8 ข้อต่อสู้ กกต. ชี้แจงศาล หลังโดนฟ้องคดีเพิกถอนระเบียบแนะนำตัว สว.

นายอิทธิพร บญประคอง ประธาน กกต. เป็น “ผู้ถูกฟ้องที่ 1” คดีขอให้เพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว.

ที่มาของภาพ, EC

คำบรรยายภาพ, นายอิทธิพร บญประคอง ประธาน กกต. เป็น “ผู้ถูกฟ้องที่ 1” คดีขอให้เพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา “คดีเพิกถอนระเบียบ กกต.” ตามที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. 2 กลุ่ม ยื่นฟ้องในวันที่ 24 พ.ค. นี้

การเปิดรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. ซึ่งในวันสุดท้ายของการรับสมัคร ตรงกับวันที่ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีเพิกถอนระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 รวม 2 คดี

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และภาคประชาชนที่เกาะติดกระบวนการเลือก สว. 200 คน ต่างรอลุ้นคำตัดสินคดีนี้

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้ศึกษาวิจัยระบบการเลือก สว. ของไทย ให้ความเห็นว่า คำพิพากษาศาลปกครอง “อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกม” ว่าการแนะนำตัวในการเลือก สว. จะทำอะไรได้บ้าง

เช่นเดียวกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่กล่าวว่า ต้องรอฟังคำพิพากษา แล้วรอดูว่าวันที่ 25-26 พ.ค. บรรยากาศจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หรือเงียบ ๆ เหมือนเดิม ขณะนี้มีคนถามเยอะว่าอะไรทำได้-ทำไม่ได้ภายใต้ระเบียบ กกต. จึงขอให้ยึดหลัก อะไรที่ไม่ได้ห้ามไว้ ต้องทำได้

ด้านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ขอเปิดเผย “แผนรองรับ” กรณีศาลสั่งเพิกถอนระเบียบ กกต.

“ไม่อยากพูดเรื่องในอนาคต แต่ขอให้รอดูคำวินิจฉัย” นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าว

ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ถูกประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 26 เม.ย. และมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 27 เม.ย.

ทว่าผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. 2 กลุ่ม รวม 7 คน เห็นว่า เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้สมัครเกินสมควรกว่าเหตุ กระทบต่อผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน และตัดการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว ในข้อ 5, 7, 8, 11 (2), 11 (5)

สื่อมวลชนกว่า 50 สำนัก ร่วมรับฟังแนวทางการทำหน้าที่ในช่วงมี พ.ร.ฎ.เลือก สว.

ที่มาของภาพ, FAHROONG SRIKHAO

คำบรรยายภาพ, สื่อมวลชนกว่า 50 สำนัก ร่วมรับฟังแนวทางการทำหน้าที่ในช่วงมี พ.ร.ฎ.เลือก สว. เมื่อ 14 พ.ค.

ต่อมาที่ประชุม กกต. มีมติเมื่อ 14 พ.ค. ให้แก้ไขระเบียบฉบับเดิม โดยออกระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 15 พ.ค. และมีผลใช้บังคับในวันถัดมา

สาระสำคัญของระเบียบฉบับที่ 2 ให้แก้ไขข้อ 8 เปิดทางให้ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งประชาชนอาจเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วยก็ได้ จากเดิมล็อกให้เผยแพร่ในหมู่ผู้สมัครเท่านั้น

ในการนัดไต่สวนคู่กรณีเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา “คดีเพิกถอนระเบียบ กกต.” ในวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย เป็นผู้ฟ้องคดี และวันที่ 16 พ.ค. ซึ่งนายพนัส ทัศนียานนท์ กับพวกรวม 6 คน เป็นผู้ยื่นฟ้องคดี ประธานและกรรมการ กกต. ไม่ได้เดินทางไปศาลในทั้ง 2 นัด แต่มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กกต. เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ถ้อยคำแทน และได้นำระเบียบฉบับใหม่นี้ยื่นประกอบการโต้แย้งคำฟ้องคดีด้วย

วันที่ 21 พ.ค. ตุลาการศาลปกครองกลางทั้ง 2 คณะ จะออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก และนัดอ่านคำพิพากษาทั้ง 2 คดี ในวันที่ 24 พ.ค.

ผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. บี้ต่อ ให้แก้ระเบียบที่ “ไม่สมเหตุสมผล”

นายชล คีรีกูณฑ์ หนึ่งในทีมทนายความของนายพนัสและคณะ กล่าวว่า ดีใจที่ศาลให้ความสำคัญ โดยถือเป็นกระบวนพิจารณาคดีที่เร็วมาก ต้องรอดูว่าศาลจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยเฉพาะการเลือก สว. ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยอย่างไร

การชิงแก้ไขระเบียบ กกต. เปิดทางให้ผู้สมัครแนะนำตัวโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกแพลตฟอร์มและตั้งค่าสาธารณะได้ ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องแก้ไขคำฟ้องซึ่งอ้างถึงเนื้อหาตามระเบียบฉบับเดิม

นายชลกล่าวกับบีบีซีไทยว่า การยกเลิกระเบียบเดิมทำให้ “วัตถุแห่งคดีหายไป” ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า กกต. อาจต้องการลดทอนกระแส เพราะระเบียบเก่าปิดกั้นมากเกินไป และอาจไม่เป็นผลดีต่อการพิจารณาคดีในสายตาของศาล อีกทั้งถ้าลดระดับความรุนแรงลงมา ก็อาจใช้เป็นข้อต่อสู้ของ กกต. ได้

อย่างไรก็ตามทีมทนายของนายพนัสและพวก ได้แก้ไขคำฟ้องโดยดำเนินการเป็น 3 ส่วน ครอบคลุมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

  • อดีต: ขอให้ศาลเพิกถอนผลแห่งการมีอยู่ของระเบียบการแนะนำตัวตั้งแต่อดีต โดยให้ กกต. ยกเลิกผลพวงเก่า ถึงแม้ กกต. จะเลิกข้อ 7 และข้อ 8 ของระเบียบฉบับเก่าไปแล้ว แต่ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในห้วงเวลานั้น และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควร ไม่ได้สัดส่วน
  • ปัจจุบัน: แม้ กกต. ออกระเบียบแนะนำตัวฉบับใหม่มา แต่เป็นการแก้ไขเพียง 2 ข้อ (ข้อ 7 กับข้อ 8) แต่ส่วนที่มีปัญหาอื่น ๆ ยังอยู่ดังเดิม ไม่ว่าจะเป็น ข้อ 5 ที่ให้บังคับใช้กับผู้ประสงค์ลงสมัคร ซึ่งไม่มีคำนิยามและไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ และข้อ 11 ที่ห้ามผู้สมัครให้สัมภาษณ์สื่อ และห้ามผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน หรือสื่อโฆษณา ใช้ความสามารถ หรือวิชาชีพดังกล่าว เพื่อเอื้อประโยชน์ในการแนะนำตัว
  • อนาคต: ขอให้ศาลสั่ง กกต. ให้แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบฉบับที่ 2 โดยให้ยกเลิกข้อ 7 และข้อ 8 เพราะยังไม่สมเหตุสมผล ในการให้แนะนำตัวและตัดสินใจเลือกผ่านกระดาษเอ 4 เพียง 2 หน้า
นายชล คีรีกูณฑ์ ชี้ว่าการที่ กกต. พยายามทำให้เกิดการแนะนำตัวน้อยที่สุดโดยอ้างความเสมอภาคและเท่าเทียม เปรียบเหมือน “ตั้งใจให้แทงม้า โดยได้ยินแค่เสียงม้า แต่ไม่เห็นตัวม้า”

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นายชล คีรีกูณฑ์ ชี้ว่าการที่ กกต. พยายามทำให้เกิดการแนะนำตัวน้อยที่สุดโดยอ้างความเสมอภาคและเท่าเทียม เปรียบเหมือน “ตั้งใจให้แทงม้า โดยได้ยินแค่เสียงม้า แต่ไม่เห็นตัวม้า”

นายชล จากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งร่วมรับฟังการไต่สวนคดีในศาลปกครอง เมื่อ 16 พ.ค. กล่าวว่า เหตุที่ กกต. พยายามจำกัดให้ผู้สมัครแนะนำตัวผ่านกระดาษเอ 4 แค่ 2 หน้า เพราะ กกต. ตีความว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 16 และมาตรา 36 เป็นการแนะนำตัวอันเดียวกัน โดยการแนะนำตัวตามมาตรา 36 ต้องล้อไปกับมาตรา 16 ทำให้ฟอร์มต้องทำเล็กไว้ก่อน 5 บรรทัด ทั้งที่ตามมาตรา 36 กกต. สามารถออกระเบียบแนะนำตัวที่กว้างขวางกว่านั้นได้

