จ่าย 2,500 บาท สมัคร สว. ต้องรู้อะไร-ระวังเรื่องใดบ้าง?

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเปิดรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. นี้ ณ ที่เลือกระดับอำเภอทั้ง 928 อำเภอ/สำนักงานเขต ทั่วประเทศไทย
ในระหว่างเดินทางตรวจเยี่ยมสถานที่รับสมัคร สว. ระดับอำเภอที่เขตคันนายาว และเขตบางกะปิ ใน กทม. วันนี้ (19 พ.ค.) แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันความพร้อมในการเปิดรับสมัคร สว.
เขาย้ำด้วยว่า การแสดงจุดยืนต่อนโยบายของผู้สมัคร สว. ไม่สามารถทำได้ ในการเลือกต้องเลือกจาก “แบบ สว. 3” หรือเอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร โดยผู้สมัครสามารถนำข้อมูลในแบบสมัคร สว. 3 เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียได้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล
สำหรับการสมัคร สว. มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ลงทะเบียน 2. ตรวจสอบใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร 3. บันทึกข้อมูลผู้สมัคร 4. ชำระค่าธรรมเนียม และ 5. ผู้อำนวยการ (ผอ.) การเลือกระดับอำเภอ ออกหนังสือรับรองการสมัครให้
นอกจากยอมจ่ายเงิน 2,500 บาท ลงสมัครรับเลือกเป็น สว. ไม่ว่า “เพื่อโหวต” หรือ “เพื่อเข้าสภาสูง” มีอะไรที่ผู้สมัครควรรู้บ้าง และมีจุดใดที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมาย
บีบีซีไทยพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงาน กกต. และเจ้าหน้าที่ประจำ “คลินิก สว.” ของไอลอว์ รวบรวมข้อมูลมาให้ ณ ที่นี้

ที่มาของภาพ, Facebook/Sawaeng Boonmee
จะได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัครเมื่อใด?
ในวันที่ 20 พ.ค. ผู้สมัคร สว. ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสถานที่รับสมัครตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อรับคิวในการจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เหมือนอย่างในการสมัคร สส. เพราะงานนี้ไม่ได้ใช้วิธีจับสลากเบอร์แต่อย่างใด
ภายใน 5 วันหลังปิดรับสมัคร หรืออย่างช้า 29 พ.ค. ผอ.การเลือกระดับอำเภอ จะประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครแยกเป็นรายกลุ่ม โดยผู้สมัครแต่ละคนจะได้ทราบหมายเลขประจำตัวของตนในวันนั้น
สำหรับบัญชีผู้สมัครจะเรียงลำดับตามตัวอักษร ก ข ค ง และเรียงเบอร์ไปเรื่อย ๆ โดยหมายเลขที่ได้รับนี้จะใช้โหวตในระดับอำเภอเท่านั้น ทั้งในรอบ “เลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ” และรอบ “เลือกไขว้กลุ่มอาชีพ”
หากผู้สมัครรายใดผ่านจากระดับอำเภอขึ้นสู่ระดับจังหวัดได้ รายชื่อของพวกเขาก็จะถูกนำไปจัดเรียงใหม่ตามลำดับตัวอักษร โดยแยกบัญชีตามกลุ่มอาชีพเหมือนเดิม จากนั้นก็จะได้หมายเลขประจำตัวใหม่เพื่อใช้โหวตในระดับจังหวัด ทั้งนี้ ผอ.การการเลือกระดับจังหวัด ต้องประกาศบัญชีรายชื่อแคนดิเดตระดับจังหวัดภายใน 3 วันหลังได้รับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอ
ถ้าใครผ่านจากระดับจังหวัดขึ้นสู่ระดับประเทศได้ ก็จัดบัญชีรายชื่อใหม่และได้เบอร์ใหม่อีก โดย ผอ.การเลือกระดับจังหวัด ต้องประกาศบัญชีรายชื่อแคนดิเดตระดับประเทศภายใน 3 วันหลังได้รับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัดเช่นกัน
นั่นหมายความว่า ผู้สมัคร 1 คน จะได้ 1 เบอร์เพื่อใช้โหวต 1 ระดับ 2 รอบ (เลือกกันเอง และเลือกไขว้) หากใครผ่าน 3 ด่านจนทะลุสู่รอบสุดท้ายระดับประเทศ ก็จะได้หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร 3 เบอร์

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ผู้สมัคร สว. สามารถตรวจสอบหมายเลขของตัวเอง หรือของผู้สมัครรายอื่น ๆ ที่จะลงคะแนนให้ ได้จากบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่จะแปะประกาศไว้บนกระดานที่สำนักงาน กกต.จว. ศาลากลางจังหวัด และที่ว่าการอำเภอ รวมถึงแอปพลิเคชัน “สมาร์ทโหวต” (Smart Vote) และเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. (ตามมาตรา 21 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.)
