เบื้องหลังกลยุทธ์ “ประชาชนจัดตั้งกันเอง” ก่อนคณะก้าวหน้าโดดร่วมแคมเปญเลือก สว. 67

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
คณะก้าวหน้าที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน เตรียมออกรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ไปลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อให้มีผู้สมัครที่เป็น “เสียงอิสระ” มากกว่า “เสียงจัดตั้ง”
การรณรงค์นี้จะเริ่มต้นภายหลังเทศกาลสงกรานต์ พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่า นี่เป็น “แคมเปญที่ยากที่สุด” ตั้งแต่เคยทำมาในรอบ 6 ปีนับจากร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และคณะก้าวหน้า เพราะเป็นการเรียกร้องจากประชาชนขั้นสูงสุด เนื่องจากต้องจ่ายเงินค่าสมัคร 2,500 บาท ถึงจะได้สิทธิโหวตและได้รับคะแนนโหวต เพราะในการเลือก สว. 200 คน ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน พรรณิการ์ ปฏิเสธว่า การทำแคมเปญนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผลิต “สว. สีส้ม” แต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน มี.ค. เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitution Advocacy Alliance - CALL) ได้เปิดแคมเปญ “สมัครเพื่อโหวต” เพื่อให้มีส่วนผสมของ “คนที่ซื้อไม่ได้” ในหมู่ผู้สมัคร และให้มี “คนร่วมจับตา” กระบวนการเลือก สว. ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. เป็นต้นไป
นอกจากนี้ยังเปิดเว็บไซต์ ให้ผู้สนใจได้ตรวจสอบคุณสมบัติและแสดงเจตนารมณ์ในการลงสมัคร สว. ซึ่งจนถึง 7 เม.ย. มีผู้แสดงเจตนารมณ์แล้ว 524 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
โมเดลอนาคตใหม่
ก่อนคณะก้าวหน้าจะปล่อยแคมเปญรณรงค์เลือก สว. 2567 บีบีซีไทยขอทบทวนประสบการณ์และบทบาทการรณรงค์ทางการเมืองในนาม พรรคอนาคตใหม่/คณะก้าวหน้า
ย้อนกลับไปเมื่อ มี.ค. 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นำทีมคณะผู้ก่อตั้งพรรค อนค. รวม 26 ชีวิต ยื่นจดจัดตั้งพรรคต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนลงสู่สนามเลือกตั้งในปี 2562
โจทย์หลักของพรรคการเมืองน้องใหม่ในเวลานั้นคือ ต้องหาบุคลากรให้ได้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มสารตั้งต้นที่จะเป็นผู้ยื่นคำขอจดจองชื่อพรรค 15 คน ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของกฎหมาย 2. กลุ่มคนหน้าใหม่ทางการเมืองที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน เพื่อฉายภาพ “การเมืองของคนธรรมดา” 3. กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่รู้จักพรรค อนค. มาก่อน
ผลคือ พรรค อนค. นำ สส.หน้าใหม่เข้าสภาได้ 80 คน ได้คะแนนมหาชน 6.2 ล้านเสียง ขึ้นแท่นเป็นพรรคอันดับ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค อนค. เมื่อ 21 ก.พ. 2563 และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี จากคดีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง 191 ล้านบาท ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์ ร่วมกันก่อตั้งคณะก้าวหน้า ก่อนเปิดแคมเปญรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับทั่วประเทศในช่วงปี 2563-2564
ผลคือ ผู้สมัครในนามคณะก้าวหน้าได้เข้าเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) 57 คน, นายกเทศมนตรี 16 คน, สมาชิกสภาเทศบาล 130 คน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 38 คน
เช่นเดียวกับการเลือกบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกของไทยเมื่อปี 2566 ซึ่งปรากฏว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งในฝ่ายผู้ประกันตน 6 จากทั้งหมด 7 คน
ทว่าในการเลือก สว. 2567 พรรคการเมืองไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ห้ามผู้สมัคร สว. เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ห้ามเป็นสมาชิกพรรค, ผู้บริหารพรรค, สส., รวมถึงเป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ สส. สว. ข้าราชการการเมือง
