5 ปี สว. ชุด “เฉพาะกาล” ฝากผลงานอะไรไว้บ้าง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คน ที่ถูกเรียกขานว่า สว. “ชุดเฉพาะกาล” จะหมดวาระในวันที่ 10 พ.ค. นี้ โดยพวกเขาไม่สามารถลงสมัครรับเลือกเป็น สว. ชุดใหม่ 200 คนได้อีก ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560
สว. ชุดนี้มีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกอบด้วยคน 3 กลุ่ม โดย 194 คนมาจากคณะกรรมการสรรหาของ คสช., 6 คนเป็น สว. โดยตำแหน่ง (ปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้นำเหล่าทัพ) และอีก 50 คนมาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ จากระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ แล้วส่งรายชื่อให้ คสช. เคาะในขั้นสุดท้าย
เหตุที่ สว. ชุดนี้ถูกเรียกขานว่าเป็น “สว. ชุดเฉพาะกาล” เพราะทั้ง ที่มา และ อำนาจหน้าที่ “เฉพาะกิจ” ถูกกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา วุฒิสภาชุดที่ 12 ประชุมกันทั้งสิ้น 258 นัด (22 พ.ค. 2562-9 เม.ย 2567) ใช้เวลารวม 1,579 ชั่วโมง 55 นาที ตามการเปิดเผยของ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา
แม้ครบวาระ แต่ 250 สว. ยังต้อง “รักษาการ” ต่อไป จนกว่า 200 สว. ชุดใหม่จะเข้าทำหน้าที่ โดยที่พวกเขายังมีอำนาจเต็มทุกประการ ยกเว้นอำนาจตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ
บีบีซีไทยรวบรวมผลงาน-มติสำคัญ-ภาพจำของ 250 สว. ก่อนที่พวกเขาจะลาจากอำนาจ มาไว้ ณ ที่นี้
เลือก 2 นายกฯ คว่ำ 1 แคนดิเดตนายกฯ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
แม้ที่มาของวุฒิสมาชิกชุดที่ 12 ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง แต่พวกเขากลับมีอำนาจร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้ง (ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ)
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สว. แต่งตั้ง มีโอกาสร่วมโหวตเลือกนายกฯ 3 ครั้ง แต่ได้นายกฯ 2 คน
- 5 มิ.ย. 2562 รัฐสภามีมติ 500 ต่อ 244 “เห็นชอบ” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นนายกฯ คนที่ 29 ต่อในสมัยที่ 2 โดยมีเสียงสนับสนุนจาก สว. แบบ “ไม่แตกแถว” 249 เสียง มีเพียง พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา คนเดียวที่งดออกเสียง เพราะต้องทำหน้าที่บนบัลลังก์
- 22 ส.ค. 2566 รัฐสภามีมติ 482 ต่อ 165 “เห็นชอบ” ให้ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นนายกฯ คนที่ 30 โดยมี สว. โหวตเห็นชอบ 152 เสียง ไม่เห็นชอบ 13 เสียง และงดออกเสียง 68 เสียง
สำหรับแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกคว่ำชื่อกลางสภา คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แม้คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ด้วยยอด สส. 151 คน และมีคะแนนมหาชนสูงสุด 14.4 ล้านเสียง จนได้สิทธิเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรค รวม 312 เสียง แต่สุดท้าย พิธากับพวก ไม่อาจตามหาเสียงสนับสนุนในสภาสูงได้
- 13 ก.ค. 2566 รัฐสภามีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้หัวหน้าพรรค ก.ก. (ในเวลานั้น) ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยมีสมาชิกลงคะแนนเห็นชอบ 324 ต่อ 182 งดออกเสียง 199 โดยมี สว. เพียง 13 คนโหวตให้เขา ขณะที่เสียงส่วนใหญ่ของวุฒิฯ งดออกเสียง 159 คน ขาดประชุม/ไม่ลงคะแนน 43 คน และไม่เห็นชอบ 34 คน
เงื่อนไขหลักที่บรรดา สว. ยกขึ้นมาอ้างเพื่อ “โหวตสวน” หรือ “งดออกเสียง” เลือก พิธา เป็นผู้นำประเทศคนใหม่ หนีไม่พ้น นโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรค ก.ก. และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัติ สส. จากกรณีถือครองหุ้นของ บมจ.ไอทีวี ซึ่ง “นักร้องทางการเมือง” ตีความว่าเป็นหุ้นสื่อ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 กำหนดให้มติเห็นชอบต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 376 เสียง จาก 750 เสียง
แต่งตั้ง และ ตีตก ตุลาการศาล-กก.องค์กรอิสระ-องค์กรอื่น ทะลุ 100 คน
สว. มีอำนาจพิจารณาและให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้รวม 13 องค์กร
บีบีซีไทยตรวจสอบผลการลงมติของ สว. ที่เกี่ยวข้องกับการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในศาล องค์กรอิสระ และองค์กรต่าง ๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2562-2567) พบว่า มีอย่างน้อย 107 รายชื่อได้รับการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา โดยมีอยู่ 89 รายชื่อที่ สว. เปิด “ไฟเขียว” และอีก 18 รายชื่อติด “ไฟแดง” ต้องชวดเก้าอี้ไป
ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระรวม 6 องค์กร สว. ชุดนี้โหวต “เห็นชอบ” รายชื่อไป 24 คน และตีตกไป 12 คน แม้บุคคลเหล่านั้นจะถูกเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายแล้วก็ตาม
เห็นชอบ 24 คน
- ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 6 คน
- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) 5 คน
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คน