ต้องทำเอกสารแนะนำตัวกี่แบบ?
ผู้สมัครแต่ละคนต้อง “แนะนำตัว” ด้วยกรอบเนื้อหาและรูปแบบที่ กกต. กำหนดไว้ในกฎหมาย
เนื้อหาที่อนุญาตให้ใส่ลงไปได้มีเพียง 6 อย่างเท่านั้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนตัว, รูปถ่าย, กลุ่มที่ลงสมัคร, หมายเลขของผู้สมัคร, ประวัติการศึกษา, ประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงาน
ผู้สมัครแต่ละคนสามารถแนะนำตัวได้ 2-3 เวอร์ชัน
- เวอร์ชันแรก เอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร หรือที่เรียกว่าแบบ สว. 3 ซึ่งแต่ละคนจะได้เอกสารนี้พร้อมใบสมัคร โดยมีจำนวน 1 หน้ากระดาษ มีหัวข้อไว้ให้เสร็จสรรพ เหลือแค่ต้องกรอกรายละเอียดลงไปโดยให้ “เขียนด้วยลายมือเท่านั้น” ทั้งนี้ในส่วนของประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร กำหนดให้เขียนได้ไม่เกิน 5 บรรทัด (ตามมาตรา 16 ของ พ.ร.ป.สว.)
- เวอร์ชันสอง เอกสารแนะนำตัว ให้ใช้เอกสารไม่เกินขนาด เอ 4 จำนวน 2 หน้า (ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือก สว. ซึ่งออกตามมาตรา 36 ของ พ.ร.ป.สว.) แต่ “ห้ามวาง โปรย หรือติดประกาศในที่สาธารณะ” และ “ห้ามแจกในสถานที่เลือก”
- เวอร์ชันสาม การแนะนำตัวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำหนดให้มีเนื้อหา 6 อย่างเหมือนเดิม สามารถเผยแพร่ผ่านอีเมลและโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ยูทิวบ์ ติ๊กตอก ฯลฯ สามารถทำได้ทั้งรูปแบบตัวอักษร ภาพ วิดีโอ โดยให้ตั้งค่าเป็นสาธารณะได้ “ประชาชนอาจเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วยก็ได้”
หากผู้สมัครรายใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขแนะนำตัวที่ กกต. กำหนดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี (ตามมาตรา 70 ของ พ.ร.ป.สว.)

ที่มาของภาพ, ilaw
จะรู้ข้อมูลของคนที่จะโหวตให้ได้อย่างไร?
นอกจากจัดทำเอกสารแนะนำตัวเอง ผู้สมัครในฐานะที่เป็นโหวตเตอร์จะได้รับข้อมูลการแนะนำตัวของแคนดิเดตรายอื่น ๆ โดยเอกสารที่จะได้ก็คือ สว. 3 ที่ยื่นในวันสมัครระดับอำเภอนั่นเอง
คำแนะนำตัว 5 บรรทัดในแบบ สว. 3 จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะจะใช้ประกอบการตัดสินใจเลือก-ไม่เลือกใครเป็น สว.
ภายหลังประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครระดับอำเภอ ผอ.เลือกระดับอำเภอ มีหน้าที่และอำนาจจัดทำเอกสารหรือข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัครทุกคนเพื่อให้ผู้สมัครตรวจสอบและใช้ประโยชน์ในการเลือก (ตามมาตรา 28 (5) ของ พ.ร.ป.สว.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ กกต. บอกบีบีซีไทยว่า ภายใน 3 วันหลังประกาศบัญชีผู้สมัคร จะมีหนังสือแจ้งไปยังผู้สมัครให้ไปรับเอกสารแนะนำตัวของคนอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มอาชีพเดียวกัน ได้ที่อำเภอ/เขต เพื่อนำไปศึกษาก่อนถึงวันเลือก
คำถามที่ตามคือ แล้วในรอบเลือกไขว้ที่ไปจับสลากแบ่งสายในวันเลือก ผู้สมัครจะล่วงรู้ข้อมูลการแนะนำตัวข้ามกลุ่มได้อย่างไร?