สำหรับมาตรา 16 ระบุถึงเอกสารและหลักฐานประกอบการสมัคร โดย “ข้อความแนะนำตัวของผู้สมัครมีความยาวไม่เกินที่ กกต. กำหนด” ซึ่ง กกต. กำหนดให้แนะนำประวัติการทำงานหรือประสบการณ์การทำงานได้ 5 บรรทัด ปรากฏในแบบ สว.3

ส่วนมาตรา 36 ระบุว่า “ผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด” ซึ่ง กกต. ให้ผู้สมัครจัดทำเอกสารแนะนำตัวขนาดไม่เกิน 2 หน้ากระดาษเอ 4

ทนายความรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ข้อ 7 ที่มีการแก้ไขระเบียบใหม่ บอกว่า “ผู้สมัครอาจแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเอกสารแนะนำตัวเท่าที่จำเป็นด้วยก็ได้” แต่ประเด็นคือเอกสาร 2 หน้าเอ 4 ไม่ได้ส่ง กกต. ใครจะบอกว่าแก้ได้หรือไม่ได้ นี่คือความย้อนแย้งในการออกระเบียบของ กกต.

ขณะที่ในระหว่างการไต่สวนคดีที่นายเทวฤทธิ์เป็นผู้ฟ้อง เมื่อ 15 พ.ค. ตุลาการได้สอบถามตัวแทน กกต. ว่าการให้แนะนำทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ มีการกำกับเพดานค่าใช้จ่ายในการแนะนำตัวหรือไม่ ซึ่งตัวแทนผู้ถูกฟ้องตอบว่าไม่มี เพราะเป็นการแนะนำตัว ไม่ใช่การหาเสียง

“การตอบว่าไม่มีหมายความว่าอย่างไร คือคนมีเงินมากกว่าสามารถบูสต์โพสต์ได้ เพื่อยิง Ad (โฆษณา) ได้ใช่หรือไม่ อันนี้มันย้อนแย้งกับสิ่งที่ กกต. อ้างว่าที่ต้องจำกัดการแนะนำตัวเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ความเสมอภาค จึงต้องออกกฎเพื่อให้แนะนำตัวได้เท่า ๆ กัน นี่คือการเปิดให้คนมีฐานะทางเศรษฐกิจมากกว่ายิง Ad ได้ ซึ่งในการเลือก สส. ที่ผ่านมา เราเห็นว่าการสื่อสารในโซเชียลมีเดียมีผลอย่างมาก” นายชลให้ความเห็น

เปิดข้อโต้แย้งหลักของ กกต.

บีบีซีไทยตรวจสอบข้อโต้แย้งที่ กกต. ใช้หักล้างและแก้ข้อกล่าวหาของผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. ในทั้ง 2 คดี เพื่อ “พิทักษ์ระเบียบแนะนำตัว” โดยมีหลักใหญ่ใจความใกล้เคียงกัน สรุปประเด็นสำคัญ ๆ ได้ ดังนี้

หนึ่ง ศาลปกครองไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา เนื่องจากการออกระเบียบ กกต. อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 22 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 36 ซึ่งไม่ใช่คำสั่งหรือการกระทำทางปกครอง จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

สอง ผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้องคดี เพราะยังไม่มีสถานะเป็นผู้สมัคร สว. จึงยังไม่มีการกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพเกิดขึ้น

สาม ระเบียบ “ปิดกั้น” การมีส่วนร่วมของประชาชนและขัดต่อเจตนารมณ์ตามเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ โต้แย้งว่า รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดให้กระบวนการเลือก สว. มุ่งเน้นไปที่ผู้สมัคร ไม่ใช่ประชาชนมีสิทธิเลือก แต่ถึงกระนั้น กกต. พร้อมเปิดให้ประชาชนติดตามกระบวนการ ซึ่งภายใน 5 วันหลังปิดรับสมัคร ผอ.การเลือกตั้งระดับอำเภอจะประกาศรายชื่อผู้สมัครแยกเป็นรายกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยติดประกาศที่สำนักงาน กกต.จว. ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สถานที่เลือก และจัดทำข้อมูลเผยแพร่ทางแอปพลิเคชัน “สมาร์ทโหวต” และเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. ทำให้ประชาชนได้รู้ชื่อที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว

ส่วนผู้สมัครก็จะรู้ว่ามีใครให้เลือกบ้าง อีกทั้งก่อนวันเลือก 3 วัน กำหนดให้ ผอ.การเลือกระดับอำเภอ ส่งข้อมูลการแนะนำตัวของผู้สมัครแต่ละกลุ่มให้สมาชิกในกลุ่มทราบ

ภาคปชช.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

สี่ ระบบ “ปิดลับ” ในหมู่ผู้สมัคร เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอิทธิพลหรือมีเครือข่ายจัดตั้ง โต้แย้งว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มีเจตนาหลักคือเรื่องความเท่าเทียม จึงต้องออกแบบการสมัครและการแนะนำตัวให้เท่าเทียมกัน เป็นรูปแบบเดียวกัน “การแสดงจุดยืน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นรูปแบบเดียว” และไม่ได้ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.ป.

