 กลุ่มต่างยืนยันว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการ "ล้มกระบวนการเลือก สว.” แต่ต้องการให้มีแก้ไขระเบียบแนะนำตัวให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และยกเลิกการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินจำเป็น และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ท่าทีจาก กกต.
ปฏิกิริยาจาก กกต. ภายหลังมีคำสั่งศาลปกครอง บรรดาผู้ถูกฟ้องทั้งประธาน ในฐานะผู้ถูกฟ้องที่ 1 และกรรมการ กกต. ในฐานะผู้ถูกฟ้องที่ 2 ยังไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ มีเพียงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คงพูดแทน กกต. ไม่ได้
อย่างไรก็ตามเลขาธิการ กกต. บอกว่า ในชั้นสำนักงาน “อะไรที่ศาลตัดสินแล้วเป็นประโยชน์กับประชาชน เราก็จะดำเนินไปตามนั้น ถ้าเป็นเรื่องการให้สิทธิกับประชาชนมากขึ้น สำนักงานก็จะคำนึงถึงตรงนี้เป็นหลัก ก็จะเสนอให้กับ กกต.”
ส่วนจะมีโอกาสยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า เป็นเรื่องของ กกต. แต่โดยหลักการถ้าเป็นประโยชน์กับส่วนรวม และประเทศชาติสามารถเดินต่อไปได้ ก็ถือว่าเป็นไปตามโรดแมป
หากมีการเพิกถอนระเบียบข้อ 7 ทำให้เอกสารแนะนำตัวสามารถเขียนเกิน 2 หน้ากระดาษเอ 4 ได้ จะส่งกระทบต่อกระบวนการทำงานของ กกต. หรือไม่ นายแสวงตอบว่า ไม่กระทบ เพราะศาลไม่ได้ยกเลิกระเบียบทั้งฉบับ

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai
ไทม์ไลน์คดีเพิกถอนระเบียบแนะนำตัว
การต่อสู้เพื่อ "รื้อกติกา กกต." ของบรรดาผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. ใช้เวลา 27 วันนับจากยื่นฟ้องถึงวันพิพากษา มีลำดับความเป็นมา ดังนี้
- 26 เม.ย. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 27 เม.ย. โดยมีเนื้อหา 12 ข้อ
- 28 เม.ย. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต. รวม 4 ข้อ ได้แก่ ข้อ 7, 8, 11 (2) และ 11 (5) และขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองก่อนการพิพากษา
- 30 เม.ย. นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กับพวก รวม 6 คน ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต. รวม 6 ข้อ ได้แก่ ข้อ 5, 7, 8, 11 (2) และ 11 (5) ก่อนมาเพิ่มข้อ 3 และ 11 (3) ในภายหลัง และขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ให้คู่กรณีเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา
- 2 พ.ค. ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องในทั้ง 2 คดีเอาไว้พิจารณา และมีหมายเรียกคู่กรณีไปไต่สวนโดยระบุตอนหนึ่งว่า “อธิบดีศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนการโดยเร่งด่วน”
- 14 พ.ค. ที่ประชุม กกต. มีมติให้แก้ไขระเบียบการแนะนำตัว สว. ฉบับเดิม โดยเปิดทางให้ผู้สมัครแนะนำตัวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการใช้โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ซึ่ง “ประชาชนอาจเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วยก็ได้” จากเดิมกำหนดให้ “เผยแพร่แก่ผู้สมัครอื่นในการเลือกเท่านั้น” แต่ยังให้ใช้ข้อความตามเอกสารแนะนำตัวที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ทั้งนี้นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นผู้เปิดเผยมติ กกต. ในระหว่างจัดกิจกรรมชี้แจง “การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในห้วงมี พ.ร.ฎ.เลือก สว.”
- 15 พ.ค. ศาลนัดไต่สวนคู่กรณีเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาคดีของนายเทวฤทธิ์ โดยฝ่ายกฎหมายสำนักงาน กกต. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการ กกต. ผู้ถูกฟ้อง ได้นำร่างระเบียบแนะนำตัวฉบับใหม่มายื่นประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย
- 15 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 16 พ.ค. โดยมีเนื้อหา 4 ข้อ สาระสำคัญคือการการแก้ไขเนื้อหาเดิมข้อ 7 และ 8
- 15 พ.ค. ศาลนัดไต่สวนคู่กรณีเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาคดีของนายพนัสกับพวกรวม 6 คน
- 15 พ.ค. ศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาไว้พิจารณาในคดีนายเทวฤทธิ์
- 21 พ.ค. ตุลาการศาลปกครองกลางทั้ง 2 คณะ ออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก โดยตุลาการผู้แถลงคดีที่เป็นตุลาการนอกองค์คณะแถลงความเห็นส่วนตัวที่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาวินิจฉัยขององค์คณะ โดยเห็นควรสั่งเพิกถอนระเบียบ 5 ข้อ ประกอบด้วย ข้อ 5, ข้อ 7 เฉพาะข้อความ “ในกลุ่มที่ลงสมัครเท่านั้น” และ “ไม่เกิน 2 หน้า” ในระเบียบฉบับแรก และ “ไม่เกิน 2 หน้า” ในระเบียบฉบับที่ 2, ข้อ 8, ข้อ 11 (2), ข้อ 11 (3) นับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ ส่วนข้อ 11 (5) เห็นว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว
- 23 พ.ค. ศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับคดี ตามที่นายพนัสกับพวกรวม 6 คนยื่นคำร้องไป
- 24 พ.ค. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในทั้ง 2 คดี ก่อนสั่งเพิกถอนระเบียบรวม 5 ข้อ
ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3