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. อธิบายไว้ในระหว่างพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนเมื่อ 14 พ.ค. ว่า กกต. จะเป็นคนปรินท์เอกสารแล้วแจกจ่ายให้แก่ผู้สมัครที่ผ่านจากรอบแรก “เลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ” ที่ได้เข้าสู่รอบ “เลือกไขว้กลุ่ม” ในสถานที่เลือก โดยให้เวลานั่งอ่านและพิจารณาราว 1 ชม. ก่อนลงคะแนน
เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า ระเบียบการแนะนำตัวที่ห้ามแจกเอกสารแนะนำตัวในสถานที่เลือก เป็นการห้ามผู้สมัครไม่ให้เอาไปแจกเอง แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้ กกต.
เมื่อจบจากการเลือกระดับอำเภอ แบบ สว. 3 ของผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอทั้ง 928 อำเภอ ก็จะถูกส่งต่อไปยัง ผอ.การเลือกระดับจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัด และก่อนเข้าสู่ระดับประเทศ สว. 3 ก็จะถูกส่งจากจังหวัดไปให้ ผอ.การเลือกระดับประเทศ ต่อไป จึงถือได้ว่าแบบ สว. 3 นี้ เป็นเอกสารหลักที่ใช้ประกอบการเลือกในทั้ง 3 ระดับ
ส่วนการแนะนำตัวผ่านกระดาษเอ 4 ไม่ถือเป็นเงื่อนไขบังคับว่าต้องทำ แต่ถ้าใครจะทำ ต้องทำตามเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด ทั้งนี้หากผู้สมัครรายใดจัดทำเอกสารเสร็จจะนำไปยื่นประกอบในวันสมัครรับเลือก แต่ กกต. ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเนื้อหา แต่พร้อมแนบประกอบเพิ่มเติมให้ผู้สมัครรายอื่น ๆ ได้พิจารณา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ชยพล ดโนทัย เจ้าหน้าที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การให้เวลาดูข้อมูลผู้สมัครในรอบเลือกไขว้ และจดจำหมายเลขผู้สมัครอื่นภายในเวลา 1 ชม. ถือว่าน้อยเกินไป
“ถ้าจำเบอร์ผิด หรือเขียนเบอร์ผิด ไปลงคะแนนให้คนไม่มีสิทธิ หรือคนที่ตกรอบไปแล้ว ก็ทำให้เสียสิทธิในการลงคะแนนไปเลย ทั้งที่คนที่ลงสมัคร ก็เหมือนกับเขายอมจ่าย 2,500 บาท เพื่อซื้อสิทธิโหวตเลือก สว.” ชยพล ให้ความเห็น
ต้อง “แจ้งเกิดใหม่” ในโซเชียลหรือไม่?
ในระหว่างรอดูข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. อย่างเป็นทางการ ประชาชนทั่วไปเริ่มเห็นข้อมูลผู้สมัครบางส่วนจากโซเชียลมีเดียของพวกเขาเอง
กกต. “ปลดล็อก” ระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวเพิ่มเติม โดยเปิดให้ผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะได้ จากเดิมล็อกให้ผู้สมัครด้วยกันดูได้เท่านั้น
ทว่าผู้บริหารสำนักงาน กกต. กลับส่งสัญญาณยกระดับความเข้มข้นในการติดตามโพสต์ดั้งเดิมของบรรดาผู้สมัคร แม้กระทั่งโพสต์ที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.ฎ.เลือก สว.จะมีผลใช้บังคับเมื่อ 11 พ.ค.