นั่นทำให้ “บทหลัก-บทหนัก” ในการรณรงค์เลือก สว. ตกอยู่ที่ภาคประชาชน ทั้งการให้ข้อมูลพื้นฐาน เทคนิคทางกฎหมาย และแทคติกทางการเมือง
กลุ่มสารตั้งต้น
ถึงขณะนี้มีบุคลากรจากหลากหลายวงการทยอยเปิดตัวลงสมัคร สว. ทั้งผ่านโลกออนไลน์และออนกราวนด์
ผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกเป็น สว. 29 คน จากผู้แสดงความจำนงทั้งหมด 42 คน ร่วมเสวนาโต๊ะกลมที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 2516 ก่อนเปิดชื่อ-เปิดหน้า-ประกาศเจตนารมณ์ลงชิงเก้าอี้ สว. ผ่านสื่อ เมื่อ 27 มี.ค. ซึ่งถือเป็นการรวมตัวกันของว่าที่ผู้สมัครล็อตใหญ่ที่สุด
กิจกรรมดังกล่าวมีเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) เป็นผู้ประสานงาน เพื่อจัดให้ว่าที่ผู้สมัครได้พบปะและแนะนำตัวซึ่งกันและกัน โดยทุกคนที่ร่วมวงต่างยืนยันว่า “ไม่ใช่การจัดตั้งกลุ่มโดยบุคคลหรือองค์กรใด” แต่ไปรวมตัวกันเพราะต้องการสร้างปรากฏการณ์เพื่อเชิญชวนให้ “ประชาชนคนธรรมดา” ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายออกไปสมัคร สว. และเป็นโหวตเตอร์กันมาก ๆ
พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และอดีต สว. ปี 2543 คือคนแรก ๆ ที่ประกาศตัวลงสมัคร สว. เพื่อเข้าไปทำภารกิจ “รื้อรัฐธรรมนูญ” จึงอาจถือได้ว่า พนัสและคณะ 29 คนที่ร่วมเปิดตัวล็อตแรก คือ “กลุ่มสารตั้งต้น” ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ “คนธรรมดา” มาลงสมัคร สว. ไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบ “กลุ่มสารตั้งต้น” ในการก่อตั้งพรรค อนค. เมื่อ 6 ปีก่อน กับกลุ่มสารตั้งต้นในการลงสมัคร สว. กลุ่มอาชีพ รอบนี้ จะพบว่ามีจุดต่างสำคัญจากการที่ผู้สมัคร สว. ที่แม้ร่วมเปิดตัวบนเวทีเดียวกัน แต่ไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกัน ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันชัดเจน และไม่อาจแสดงจุดยืนต่อสาธารณะร่วมกันได้ จึงยากที่จะก่อให้เกิดความสนใจในวงกว้าง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งเป้าหมายว่า จะมีผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 1 แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พูดไว้ต่อสาธารณะว่า หากมีประชาชน 1 แสนคน เข้าไปเป็นคะแนนให้คนมีความรู้ ความสามารถ แต่ไม่มีกำลังจัดตั้ง ก็จะสามารถทลายการบล็อกโหวต และดัน “สว. ประชาชน” เข้าสู่สภาได้
คำถามที่เกิดขึ้นคือ ในจำนวนแสนคนนั้นจะมีกี่คนธรรมดาลงสมัครเป็น สว.
ประชาชนจัดตั้งกันเอง
พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า เจ้าของคำประกาศเชิญชวนให้ “ประชาชนจัดตั้งกันเอง” ในสนามเลือก สว. 2567 กล่าวกับบีบีซีไทยว่า คาดการณ์ว่าจะมีผู้สมัครราว 1.5-2 แสนคน โดยเชื่อว่าการรณรงค์ทางออนไลน์ของเครือข่ายภาคประชาชน จะทำให้มีผู้สนใจลงสมัคร สว. จำนวนมาก
“คนจำนวนไม่น้อยแค้นเคืองกับ สว. ชุด 250 คน ดังนั้นพวกเขาจะออกมาเป็น ‘ประชาชนจัดตั้งกันเอง’ แล้วลงสมัคร สว. เพื่อแฮ็กระบบนี้” ช่อ-พรรณิการ์ กล่าว
ตัวเลขคาดหมายของแกนนำคณะก้าวหน้าสัมพันธ์โดยตรงกับระบบเลือก สว. แบบ “เลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ” และ “เลือกไขว้กลุ่ม” และ “เลือกแบบไต่ระดับ 3 ชั้น”
บีบีซีไทยขออธิบายตัวเลขผู้สมัคร-ผู้ผ่านเข้ารอบในแต่ละระดับเอาไว้ ดังนี้
- ระดับอำเภอ 928 อำเภอ: คนที่จะชนะระดับอำเภอต้องได้คะแนนเป็น 3 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มอาชีพ นั่นเท่ากับว่า จบรอบนี้จะมีคนผ่านเข้าไป 55,680 คน หรือคิดเป็นกลุ่มละ 2,784 คน (กรณีมีผู้สมัครครบทั้ง 20 กลุ่ม และมีจำนวนเกิน 3 คน/กลุ่ม)
- ระดับจังหวัด 77 จังหวัด: คนที่จะชนะระดับจังหวัดต้องได้คะแนนเป็น 2 อันดับแรกของกลุ่ม นั่นเท่ากับว่า จบรอบนี้จะมีคนผ่านเข้าไป 3,080 คน หรือคิดเป็นกลุ่มละ 154 คน (กรณีมีผู้สมัครครบทั้ง 20 กลุ่ม และมีจำนวนเกิน 2 คน/กลุ่ม)
- ระดับประเทศ: คนที่จะชนะระดับประเทศต้องได้คะแนนเป็น 10 อันดับแรกของกลุ่ม รวมมี 200 คนได้เป็น สว.