ส่วนที่ให้แนะนำตัวเฉพาะผู้สมัครด้วยกัน เพราะทั้งรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป. มุ่งเน้นไปที่การเลือกระดับอำเภอ จึงให้ผู้สมัครได้แนะนำตัวกันเองในระดับอำเภอ ไม่ใช่ต่อสาธารณชนที่เป็นระดับประเทศ “ดังนั้นจึงเป็นการออกระเบียบให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่การปิดกั้นประชาชน” และประชาชนยังมีส่วนร่วมได้ ด้วยการแจ้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือกตั้งต่อ กกต. ได้

ห้า กระทบเสรีภาพในการประกอบอาชีพสื่อมวลชนของผู้สมัคร สว. กลุ่มสื่อมวลชน โต้แย้งว่า กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ในการแนะนำตัวผู้สมัครจึงต้อง “เสมอภาค” และ “เท่าเทียม” โดยสื่อมวลชนและคนวงการบันเทิงมีช่องทางประชาสัมพันธ์ตัวเองมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น จึงต้องออกมาตรการเพื่อป้องกันความได้เปรียบเสียเปรียบ โดยห้ามผู้ประกอบอาชีพสื่อใช้ความสามารถ หรือวิชาชีพ “เพื่อเอื้อประโยชน์ในการแนะนำตัว” แต่ “ไม่ได้ห้ามทำหน้าที่” และย้ำว่าสื่อยังนำเสนอข่าวได้ตามหลักวิชาชีพและจรรยาบรรณ ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ

หก ระเบียบไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกำหนดให้ผู้ประสงค์จะสมัครแนะนำตัวกับผู้สมัครด้วยกันเท่านั้น ทั้งที่ขณะประกาศใช้ระเบียบนี้ยังไม่มีผู้สมัคร โต้แย้งว่า เป็นการออกกฎเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประสงค์จะสมัครแนะนำตัวได้ก่อนจะมี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือก สว. ซึ่ง “ควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้สมัครด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น” และไม่ได้บังคับให้ต้องแนะนำตัว จะแนะนำหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้สมัคร และใช้บังคับใช้กับผู้ประสงค์จะสมัคร ไม่ได้ใช้บังคับกับประชาชนทั่วไป จึงไม่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพแต่อย่างใด

เจ็ด ระเบียบไม่สมเหตุสมผล จำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้สมัคร ด้วยการกำหนดให้แนะนำตัวในรูปแบบเอกสารขนาดเอสี่ 2 แผ่น และการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเนื้อหาที่ กกต. กำหนดเท่านั้น โต้แย้งว่า การออกระเบียบนี้เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากบุคคลภายนอกผู้สมัคร ก่อให้เกิดความเท่าเทียม และเป็นหลักประกันความอิสระของผู้สมัคร

แปด ระยะเวลาในการออกระเบียบ “แสดงถึงความไม่สุจริต” โดยมีเวลาให้ศึกษาและเตรียมตัวก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้เพียง 4 ชม. หักล้างว่า กกต. ได้ออกระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือก สว. ตั้งแต่ 15 ก.พ. 2567 ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับการแนะนำตัวอยู่แล้ว เช่น ข้อ 68, 133, 145 การออกระเบียบแนะนำตัวจึงเป็นการออกเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์เท่านั้น จึงไม่ได้มีเจตนาไม่สุจริต

ข้อเสนอจากนักรัฐศาสตร์ให้ผ่อนระเบียบเพิ่ม-แสดงจุดยืนได้

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อระเบียบการแนะนำตัวในการเลือก สว. ทว่าผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองและนักวิชาการเห็นตรงกันว่า “เป็นนิมิตหมายที่ดี” ที่ กกต. ยอมแก้ไขระเบียบเดิมที่ “ไม่สมเหตุสมผล” สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวว่าจะทำผิดระเบียบ และอาจทำให้เกิดการกลั่นแกล้งกันได้ง่าย