เมื่อถูกถามว่า โพสต์ของผู้สมัคร สว. ที่แนะนำตัวหรือแสดงจุดยืนทางการเมืองก่อนมี พ.ร.ฎ.เลือก สว. จำเป็นต้องเอาลงจากสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ แสวง กล่าวว่า มันต่างกันที่เงื่อนเวลา ผู้สมัครก็ควรจะแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าแก้ไขไม่ถูกต้อง ก็เป็นการแนะนำตัวที่ผิดระเบียบ
“เขาเอาออกได้ไหมล่ะ เขาโพสต์เอง เขาลบเองได้ไหมล่ะ.. มันเหมือนขนาดป้าย (เลือก สส.) ก่อนมี พ.ร.ฎ. เขาอาจใช้ป้ายใหญ่ แต่พอมี พ.ร.ฎ. ก็ต้องปรับขนาดตามกฎหมาย สื่อก็เหมือนกัน ต้องแนะนำตามที่ระเบียบกำหนด ไม่งั้นก็เอาเปรียบคนอื่น” เลขาธิการ กกต. ระบุ
สำทับด้วยคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ กกต. อีกราย ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า หากโพสต์ใดมีเนื้อหาเกินไปจากระเบียบการแนะนำตัวของ กกต. ให้ทำได้ “ต้องลบ ถ้าไม่อยากมีปัญหา” หากไม่มีผู้ร้องก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีผู้ไปร้อง ก็อาจเสียสิทธิลงสมัครได้ และยังมีโทษตามกฎหมายด้วย
การให้ความเห็นของผู้บริหาร กกต. ทำให้ผู้สมัคร สว. คล้ายต้องไป “แจ้งเกิดใหม่” ในโลกโซเชียล ต้องลบเรื่องราวและความเห็นที่บันทึกไว้ในบัญชีโซเชียลมีเดียของตนเอง
เจ้าหน้าที่ไอลอว์ให้ความเห็นว่า การตีความตามกฎหมายเช่นนี้ไม่น่าถูกต้อง เพราะกฎหมายไม่อาจกำหนดให้มีผลย้อนหลัง หรือไปใช้บังคับกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ได้
เว็บไซต์ senate67 ที่เปิดให้ผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. มาตรวจสอบข้อมูล ค้นหาผู้สมัคร และแสดงจุดยืน ได้ปรับโฉมใหม่จากความไม่ชัดเจนของระเบียบ กกต. โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ “แนะนำตัว” ผู้สมัคร แต่ใช้เป็นพื้นที่ “แสดงจุดยืน” แทน
อย่างไรก็ตามไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ประสงค์ลงสมัครแต่อย่างใด มีเพียงการระบุชื่อจังหวัด อำเภอ กลุ่มอาชีพ อายุของผู้ประสงค์ลงสมัคร และให้แสดงจุดยืนใน 5 ประเด็นการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และการนิรโทษกรรมคดีการเมือง ทั้งนี้ข้อมูล ณ 19 พ.ค. มีผู้แสดงตัวเป็นผู้สมัครผ่านเว็บนี้กว่า 1,500 คน
อะไรคือความเสี่ยงสูงสุดของคนจ่าย 2,500 บาท?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้ “กายพร้อม ใจพร้อม เวลาพร้อม” เดินทางไป-กลับ 4 รอบตั้งแต่วันสมัครและวันเลือก 3 ระดับ รวมถึงมี “เงินพร้อม” จ่ายค่าธรรมเนียมสมัคร 2,500 บาท แต่นั่นหาได้ทำให้ผู้สมัครพ้นจากความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย หากไม่ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของตัวเองให้ดี
เพราะงานนี้ กกต. ให้ผู้สมัครตรวจสอบตัวเองและเซ็นรับรองตัวเองว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน 4 ข้อ (ตามมาตรา 13 ของ พ.ร.ป.สว.) และไม่มีลักษณะต้องห้าม 26 ข้อ (ตามมาตรา 14)
“มันไม่มีใครช่วยตรวจสอบคุณสมบัติให้ และลักษณะต้องห้ามก็มีมากถึง 26 ข้อ ผู้สมัครหลายคนก็ไม่รู้ว่าเข้าถึงเครื่องมือในการตรวจสอบทุก ๆ คุณสมบัติมากน้อยแค่ไหน ถ้าพลาดไปสักข้อเดียว ก็คือ 2,500 บาทปลิวไปเลย กว่าจะรอการพิสูจน์ ชื่อก็ปลิวไปแล้ว” ชยพล กล่าว
ในระหว่างเปิด “คลินิก สว.” ร่วมกับทีมงานไอลอว์ ชยพล เล่าว่า ปัญหาคุณสมบัติที่พบมากคือ การถูกระงับการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะไม่ได้ไปเลือกตั้งซ่อมระดับท้องถิ่น
“หากใครไม่ได้ไปเลือกตั้งท้องถิ่นในช่วง 2 ปีนี้ จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามเลย มันมีคนที่มาใช้ชีวิตมาทำงานใน กทม. แล้วพอมีเลือกตั้งซ่อมท้องถิ่นทดแทนสมาชิก อบต. หรือเทศบาล บางทีก็ไม่รู้ ไม่ได้ตามข่าว ก็ขาดคุณสมบัติอีก” เจ้าหน้าที่ไอลอว์กล่าว
เขาบอกด้วยว่า คนดังบางส่วนที่เปิดตัวลงสมัคร สว. เพิ่งมาทราบในภายหลังว่าตัวเองขาดคุณสมบัติลงสมัคร ซึ่งตามความเข้าใจเดิมคือ หากใครไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ แต่ต่อมาได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเลือกตั้ง สส. หรือเลือกตั้งท้องถิ่นใด ๆ ก็ตาม ก็จะได้รับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคืนกลับมา แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้ “การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี” (ตามมาตรา 35 ของ พ.ร.ป.สว. และมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.การเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น)
ชยพล บอกด้วยว่า แม้ผู้สมัครไม่มีเจตนาจะยื่นเอกสารเท็จ หรือรับรองคุณสมบัติตัวเองเป็นเท็จ แต่ถ้าทำผิดกฎ กกต. มีโทษทั้งจำคุก ปรับ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องที่ “ผู้สมัครทุกคนต้องเตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อมเอง”
หากผู้สมัครรายใด “รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร” แต่ยังลงสมัคร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี (ตามมาตรา 74 ของ พ.ร.ป.สว.)