พรรณิการ์ ชี้ว่า ในการรณรงค์ให้คนธรรมดาลงสมัคร สว. ไม่ใช่แค่ชวนกันไปสมัครให้เยอะ ๆ แต่จำเป็นต้องกระจายกันไปลงทั่วประเทศ ซึ่งเธอคาดหวังจะเห็นฟรีโหวตเข้าไปกลุ่มละ 10 คน หากความเชื่อของเธอเกิดขึ้นจริง จะมีผู้สมัครราว 1.8 แสนคน และมั่นใจว่าจะ “ทลายบล็อกโหวตทั้งประเทศ” ได้
สำหรับตัวเลข 1.8 แสนคนของ ช่อ-พรรณิการ์ อยู่บนพื้นฐานสูตรคิดที่ว่า จำนวนอำเภอxจำนวนกลุ่มอาชีพxจำนวนผู้สมัครอิสระเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม 928x20x10 = 185,600 คน นั่นทำให้ตัวเลขเป้าหมายของเธอ แตกต่างไปจากตัวเลข 1 แสนคนของ ธนาธร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตามโฆษกคณะก้าวหน้ายอมรับว่า ประชาชนชาว กทม. และเมืองใหญ่ ๆ อาจมีคนพร้อมจ่าย 2,500 บาทมากกว่า ทำให้ฟรีโหวตกระจุกตัวอยู่ในเมือง ขณะที่ในชนบทอาจหาคนที่มีเงินจ่าย 2,500 บาทเพียงเพื่อให้เข้าไปเป็นฟรีโหวตได้ยากกว่า
“2,500 บาท อาจเท่าเงินทั้งเดือนที่เขาใช้เลย มันคือ 5 เท่าของเบี้ยผู้สูงอายุ ดังนั้นนอกจากชวนให้ช่วยกันลงสมัครให้เยอะ ๆ แล้ว ถ้าจะขออะไรได้บ้าง ใครที่พอมีศักยภาพต้องไปลงพื้นที่ชนบท เพราะทั้งวันสมัคร วันเลือก ต้องเดินทางไปที่อำเภอและจังหวัดนั้น ๆ” พรรณิการ์ กล่าววิงวอน
ปฏิบัติการ “แฮ็กระบบ”
อีกความยากของแคมเปญนี้คือ หากประชาชนยอมควัก 2,500 บาท แล้ว “ต้องเลือกใคร” และในหมู่ผู้สมัคร “จะสื่อสารกันอย่างไร” ด้วยกฎกติกาที่ทำให้การให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณะจำกัดมาก โดยเฉพาะการห้ามรณรงค์หาเสียง ทำได้เพียงแนะนำตัว 5 บรรทัดตามรูปแบบที่ กกต. กำหนด
“มันไม่ใช่เสียค่าสมัคร 2,500 บาทแล้วจะได้อะไรกลับมา เราจ่าย 2,500 บาทเข้าไปเลือกคนซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะชนะไหม มันบ้าพอสมควรเลยละ ไม่นับที่เราต้องเดินทางไปสมัครและไปโหวต 3 รอบ”
นั่นเป็นเหตุผลที่ ช่อ-พรรณิการ์ บอกว่า นี่เป็นแคมเปญที่ยากที่สุด แต่สำหรับเธอรู้สึกสนุกกับการชอบทำอะไรยาก ๆ อยู่แล้ว
“แคมเปญรณรงค์ให้คนออกไปลงสมัคร สว. ไม่มีคำว่าแพ้ มีแต่ชนะกับเสมอตัว ชนะน้อยกับชนะมาก โดยผลลัพธ์ขั้นต่ำที่ได้คือการทำให้ สว. ชุดใหม่มีหน้าตาไม่เหมือน สว. 250 คนอย่างแน่นอน” เธอให้ความเห็น

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
พรรณิการ์ เรียกสิ่งที่เธอกำลังทำว่า “ปฏิบัติการเล่นกับระบบ” และ “แฮ็กระบบ” เพราะหากไม่ทำอะไร คนไทยก็จะต้องอยู่กับระบบนี้ต่อไป
“เราต้องแฮ็กระบบเลือก สว. ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขา เหมือนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกโควด (quote) เสมอว่า ‘ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา’ ระบบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ระบบที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขา กลายเป็นระบบที่พวกเราแทรกซึมเข้าไปได้ เป็นบัก (bug – ทำให้ระบบรวน/ทำงานผิดปกติ) ตอนนี้เรากำลังขอให้ประชาชนเป็นบักในระบบ ไม่ต้องหาความได้เปรียบ ไม่ต้องหาตรรกว่าทำไมระบบมันเป็นแบบนี้ เพราะมันไม่มี ไม่มีความแฟร์ ไม่มีตรรก เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่า สว. จะไม่เป็นของประชาชน ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนจะทำได้ก็คือแฮ็ก” พรรณิการ์ กล่าว