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คน
- คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 1 คน และผู้ว่าการ สตง. 1 คน
ไม่เห็นชอบ 12 คน
- กรรมการ กสม. 5 คน
- กรรมการ ป.ป.ช. 4 คน
- ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน
- กรรมการ คตง. 1 คน

นอกจากนี้ยังมีผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอื่นอีก 7 ตำแหน่งในองค์กรอื่นที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว. ให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นชอบ โดย สว. ชุดนี้โหวต “เห็นชอบ” รายชื่อไป 65 คน และตีตกไป 6 คน
เห็นชอบ 65 คน
- ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 50 คน
- คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 6 คน
- อัยการสูงสุด (อสส.) 3 คน
- ประธานศาลปกครองสูงสุด 2 คน
- เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 2 คน
- เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 1 คน
- เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 คน
ไม่เห็นชอบ 6 คน
- กรรมการ กสทช. 2 คน
- ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน
- ประธานศาลปกครองสูงสุด 1
- เลขาธิการ ปปง. 1 คน
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาให้เป็นตุลาการศาล กรรมการองค์กรอิสระ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามที่กฎหมายกำหนด ต้องได้รับคะแนนเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 125 เสียง จาก 250 เสียง
คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 25 ฉบับ
ในสมัยของรัฐสภาชุดก่อน มีนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงภาคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภารวม 26 ร่าง แต่มีเพียงร่างเดียวที่ผ่านความเห็นชอบของสมาชิกทั้งสองสภา คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83, 91 (แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ) เสนอโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ขณะนั้น) กับคณะ
ในจำนวน 26 ร่าง มีร่างแก้ไขธรรมนูญ 6 ฉบับ ที่มีเนื้อหายกเลิกมาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ สว. ในการโหวตเลือกนายกฯ หรือที่เรียกว่า “ปิดสวิตช์ สว.” ถูกโหวตคว่ำทั้งหมด โดยมี สว. ยอม “ปิดสวิตช์ตัวเอง” ด้วยการลงมติ “เห็นชอบ” ตั้งแต่ 3-56 เสียง
ขณะเดียวกัน มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ ที่แม้ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ 500 คน แต่ไม่ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย เนื่องจากถูก สว. ขวาง-คว่ำ ด้วยการโหวต “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” ตามการรวบรวมข้อมูลของแกนนำกลุ่ม Re-Solution ที่รณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในการผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา หรือ 375 คน จาก 750 คน ในจำนวนนี้ต้องเป็นคะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 84 คน จาก 250 คน

พิจารณากฎหมายเฉลี่ยปีละ 10 ฉบับ
ในฐานะสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ สว. ต้องร่วมกลั่นกรองและพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ
พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้รวบรวมและแจ้งต่อเพื่อนร่วมสภาสูงและสาธารณะในการประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญนัดสุดท้ายเมื่อ 9 เม.ย. ว่า สว. “ชุดเฉพาะกาล” ได้พิจารณากฎหมายทั้งสิ้น 68 ฉบับ แบ่งเป็น ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 54 ฉบับ และอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) อีก 14 ฉบับ
เฉพาะร่าง พ.ร.บ. ปรากฏข้อมูลว่า
- 37 ฉบับ เห็นชอบด้วยกับสภา
- 10 ฉบับ ขอแก้ไขเพิ่มเติม แล้วสภาผู้แทนฯ เห็นชอบด้วย
- 4 ฉบับ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมของสองสภาขึ้นมาปรับแก้ร่างกฎหมาย ก่อนที่ สว. และ สส. จะเห็นชอบด้วยกับร่างของกรรมาธิการ
- 2 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญ
- 1 ฉบับ ตกไป
เมื่อทดลองนำตัวเลข 54 ฉบับ ไปคำนวณหาค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปี นั่นเท่ากับว่า 250 สว. พิจารณาร่าง พ.ร.บ. เฉลี่ยแล้วปีละ 10.8 ฉบับ
ตั้งกระทู้ถาม 588 กระทู้ แต่ตกไปแล้ว 187 กระทู้
อีกผลงานที่ประธานพรเพชรเอ่ยถึงคือการกระทู้ถามรวมทั้งสิ้น 588 กระทู้ (อาศัยอำนาจตามมาตรา 150 ของรัฐธรรมนูญ)
เฉพาะกระทู้ถามด้วยวาจา มี สว. ตั้งกระทู้ 167 กระทู้ แต่รัฐมนตรีมาตอบเพียง 59 กระทู้ ตกไป 108 กระทู้
ส่วนที่เหลือเป็นกระทู้ถามเป็นหนังสือ 321 กระทู้ แบ่งเป็น กระทู้ที่ขอให้ตอบในที่ประชุมวุฒิสภา 170 กระทู้ และกระทู้ที่ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา 151 กระทู้ ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบแล้ว 227 กระทู้ และตกไปแน่ ๆ แล้ว 79 กระทู้
เมื่อรวมยอดกระทู้ถามที่ตกไปทั้งหมด จึงอยู่ที่ 187 กระทู้ (ข้อมูล ณ 9 เม.ย.)

