บทวิเคราะห์: แม้จะเป็นช่วงเวลาอันตราย แต่สหรัฐฯ และอิสราเอลมองเห็นโอกาสที่ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือ

ที่มาของภาพ, Los Angeles Times via Getty Images
- Author, เจเรมี โบเวน
- Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศบีบีซี
- เวลาอ่าน: 7 นาที
การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลตัดสินใจเปิดฉากทำสงครามครั้งใหม่กับอิหร่านได้สร้างช่วงเวลาอันเปราะบางและเต็มไปด้วยความเสี่ยงจนอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยากจะคาดการณ์ อิสราเอลใช้คำว่า "การชิงโจมตีก่อน (pre‑emptive)" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ปฏิบัติการของตน
ทว่า หลักฐานบ่งชี้ว่านี่ไม่ใช่การตอบโต้ภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นนัยตามที่คำว่า 'ชิงโจมตีก่อน' ชี้ หากแต่เป็นการเลือกที่จะเปิดฉากสงครามขึ้นเองต่างหาก
อิสราเอลและสหรัฐฯ ประเมินว่าระบอบอิสลามในอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ผลกระทบจากการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างโหดร้ายเมื่อต้นปี และระบบป้องกันประเทศที่ยังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ข้อสรุปของทั้งสองชาติจึงดูเหมือนว่านี่คือโอกาสที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ
เหตุการณ์นี้ยังเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สั่นสะเทือนต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งกำลังสั่นคลอนอยู่แล้ว
ในแถลงการณ์ ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อประเทศของตน โดยทรัมป์ย้ำว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อโลกด้วย แม้รัฐบาลอิสลามในอิหร่านจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของทั้งสองชาติ แต่ก็ยากที่จะมองว่าการอ้างการป้องกันตนเองจะสามารถใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายได้อย่างไร เมื่อพิจารณาว่าศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล เหนือกว่าอิหร่านมาก
สงครามคือการกระทำทางการเมือง ส่วนการขัดกันด้วยอาวุธเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากโดยเนื้อแท้ ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นขึ้นแล้วผู้นำจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน
เบนจามิน เนทันยาฮู มองว่าอิหร่านเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของอิสราเอลมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ สำหรับเขา นี่คือโอกาสที่จะสร้างความเสียหายต่อรัฐบาลในกรุงเตหะรานและขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านให้มากที่สุด อีกทั้งเนทันยาฮูยังต้องเผชิญกับการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากนี้ในปีนี้ หลักฐานจากสงครามกับฮามาสตลอดสองปีที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าเขาเชื่อว่าตำแหน่งทางการเมืองของตนแข็งแกร่งขึ้นเมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
ส่วนเป้าหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนแปลงไปมาดังที่เป็นลักษณะประจำของเขา ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม เขาบอกกับผู้ประท้วงในอิหร่านว่าความช่วยเหลือกำลังจะมาถึง ขณะนั้นกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งกำลังมุ่งเน้นภารกิจโค่นผู้นำเวเนซุเอลา ทำให้ตอนนั้นเขาขาดทางเลือกด้านการทหาร
ในช่วงที่สหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินสองกองเข้ามาในภูมิภาค รวมถึงได้เพิ่มศักยภาพการยิงทางบกอย่างมหาศาล ทรัมป์ออกมากล่าวย้ำว่าการที่อิหร่านมีความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์นั้นเป็นอันตราย แม้ว่าหลังสงครามเมื่อฤดูร้อนปีก่อน เขาเคยประกาศว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูก "ทำลายสิ้น" ไปแล้วก็ตาม
รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่าตนไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็ได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อจุดประสงค์ด้านพลเรือน อย่างน้อยที่สุดก็ดูเสมือนว่าพวกเขาต้องการถือทางเลือกในการสร้างอาวุธไว้ในมือ ทว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าการสร้างอาวุธดังกล่าวใกล้จะเกิดขึ้น
ทรัมป์บอกกับชาวอิหร่านผ่านวิดีโอของตนว่า "ชั่วโมงแห่งเสรีภาพ" กำลังจะมาถึง เนทันยาฮูส่งสารทำนองเดียวกันว่า สงครามครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนอิหร่านล้มล้างรัฐบาล แต่นั่นก็ยังไม่แน่นอน
ไม่มีตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งใดจะเกิดขึ้นได้โดยอาศัยเพียงการโจมตีทางอากาศ ซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก ถูกโค่นล้มในปี 2003 จากการรุกรานครั้งใหญ่ที่นำโดยสหรัฐฯ ส่วน มูอัมมาร์ กัดดาฟี ของลิเบียถูกโค่นในปี 2011 โดยกองกำลังกบฏซึ่งได้รับการสนับสนุนกำลังทางอากาศจากนาโตและประเทศอาหรับบางแห่ง ทั้งสองกรณีลงเอยด้วยการล่มสลายของรัฐ การเกิดสงครามกลางเมือง และการสังหารผู้คนจำนวนมาก ลิเบียยังคงอยู่ในสภาพรัฐล้มเหลว ขณะที่อิรักยังต้องเผชิญผลพวงจากการรุกรานและความรุนแรงที่ตามมา