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การที่ กกต. แก้ไขระเบียบ สะท้อนว่า “การเมืองไทยขับเคลื่อนด้วยการด่า เมื่อประชาชนเรียกร้อง กกต. ก็สะดุ้ง”

ในระหว่างร่วมงานเสวนา “ประชาชนจะสังเกตการณ์การเลือก สว. 67 ได้อย่างไร” เมื่อ 16 พ.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า ระเบียบเดิม กกต. ทำนอกรัฐธรรมนูญในบางเรื่อง เช่น การกีดกันไม่ให้ประชาสัมพันธ์ หรือไม่ให้สื่อสัมภาษณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสิ่งที่ กกต. จะทำได้ ณ ตอนนี้ คือการปรับระเบียบให้เหนือรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ

นักรัฐศาสตร์จากสำนักจามจุรียังเสนอให้ กกต. ผ่อนปรนระเบียบแนะนำตัว โดยให้ผู้สมัครสามารถแสดงจุดยืนทางการเมืองได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงของ สว. เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งกรรมการองค์กรอิสระ เพื่อให้การเลือก สว. อยู่บนฐานคิดซึ่งเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงแก้ไขให้ผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อได้ก่อนถึงการเลือกระดับประเทศ เพื่อให้ผู้สมัครรู้จักกันมากขึ้นและประชาชนก็ติดตามตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สังคมเห็นหรือมีบทสนทนากับสังคม

เช่นเดียวกับ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กล่าวว่า อยากให้ กกต. แก้ไขระเบียบอีกสักนิดเพื่อให้สังคมรู้สึกมีความหวัง และเอื้อให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าได้

แสวงย้ำ กกต. ทำตามกฎหมาย ถ้าผิดจากนี้ “จะถูกติดคุก”

แสวง

ที่มาของภาพ, EC

คำบรรยายภาพ, นายแสวง บุญมี เปิดเผยว่า มีผู้ขอรับใบสมัคร สว. แล้ว 20,000 คน ณ 17 พ.ค. และยังตอบคำถามถึงโอกาสจะมีผู้สมัครเกิน 1 แสนคนว่า “ยังคิดว่าเป็นแบบนั้น”

เกี่ยวกับข้อเสนอของนักรัฐศาสตร์ให้ผ่อนคลายระเบียบแนะนำตัวก่อนวันเลือกระดับประเทศ โดยให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ได้นั้น นายแสวง บุญมี ให้สัมภาษณ์วันนี้ (17 พ.ค.) โดยย้ำว่า ระเบียบดังกล่าวอยู่ในพื้นฐานของการออกแบบตามรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ได้ สว. เป็นคนแบบไหน “จะเดินมาสมัครคนเดียวก็ได้ ไม่ใช่เกาะกลุ่มกันมาสมัคร” และเพื่อความเสมอภาค เพราะไม่ได้เลือกจากสิ่งที่แสดงความเห็น แต่เลือกจากประสบการณ์ กระดาษที่แนะนำตัว ระเบียบจึงได้ออกมาให้แนะนำตัวแบบนี้เพื่อให้เกิดความเสมอภาค ให้คนแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

“การที่เราออกระเบียบก็ทำตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ ถ้าเราออกผิดจากนี้ ไม่รู้ว่าการเลือกจะเป็นยังไง หรือเราจะถูกติดคุกติดตาราง อย่ามองมุมเดียว มันมีหลายมิติ ในการแข่งขันมันมีแต่คนได้คนเสีย ไม่มีความถูกต้อง ดังนั้นเราจึงต้องยืนบนความถูกต้อง” เลขาธิการ กกต. กล่าว

เมื่อให้ประเมินปฏิกิริยาต่อ กกต. ภายหลังยอมแก้ไขระเบียบการแนะนำตัวผู้สมัครทางอิเล็กทรอนิกส์ นายแสวงกล่าวว่า ประชาชนเขารู้สึกได้ ทั้ง ๆ ที่เราทำตามกฎหมาย แต่นั่นเป็นเพียงอารมณ์ของสังคม “เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ กกต. คนเดียว เพราะจะสะท้อนไปถึงคนร่างกฎหมายว่าคุณร่างกฎหมายให้ประชาชนไม่เข้าใจ”

เลขาธิการ กกต. ย้ำด้วยว่า กกต. มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ส่วนสิ่งทำเพิ่มขึ้นมาก็เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อย ๆ ก็รับฟังเสียงประชาชนส่วนประชาชนจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่