สว.-ทีมงาน รับค่าตอบแทนราว 3.6 พันล้าน ในช่วง 5 ปี
ก่อนลุกจากเก้าอี้สมาชิกสภาสูง ถามว่าบรรดา สว. ได้รับ “ค่าเหนื่อย” ไปเท่าไรในช่วง 5 ปีนี้?
คำตอบคือ สว. แต่ละคนได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มรวมแล้ว 6,813,600 บาท
เมื่อบีบีซีไทยทดลองคำนวณค่าตอบแทนที่ สว. ทั้งสภาได้รับ พบว่า เป็นเงินถึง 1,704,043,200 บาท (เป็นการคำนวณในภาพรวมทั้งสภา โดยก่อนหน้านี้มี ผบ.เหล่าทัพที่เป็น สว. โดยตำแหน่งชุดแรก ๆ เคยประกาศว่าจะไม่รับเงินเดือน 2 ทาง)
- ประธานวุฒิสภา 1 คน ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 119,920 บาท รวม 5 ปี คิดเป็นเงิน 7,195,200 บาท (119,920 x 60)
- รองประธานวุฒิสภา 2 คน ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 115,740 บาท รวม 5 ปี คิดเป็นเงิน 13,888,800 บาท (115,740 x 60 x 2)
- สว. 247 คน ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 113,560 บาท รวม 5 ปี คิดเป็นเงิน 1,682,959,200 บาท (113,560 x 60 x 247)
นอกจากนี้ สว. 250 คน ยังสามารถแต่งตั้งทีมงานได้คนละ 3 ตำแหน่ง รวม 8 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญคนละ 1 ตำแหน่ง, ผู้ชำนาญการคนละ 2 ตำแหน่ง และผู้ช่วยดำเนินงานคนละ 5 ตำแหน่ง
เมื่อบีบีซีไทยทดลองคำนวณค่าตอบแทนของทีมงานในส่วนนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,935,000,000 บาท
- ผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 24,000 บาท รวม 5 ปี คิดเป็นเงินทั้งหมด 360,000,000 บาท (24,000 x 60 x 250)
- ผู้ชำนาญการ ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท รวม 5 ปีคิดเป็นเงินทั้งหมด 450,000,000 บาท (15,000 x 60 x 250 x 2)
- ผู้ช่วยดำเนินงาน ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท รวม 5 ปีคิดเป็นเงินทั้งหมด 1,125,000,000 บาท (15,000 x 60 x 250 x 5)
เมื่อรวมเงินเดือนของ สว. 250 คน และเหล่าทีมงานทั้ง 8 ของพวกเขา จะพบว่า เป็นเงินรวมกันถึง 3,639 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเบี้ยประชุม กมธ. 1,500 บาท/ครั้ง, เบี้ยประชุมอนุ กมธ. 800 บาท/ครั้ง, เบี้ยเลี้ยงกรณีไปต่างประเทศ, สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล 97,000 บาท/ปี และอุบัติเหตุฉุกเฉิน 20,000/ครั้ง, ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง วงเงิน 1,500,000 บาท/ปี รวมถึงเงินเดือนของข้าราชการฝ่ายการเมือง และคณะทำงานทางการเมืองอื่น ๆ ของบรรดา สว.
เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว พวกเขาก็ยังจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 12,000 บาท เป็นเวลา 12 ปี ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานและการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์