ต่อให้นี่จะกลายเป็นกรณีแรกที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ด้วยพลานุภาพทางอากาศ แต่รัฐบาลอิสลามแห่งนี้ก็จะไม่ถูกแทนที่ด้วยประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ยึดถือสิทธิมนุษยชน เพราะไม่มีรัฐบาลทางเลือกที่มีความน่าเชื่อถือใดรออยู่ภายนอกประเทศ

ที่มาของภาพ, Reuters
ตลอดเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านได้สร้างระบบการเมืองที่ซับซ้อนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ การทุจริต และพร้อมจะใช้กำลังอย่างไร้ปรานีเมื่อจวนตัว รัฐบาลอิหร่านยังแสดงให้เห็นเมื่อเดือนมกราคมว่า พวกเขาพร้อมจะสังหารผู้ประท้วง มีฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ยิงและสังหารประชาชนร่วมชาติหลายพันคนที่ออกมาท้าทายระบบบนท้องถนนและเรียกร้องเสรีภาพ
บางทีสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจพยายามสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (ล่าสุดมีการยืนยันแล้วว่า คาเมเนอี ได้ถูกสังหารเสียชีวิตแล้ว) อิสราเอลเองเชื่อมั่นในพลังของการลอบสังหารจนกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของตน ตลอดสองปีที่ผ่านมา อิสราเอลได้สังหารแกนนำของฮามาสในฉนวนกาซาและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน รวมถึงผู้ช่วยคนสำคัญอีกจำนวนมาก
แต่กรณีของรัฐบาลอิสลามในอิหร่านนั้นแตกต่างออกไป เพราะบุคคลเหล่านี้ดูแลรัฐทั้งรัฐ ไม่ใช่ขบวนการติดอาวุธ และไม่ใช่รัฐบาลที่ผูกอยู่กับตัวบุคคล หากผู้นำสูงสุดถูกสังหารก็ย่อมมีผู้มาทดแทนได้เสมอ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นนักบวชอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องระบอบการปกครองทั้งจากภัยคุกคามในประเทศและต่างประเทศ และคงอยู่คู่ไปกับกองทัพปกติ
ทรัมป์เสนอว่าหากพวกเขายอมวางอาวุธจะได้รับสิทธิคุ้มครองไม่ต้องรับโทษ และเตือนว่าหากไม่วางอาวุธก็จะต้องเผชิญความตาย ทว่า IRGC แทบไม่มีแนวโน้มจะถูกล่อลวงด้วยข้อเสนอนี้ เพราะการสละชีพเพื่ออุดมการณ์เป็นภาพจำที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในแนวคิดของสาธารณรัฐอิสลามและในหลักความเชื่อของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์
ทรัมป์เชื่อว่าพลังขับเคลื่อนหลักของการเมืองและชีวิตคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เขาอธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของตนโดยเรียกแนวคิดนี้ว่า "ศิลปะแห่งข้อตกลง (the art of the deal)" แต่การรับมือกับอิหร่านจำเป็นต้องคำนึงถึงอิทธิพลของอุดมการณ์และความเชื่อ อันเป็นปัจจัยที่ประเมินได้ยากกว่าผลประโยชน์โดยตรงอย่างมาก
ตั้งแต่ย่างเข้าสู่ปีใหม่ สหรัฐฯ ได้เริ่มจัดกำลังขนาดใหญ่เข้าสู่พื้นที่ และหลังจากนั้นก็มีสัญญาณเพิ่มขึ้นเป็นลำดับว่าผู้นำอิหร่านประเมินว่าสงครามครั้งนี้ยากจะหลีกเลี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาเข้าร่วมการเจรจา ทั้งที่ตระหนักดีว่าการเจรจาที่เป็นจริงเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วแล้วต่างหาก ขณะนั้นอิสราเอลเปิดฉากโจมตี และสหรัฐฯ ก็เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย
พวกเขาไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ในสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ เขาได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโอบามาที่มุ่งจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
มีสัญญาณว่าอิหร่านอาจพร้อมเปิดทางให้มีข้อตกลง JCPOA รุ่นที่สองในฐานะเงื่อนไขขั้นต่ำเพื่อประวิงเวลา ทว่าดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะเรียกร้องให้อิหร่านยอมรับที่จะจำกัดโครงการขีปนาวุธของตนอย่างเข้มงวด และลดการสนับสนุนเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาคอาหรับที่ต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐฯ
นั่นเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านไม่อาจยอมรับได้ เพราะเท่ากับเป็นการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ในสายตาของผู้นำอิหร่าน การละทิ้งขีปนาวุธและเครือข่ายพันธมิตรอาจทำให้ระบอบการปกครองอ่อนแอและเสี่ยงต่อการถูกโค่นล้มยิ่งกว่าการเผชิญภัยคุกคามจากการโจมตีเสียด้วยซ้ำ และบัดนี้ การโจมตีนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว
ผู้นำอิหร่านจำต้องขบคิดถึงแนวทางในการประคับประคองตนผ่านช่วงสงคราม วิธีเอาตัวรอด และการรับมือกับผลลัพธ์ที่จะตามมา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ย่อมรู้สึกกังวลต่อความไม่แน่นอนอย่างใหญ่หลวงและวิตกต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้
ด้วยศักยภาพของภูมิภาคตะวันออกกลางในการส่งออกความขัดแย้ง สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมให้ทั้งตะวันออกกลางและโลก ซึ่งกำลังเผชิญภาวะปั่นป่วน ความรุนแรง และความไม่มั่นคงอยู่แล้ว ต้องตกอยู่ในสภาพสั่นคลอนมากยิ่งขึ้น






