ที่มาของภาพ, HATAIKARN TREESUWAN/BBC THAI
ใครเซ็นรับรองผู้สมัครได้บ้าง?
กฎหมายไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของ “ผู้รับรอง” ไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นใคร หรือต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในกลุ่มอาชีพที่ผู้สมัครเลือกลงหรือไม่ ดังนั้นจึง “เป็นใครก็ได้”
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กกต. แนะนำผ่านบีบีซีไทยว่า ควรเป็นบุคคลที่อายุ 20 ปีขึ้น เพราะถือว่าเป็นผู้มีวิจารณญาณ เนื่องจากบรรลุนิติภาวะแล้ว
สำหรับชื่อ ผู้รับรองผู้สมัคร จะปรากฏในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร หรือที่เรียกว่าแบบ สว. 4 โดยเขา/เธอ จะเป็นผู้เซ็นรับรองเพื่อยืนยันว่าผู้สมัครมีคุณลักษณะจริง โดยมีอีก 2 บุคคลร่วมเซ็นเป็นพยาน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของทั้งผู้รับรองและพยานไปด้วย ยกเว้นผู้สมัครกลุ่มสตรี และกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่น ๆ ที่ไม่ต้องยื่นแบบ สว. 4 ประกอบการสมัคร
หากผู้รับรองหรือพยานซึ่งลงลายมือชื่อรับรองเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้ประกอบการสมัครเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี (ตามมาตรา 75 ของ พ.ร.ป.สว.)
พกมือถือเข้าคูหา-ฉีกบัตร โทษหนักขนาดไหน?
นอกจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามรวม 30 ข้อ บรรดาผู้สมัคร สว. ยังสุ่มเสี่ยงต่อการติดคุก ถูกปรับ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากเหตุอื่น ๆ หากฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษลดหลั่นกันไปตาม พ.ร.ป.สว. สรุปได้ ดังนี้
- ห้ามสมัครมากกว่า 1 กลุ่ม 1 อำเภอ และเมื่อยื่นใบสมัครแล้วจะถอนการสมัครมิได้ >> ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 5 ปี (ตามมาตรา 67)
- ห้ามนำเครื่องมือหรืออุปกรณ์สื่อสารเข้าไปบริเวณสถานที่เลือก >> ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 71)
- ห้ามนำบัตรลงคะแนนออกไปจากสถานที่เลือก และห้ามจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรลงคะแนน >> ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 10 ปี (ตามมาตรา 72)
- ห้ามถ่ายภาพบัตรลงคะแนนแล้ว >> ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 73)

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
- ห้ามจูงใจให้ผู้อื่นลงคะแนนให้ ไม่ว่าด้วยการจัด ทำ ให้ เสนอ สัญญาว่าจะให้ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด, จัดมหรสพ, จัดเลี้ยง, หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม >> ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 20 ปี (ตามมาตรา 77)
- ห้ามให้ข้อมูลเท็จให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครทำผิดกฎหมาย >> ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี แต่ถ้าเป็นการกลั้นแกล้งผู้สมัครให้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร หรือไม่ให้ประกาศผล ต้องระวางโทษจำคุก 5-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งไม่เกิน 20 ปี (ตามมาตรา 78)
- ห้ามเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัคร >> ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 20 ปี (ตามมาตรา 79)
- ห้ามฉีกหรือทำบัตรลงคะแนนชำรุดหรือเสียหาย >> ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 10 ปี (ตามมาตรา 80)
- ห้ามโหวตเตอร์เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด >> ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง 10 ปี (ตามมาตรา 81)
ดูวิดีโอชุด "เลือก สว. 67" สรุปกติกาที่ "ซับซ้อนที่สุดในโลก" และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกับเลือก 200 สว. ชุดใหม่ ได้ที่นี่
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 4
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 5
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 6
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 7