คำว่า ระบบที่ออกแบบมาเพื่อไม่ให้ สว. เป็นของประชาชน ได้รับการขยายความจาก พรรณิการ์ ว่า เป็นระบบที่กีดกันคนจำนวนมากตั้งแต่ต้นด้วยเงินค่าธรรมเนียมสมัคร 2,500 บาท, การแบ่งกลุ่มอาชีพมั่วซั่วและข้ามสาย ผู้สมัคร “จะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนดีไม่ดี”, การให้แนะนำตัว 5 บรรทัด ใช้ต้นทุนเก่า แต่ไม่ให้บอกว่าจะทำอะไรในอนาคตเพราะจะกลายเป็นการหาเสียง “คุณจะให้คนตัดสินเรื่องสำคัญอย่างการเลือก สว. ด้วย 5 บรรทัดหรือ”
ในทัศนะของแกนนำคณะก้าวหน้า ระบบเลือก สว. 200 คน จึงเป็นระบบที่เอื้อให้ “คนมีเงิน” และ “คนมีเครือข่ายระดับชาติ” เท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป เพราะพอผู้สมัครไม่รู้จักกัน มันเปิดโอกาสให้ใช้เงินทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง
“มันอาจมีคนถือกระเป๋าเงินไว้แล้วไปซื้อปลายทางทีเดียว หากเราจะเล่นกับระบบ ถ้าเขาจะซื้อปลายทาง เราต้องทำให้ตั้งแต่ต้นทางเป็นคนที่เขาซื้อไม่ได้ เข้าไปป่วนระบบ โดยใช้จำนวนของเราเข้าสู้”
“เวลาเราพูดว่าประชาชนคือผู้ทรงอำนาจ สิ่งที่เรามีเหนือผู้มีอำนาจเหนือทุกองค์กรในประเทศนี้คือปริมาณ ประชาชนชนะด้วยปริมาณเสมอ ไม่ใช่ชนะด้วยสิ่งอื่น ไม่มีนักการเมืองคนไหนมีเงินพอที่จะทุ่มโหวตคน 70 ล้านคน ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ประชาชนมีเหนือกว่าคือจำนวน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เธอชี้ว่า การเอาชนะด้วยจำนวนประชาชนเกิดขึ้นมาแล้วในคราวเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และหวังว่าจะเกิดขึ้นกับการเลือก สว. ครั้งนี้ โดยเชื่อว่าสุดท้ายเมื่อเดินเข้าไปในคูหา ประชาชนมีสติสัมปชัญญะและจะรู้เองว่าจะเลือกใคร
“แค่คุณเดินเข้าไปเป็นตัวฟรี ไม่ใช่ตัวจัดตั้ง เอามนุษย์ตัวฟรีเข้าไป ก็ป่วนมนุษย์จัดตั้งได้มากแล้ว นี่คือมนุษย์ที่เดินเข้าไปด้วยเจตจำนงเสรี ไม่มีใครซื้อเขาได้ 2 แสนคน มันจะเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ... เดินเข้าไปแบบงง ๆ แต่งงแบบแกอย่ามาซื้อฉันนะ ฉันไม่ขาย นั่นคือการทำลายคะแนนจัดตั้งที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด” โฆษกคณะก้าวไกลกล่าว
67 สว. ของประชาชน
หากพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล เคยประสบความสำเร็จในการสร้าง “หัวคะแนนธรรมชาติ” เพื่อเอาชนะ “หัวคะแนนจัดตั้ง” ของนักการเมืองแบบเก่าทั้งในคราวเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 พรรณิการ์ ก็คาดหวังว่าบรรดา “ผู้สมัคร สว. จัดตั้ง” ของกลุ่มบ้านใหญ่ทั้งหลาย จะพ่ายแพ้ให้แก่ “ประชาชนจัดตั้งกันเอง”
หากเป็นไปได้ เธอคาดหวังจะเห็น 1 ใน 3 ของวุฒิสภาชุดใหม่ หรือ สว. 67 คนขึ่นไป เป็น “สว. ประชาชน” เพราะเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญทางกฎหมาย
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือคิดเป็นจำนวน 67 คน จากทั้งหมด 200 คน จากปัจจุบันต้องใช้เสียง 84 คน จาก สว. ชุดเฉพาะกาลทั้งหมด 250 คน
สำหรับ สว. ชุดเฉพาะกาล 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะหมดวาระในวันที่ 11 พ.ค. นี้ และไม่มีอำนาจตามบทเฉพาะกาล ในการร่วมกับ สส. เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป
แต่ถึงกระนั้น สว. ชุดใหม่ 200 คนที่มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ยังมีอำนาจสำคัญ ทั้งการร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการสรรหาบุคคลเป็นกรรมการองค์กรอิสระ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สว. สีส้ม
แม้มีคำยืนยันจากทั้ง ธนาธร-พรรณิการ์ ว่าการเตรียมกระโจนลงสู่สนามเลือก สว. ของคณะก้าวหน้า มีเป้าหมายเชิญชวนให้ประชาชนลงสมัครเป็น สว. เท่านั้น โดยไม่ได้คิดถึงใบหน้าหรือชื่อของผู้สมัครรายใดเป็นพิเศษ แต่ก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าจะเกิด “สว. สีส้ม” หรือไม่อย่างไร
แม้จุดยืนส่วนตัวของ พรรณิการ์ เห็นว่า ประเทศไทยควรมีสภาเดียว แต่เธอเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังเห็นว่าควรมีวุฒิสภา โดย สว. ควรทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา ในเมื่อสภาล่างมีพรรคการเมืองที่เราสนับสนุนอยู่แล้ว สภาสูงจึงไม่ควรมี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า สว. ไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ควรแสดงจุดยืนทางการเมือง เพราะ สว. ก็เป็นนักการเมือง แต่ สว. ไม่ควรเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และไม่ควรมีพรรคไหนส่งผู้สมัคร สว.
แต่ถึงกระนั้น หากผู้สมัคร สว. จะแสดงจุดยืนตรงกับบางพรรคการเมือง พรรณิการ์ มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสภาสูงกับสภาล่างมันสัมพันธ์กันเสมอ รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดให้บางอย่างต้องใช้เสียง 2 สภาร่วมกัน เช่นเดียวกับฝ่ายค้านกับรัฐบาลที่สามารถเห็นตรงกันได้ และร่วมมือกันได้ในบางเรื่อง
“คณะก้าวหน้าไม่มีวันส่ง ‘สว. สีส้ม’ แน่นอน เราเชื่อว่าถ้าจะมี สว. ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลให้ได้ สว. ก็ไม่ควรมีสังกัดเดียวกับสภาล่าง แต่บางอย่างเป็นการยืนหยัดในหลักการ เช่น จุดยืนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, จุดยืนต่อมาตรา 112, จุดยืนต่อสิทธิมนุษยชน ของแบบนี้เป็นจุดยืนที่ต่างหรือตรงกันเป็นปกติ แต่ไม่ใช่ว่าถ้าเขาเห็นด้วยกับแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คือ สว. สีส้ม ทันที” โฆษกคณะก้าวหน้ากล่าวทิ้งท้าย
ดูวิดีโอชุด "เลือก สว. 67" สรุปกติกาที่ "ซับซ้อนที่สุดในโลก" และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกับเลือก 200 สว. ชุดใหม่ ได้ที่นี่
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3











